Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 92 ปฏิเสธ
หลังจากจูเอี๋ยนกลับมาถึงที่พักของเขา เปลวไฟส่องแสงเป็นประกาย
เจิดจร้าก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า นี่คือยันสื่อสารจากองค์ชายสิบ หยางเซ็น
องค์ชายสิบต้องการให้เขามาพบในคืนนี้ที่วัง
จูเอี๋ยนได้ยินน้ำเสียงขององค์ชายอย่างชัดถ้องชัดคำ น้ำเสียงของเขา
ดูไม่ได้มีความสุขซักเท่าไหร!
จูเอี๋ยนพอจะรู้ถึงสาเหตุที่องค์ชายสิบต้องการจะพบเขา มันต้องเป็น
เพราะการท้าทายจากหลินหมิงเป็นแน่ หน่วยสืบข่าวจากองค์ชายคงจะ
รายงานกลับไปให้องค์ชายได้รับรู้แล้ว
จะให้ญาติดีกับหลินหมิง? ฝันไปเถอะ!
จูเอี๋ยนใช้มือขยี้เปลวไฟจากยันสื่อสารตรงหน้าให้หายไปพร้อมกับ
เสียงขององค์ชายสิบ
จูเอี๋ยนลุกขึ้นและรินไวน์ลงแก้วอย่างช้าๆ เขายกแก้วและอาหารที่
ตั้งอยู่ขั้นมารับประทาน ดวงตาของเขาดูเย็นชาและเงียบสงัด
“เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือน แกคิดว่าจะไล่ตามข้าได้ทันงั้นรึ? ”
…
…
ในด้านของหลินหมิงเองก็เช่นกัน เมื่อเขากลับมาถึงที่พัก ก็มีทั้งแสง
ไฟจากยันสื่อสารจากองค์ชายสิบและองค์ชายสามติดต่อมาหาเขา
ข้อความจากองค์รัชทายาทที่ถูกส่งมาโดยมู่อี้
มู่อี้กล่าวแสดงความยินดีและเชิญเขาไปยังวังของพระมหากษัตริย์
เพื่อเยี่ยมชมและกินดื่ม
สำหรับยันสื่อสารขององค์ชายสิบ เขาได้เสนอสิ่งต่างๆให้หลินหมิ
งมากมาย รวมถึงตำราเคล็ดบ่มเพาะระดับมนุษย์ที่เขามี เขาก็ยังตกลงที่
จะให้หลินหมิงยืมไปฝึกฝน
ในความเป็นจริงการติดต่อสื่อสารกับเหล่าศิษย์ในสำนักเจ็ดแก่นแท้
เช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎระเบียบของสำนักเจ็ดแก่นแท้ อย่างไรก็ตาม
จากเหตุการณ์การแย่งชิงบัลลังค์ที่จะเกิดขึ้นอนาคต สำนักเจ็ดแก่นแท้ก็
พอจะเปิดช่องโหว่ให้พวกเขาได้ทำเช่นนั้นได้
“มันดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองฝ่ายต้องการข้าไปร่วมกับฝั่งของพวก
เขา… ข้าจะกลายเป็นคนที่มีศัตรูจำนวนมาก… แม้ข้าจะปลอดภัยเมื่ออยู่
ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ แต่หาข้าก้าวออกไปจากอาณาเขตของสำนักก็เป็นไป
ได้ว่าจะถูกลอบสังหาร! มู่อี้มีน้ำใจช่วงเหลือข้าและก็ยังเป็นมิตรกับข้า
องค์รัชทายาทเองก็เคยช่วยข้าไว้ครั้งหนึ่ง ถ้าข้าเข้าร่วมกับพวกเขาดูคง
จะเป็ทางเลือกที่ดี องค์ชายสิบเองก็เป็นลูกของนางสนมจากตระกูลจู้… ”
หลินหมิงไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากนัก แต่เขาก็รู้ความเชื่อมโยง
ระหว่างตระกูลจู้กับองค์ชายสิบ ตระกูลจู้ใช้ความสัมพันธ์นี้เป็นบันไดเพื่อ
ยกระดับวงศ์ตระกูลให้สูงขึ้น พวกเขามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่
มีองค์ชายสิบ
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่หลินหมิงจะเข้าร่วมกับฝั่งขององค์ชายสิบ ซึ่ง
เป็นฝ่ายเดียวกับจูเอี๋ยน เขาคงจะปฏิเสธข้อเสนอขององค์ชายสิบในทันที
ที่รู้ว่าต้องเป็นพันธมิตรกับจูเอี๋ยน!
ในด้านข้อเสนอของมู่อี้กับองค์ชายสามต่างหาก ที่เขาควรจะตอบรับ
แต่ตอนนี้เขากลับไม่มีเวลาที่จะทำเช่นนั้น…
“ข้าน้อยขอบใจในคำเชิญจากท่านองค์รัชทายาท แต่ยังมีการต่อสู้ที่
สำคัญรอข้าอยู่ในอีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ เวลาทุกวินาทีจากนี้สำคัญต่อข้า
ยิ่งนัก ข้าคงจะไม่สามารถตบรับคำเชิญของท่านองค์รัชทายาทได้
ในตอนนี้ แต่ในเดือนหน้าข้าจะไปเยี่ยมท่านองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน”
ในวังตะวันออก มู่อี้ได้รับการติดต่อผ่านยันสื่อสารของหลินหมิง มู่อี้
ลูบเคราอย่างช้าๆและกล่าวกับองค์ชายสามด้วยรอยยิ้มว่า “หลินหมิงบอก
ว่าเขาจะตอบรับคำเชิญของเราในเดือนหน้า”
“โอ้? เจ้าหลินหมิงนี้ช่างขยันฝึกฝนอะไรเช่นนี้ หรือว่าเขาตอบเช่นนั้น
เพื่อปฏิเสธเราหรือป่าว? ”
มู่อี้ตอบ “ท่านองค์รัชทายาทโปรดเข้าใจ เหล่านักสู้ที่มีความคิดและ
จิตใจบริสุทธิ์อย่างหลินหมิง เขาไม่ต้องการให้สิ่งใดมารบกวนการฝึกฝน
ของเขา ทำให้เขามีสมาธิอยู่กับการฝึกฝนและสามารถพัฒนาฝีมือได้อย่าง
รวดเร็ว หากเขามาเพื่อกินดื่มกับเราในตอนนี้ มันอาจส่งผลเสียต่อการ
พัฒนาการของเขา”
“นั่นสินะ ไม่แปลกใจเลยที่เขาสามารถฝึกฝนได้อย่างก้าวกระโดด
เช่นนี้”
“ใช่แล้ว หัวใจที่ฝักใฝ่ในการต่อสู้ของเขาเข้มแข็งอย่างยิ่งเหมื่อเทียบ
กับนักสู้คนอื่นๆ และหากหัวใจของพวกเขาอ่อนแอก็จะถูกล่อลวงด้วยสิ่ง
ต่างๆได้อย่างง่ายดาย ทั้งความมั่งคั่งร่ำรวยและชื่อเสียง คนเหล่านี้จะมี
พัฒนาการที่ช้าลง และอีกหนึ่งสาเหตุที่หลินหมิงทำเช่นนั้นก็เพราะเขามี
ปรมาจารย์ที่เก่งกล้าคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง”
หลินหมิงเพียงตกลงกับมู่อี้ให้เก็บความลับเรื่องความสามารถในการ
จารึกของเขา ซึ่งไม่ได้รวมถึงเรื่องปรมาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของเขา
ในความเป็นจริงแล้ว หากเขาจะเผยสถานะการเป็นยอดนักจารึก
ของเขาในตอนนี้ มันก็ไม่ใช้เรื่องอันตรายอีกต่อไป ทั้งองค์รัชทายาทและมู่
อี้ที่จะคอยสนับสนุนและสำนักเจ็ดแก่นแท้ไม่มีทางที่ใครจะมาทำร้ายเขา
ได้
“จริงรึ… มีปรมาจารย์ที่เก่งกล้าคอนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังของหลินห
มิง? องค์ชายสามถามย้ำด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
เมื่อมู่อี้เห็นท่าทีขององค์รัชทายาทก็เข้าใจถึงความคิดของเขาในทันที
มู่อี้ยิ้มและกล่าว “ฝ่าบาทไม่ควรคาดหวังกับท่านปรมาจารย์คนนั้น ข้า
คาดว่าท่านปรมาจารย์อาวุโสของหลินหมิงคนนั้นจะต้องฝึกฝนจนเกินขั้น
ปราณปลายฟ้าไฟแล้ว สถานะของเขาคือสิ่งที่เราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ”
“เหนือกว่าระดับปราญปลายฟ้า?!” หัวใจหยางหลินสั่นระรัวเมื่อได้
ยินเช่นนั้น “เขาก้าวข้ามระดับปราญปลายฟ้าไปแล้วงั้นรึ แล้วพวกเขาจะ
เป็นเช่นไร?”
มู่อี้ได้แต่ยิ้มฝืดๆและกล่าว “ข้าเองก็ไม่ทราบถึงเส้นทางที่เหนือว่าขั้น
ปราณปลายฟ้า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาจากตระกูลโบราณหรือเข้าร่วมกับ
นิกายโบราณ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกัยหมอกหน้า ข้าเองก็ไม่รู้ว่า
หลังจากก้าวข้ามขั้นปราณปลายฟ้าไปแล้วจะเป็นเช่นไร… ”
หยางหลินถอนหายใจเบาๆกล่าวว่า “ท่านอาจารย์โปรดอย่าได้ดูถูก
ตนเอง ท่านทีความสามารถสูงส่งอยู่แล้วแม้ว่าจะมิได้มาจากตระกูล
โบราณ ข้าแค่ไม่เข้าใจเพียงจุดเดียว หากหลินหมิงที่ปรมาจารย์ที่เก่งกล้า
เช่นนั้นอยู่เบื้องหลัง เขาจะเข้ามาในสำนักเจ็ดแก่นแท้ทำไมกัน? ”
มู่อี้กล่าวตอบ “เกี่ยวกับของสงสัยขององค์ชาย ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจ
เท่าไรนัก แต่ข้าคาดการณ์ว่าการจะพัฒนาการให้ก้าวข้ามขั้นปราณฟ้าไป
ได้ เขาก็คงต้องการสะสมประสบการณ์ต่างๆ นี่คงจะเป็นเหตุผลที่
สมเหตุสมผลที่หลินหมินเข้ามาฝึกฝนในอาณาจักรลิขิตฟ้า ”
“อย่างนี้นี่เอง ข้าคิดว่าหากข้าต้องการให้เขามาเข้าร่วมกับเรา อย่าง
น้อยข้าก็ต้องเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้เสียก่อน ในอีกหนึ่งเดือน เมื่อหลินห
มิงมาเยี่ยมเรา เราจะเป็นคนต้อนรับเขาด้วยตนเองและเป็นกันเองกับเขา
ให้มากที่สุด”
…
“ไอ้หลินหมิง แกปฏิเสธกล้าปฏิเสธของเสนอของข้า!”
ณ วังขององค์ชายเมฆมายา,องค์ชายสิบหยางเซ็น ได้รับยันต์สื่อสาร
จากหลินหมิงที่ปฏิเสธกลับมาทำให้เขาผิดหวังไม่น้อย “ไอ้จูเอี๋ยน เจ้าไม่
น่าไม่แย่งผู้หญิงของมันเลย ข้าล่ะผิดหวังเสียจริง!”
จูเอี๋ยนซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าก็ได้แต่เงียบ แต่เดิมเขาสามารถแย่งชิง
หลานอวิ๋นเยว่มาจากหลินหมิงได้สำเร็จ และหลินหมิงก็เป็นเพียงลูกไก่ใน
กำมือของเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็สามารถจัดการกับมันได้อย่างง่ายดาย
ใครจะไปเชื่อล่ะว่าหลินหมิงจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนกลายมาเป็นศัตรู
ตัวปัญหาในตอนนี้?
หยางเซ็นได้สั่งให้จูเอี๋ยนมาเข้าพบเพื่อปล่อยอารมณ์ของเขา เป็นที่รู้
กันดีว่าที่ตระกูลจู้สามารถก้าวมาถึงจุดที่ใหญ่โตมีชื่อเสียงได้เหมือนกับทุก
วันนี้ก็เพราะองค์ชายสิบ องค์ชายสิบก็ไม่ต่างอะไรกับหัวหน้าตระกูลจู้
ในตอนนี้ ไม่มีทางที่จูเอี๋ยนจะขัดขืนคำสั่งได้
“ข้าให้การสนันสนุนตระกูลจู้มาถึงทุกวันนี้ก็เพราะคิดว่าตระกูลจู้
สามารถช่วยข้าจัดการกับอุปสรรค์ต่างๆของข้าได้ แต่เจ้าก็ทำได้เพียง
สร้างความวุ่นวายให้ข้า! เดิมทีข้ามั่นใจว่าหลินหมิงจะต้องเข้าร่วมเป็น
กำลังที่แข็งแกร่งให้กับข้า แต่ตอนนี้มันไม่ใช่! ”
“จูเอี๋ยน ข้าเชื่อว่าเจ้ายังต้องการอนาคตที่ดีและประสบความสำเร็จ!
เพียงคนโง่เท่านั้นที่จะยอมสละทุกอย่างเพื่อผู้หญิงคนเดียว! ไปหย่ากับ
หลานอวิ๋นเยว่ซะ! ”
จากคำพูดขององค์ชายสิบ ทำให้จูเอี๋ยนขมวดคิ้วไม่พอใจเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวตอบ “ฝ่าบาท แม้ว่าข้าจะหย่ากับหลานอวิ๋นเยว่แล้ว ก็ไม่มี
ทางที่ความของข้ากับหลินหมิงจะดีขึ้นมาได้ ท่านคิดว่าหลินหมิงจะให้
อภัยและกลับมาหาหลานอวิ๋นเยว่อีกครั้งอย่างนั้นหรือ? แม้ว่าความแค้น
ของเขากับข้าจะเกิดขึ้นเพราะหลานอวิ๋นเยว่ แต่ตอนนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับ
หลานอวิ๋นเยว่อีกต่อไปแล้ว”
“ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าออกความเห็นหรืออธิบายเรื่องของพวกเจ้า
ให้ข้าฟัง! ข้ารู้อยู่แล้วว่าหลินหมิงไม่ได้ต้องการที่จะกลับมาหาหลานอวิ๋น
เยว่อีกครั้ง แต่การที่เจ้าหย่ากับนางจะเป็นการแสดงความเคารพและให้
เกียรติต่อหลินหมิง หลังจากนั้นเจ้าจงไปขอโทษเขาด้วยความจริงใจ เพียง
เท่านี้ก็สามารถที่จะทำให้เขาเปิดใจตอบรีบข้อเสนอของข้าได้แล้ว หาก
ไม่เช่นนั้นเขาก็จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจไม่ชั่วนิรันดร์ ข้าจะหาหญิงที่งาม
กว่าหลานอวิ๋นเยว่ให้เขา เขาจะทำให้เขามั่งคั่งยิ่งใหญาหากเลือกที่จะอยู่
ฝั่งข้า ข้าเหนือว่าองค์รัชทายาทอย่างชัดเจนในเรื่องข้อเสนอที่สามารถยื่น
ให้เขาเข้ามาอยู่ข้างเรา”
“ท่านต้องการให้ข้าแสดงความเคารพต่อหลินหมิงงั้นรึ… ?” จูเอี๋ยน
พูดพร้อมกับกำหมัดแน่น สำหรับคนที่หยิ่งยโสโอหังอย่างจูเอี๋ยนแล้ว การ
ที่จะต้องมาก้มหัวขอโทษแสดงความเคารพต่อคนที่เขาเคยดูถูกก็ไม่ต่าง
อะไรกับการฆ่าเขาทั้งเป็น!