Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 82 อำนาจและชื่อเสียง
เมื่อได้เห็นเศษหินที่แตกกระจายออกไปทุกทิศทาง หลินหมิงก็ถอน
หายใจเบาๆ
วิชา ‘ลื่นไหลดุจแพรไหม’ เป็นส่วนหนึ่งของเคล็ดบ่มเพาะ ‘ชีพจร
ปราณเทพคลั่ง’ เป็นวิชาที่ทรงพลังกว่า หมัดสลายกระดูกหลายเท่า ต่อ
ให้เป็นหมัดสลายกระดูกแบบสมบูรณ์ก็ทำเทียบได้เพียง ‘ลื่นไหลดุจแพร
ไหม’ ในช่วงต้นๆเท่านั้น หากเขาสำเร็จ แบบต้นๆเท่านั้น ‘ลื่นไหลดุจแพร
ไหม’ ขั้นสูงๆแล้วละก็ เศษหินที่เขาปาหอกใส่จะกลายเป็นเพียงฝุนผง
เท่านั้น ไม่ได้เป็นก้อนเล็กๆเช่นนี้
ในตอนนี้ หลินหมิงสามารถใช้มือเปล่าในการรับดาบของซางฉางได้
และคลื่นพลังปราณของเขาก็หักล้างกับพลังปราณของซางฉางได้ ถ้า
สามารถสำร็จวิชา ‘ลื่นไหลดุจแพรไหม’ ในขั้นสูงกว่านี้หลินหมิงก็คงจะ
สามารถใช้มือเปล่ารับกระบวนท่าของซางฉางได้อย่างง่ายดาย ไม่
จำเป็นต้องใช้หอกและกระบวนท่ามังกรวารีทะยานห้วงสมุทรเหมือนใน
ครั้งที่ผ่านมา แค่มือเปล่าก็เพียงพอ
ถ้าหากพลังปราณสลายไปแล้ว กระบวนท่าก็จะสลายไปด้วย ไม่ว่า
จะเป็นวิชาที่ยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ถ้าหากมันไม่ได้แข็งแกร่งกว่าเขา
มาก เขาก็สามารถสลายพลังปราณและทำรายกระบวนท่าเหล่านั้นได้
พลังของ ‘ลื่นไหลดุจแพรไหม’ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง หลินหมิงถอน
หายใจออกมา ยิ่งเขาฝึก เขาก็ยิ่งได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมัน
เขาพึ่งฝึกมันในขั้นแรกเท่านั้น ถ้าหากเขาสามารถสำเร็จขั้นต่อๆไปได้ใน
อนาคตละก็ นึกไม่ออกเลยว่าจะเขาจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน
ในความทรงจำนั้น เขาจำได้ว่าเมื่อสำเร็จวิชา ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
เขาจะสามารถเปิดประตูลึกลับทั้งแปดภายในร่างกายได้และเมื่อมัน
เกิดขึ้น พลังของเขาก็จะเหมือนกับสายรุ้งที่ข้ามผ่านโลก ทุกคำพูดจะเป็น
ดังฟ้าผ่า และหมัดๆนึงมีพลังเพียงพอจะทำลายดาวทั้งดวงได้ ซึ่งยังไม่เคย
มีใครทำได้มาก่อนและก็คงจะยังไม่มีต่อไป
“ครั้งนี้ข้าเอาชนะซางฉางได้ พลังก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน2-3เดือน
ที่ผ่านมา มันก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ข้ายังอยากได้ทรัพยากรของสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ที่มากยิ่งกว่านี้”
…
แม้การเดิมพันระหว่าง หลินหมิงกับซางฉาง จะดูไม่มีความสำคัญ
อะไรมากนัก แต่เรื่องราวในครั้งนี้ จะต้องถูกกล่าวขานไปทั่วอย่างแน่นอน
มันจะต้อง เรื่องเหล่านนี้จะต้องไปเข้าหูของคนเก่งๆคนอื่นอีกแน่
หลินหมิงมีชื่อเสียง และจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น
หลินหมิง เด็กหนุ่มอายุ15ปี ศิษย์จากสำนักเจ็ดแก่นแท้ ห้องพสุธา
อันดับ126 อาวุธที่ใช้ หอก
สามารถล้มซางฉางอันดับที่ 103 ลงได้ หลินหมิงพึ่งจะเข้ามาใน
สำนักเจ็ดแก่นแท้ได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น เรื่องราวเหล่านี้ต้องสร้างความ
ประหลาดใจให้ใครต่อใครที่ได้ฟัง เขานั้นมีความสามารถในการพัฒนาที่
รวดเร็วถึงกับแซงศิษย์เก่าในสำนักเจ็ดแก่นแท้ที่อายุมากกว่าได้
ใครต่อใครก็รู้ว่า แม้แต่หลิงเซ็น ต้ากู่ และซางกวนยู่ ก็ไม่ได้มี
พัฒนาการที่ก้าวล้ำไปไกลได้ขนาดนี้ภายในระยะเวลาแค่หนึ่งเดือน
แล้วที่น่าขำยิ่งกว่านั้นก็คือ หลินหมิงสามารถเอาชนะซางฉางได้ด้วย
‘พื้นฐานการใช้อาวุธหอก’ และเขาก็ยังใช้มันเพียงกระบวนท่าเดียว
เท่านั้น – ‘มังกรวารีทะยานห้วงสมุทร’!
ถึง ‘มังกรวารีทะยานห้วงสมุทร’! จะเป็นชื่อที่ดูดีก็ตาม แต่มันก็เป็น
แค่การแทงด้วยหอกเท่านั้น ในกองทัพขณะที่เกิดสงครามมีการแทงหอก
ไปยังศัตรูพร้อมๆกัน และตะโกนร้องรวมเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้ดูเหมือน
ราวกับว่ามังกรกำลังของพุ่งออกมา สิ่งนี้นั่นเองที่เป็นที่มาของชื่อนี้
ปกติแล้วสำหรับการต่อสู้ ผู้คนทั่วๆไปต่างก็จะสนุกไปกับมัน จะมีก็
แต่พวกระดับต้นๆเท่านั้นที่จะสังเกตพลังปราณและความลับของกระบวน
ท่าบางอย่างของนักสู้ที่กำลังสู้กันอยู่ และต้ากู่เองก็เป็นคนที่สนใจใน
ความลับของพลังในการแทงของหลินหมิง
ต้ากู่เป็นถึงนักสู้อันดับต้นๆ เขาคืออันดับ2ของสำนักแห่งนี้ในหลายปี
ที่ผ่านมา เขาก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจความลับของพลังที่หลินหมิงใช้ได้
ซึ่งแม้แต่หลิงเซ็นที่ต้ากู่นับถือก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงความลับของพลังที่
หลินหมิงได้แสดงออกมาได้
หลายๆคนได้เห็นหมัดและฝ่ามือนั้น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามันมี
อะไรแฝงอยู่ในฝ่ามือนั้นกันแน่ และแม้พวกเขารู้ว่ามันมีอะไรบางอย่าง
แต่ก็ไม่มีใครเดาออกหรอกว่านั่นคือวิชาหมัดสลายกระดูก วิชาหมัดสลาย
กระดูกที่มีเนื้อหาที่สูญหายไปกว่า 70%
ด้วยรัศมีที่เปล่งออกมาจากหลินหมิงในตอนนี้ ทำให้พวกคนระดับ
อัจฉริยะต้องหันกลับมามองตัวเองเสียใหม่
ผลลัพธ์คือทุกสิ่ง ไม่ว่าจะพรสวรรค์ อายุ และฐานะที่ต่ำต้อย แต่
หลินหมิงก็สามารถที่จะกดดันหลิงเซ้นและต้ากู่ได้ ไม่แน่ว่าในอนาคต
หลินหมิงอาจจะเหนือกว่าพวกเขาเสียอีก
ซึ่งแน่นอนว่าพวกองค์กรที่มีอิทธิพลก็ไม่สามารถมองข้ามความเร็วใน
การพัฒนาระดับนี้ได้ ถึงอย่างนั้นสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็ได้มีกฎว่าไม่ว่าจะ
เป็นตระกูลที่ใหญ่โตมาจากไหน ก็ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายการฝึกสอน
ในสำนักได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับการฝึกสอนของเหล่าศิษย์ในสำนัก
เพราะแบบนั้น จึงมีตระกูลใหญ่ๆบางตระกูลส่งคนมาเฝ้ารอหลินหมิ
งอยูหน้าสำนัก เพื่อรอให้หลินหมิงออกมา
ไม่ใช่เพียงแค่รออย่างเดียวเท่านั้น แต่จับตาดูพัฒนาการของเขา
อย่างต่อเนื้อง พวกเขาต้องการที่จะรู้ความคืบหน้าของหลินหมิงอย่างระ
เอียด
แน่นอนว่าพวกเขาเองก็จับตาดูศิษย์ใหม่คนอื่นๆอยู่บางเช่นกัน แต่ก็
คงไม่มีใครที่โดดเด่นเท่ากับหลินหมิง
นี่แหละความเจิดจรัสของหลินหมิง แม้แต่อัจฉริยะจากเมืองเยียลู่
ตระกูลหวัง หวังหยานเฟิงก็ยังเทียบเขาไม่ติดแล้วในตอนนี้
…
หลินหมิงได้เข้ามาในสำนักเจ็ดแก่นแท้เป็นเวลา 34 วันแล้ว และ
วันนี้ก็เป็นวันที่จะจัดอันดับด้วยอาคมหมื่นอสูรสังหาร ในครั้งที่สอง
อาคมหมื่นอสูรสังหารนั้นอยู่บนหุบเขาที่ถูกล้อมด้วยต้นไผ่อันแหลม
คม ซึ่งมันทั้งสูงและแข็ง แม้แต่ใบของมันก็ยังคมกริบ
สถานที่ทดสอบ อยู่ ณ ใจกลางของป่าดงไผ่นั้น ซึ่งตรงนั้นจะมีแท่น
อาคมอยู่ ซึ่งในเวลานี้ ก็มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นศิษย์ในห้องพสุธาทั้ง20คน
เพื่อแยกศิษย์ที่มีความตั้งใจที่จะทดสอบกับศิษย์ที่มาทดสอบเพื่อเล่น
สนุกออกจากกัน สำนักเจ็ดแก่นแท้จึง ได้ออกกฎมาว่า ทุกๆครั้งจะเข้า
ทดสอบ จะต้องวางหินลมปราณไว้ก่อนก้อนนึง และถ้าหากผลการ
ทดสอบที่ออกมาสูงขึ้นกว่าเดิมไม่ถึง 5 อันดับ พวกเขาก็จะไม่ได้รับหิน
ลมปราณก้อนนั้นคืน
สำหรับศิษย์ใหม่ที่ได้อันดับล่างๆแล้ว พวกเขาจะได้รับหินลมปราณ
เพียงแค่เดือนละหนึ่งก้อนเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ใช้เข้าทดสอบพอดี ซึ่ง
พวกเขาก็ไม่มั่นใจด้วยว่าจะได้อันดับสูงกว่าเดิมถึง5อันดับหรือไม่ พวกเขา
ส่วนใหญ่จึงยังไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ เพราะหินลมปราณเพียง
ก้อนเดียวของพวกเขานั้นมีค่ามากกว่าที่จะนำมาเสียงเช่นนี้
หวางหมาง และ หลี่ไท้ ศิษย์ใหม่สองทหารกล้าผู้มากประสบการณ์
ในการต่อสู้ก็ไม่มาในวันนี้ ในการทดสอบเมื่อเดือนก่อนพวกเขาได้แสดง
ฝีมืออย่างสุดความสามารถ แต่ก็ยังทำได้เพียงอันดับที่ 160 เท่านั้น นั้น
คือขีดจำกัดของพวกเขาแล้ว การจะใหขึ้นมาอีก 5 อันดับนั้นไม่ใช่เรื่อง
ง่ายๆเลย
ในหมู่คนพวกนั้นไม่ได้มีแต่คนของสำนักเจ็ดแก่นแท้เท่านั้น ยังมีคน
จากภายนอกเข้ามาเหมือนกัน พวกเขาได้รวมตัวกันและชมอยู่ห่างๆที่
มุมๆหนึ่งของหุบเขา พวกเขาเหล่านั้นคือคนที่ถูกส่งมาจากพวกตระกูล
ใหญ่ๆ หน้าที่พวกเขาก็คือการรายงายผลของเหล่าศิษย์ที่น่าสนใจให้
เจ้านายของพวกเขาฟัง
ตามกฎของสำนักเจ็ดแก่นแท้ พื้นที่ในส่วนของอาคมหมื่นอสูรสังหาร
และประมหาเจดีวิจิตรบรรจง นั้นเป็นพื้นที่ต้องห้าม ที่ผู้คนธรรมดาไม่ได้
รับอนุญาตให้เข้าไป
พวกผู้สังเกตการณ์เหล่านั้น ที่มาที่หุบเขาห่งนี้เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับ
เจ้านายจึงได้แต่สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ผู้ที่มาสังเกตการณ์เหล่าศิษย์ในครั้ง
นี้ไม่ได้มีแต่พวกขี้ข้าจากตระกูลใหญ่ๆเท่านั้น อย่างเช่น ชายในผ้าคลุมทั้ง
สี่คนนี้ พวกเขาคือทหารผู้เก่งกล้าที่ถูกส่งมาจาก เจ้าชายองค์ปัจจุบัน!