Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 23 : ลูกชายสามบ้านเซียวกลายเป็นคนพิการไป
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 23 : ลูกชายสามบ้านเซียวกลายเป็นคนพิการไป
แล้ว
เวลาเลิกงานของซีอินมาถึงเธอก็รีบเก็บของแล้วเอ่ยลา
เพื่อรวมงานก่อนจะเดินออกจากฝ่ายผลิตตรงกลับบ้านทันที
ระหว่างทางเจอชาวบ้านที่เลิกงานในแปลงนาแล้วกำลังเดิน
กลับบ้านกัน บางคนมองมาที่เธอเพราะรู้ว่าเธอได้ทำงานใน
ฝ่ายผลิตก็ได้แต่อิจฉา บางคนก็คิดว่าเธอโชคดีที่ได้งานสบาย
ทั้งยังมีหน้ามีตาอีกด้วย ซีอินไม่ได้สนใจใคร รีบกลับบ้านไปหา
สามีกับลูก ๆ ดีกว่า เมื่อกลับมาถึงก็รีบเข้าครัวทำอาหาร
“จะไปทานข้าวที่บ้านใหญ่ด้วยไหมคะ” ซีอินเอ่ยถาม
สามีขึ้น
“ไม่ดีกว่าครับเรากินให้เรียบร้อยก่อนไปเถอะ”
“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันจะแบ่งอาหารที่ทำไปให้ที่บ้านใหญ่ด้วย
นะคะ”
“ตามใจคุณครับ” ฉิงเฟิ่งตอบพร้อมจ้องมองภรรยาที่
ตักอาหารแบ่งออกมาไว้ เธอดูเต็มใจที่จะให้จริง ๆ หากเป็น
เมื่อก่อนไม่มีทางที่เธอจะยอมแบ่งอาหารให้ใครได้
เมื่อกินข้าวเรียบร้อย ฉิงเฟิ่งก็เรียกให้ซีอินเดินไป
ด้วยกันกับเขาในห้องนอนก่อน
“ภรรยาครับ” เขาเอ่ยเรียกก่อนจะยื่นเงินให้เธอปึก
ใหญ่มันหนามากน่าจะหลายพันหยวนเลยทีเดียว
“นี่เงินอะไรคะ” ซีอินรับมาถือไว้พร้อมเอ่ยถาม
“เงินชดเชยน่ะครับ รวมกับเงินที่ผมทำภารกิจทั้งหมด
ด้วยรวมกัน”
“มีเยอะขนาดนี่เชียวหรือคะ”
“เพราะเพื่อนผมช่วยให้ได้เงินชดเชยมากขึ้นด้วยครับ
ทั้งหมดนี้มีก็สี่พันแปดร้อยหยวน คูปองทั่วประเทศอีกจำนวน
หนึ่ง ทั้งหมดนี้ผมให้คุณเก็บไว้นะครับ” ฉิงเฟิ่งบอกพร้อมหยิบ
เอาคูปองออกจากกระเป๋ามาวางตรงหน้าเธอ
“งั้นฉันจะเก็บไว้ค่ะ แต่คุณก็ต้องมีเงินติดตัวบ้างเป็น
ผู้ชายต้องมีเงินด้วยรู้ไหมคะ เวลาฉุกเฉินต้องใช้เงินจะได้หยิบ
มาใช้ได้ทันที ส่วนนี่ห้าร้อยหยวนคุณก็เอาให้คุณพ่อคุณแม่ของ
คุณด้วยเถอะค่ะ อย่างไรท่านก็ดีกับคุณและลูก ๆ ของเรา
มาก” มันคือเรื่องจริงที่คุณพ่อคุณแม่เซียวรักลูกชายสามหรือ
สามีของเธอมากจริง ๆ ดังนั้นเงินนี้ก็ให้เขาได้เอาไปให้เพื่อ
แสดงความกตัญญูนั้นก็เหมาะสมแล้ว ส่วนเงินติดตัวสามีเดี๋ยว
กลับมาเธอค่อยจัดการเอาใส่กระเป๋าเงินให้เขาอีกที
“ขอบคุณนะครับ” ฉิงเฟิ่งก็คิดว่าจะขอแย่งเอาเงิน
บางส่วนไปให้พ่อกับแม่เขาอยู่เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าภรรยาจะ
เป็นคนเอ่ยปากก่อนแบบนี้ อีกทั้งยังให้มากกว่าที่เขาคิดไว้ใน
ตอนแรกเสียอีก
“เป็นเรื่องที่สมควรแล้วค่ะ แล้วก็เรื่องนั้นคือว่า..” ซีอิน
คิดว่ายังมีเวลาควรบอกเรื่องมิติห้างตอนนี้เลย
“ครับผมรอฟังอยู่” เขารู้ว่าเธอจะพูดเรื่องอะไรจึงตั้งท่า
รอฟังอย่างตั้งใจ
“คือนอกจากเรื่องเมื่อคืนที่ฉันบอกคุณแล้ว ฉันยังได้
ของวิเศษเป็นมิติที่สามารถใส่ของได้ด้วยค่ะ ฉันซื้อของ
มากมายใส่ไว้จนเต็ม แต่พอจะมาจริง ๆ กลับได้โชคมาอีก เป็น
ห้างที่มีของจำเป็นทุกอย่างอยู่ในนั้นทั้งของกินของใช้อยู่ในห้าง
มิตินั้นค่ะ และเสื้อกันกระสุนที่ส่งไปให้คุณครั้งก่อนก็ได้มาจาก
ในนั้นด้วย”
“ห้างมิติที่มีของมากมายหรือครับ” ฉิงเฟิ่งทวนถาม
อย่างตกใจตาเบิกขึ้นมาอีกครั้ง กลับมาคราวนี้ภรรยาเขามีแต่
เรื่องน่าตกใจเต็มไปหมด
“ค่ะครั้งก่อนคุณก็เห็นแล้ว นี่ไงคะ” ซีอินเรียกผลไม้
เป็นส้มออกมาจำนวนหนึ่งและยังมีแอปเปิลสีแดงสดลูกโตด้วย
“นอกจากของกินแล้วยังมีของใช้อีกเยอะแยะเลยค่ะ
ฉันมีรถมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์อยู่ด้วยนะคะ ต่อไปเวลาพาคุณ
ไปหาหมอในเมืองก็ไม่ต้องกลัวลำบากแล้วค่ะ”
ตลอดเวลาซีอินกระซิบคุณกันกับสามีอยู่ในห้อง ส่วน
เจ้าหัวผักกาดน้อยหลังกินข้าวอิ่มแล้วก็ยังนั่งเล่นรอพ่อกับแม่
อยู่ในห้องครัวไม่ได้เข้ามาด้วย อีกอย่างตอนนี้พวกเขากำลัง
เพลิดเพลินกับสมุดระบายสีรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่แม่เอามาให้เขา
เล่นรอเวลาค่อยไปบ้านปู่กับย่า
“พ่อกับแม่ทำอะไยกัน” ตูตูพูดขึ้น
“ไม่ยู้ แม่ทำแป๋ลให้พ่อมั้ง” ไคไคตอบไปมือก็ละเลงสีลง
บนสมุดภาพอย่างเมามัน เวลาที่เขาเพลินกับอะไรหรือพูดอะไร
ยาว ๆ เร็ว ๆ มักจะพูดไม่ชัดออกมา
“อืมมม ระบายฉีดีกว่า” ตูตูเองก็ไม่ยอมละสายตาจาก
การระบายสีเลยเหมือนกัน
“อืมม”
เด็ก ๆ ไม่ได้สนใจพ่อกับแม่ที่อยู่กันสองคนในห้องอีก
ส่วนทางสามีภรรยายังคงพูดคุยกันต่อเบา ๆ เหมือนเดิม
“เรื่องนี้ก็เกินสามัญสำนึกไปไกลมากเลยนะครับ” ฉิง
เฟิ่งไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้นกับภรรยาเขา
มากมายถึงขนาดนี้
“ฉันรู้ค่ะเรื่องนี้ให้มีคนรู้อีกไม่ได้” เพราะในยุคนี้เรื่อง
เหนือธรรมชาติแบบนี้เป็นเรื่องต้องห้ามไปแล้วหากใครยังมี
ความเชื่อหรือพูดเรื่องแบบนี้อยู่จะต้องถูกจับและถูกประจาน
เรื่องนี้ร้ายแรงและน่ากลัวมาก
“ครับ ไม่ควรให้ใครรู้ทั้งนั้นแล้วตูตูกับไคไคเคยเห็นหรือ
เปล่าครับ”
“พวกเขายังไม่เคยเห็นค่ะ คงเพราะเด็กมากเลยไม่ได้
สังเกตอีกอย่างฉันก็ระวังตัวด้วยค่ะ”
“ดีแล้วครับอย่าพึ่งให้รู้เลยรอพวกเขาให้โตกว่านี้ค่อยว่า
กัน”
“ค่ะฉันก็เห็นด้วยกับคุณ ถ้างั้นเดี๋ยวฉันเอาของออกมา
จัดให้คุณเอาไปให้คุณพ่อคุณแม่นะคะ”
“ครับผมแล้วแต่คุณ”
จากนั้นซีอินก็จัดเตรียมของใส่ตะกร้าเป็นส้มหนึ่งชั่ง
แป้งหมี่ขาวสองห่อ น้ำตาลทรายแดงสองชั่งและลูกอม
กระต่ายขาวที่เธอซื้อเก็บไว้ยังมีอยู่อีกหนึ่งห่อเอาไปด้วย
พร้อมทั้งมีกับข้าวอีกสองอย่างที่เธอทำแบ่งไว้ก่อนนี้ด้วย ส่วน
เงินห้าร้อยหยวนที่จะให้ก็เป็นสามีเธอที่ถือไปเอง
“ฉันเตรียมของเสร็จแล้วเราไปกันเถอะค่ะ”
“ครับ” ร่างสูงโปร่งของฉิงเฟิ่งลุกขึ้นพร้อมใช้ไม้พยุงตัว
เดินออกจากห้องนอนตามหลังภรรยาช้า ๆ
“ตูตูไคไคเราจะไปบ้านปู่กับย่ากันแล้วน้าาา”
“ค้าบบ/ค้าบบ” สอบแฝดเงยหน้าขึ้นมาตอบรับก่อนจะ
รีบเก็บของเล่นกันเร็ว ๆ แล้ววิ่งมาหาพ่อกับแม่
“คุณค่อย ๆ เดินนะคะฉันจะถือของไปเอง”
“ให้ผมช่วยถือเถอะครับ มืออีกข้างผมยังสามารถถือ
ของได้” เขาจะปล่อยให้ภรรยาถือของเองได้ยังไง
“ไม่ได้ค่ะ คุณจะเดินไม่ถนัดเอาแล้วอีกอย่างของไม่ได้
มากมายอะไรไม่หนักเลยค่ะ”
“ก็ได้ครับ” เมื่อภรรยาปฏิเสธทั้งส่งสายตาดุ ๆ มาให้
อีกเขาเลยยอมเชื่อฟังเธอแต่โดยดี
สี่คนพ่อแม่ลูกเดินออกจากบ้านแม้ว่าระยะทางจากบ้าน
สามเซียวไปบ้านใหญ่ไม่ไกลกันนัก แต่ก็พอทำให้ระหว่างทาง
ได้เจอชาวบ้านอยู่บ้างเพราะยังไม่เย็นมากนัก
“นั้นลูกชายสามของบ้านเซียวนี่กลับมาแล้วรึ”
“จริง ๆ ด้วย เห็นว่าไปเป็นทหารไม่ใช่หรอ กลับมา
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“แล้วนั้นดูท่าเดินสิ แบบนั้นมันคนพิการไม่ใช่หรอ”
“นั้นสิคงบาดเจ็บเลยกลับมาแน่ ๆ เลยนะ”
เสียงซุบซิบนินทาดังให้ได้ยินเป็นระยะๆ แต่ฉิงเฟิ่งไม่
สนใจตัวเขารู้ดีว่าอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ จนกระทั่งรับรู้
ถึงมือน้อยเล็ก ๆ ที่จับหมับเข้ามาที่นิ้วมืออีกข้างของเขา เมื่อ
ก้มลงมองก็เห็นมือน้อยของตูตูและไคไคที่จับมือของเขาไว้
พร้อมแหงนหน้ามอง
“พ่อดีที่สุด”
“พ่อเก่งที่ฉุด”
เห็นแบบนั้นฉิงเฟิ่งก็อยากเอามือลูบหัวลูก ๆ แต่ติดที่
มือไม่ว่างนี่สิ จึงได้แต่บอกขอบใจและยิ้มอ่อนโยนให้เจ้าหัว
ผักกาดน้อยไป
“แล้วแม่ดีมั้ยเอ่ย” ซีอินเห็นแบบนั้นจึงแกล้งถามขึ้นมา
บ้าง
“แม่ก็ดีมากคับ ฮิ ฮิ”
“แม่ดีที่สุดคับ”
ทั้งสี่คนพูดคุยกันไม่สนใจคนอื่นอีกจนกระทั่งเดินมาถึง
บ้านใหญ่เซียว เด็ก ๆ ขอเป็นคนเอ่ยเรียกเอง
“ปู่ค้าบบ/ ย่าค้าบบบ”
คนในบ้านเซียวได้ยินเสียงเรียกก็รู้ว่าเป็นเจ้าแฝดมาแน่
ๆ
“เดี๋ยวผมไปเปิดประตูให้หลานเองครับ” เป็นเซียวฉิงไห่
หรือก็คือพี่ชายคนรองของฉิงเฟิ่งนั้นเองที่เอ่ยขึ้นมาก่อนจะ
เดินออกไปเปิดประตูรั้วให้เด็ก ๆ
“เฮอะ ไม่รู้จะมาอะไรบ่อย ๆ” เสียงพึมพำออกมาเบา
ๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครได้ยิน และก็เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่ทำงาน
อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเข้า
“กับเด็กเธอยังจะคิดเล็กคิดน้อยอีกหรือ หลาน ๆ มา
บ้านปู่กับย่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร น้องสะใภ้รองระวังปากไว้
หน่อยหากคุณแม่ได้ยินเข้าคงไม่ดีกับตัวเธอนัก”
“เฮอะ” สะใภ้รองได้แต่สะบัดหน้าหนีแอบจิปากจิคอใส่
อย่างทำอะไรไม่ได้ คราวก่อนเธอก็ถูกพ่อสามีด่ามาแล้ว ตอนนี้
เธอคงต้องสงบปากไว้บ้าง ไม่เข้าใจเลยว่าคนอย่างหลินซีอิน
ทำไมถึงได้แต่สิ่งดี ๆ ไป ตอนแต่งงานก็ได้แต่งกับสามีที่เป็น
ทหาร ตอนมีลูกก็ได้ลูกชายฝาแฝดทั้งคู่ ไหนตอนนี้ยังจะได้
ทำงานในฝ่ายผลิตมีเงินเดือนอีกตั้งเดือนละยี่สิบหยวน ทำไม
ผู้หญิงน่ารังเกียจแบบนั้นถึงได้แต่สิ่งดี ๆ ไปกัน
ทางเซียวฉิงไห่ที่มาเปิดประตูออกเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
ที่มาก็ร้องเรียกอย่างเสียงดังเพราะความดีใจ
“น้องสามนายกลับมาแล้ว”
“พี่รอง” ฉิงเฟิ่งทักทายพี่ชายคนรองพร้อมยิ้มให้
“ดีจริง ๆ เข้ามาก่อนเร็ว ๆ เข้า”
“ครับ”
แต่พอฉิงเฟิ่งเริ่มเดิน กลับเดินขากะเผลกทำให้เซียวฉิง
ไห่ตกใจมากแต่ก็ยังไม่กล้าถามอะไรตอนนี้ จึงได้แต่พาทุกคน
เข้ามาในบ้านก่อน
“พ่อ แม่ พี่ใหญ่ น้องสี่ดูสิน้องสามกลับมาแล้วครับ”
เสียงเซียวฉิงไห่ตะโกนบอกคนในบ้านเสียงดัง
“เจ้าสามกลับมาแล้วหรือ” คุณแม่เซียวที่เดินไปมาอยู่
ในครัวได้ยินก็รีบเดินออกมาเร็ว ๆ ทันที ตามมาด้วยสะใภ้ใหญ่
และสะใภ้รองที่ตามหลังมาติด ๆ ส่วนคุณพ่อเซียวกับพี่ใหญ่
เซียวและน้องสี่เซียวฉิงทู่นั่งอยู่ที่แคร่หน้าบ้านเพื่อทำงานสาน
ตะกร้ากันอยู่ก็เงยหน้าขึ้นทันที
“พี่สามพี่กลับมาแล้ว” เป็นน้องสี่เซียวฉิงทู่ที่เอ่ยขึ้นมา
ก่อนใครอย่างตื่นเต้น
“เอ๊ะนั้น! น้องสามีกลายเป็นคนพิการไปแล้วหรือ” เมื่อ
ได้เห็นการเดินของเซียวฉิงเฟิ่งปากไม่มีหูรูดของสะใภ้รองก็เริ่ม
ทำงานทันที ทำเอาคุณแม่เซียวได้สติหันขวับมาง้างมือขึ้นจะ
ตบปากอย่างรวดเร็ว จนสะใภ้รองต้องรับตะครุบปากไว้แล้ว
รับเดินถอยออกห่างจากแม่สามีทันที
“ไม่พูดแล้วค่ะ ฉันจะอยู่เงียบ ๆ ค่ะ” ลู่ฉิงรีบเอ่ย
ออกมาเพื่อเอาตัวรอดก่อน แต่พอแม่สามีหันกลับไปเธอก็มอง
ตามด้วยแววตาขุ่นมัวไม่พอใจทันที
ซีอินเลิกคิ้วมองท่าทีของคุณแม่เซียวก็นึกแปลกใจ คง
เพราะฉิงเฟิ่งคือลูกรักสินะพอมีคนมาพูดไม่ดี คุณแม่เซียวถึงได้
ออกอาการร้ายใส่ขนาดนั้น
“เจ้าสาม”
“พ่อ แม่ ผมกลับมาแล้วครับ”
“มานั่งก่อน แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่” พี่ใหญ่เซียวฉิงโจ
วทิ้งงานในมือแล้วเดินเข้ามาช่วยประคองน้องชายของเขาไป
นั่งกับพ่อที่แคร่ไม้
“ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นครับ ส่วนวันนี้ก็รอให้ซีอินเลิก
งานที่ฝ่ายผลิตก่อนจะได้มาพร้อมกันน่ะครับ”
“มาจ้ะน้องสะใภ้สามเดี๋ยวพี่ช่วย” พี่สะใภ้ใหญ่เองก็เข้า
มาช่วยซีอินถือของแล้วนำไปเก็บที่ครัว
“ขนอะไรมากันเยอะแยะ”
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะเป็นของที่ฉันกับพ่อเจ้าแฝด
ตั้งใจเอามาฝากคุณพ่อคุณแม่น่ะค่ะ” คุณแม่เซียวไม่ได้สนใจ
ข้าวของอะไรอีกตอนนี้ที่สนใจคือเรื่องการเดินที่ผิดปกติของ
เจ้าสามของเธอมากกว่า
ทุกคนยังอยู่กันที่แคร่หน้าบ้านไม่ได้ย้ายที่นั่งไปที่อื่น ซี
อินที่เอาของไปเก็บกับพี่สะใภ้ใหญ่ในครัว
ก็เดินถือจานใส่แอปเปิลที่หั่นมาแล้วกับส้มอีกนิดหน่อย
ออกมาให้ ส่วนตูตูไคไคก็กำลังวิ่งเล่นกับชิงเหมี่ยวและต้าเป่า
อยู่ที่ลานบ้าน
แม้ตอนนี้ทุกคนที่ได้ฟังฉิงเฟิ่งเล่าอาการบาดเจ็บเพราะ
ถูกยิงจะเคร่งเครียดและเสียดายอาชีพทหารของเขาเพียงใด
แต่เมื่อได้เห็นจานผลไม้ที่ซีอินถือมาต่างก็นิ่งอึ้งไปหมด พวก
เขาเคยเห็นเคยได้ยินแต่ไม่เคยกินส้มมาก่อนเลย
เมื่อครั้งก่อนที่ซีอินเอาแอปเปิลให้ก็น่าตกใจแล้ว ครั้งนี้
ถึงกับเป็นส้มที่เป็นของหรูหราที่หายากและมีราคาแพงมาก
ตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าแตะผลไม้นี่ แต่สะใภ้รองถึงกับจ้องมอง
ตาเป็นมัน แต่ก็ต้องข่มความตะกละของตัวเองไว้ก่อนเพราะยัง
ไม่มีใครหยิบแล้วเธอจะกล้าหยิบมันได้ยังไง
“งั้นก็หมายความว่าแกลาออกจากทหารแล้วสินะเจ้า
สาม” คุณพ่อเซียวเอ่ยขึ้น
“ครับพ่อ”
“อืม เอาเถอะในเมื่อบาดเจ็บขนาดนี้ ลาออกแล้ว
กลับมาอยู่บ้านก็ดีแล้วละ ตอนนี้สะใภ้สามก็ได้งานทำที่ฝ่าย
ผลิตแล้ว หากแกหายก็ไปทำงานในแปลงนาแลกแต้มได้” คุณ
พ่อเซียวเอ่ยอย่างยอมรับเรื่องที่ลูกชายตัวเองตัดสินใจไปแล้ว
ซีอินที่ได้ฟังก็ได้แต่คิดว่าเธอไม่ได้คิดให้สามีไปทำงานใน
แปลงนาหรอก ระยะเวลาที่สามีเธอรักษาตัวพักฟื้นร่างกายจน
หายดีน่าจะพอดีกับช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน
ประเทศและจะมีการค้าขายที่ทำได้อย่างอิสระเสรีมากขึ้น
แน่นอน
ส่วนคนอื่น ๆ ในบ้านเซียวต่างก็รู้สึกแย่และสงสารเซียว
ฉิงเฟิ่งกัน จากคนที่เคยเป็นทหารมีเงินเดือนมั่นคง กลับต้อง
บาดเจ็บจนต้องลาออกมาทำงานในแปลงนา ทางด้านสะใภ้
รองที่ฟังอยู่เงียบ ๆ ก็แอบยิ้มอย่างนึกสะใจและสมน้ำหน้า
หลินซีอินที่ต่อไปต้องมีสามีเป็นคนธรรมดาทำงานในแปลงนา
จนตัวดำเหมือนสามีเธอแล้ว แถมยังพิการอีกต่างหาก
และที่สะใภ้รองคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกเพราะฉิงเฟิ่งไม่ได้
บอกคนในบ้านใหญ่ว่าขาเขาสามารถหายได้ ทุกคนจึงเข้าใจไป
ว่าฉิงเฟิ่งจะต้องเดินขากะเผลกแบบนี้ไปตลอดชีวิตนั้นเอง ทาง
คุณแม่เซียวเองก็ได้แต่ตาแดงก่ำอย่างสงสารลูกชายคนที่สาม
ของเธอ ได้แต่หวังว่าลูกสะใภ้สามอย่างหลินซีอินที่ทำตัวดีขึ้น
มาแล้วในช่วงนี้จะไม่ทอดทิ้งเขาไป
ก่อนกลับเซียวฉิงเฟิ่งก็ได้ยื่นเงินห้าร้อยหยวนที่ใส่อยู่ใน
ซองให้คุณพ่อคุณแม่เซียว ตอนแรกทั้งสองจะไม่รับเพราะ
ต้องการให้เขาเก็บเงินไว้รักษาตัวเอง แต่เขาเองก็ยืนยันว่า
ต้องการมองให้ อีกอย่างต่อไปเขาจะไม่มีรายได้เหมือน
เมื่อก่อนแล้ว ไม่อาจส่งเงินให้ได้อีก เงินส่วนนี้จึงนับเป็นเงินที่
เขาให้เพื่อแสดงความกตัญญู คุณพ่อคุณแม่เซียวจึงยอมรับไว้
แต่โดยดี จากนั้นเมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้วสี่คนพ่อแม่ลูกจึงพา
กันกลับบ้าน
และไม่นานเรื่องที่ลูกชายสามบ้านเซียวกลายเป็นคน
พิการไปแล้วและลาออกจากทหารกลับมาอยู่บ้าน ก็เป็นข่าว
แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน หลายคนต่างก็คาดเดาว่าคนเป็น
ภรรยาอย่างหลินซีอินต้องไม่พอใจจนอาละวาดแน่ ๆ ต่างก็รอ
ดูเรื่องสนุกกัน
บางคนถึงกับทำทีเดินผ่านหน้าบ้านสามเซียวของเธอ
เพื่อแอบดูว่าจะได้ยินเสียงทะเลาะกันของสามีภรรยาบ้านสาม
เซียวหรือเปล่า ช่างน่าตลกสิ้นดีที่อยากรู้เรื่องของคนอื่นกัน
ขนาดนั้น สู้เอาเวลาไปหาอาหารมาตุนเพิ่มในหน้าหนาวที่จะ
ถึงนี้ไม่ดีกว่าหรือไงกัน…