Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 93 อุปสรรค
“เจ้าไม่เต็มใจจะทำงั้นรึ? เป็นบุรุษต้องหัดมีความยืดหยุนและปรับตัว
ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ หรือเจ้าต้องการที่จะสร้างปัญหาให้ข้า
เพราะความโอหังของเจ้า? ”
จูเอี๋ยนสูดหายใจเข้าลึกๆและคลายมือที่กำไว้แน่นออกและกล่าว
อย่างเย็นชาว่า “ฝ่าบาท อัจฉริยะที่ไม่มีลมหายใจ ก็ไม่มีค่าอันใดให้ต้อง
หวั่นเกรง”
“ฮึ เจ้าต้องการให้ข้าลอบสังหารหลินหมิงงั้นรึ? จูเอี๋ยน เจ้าลืมความ
แข็งแกร่งของสำนักเจ็ดแก่นแท้ไปแล้วหรืออย่างไร หลินหมิงเป็นศิษย์ที่มี
พรสวรรค์ที่หายาก ไม่มีทางที่ใครจะลอบสังหารเขาได้ ต่อให้มันออกมา
จากสำนักองค์รัชทายาทก็คงจะปกป้องมัน แม้ว่าหยางหลินจะไม่ได้
เก่งกล้าอะไรนัก แต่เขามีปรมาจารย์มู่อี้คอยคุ้มครองอยู่ ต่อให้สังหาร
หลินหมิงได้สำเร็จ พวกมันก็ต้องสืบหาพวกเราจนพบอย่างแน่นอน เมื่อ
ถึงเวลานั้นแม้แต่ข้าก็ไม่อาจรอดเงื้อมมือของสำนักเจ็ดแก่นแท้ไปได้
แม้แต่ท่านพ่อที่เป็นจักรพรรดิก็ไม่อาจจะช่วยปกป้องข้าได้ หากสำนักเจ็ด
แก่นแท้ต้องการชีวิตข้า! ”
“เพียงแค่มู่อี้คนเดียวก็ทำให้ข้าปวดหัวแล้ว! ข้าอาจจะต้องส่งยอด
ฝีมือกว่า 18 คนที่พร้อมที่จะตายเพื่อไปรับมือกับเจ้าเฒ่านั่นคนเดียว และ
หากหลินหมิงเติบโตขึ้นและเข้าร่วมกับองค์รัชทายาท โอกาสที่ข้าจะ
เอาชนะองค์ชายสามได้ก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด! ”
จูเอี๋ยนกำหมัดแน่นอีกครั้ง เขาพูดอย่างช้าและชัดเจน “ฝ่าบาทโปรด
ให้เวลาแก่ข้า ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
“ก็ได้ ข้าจะเชื่อใจเจ้าซักครั้ง หากเจ้าทำให้ข้าผิดหวังเจ้าคงรู้ดีสินะว่า
ต้องทำอย่างไร? ”
จูเอี๋ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆและกล่าวคำพูดออกมา “หากข้าแพ้
ให้กับมัน หากมันสามารถฝึกฝนพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วจนเอาชนะข้า
ได้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ข้าจะหย่ากับหลานอวิ๋นเยว่และขอโทษหลินห
มิงด้วยความจริงใจ!”
“ฮึ เข้าใจแล้วก็ดี ข้าหวังว่าเวลานั้นมันคงจะยังไม่สายเกินไป!
…
ณ ห้องพักของศาลาจันทร์กระจ่าง อาหารสุดหรูวางอยู่ตรงหน้าของ
จูเอี๋ยน แต่เขาไม่ได้มีความสนใจอาหารเหล่านั้นแม่แต่น้อย เขากำลังคิด
บางสิ่งบางอย่างที่สำคัญอยู่
เมื่อเห็นจูเอี๋ยนไม่รับประทานอาหารหลานอวิ๋นเยว่เองก็ไม่กล้าที่จะ
สัมผัสกับตะเกียบที่วางอยู่บนโต๊ะ นางรู้ดีว่าสิ่งที่จูเอี๋ยนกังวลอยู่ก็คือการ
ท้าทายของหลินหมิง นางไม่กล้าที่จะเอ่ยปากพูดคำใดใดในสถานการณ์
เช่นนี้
“วันนี้องค์ชายสิบเรียกข้าไปเข้าพบเพื่อหารือเรื่องบางอย่าง” จูเอี๋ยนก
ล่าวขึ้นหลังจากที่เงียบมาเป็นเวลานาน
“อืม..? หารือ… เรื่องอะไร?” หลานอวิ๋นเยว่รู้สึกได้ถึงความไม่พอใจ
ของจูเอี๋ยน เขาสามารถระเบิดความโกรธและอาละวาดได้ทุกเมื่อหากเขา
ไม่พอใจ เขาเป็นเหมือนสัตว์ดุร้ายที่ดูเหมือนจะสงบแต่แท้จริงแล้วแผ่จิต
สังหารออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อนางได้มาอยู่ร่วมกับจูเอี๋ยน นางรู้สึกได้ถึงความกดดันที่มองไม่
เห็น ทำให้นางรู้สึกอึดอัดและไม่สามารถหายใจได้อย่างทั่วท้อง มันต่างกับ
ครั้งที่นางเคยอยู่ร่วมกับหลินหมิง แม้หลินหมิงจะชอบทำให้นางอารมณ์
เสียอยู่บ่อยๆ แต่เด็กหนุ่มคนนั้นก็จะมอบรอยยิ้มให้กับนางอยู่เสมอ สิ่ง
เหล่านั้นทำให้นางคิดถึงเขาอย่างไม่มีเหตุผล
แต่น่าเสียดายที่วันเวลาเหล่านั้นไม่มีทางที่จะย้อนกลับมาได้ นางได้
แต่เสียดายช่วงเวลาดีดีเหล่านั้น นางคงไม่มีโอกาสที่จะได้พบกับความรู้สึก
ดีดีเหล่านั้นอีก เหมือนกับว่าจูเอี๋ยนเป็นนกอินทรีที่จะเฝ้าจับตาดู
พฤติกรรมของนางอยู่ตลอดเวลา จนนางไม่รู้สึกเป็นตัวเอง
“เขาบอกให้ข้า… ” จูเอี๋ยนกล่าวพร้อมกับมองไปที่หลานอวิ๋นเยว่
“เขาบอกให้ข้าหย่ากับเจ้า… ”
ในขณะนั้น หลานอวิ๋นเยว่แทบจะเป็นลม เหมือนกับว่าใบหน้าของจู
เอี๋ยนกำลังลอยออกไปช้าๆ ภาพตรงหน้าก็เบลอไปหมด
แม้ว่านางจะยังรักษาความบริสุทธิ์ของร่างกายของนางไว้อยู่ แต่นาง
ก็ได้หมั้นหมายกับจูเอี๋ยนเอาไว้แล้ว และตามประเพณีของอาณาจักรลิขิต
ฟ้า หญิงสาวที่หย่าหลังจากหมั้นแล้วจะโดนดูถูกเหยียดหยาม นี่เป็นเรื่อง
ที่น่าอับอายมากสำหรับนาง และแน่นอนว่ามันจะส่งผลร้ายต่ออนาคต
ของนางในหลายๆเรื่อง หากจูเอี๋ยนตัดสินใจที่จะหย่ากับนาง นางจะไปขัด
ขืนเขาได้อย่างไร?
นางมองจูเอี๋ยนด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวและพยายามที่จะไม่ร้องไห้ แต่
น้ำตาก็ยังไหลรินออกมาจากดวงตาของนาง นางรู้ดีว่าคำพูดขององค์ชาย
สิบมีอำนาจเพียงไรต่อตระกูลจู้ มันไม่ได้ต่างอะไรกับคำสั่งจากหัวหน้า
ตระกูลเลย
“แล้วนาย…ตอบรับ?” หลานอวิ๋นเยว่เอ้ยถ้อยคำออกมาในขณะที่
น้ำตาหยดลงมา
“ตอนนี้ยัง” จูเอี๋ยนตอบไปตามความเป็นจริง
“ทำไม…?” หลานอวิ๋นเยว่ถูกจิตใต้สำนึกสั่งให้กำตะเกียบเอาไว้ในมือ
แต่นิ้วมือของนางกลับดูเป็นสีขาวซีดเซียวเหมือนกับว่าไม่ได้มีเลือด
ไหลเวียนอยู่
“เพราะหลินหมิง องค์ชายสิบต้องการให้หลินหมิงเข้าร่วมกับฝ่ายเรา
แต่เพราะเรื่องของข้ากับเจ้า… เรื่องของข้ากับเจ้ากลายเป็นอุปสรรคที่
ขวางกั้นให้หลินหมิงไม่เข้าร่วมกับองค์ชายสิบ”
ในที่สุดหลานอวิ๋นเยว่ก็ไม่สามารถทนต่อความปวดใจนี้ได้ นางร้องไห้
ฟูมฟายน้ำตาหลั่งไหลออกมาเหมือนฝนที่ตก นางเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา
นางมาเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงราชบัลลังก์ของเหล่าองค์ชายและกลายมา
เป็นอุปสรรคของพวกเขาได้อย่างไร…
ทำไมต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น?
จูเอี๋ยนกล่าวปลอบใจนาง “ข้ายังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน ข้ามีโอกาสที่จะ
ไม่ต้องทำเช่นนั้น เจ้ายังไม่จำเป็นต้องสิ้นหวัง ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิด
อะไรขึ้น… ”
หลังจากที่กล่าวเช่นนั้น จูเอี๋ยนก็ลุกขึ้นค่อยๆผลักประตูออกไปอย่าง
ช้าๆและจากไป
หลานอวิ๋นเยว่ถูกทิ้งอยู่ในห้องนั้น ดูเหมือนกับว่าจิตวิญญาณของ
นางจะถูกทำร้ายอย่างรุนแรง แม้ว่าจูเอี๋ยนจะกล่าวให้ความหวังเช่นนั้น
แต่นางก็ไม่ได้ไร้เดียงสาพอที่จะปักใจเชื่อทั้งหมด หากนางกลายเป็น
อุปสรรคในอนาคตของเขา เขาก็คงไม่ลังเลที่จะเขี่ยนางทิ้ง!
ความคิดเหล่านี้ทำให้หลานอวิ๋นเยว่เศร้าเสียใจอย่างไม่เยเป็นมาก่อน
ในที่สุดนางก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป
ห้องโถงใหญ่ในศาลาจันทร์กระจ่างมีเสียงของเหล่าขุนนางกินเลี้ยง
กันเฮฮาสนั่นหวั่นไหว แก้วไวน์ทองทำที่ชนกันไปมาอย่างสนุกสนาน แต่
เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอะไรที่จะกัดกินชิตของนาง…
ห้องโถงอันหรูหราปูพรมกำมะหยี่ มีจานหยก ชามทอง และอาหารที่
เลิศรสที่สุดในอาณาจักร… นางเคยปรารถนาที่จะมีชีวิตในที่แบบนี้ แต่
ในตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้นางรู้สึกอ้าวว้าง
นางเดินลงบันไดและออกจากความชัดเจนพลับพลา
ในคืนฤดูใบไม้ร่วงอากาศเย็นสดชื่น มีลมพัดเบาๆและกลิ่นของหยาด
น้ำค้าง ชวนให้รู้สึกปล่าวเปลี่ยว
ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของจูเอี๋ยน… หลานอวิ๋นเยว่เข้าใจ
เหตุผลที่เขากล่าวเช่นนั้นและไม่ได้ไม่พอใจอะไรในสิ่งที่เขาทำ
นางเลือกจูเอี๋ยน นางเลือกเขาเพราะเขาจะนำพาความมั่งคั่งมาให้
นางและวงศ์ตระกูลของนาง
หากวันหนึ่งจูเอี๋ยนสูญเสียอำนาจของเขาไป แม้แต่ภรรยาของเขาก็
คงจะทิ้งเขาไป…
ถ้าคนเราเลือกที่งดงามแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะต้องสามารถที่จะทนต่อ
ความขมขื่นและความเจ็บปวดที่อยู่เบื้องหลังความงดงามให้ได้ แต่… ว่า
นางจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้น ก็เหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว
มันทำให้นางคิดถึงความสุขที่นางเคยมี นางเสียใจในการตัดสินใจ
ของนางอย่างมาก ทั้งหมดนี้ไม่ใช้เพราะหลินหมิงกลายเป็นคนมีชื่อเสียง
แต่เพราะนางเองต่างหากที่ไม่เคนตระหนักว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร
…
ผลจากการสร้างความประหลาดใจให้ใครหลายๆคนของหลินหมิง
ทำให้เหล่ามหาอำนาจต้องการตัวเขาไม่เข้าร่วมด้วย แต่ถึงแม้เขาจะ
ประสบความสำเร็จมาถึงขนาดนี้ มันก็ยังไม่ใช่เรื่องน่าพอใจสำหรับเขา
เขาต้องมุ่งความสนใจไปที่เวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้ การท้าทายกับจู
เอี๋ยนไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะ
เขาทำได้เพียงฝึกฝนให้เต็มที่
จูเอี๋ยนเป็นศัตรูคนแรกที่เข้ามาในชีวิตของเขา
ครั้งหนึ่ง เขากับจูเอี๋ยนเคยอยู่ในระดับที่ต่างกันจนเทียบไม่ติด ต่อให้
ใช่เวลาทั้งชีวิตก็คงจะไม่สามารถไล่ตามได้ทัน ทว่าเพียง6เดือนต่อจากวัน
นั้น เขาก็สามารถเผชิญหน้ากับจูเอี๋ยนในฐานะเดียวกัน
หลินหมิงรู้สึกว่าจูเอี๋ยนเป็นศัตรูที่พิเศษกว่าคนอื่นๆที่เขาเคยสู้ด้วย
จูเอี๋ยนก็เป็นคนที่มีนิสัยเช่นเดียวกับหวังหยานเฟิง พวกเขามีความ
ภาคภูมิใจในตนเอง แม้หวังหยานเฟิงจะเทียบกับจูเอี๋ยนไม่ได้ แต่เขาก็มี
ความมุ่งมั่นไม่ย้อท้อแม้ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งขาก็ยังลุกขึ้นสู้ จูเอี๋ยนก็เปี่ยมได้
กับดาบที่ยันอยู่ในฝัก มันเป็นเรื่องอยากที่จะรับมือหากเขาเต็มไปด้วย
ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า!
จูเอี๋ยนไม่ใช่ศัตรูที่จะก้าวข้ามไปได้ง่ายๆ เขาเป็นถึงบุตรชายของนาง
สนม เขามีชีวิตและหัวใจที่เข้มแข็งและพยายามที่จะฝึกฝนเพื่อให้ได้รับ
ตำแหน่งที่ใหญ่โตเช่นเดียวกับในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะได้
เป็นหัวหน้าตระกูลคนต่อไป!
แม้ว่าหลินหมิงจะมียาเม็ดไขกระดูกมังกรทองที่ถูกเพิ่มประสิทธิภาพ
ด้วยอาคมรักษาวิญญาณอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขามั่นใจว่าจะสามารถ
เอาชนะจูเอี๋ยนได้!
เดือนนี้จูเอี๋ยนจะต้องฝึกฝนอย่างเต็มที่เพื่อตอบรับการท้าทายของ
เขาอย่างแน่นอน!
แต่ถึงหลินหมิงจะรู้ว่าโอกาสชนะของเขาไม่ได้มากมายอะไร แต่เขาก็
ต้องการที่จะท้าทายจูเอี๋ยนอยู่ดี! นอกจากจูเอี๋ยนจะเป็นศัตรูของเขาอยู่
แล้ว นี่ยังเป็นการท้าทายตัวของเขาเองเพื่อสร้างแรงกดดันในการฝึกฝน!
เดือนนี้เอง เขาได้รับทรัพยากรจากสำนักเพิ่มขึ้น เขาสามารถที่จะ
ฝึกฝนในเจ็ดสถานที่ฝึกฝนของสำนักเจ็ดแก่นแท้ได้ถึง5วันเต็ม และยัง
ได้รับยาเม็ดผสานวิญญาณอีก5เม็ด และหินพลังปราญอีก5ก้อน
ยาเม็ดผสานวิญญาณนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอะไรนัก แต่หินพลังปราญ
คือสิ่งที่มีค่ากับเขามันจะช่วยให้เขาสามารถฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลา5วันที่เขาฝึกฝนอยู่ในสถานที่ฝึกฝนของสำนัก
เจ็ดแก่นแท้
ห้าวันเต็มก็เท่ากับ 60 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยในการฝึกฝนในสถานที่ฝึกฝน
ก็คือวันละสองชั่วโมง!
แม้ว่าจะมีเวลาจำกัดเพียงวันละ2ชั่วโมง แต่ผลของมันก็ถือว่าน่า
พอใจ
ในช่วงเช้า หลินหมิงยกหอกสายรุ้งขึ้นและมุ้งหน้าไปยังน้ำตกเยือก
แข็ง
แต่ก่อนที่เขาจะได้เข้าไปในอาคมน้ำตกเยือกแข็ง ก็มีเสียงตะโกนดัง
มาจะท่ไกลๆ “ศิษย์น้อง รอข้าก่อน!”
“…?” หลินหมิงหยุดการย่างเท้าของเขา และหันกลับไปทางต้นเสียง
เขาคือหลินหวู่
“ศิษย์น้องหลิน ข้าขอแสดงความยินดีด้วย! เจ้าคือบุคคลที่นำชื่อเสียง
กลับมาให้ตระกูลของเรา!” หลินหวู่กล่าวอย่างเป็นสุข
ตระกูลหลินถือเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในเมืองใบหม่อนสีเขียว
แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงกับตระกูลจู้ได้ เป็นเพราะตระกูลจู้มีนางสนม
และองค์ชายสิบบุตรชายของนางทำให้ตระกูลจู้ทรงอำนาจกว่าตระกูลใด
ใดในเมืองแห่งนี้
มันหน้าเหลือเชื่อที่ผู้หญิงนางสนมคนเดียวจะสามารถทำได้ถึงเพียงนี้
ตระกูลหลินต่างต้องวิตกกังวล พวกตระกูลหลินต่างก็ถูกตระกูลจู้กดดัน
อย่างต่อเนื้อง โดยเฉพาะจูเอี๋ยน เขาเป็นเหมือนภูเขายักษ์ที่กดทับตระกูล
หลินอยู่ วัยรุ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหลินก็คือหลินหวู่ เขาฝึกฝนใน
สำนักเจ็ดแก่นแท้มานานสองปีแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงย้ายเข้ามาในห้อง
พสุธาเท่านั้น และเขามีอันดับที่ต่ำ ส่วนศิษย์น้องอีกสองคนก็ยังอยู่ในห้อง
มนุษย์อยู่เลย ไม่มีวัยรุ่นคนใดในตระกูลหลินที่จะสามารถต่อกรกับจูเอี๋ยน
ได้ นี้คือสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเป็นกังวล
ข่าวของหลินหมิงในวันจัดอันดับนั้นได้ถูกเผยแผร่ผ่านยันต์สื่อสารต่อ
กันไปเป็นทอดๆด้วยถ้อยคำที่กระชับได้ใจความ “หลินหมิง เด็กหนุ่มที่เข้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้ได้เพียง 34 วัน เขาได้อันอับที่ 62 ในการจัดอันดับจาก
อาคมหมื่นอสูรสังหาร เขาได้สิทธิในการท้าทายศิษย์ในห้องสวรรค์ และ
เขาเลือกที่จะท้าทายจูเอี๋ยนพร้อมกับให้หอกชี้ไปยั่วยุอย่างเปิดเผย การ
ต่อสู้ระหว่างพวกเขาจะเริ่มในอีกหนึ่งเดือน”
เมื่อข่าวเช่นนั้นถูกส่งผ่านยันต์สื่อสารมายังหัวหน้าตระกูลหลิน เขา
ถึงกับต้องกระโดดตัวลอยขึ้นมาจากเก้าอี้ และอุทานออกมาอย่างไม่
อาจจะบังคับปากตัวเองได้ “ให้ตายเถอะ!”