Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 19 : บาดเจ็บจนได้
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 19 : บาดเจ็บจนได้
ทางด้านพื้นที่อันตรายที่เหล่าทหารลงปฏิบัติภารกิจอยู่
นั้น ทหารทั้งสองฝ่ายต่างกำลังเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ทั้ง
เสียงปืนและระเบิดดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ
“แฮ่ก ๆ ๆ หากฉันรอดไปได้คราวนี้ฉันจะหาภรรยา
แล้วจริง ๆ” เหิงซานพูดขณะก้มตัวนอนราบกับพื้นหลบ
กระสุนอยู่ในที่กำบังกับเหล่าสหายทหารคนอื่น ๆ
“อึก ฉันก็คิดว่าจะกลับไปแต่งงานกับคู่หมั้นสักทีแล้ว
ล่ะ แล้วนายละฉิงเฟิ่ง” เล่ยฉีบอกสิ่งที่อยากจะทำบ้าง ก่อนจะ
หันไปถามเซียวฉิงเฟิ่งที่กำลังหมอบเล็งปืนไปยังทหารฝ่ายตรง
ข้ามอยู่ข้างๆกัน
“ฉันจะกลับบ้าน ไปหาลูก ๆ และภรรยาที่รออยู่” หาก
ว่าภรรยาเขาไม่ว่าอะไรเขาอาจจะลาออกเพื่อกลับไปทำงานใน
แปลงนาแลกแต้มเพื่อจะอยู่กับครอบครัว เขาคิดเรื่องนี่มานาน
มากแล้วไม่ใช่ไม่รักในอาชีพทหาร เพียงแต่เขามีสิ่งที่รัก
มากกว่ารออยู่ข้างหลัง จึงอยากใช้เวลาอยู่กับพวกเขามากกว่า
นี้
ปัง ๆ ๆ เสียงปืนจากการปะทะกันยังคงดังอยู่อย่าง
ต่อเนื่อง จนกระทั่งสัญญาณของหน่วยส่งมาว่าตอนนี้ควบคุม
พื้นที่และสถานการณ์โดยรอบได้เรียบร้อยหมดแล้ว ทุ่งโล่ง ๆ
ที่เป็นพื้นที่เขตติดต่อของชายแดนตอนนี้เต็มไปด้วยทหารที่
บาดเจ็บและซากศพของทหารทั้งสองฝ่าย ขณะเร่งเคลื่อนย้าย
ออกจากพื้นที่สีแดงอย่างรวดเร็วนั้นกลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น
“ระวังงงงง!!” ฉิงเฟิ่งที่หันไปเห็นกำลังของฝ่ายตรงข้าม
ที่ซุ่มยิ่งอยู่รีบตะโกนลั่น พร้อมโถมตัวเข้าไปเพื่อผลักร่างของ
เหิงซานให้พ้นวิธีของกระสุนอย่างรวดเร็ว
ปัง ๆ ๆ ๆ ตูมมมม!!
อึก!
“ฉิงเฟิ่งงงง”
จากนั้นก็เกิดการปะทะขึ้นอีกครั้งเพราะฝ่ายตรงข้ามยัง
เหลือกำลังคนลอบซุ่มโจมตี ใช้เวลาร่วมชั่วโมงจึงสามารถ
ควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง หัวหน้าหน่วยเร่งคำสั่ง
เคลื่อนย้ายพาทหารที่บาดเจ็บออกจากพื้นที่สีแดงได้จน
สำเร็จ…
ณ.โรงพยาบาลค่ายทหารของกองทัพประจำทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ…
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและถูกส่งตัวมารักษาอยู่
โรงพยาบาลทหารเกือบเดือนแล้ว ฉิงเฟิ่งก็บอกเพื่อนของเขา
ถึงเรื่องที่ได้ตัดสินใจไป
“นายคิดดีแล้วหรอ” เล่ยฉีเอ่ยถามอีกครั้งหลังจากได้
ยินสิ่งที่ฉิงเฟิ่งบอก
“อืม ฉันคิดมาดีแล้ว”
“หรือจะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนั้น ถ้าไม่เพราะนาย
ช่วยฉันไว้ก็คงไม่ต้อง…” เหิงซานพูดขึ้นอย่างรู้สึกผิดจริง ๆ
“ไม่ใช่หรอกจำที่คุยกันก่อนเราจะถูกโจมตีครั้งสุดท้าย
ได้ไหม ถึงฉันจะไม่บาดเจ็บแบบนี้ ฉันก็คิดจะลาออกอยู่แล้ว
ฉันอยากกลับไปอยู่กับครอบครัวน่ะ” ฉิงเฟิ่งพูดสิ่งที่เขาตั้งใจ
มาโดยตลอดออกมา
“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเดินเรื่องให้นายเต็มที่เพื่อให้ได้รับ
การชดเชยให้มากที่สุด” เพราะเหิงซานมาจากตระกูลใหญ่ใน
ปักกิ่งและคนในตระกูลของเขาก็ทำงานอยู่ในพรรค ดังนั้น
ครอบครัวของเหิงซานย่อมต้องมอบความช่วยเหลือให้กับคนที่
ช่วยชีวิตคนตระกูลเหิงเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
“อืม ขอบใจมาก” เซียวฉิงเฟิ่งไม่ได้ปฏิเสธแม้ไม่ได้
คาดหวังว่าเหิงซานจะช่วยเหลือเรื่องนี้ แต่หากจะได้เงินชดเชย
เพิ่มขึ้นมาสักหน่อยเขาก็ยินดีรับไว้ ภรรยาของเขาชอบเงินมาก
ดังนั้นเขาจะขนเงินชดเชยนี้ไปให้ภรรยาเก็บไว้ทั้งหมดเผื่อว่า
มันจะทำให้เธอไม่ต้องโกรธเขามากนัก ตอนที่รู้ว่าเขาลาออก
จากทหารแล้ว
เหตุการณ์ตอนที่ถูกลอบโจมตีนั้น เขารู้สึกถึงแรงกระสุน
ที่กระแทกโดนลำตัว เขามั่นใจว่าถูกยิงไปหลายนัดแต่กระสุน
กลับไม่เข้าเนื้อช่วงตัวเขาเลยสักนัดเดียว
แต่ที่เขาบาดเจ็บเพราะตอนที่โถมตัวเขาไปช่วยเหิงซาน
นั้นฝ่ายโน้นโยนระเบิดมาด้วย ตัวเขาที่อยู่ในระยะวงนอกก็ถูก
แรงระเบิดอัดกระแทกไปอีกด้าน ก่อนฝ่ายตรงข้ามจะสาด
กระสุนเข้ามาอีกระรอก เขาใช้แรงที่มีค่อย ๆ หมอบคลานหาที่
กำบังกายอย่างยากลำบากแต่ก็โดยยิงเข้าที่ต้นขาขวาจนได้
แต่เขาก็ยังคิดอยู่ดีว่าโชคดีมากที่เขาใส่เสื้อกั๊กตัวนั้นของ
ภรรยา เขาไม่ได้บอกใครเรื่องนี้ ทุกคนจึงคิดว่าเป็นแค่เสื้อกั๊ก
กันหนาวธรรมดาที่ภรรยาเขาส่งมาให้ ทุกคนในหน่วยจึงคิดว่า
เพราะเขาโชคดีมากที่กระสุนกระหน่ำมาขนาดนั้นแต่กลับถูก
ยิงแค่นัดเดียวและยังมีชีวิตรอดอยู่ได้
ฉิงเฟิ่งไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไม่เชื่อฟังทำตามที่ภรรยา
บอกไว้ เขาคงตายไปแล้วคงไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน หรือไม่ก็
คงบาดเจ็บสาหัสมากกว่านี้แน่ ๆ ส่วนบาดแผลที่ต้นขาขวา
หากรักษาตัวดี ๆ ไม่เกินครึ่งปีก็น่าจะหายเป็นปกติได้แล้ว
เพราะกระสุนไม่ได้ถูกจุดสำคัญอะไร แต่หากต้องการจะเป็น
ทหารต่อก็คงไม่สามารถลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจได้อีกแล้ว
เมื่อออกจากโรงพยาบาลทหารแล้วเขาขอยื่นเรื่อง
ลาออกตามความตั้งใจเดิมของเขา และยังได้รับเงินชดเชยมา
กว่าปกติและคูปองอีกหลายชั่ง เพราะความช่วยเหลือจาก
ตระกูลเหิงของเพื่อนเขานั้นเอง วันที่จะเดินทางกลับเหิงซาน
และเล่ยฉีขอลาหัวหน้าหน่วยขับรถมาส่งฉิงเฟิ่งที่สถานีรถไฟ
“นายดูแลตัวเองดี ๆ นะ”เหิงซานกำชับทั้งยังทำตาแดง
ๆ ใส่เพื่อนอีกต่างหาก
“ฉันรู้แล้วพวกนายเองก็เหมือนกัน” มือหนายกขึ้นตบ
บ่าคนตรงหน้าทั้งสองคนไปมา
“หากมีเรื่องอะไรให้ช่วยนายต้องติดต่อพวกฉันสองคน
ทันทีเลยนะ”เล่ยฉีเอ่ยปากบอกหากฉิงเฟิ่งมีเรื่องให้ช่วยเขา
ยินดีมาก ๆ ที่จะให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง
“ได้ฉันรู้แล้ว รถไฟใกล้จะออกแล้ว พวกนายก็กลับไป
ได้แล้ว”
เมื่อทั้งสามคนล่ำลากันเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่รถไฟออก
พอดี ฉิงเฟิ่งเดินไม่ค่อยสะดวกนักเขายังเดินขากะเผลกอยู่ ดีที่
หัวหน้าหน่วยผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเขาได้ติดต่อพื้นที่ของ
ให้เจ้าหน้าที่ในเมืองอำเภอมารอรับเขาที่สถานีรถไฟและไปส่ง
เขาให้ถึงหมู่บ้าน
ระหว่างที่เซียวฉิงเฟิ่งเดินทางกลับบ้านนั้น เขารู้สึกบอก
ไม่ถูกทั้งดีใจที่ได้กลับบ้าน แต่อีกใจก็กังวลว่าภรรยาจะรังเกียจ
ที่เขาบาดเจ็บเดินขากะเผลกเหมือนคนพิการ ถึงแม้จะแค่
ชั่วคราวก็เถอะ ไหนจะลูก ๆ อีกถึงแม้เด็ก ๆ ไม่เคยพูดแต่เขา
ก็รับรู้ได้ว่าตูตูกับไคไคดีใจมากที่มีพ่อเป็นทหาร แต่ถ้าพวกเขา
รู้ว่าพ่อไม่ได้เป็นทหารแล้วจะเสียใจหรือเปล่านะ…
ทางบ้านสามเซียว…
“แม่คับเมื่อไหร่พ่อจะมา” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยถามขึ้น
ขณะที่เขากำลังลากเส้นตัวอักษรอยู่
“นานยึเป่าคับ”
“อืม งั้นตูตูไคไคดูนี่นะ นี่เรียกว่าปฏิทินบอกวันที่” ซี
อินหยิบปฏิทินแขวนที่อยู่ตรงผนังออกมาให้เด็ก ๆ ได้ดูกัน
“ปะทิน”
“ปะถิทิน”
“จ้า ๆ ปฏิทินและวันที่พ่อจะกลับมาก็คือนี่เลยจ้ะ เป็น
ช่วงปีใหม่คือเดือนนี้ไงอีกไม่นานแล้วน้าาา แต่แม่ก็บอกไม่ได้
เหมือนกันว่าจะเป็นวันที่เท่าไหร่ที่พ่อจะกลับมาถึงที่บ้าน” นิ้ว
มือขาว ๆ ที่ก่อนนี้อวบใหญ่แต่ตอนนี้เริ่มเรียวสวยขึ้นเพราะ
น้ำหนักตัวที่ลดลงไปอีกมาก จนตอนนี้เหลืออยู่ห้าสิบเก้ากิโล
แล้วลดอีกสักระยะก็น่าจะผอมเพรียวแล้วเธอคงต้องอดทนให้
มากกว่านี้สักหน่อย
“ตูตูจะยอคับ / ไคไคจะรอคับ” จากนั้นเด็ก ๆ ก็เอาแต่
ดูปฏิทินกันอยู่อย่างนั้นพร้อมพูดคุยกันอยู่สองคน
ปกติวันที่ซีอินไปทำงานตูตูกับไคไคจะไปอยู่บ้านของพ่อ
แม่สามี มีคุณแม่เซียวคอยดู หรือบางครั้งก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ดู
บ้าง แต่หากวันไหนเป็นพี่สะใภ้รองที่อยู่บ้านคอยดูแลเด็ก ๆ
ล่ะก็ตูตูกับไคไคจะไม่ยอมไปบ้านปู่กับย่าเลย เหตุผลคือ
“ป้าสะใภ้ยองน่ากัว” ตูตูพูดพร้อมยกมือน้อยสองข้าง
มาลูบอกตัวเองป้อย ๆ คล้ายปลอบใจตัวเองไม่ให้กลัวไปด้วย
“ชอบพูดไม่ดีใส่ตูตูกับไคไคแล้วก็พี่เหมียวเหมี่ยวด้วย
คับ” ไคไคก็ไม่ชอบอยู่กับป้าสะใภ้รองเหมือนกันตูตูกับไคไค
พูดเหมือนฟ้องทำหน้ามุ่ยแก้มป่องด้วย
ส่วนพี่เหมียวเหมี่ยวที่เด็ก ๆ หมายถึงก็คือชิงเหมี่ยวลูก
สาวคนโตของพี่รองกับพี่สะใภ้รองนั้นเอง ปัญหาเรื่องความ
เป็นปิตาธิปไตยของพี่สะใภ้รองแก้ยากมาก ต่อหน้าพ่อแม่สามี
เธอไม่ทำให้เห็น แต่ลับหลังใครจะรู้ว่าเธอทำอะไรกับลูกสาว
ตัวเองบ้าง…
และเมื่อวันนี้เป็นวันที่พี่สะใภ้รองไม่ได้ลงแปลงนา
เพราะต้องดูเด็ก ๆ ที่บ้าน ซีอินเลยไม่พาลูก ๆ ไปฝากที่บ้าน
พ่อแม่สามีอีก แต่พามาที่ฝ่ายผลิตซึ่งงานเธอไม่ได้ยุ่งมาก อีก
ทั้งที่ฝ่ายผลิตก็มีเด็ก ๆ ที่โตกว่าเจ้าแฝดไม่มากนักเอาผักป่ามา
ส่งกันเยอะ ตูตูกับไคไคเลยได้เจอเด็ก ๆ ที่อายุใกล้เคียงกัน
และมีเพื่อนคุยด้วยตลอด อีกทั้งยังอยู่ในสายตาเธอด้วย
จนกระทั่งเวลาเลิกงานเธอก็จะพาเจ้าหัวผักกาดน้อยเดินกลับ
บ้านด้วยกัน
และเวลา16.00น.รถจิ๊บทหารคันโตวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน
จนฝุ่นตลบเพราะพื้นถนนยังเป็นดินแดงลูกรังอยู่เลย ชาวบ้าน
ที่เลิกงานจากแปลงนาแล้วต่างมองตามรถยนต์กันด้วยความ
ตื่นเต้นและรู้สึกหวั่นเกรงกัน เพราะต่างก็ไม่เคยเห็นรถแบบนี้
มาก่อนแต่ที่แน่ๆพวกเขาเห็นว่าคนขับสวมเครื่องแบบทหาร
ด้วย อยากจะวิ่งตาไปดูแต่ก็กลัวจึงพากันชี้ชวนกันดูได้เท่านั้น
รถขับมาเรื่อย ๆจนกระทั่งถึงที่หมายและจอดสนิทอยู่หน้า
บ้านแต่ไม่ได้ดับเครื่องยนต์
เสียงรถที่มาจอดหน้าบ้านดึงดูดความสนใจเจ้าหัว
ผักกาดน้อยที่กำลังเล่นลูกบอลที่แม่เอาออกมาให้พวกเขาได้
เตะออกกำลังกายกันตอนเย็น ขณะรอแม่ทำอาหารอยู่ในครัว
“หูยยย ยถ ๆ” ตูตูตื่นเต้นมากเอียงหัวซ้ายมีขวาทีเพื่อ
มองดูให้ชัด
“รถคันโตมากเยย…ใครมาน่ะ” ไคไคก็ตาลุกเพราะไม่
เคยเห็นใกล้ ๆ แบบนี้มาก่อน ตอนที่เข้าเมืองอำเภอกับแม่ก็ได้
เห็นแค่ไกล ๆ
“อืม ไม่ยู้” ทั้งสองร่างน้อย ๆ รีบเดินเร็ว ๆ ไปที่หน้า
บ้านเพื่อแอบดูให้ชัดขึ้น
ร่างสูงโปร่งเดินลงมาจากรถพร้อมกระเป๋าสัมภาระที่
สะพายอยู่บนหลัง
“ขอบคุณสหายที่เป็นธุระมาส่งถึงบ้านนะครับ” เสียง
นิ่งขรึมเอ่ยขอบคุณคนที่ขับรถให้อย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรครับ หากไม่มีอะไรแล้วผมคงต้องขอตัวกลับ
ก่อนครับ”
“ครับ”
จากนั้นรถจิ๊บคันโตก็ขับออกไป เมื่อหน้าบ้านไม่มีรถ
แล้วร่างสูงโปร่งก็เกินกะเผลกมาที่ประตูรั้วที่เปิดแง้ม ๆ ไว้นิด
หน่อย ก่อนที่ดวงตาคมกริบจะมองเห็นหัวกลมเล็ก ๆ สองหัว
ที่วางแปะแนบอยู่กับขอบประตูเพื่อแอบมองดูอยู่
“หึ หึ หึ” เสียงทุ้มหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ แววตา
อ่อนแสงลงอย่างอ่อนโยนมาก
“โฮ๊ะ!/โฮ๊ะ!” ร่างเล็กทั้งสองที่แอบดูอยู่ตรงขอบประตู
รั้ว ผงกหัวกันขึ้นมาพร้อมกันตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น
“นึกออกแย้วว่าใคร / นึกออกแล้วว่าใคร”
เจ้าหัวผักกาดน้อยที่กำลังแอบมองคนอยู่จู่ ๆ ก็ร้องขึ้น
เพราะนึกออกแล้วว่าคนที่มาหน้าบ้านคนนี้คือใคร…..