Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 25 : ไฟฟ้ากับที่ดินทำกิน
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 25 : ไฟฟ้ากับที่ดินทำกิน
เรื่องที่บ้านสามเซียวซื้อรถมอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องให้พูดถึง
กันทั่วทั้งหมู่บ้าน ไปจนถึงหมู่บ้านข้างเคียงเลยด้วยซ้ำ ตอนที่
คนในบ้านใหญ่เซียวได้ยินและยังได้รับคำยืนยันจากสะใภ้ใหญ่
อย่างซูหงที่ได้เห็นกับตามาแล้วว่าคือเรื่องจริงก็ยิ่งพากันตกใจ
มาก
ก่อนนี้คุณพ่อและคุณแม่เซียวเองก็เป็นกังวลที่ลูกชาย
และลูกสะใภ้สามซื้อรถมอเตอร์ไซค์มา เพราะคงต้องใช้เงิน
เยอะมากแต่พอคิดได้ว่าเงินที่ซื้อคงเป็นเงินชดเชยที่ได้มาจาก
การบาดเจ็บในหน้าที่ตอนทำภารกิจ อีกอย่างเวลาลูกสามของ
เธอไปหาหมอในเมืองก็จะได้ไม่ลำบากด้วย คุณแม่เซียวจึง
ไม่ได้เอ่ยพูดอะไรออกมาอีก นั้นยิ่งทำให้สะใภ้รองอย่างลู่ฉิงที่
คิดว่าแม่สามีจะต้องเข้าไปด่าว่าคนบ้านสามถึงที่บ้านถึงกับ
หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ นับวันจิตใจของสะใภ้รองก็ยิ่งดำดิ่งไม่อาจ
กักเก็บความอิจฉาเอาไว้ได้แล้วจริงๆ…
ผ่านไปหลายวันแล้วชาวบ้านก็ยังไม่หยุดพูดถึงเรื่องรถ
มอเตอร์ไซค์เลย มีคนมาด้อม ๆ มอง ๆ แถวหน้าบ้านเผื่อว่า
จะได้มองเห็นรถมอเตอร์ไซค์แล้วจะได้เอาไปพูดได้ว่าเคยเห็น
มาแล้วด้วยตาตัวเอง ยังดีที่ไม่ถึงกับบุกเข้ามาในบ้านเพราะ
ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะเข้าใจว่าเซียวฉิงเฟิ่งพิการ แต่ยังไงเขาก็คือ
ทหาร… ทหารที่เคยต่อสู้และฆ่าศัตรูของประเทศมาแล้ว พวก
เขาเลยไม่กล้าที่จะล้ำเส้นมากเกินไปนัก ส่วนตูตูกับไคไคไม่
ยอมไปไหนพวกเขาเอาแต่เดินวนเวียนรอบ ๆ รถกันทั้งวัน
“ฮรี่ ฮรี่ ฮรี่/ ฮิ ฮิ ฮิ” เดินวนรอบรถแล้วก็ทั้งยิ้มทั้ง
หัวเราะได้ตลอด ตาปิดโค้งจนเป็นรูปจันทร์เสี้ยวพร้อมหัวเราะ
เสียงตลก ๆ นั้นน่ารักมากในความรู้สึกของซีอิน
“ชอบมากเลยหรอตูตู ไคไค หื้มม”
“ตูตูชอบมากเยยคับแม่”
“ไคไคชอบรถเพราะมันเร็วมากคับ ฮิ ฮิ”
“แต่แม่ว่าตอนนี้อากาศหนาวนะ ตูตูกับไคไคเข้าบ้านมา
เล่นของเล่นกันดีกว่า”
“ของเย่น/ของเล่น” เหมือนถูกคำว่าของเล่นดึงสติได้
เจ้าหัวผักกาดน้อยจึงยอมล่ะสายตาออกจากรถมอเตอร์ไซค์
แล้ววิ่งเข้าไปหาพร้อมกอดขาแม่คนละข้าง ทั้งยังแหงนหน้าขึ้น
มองเอาคางแปะที่ขาแม่อย่างอ้อน ๆ ด้วย
“ตูตูหยักเย่นคับ”
“ไคไคก็หยักเล่นคับ”
“งั้นเข้าบ้านกันพ่อรอเล่นกับตูตูไคไคอยู่นะ”
“คับ/คับ” ทั้งสองพยักหน้าไปมาก่อนเดินตามหลังแม่
เข้าบ้าน
เมื่อเข้ามาในบ้านที่ตอนนี้ซีอินเอาพรมขนนุ่ม ๆ อุ่น ๆ
ออกมาปูที่พื้นหน้าเตียงเตาจากนั้นก็เอาโต๊ะญี่ปุ่นทรงกลม
ออกมาวางไว้ตรงกลางพร้อมหมอนอิงใบใหญ่หลายใบ
ส่วนบนโต๊ะก็มีจิ๊กซอร์รูปสัตว์และธรรมชาติต่าง ๆ วางไว้อยู่
ตูตูและไคไคจ้องของที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยดวงตากลมโต
วาววับเป็นประกายฉายความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
“ของเย่นหยอ”
“น่าจะใช่นะ”
“อันนี้คือจิ๊กซอว์เล่นแบบนี้จ้ะ”ซีอินเอ่ยบอกวิธีเล่น
พร้อมนั่งลงบนพื้นพรม จากนั้นก็พาลูก ๆ และสามีเล่นต่อจิ๊ก
ซอว์กัน เมื่อทั้งสามคนเริ่มเล่นเป็นแล้วก็เริ่มสนุกกับการหา
ชิ้นส่วนของภาพมาต่อกัน เธอจึงลุกขึ้นแล้วออกไปที่ครัวเพื่อ
ชงนมอุ่น ๆ และโกโก้ร้อน มาให้ทั้งสามคนดื่มด้วยกัน…
เช้าวันต่อมามีเสียงประกาศผ่านทางโทรโข่งที่ติดไว้ตาม
จุดต่าง ๆ จากทางคอมมูน เรียกคนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน
เพื่อแจ้งข่าวสำคัญให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้
“เอาล่ะเรื่องที่จะแจ้งวันนี้มีสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรก
คือจะมีคนของหน่วยงานรัฐมาตั้งเสาไฟและเดินสายไฟฟ้าให้
ใครที่ต้องการให้มีไฟฟ้าใช้ในบ้านก็มาลงชื่อกับเลขาธิการปิง”
“แล้วแบบนี้พวกเราต้องเสียเงินด้วยหรือเปล่าล่ะครับ
หัวหน้าฝ่ายผลิต” มีคนที่สนใจแต่ก็อยากรู้เรื่องค่าใช้จ่ายก่อน
อยู่ด้วย
“ก็ต้องจ่ายตามการใช้งานจริง ๆ” หัวหน้าฝ่ายผลิต
ตอบตามความจริงที่ได้รู้มา
“แบบนั้นฉันไม่เอาหรอกมันสิ้นเปลืองเกินไป มีแค่
ตะเกียงก็พอแล้ว”
“นั้นสิ ๆ”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาต่างก็คิดเห็นไปในทางเดียวกัน
เพราะไม่อยากจ่ายเงินแลกกับการใช้ไฟ จึงพากันส่ายหัวกัน
เป็นแถว และคิดว่าไม่มีประโยชน์
“เอาล่ะใครที่ต้องการใช้ไฟฟ้าก็มาลงชื่อ ส่วนใครไม่
ต้องการใช้ก็ไม่ต้องลงเรื่องนี้ไม่ได้บังคับ ส่วนเรื่องต่อไปเป็น
เรื่องสำคัญมากนั้นคืออีกไม่นานจะมีการจัดสรรแบ่งปันที่ดิน
ทำกินให้ชาวบ้านกันใหม่ และจะไม่มีระบบแปลงนารวมอีก
แล้วนะ” สิ้นเสียงของหัวหน้าฝ่ายผลิตก็เกิดเป็นเสียงฮือฮา
ขึ้นมา แตกตื่นกันไปหมดเพราะหากไม่มีระบบแปลงนารวม
แล้วพวกเขาจะทำยังไงล่ะ
“ต่อไปเมื่อได้ที่ดินแล้วก็ทำนาปลูกข้าวปลูกธัญพืชได้
เหมือนเดิม แล้วเอามาขายให้ฝ่ายผลิตจะมีหน่วยงานที่รับซื้อ
ของจากแต่ละหมู่บ้านอยู่ เงินที่ได้ก็ถือว่าเป็นของครอบครัว
นั้น ๆ ไป”
การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตของ
ชาวบ้านในยุคนี้อย่างแท้จริง จึงทำให้ชาวบ้านต่างยังรู้สึกตั้ง
ตัวไม่ทันกัน ท่ามกลางเสียงชาวบ้านที่คุยกันดังอื้ออึงเซ็งแซ่ ซี
อินก็ลอบยิ้มมุมปากอย่างดีใจ
‘เริ่มแล้วสินะการเปลี่ยนแปลงก้าวแรกของประเทศ’
และเมื่อกลับมาถึงบ้านซีอินก็เล่าเรื่องนี้ให้สามีฟังทันที
เพราะเธอไม่อยากให้แผลของเขากระทบกระเทือนมากนัก จึง
ไม่ได้ให้เซียวฉิงเฟิ่งไปฟังการประชุมด้วยนั้นเอง
“ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงแบบ
นี้จริง ๆ” ฉิงเฟิ่งพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ยังมีเรื่องที่น่าตกใจกว่านี้อีกมากมายเลยค่ะ คุณรอดู
ได้เลย” ซีอินพูดขึ้นมาจนฉิงเฟิ่งเริ่มอยากรู้มากขึ้นทันที
“อย่างเช่นเรื่องอะไรบ้างครับ” ถามพร้อมมุมปากหยัก
ลึกยกยิ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดูกับท่าทางเหมือนอยากจะอวดของ
ภรรยา
“ก็อีกไม่นานจะมีการฟื้นฟูการสอบเกาเข่าเพื่อรับ
นักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยังไงล่ะคะ แล้วก็การค้าขาย
จะเปิดให้ทำได้อย่างเสรีมากขึ้น ผู้คนจะร่ำรวยมากขึ้นจาก
การค้าขายค่ะ มีครอบครัวหนึ่งหมื่นหยวนเกิดขึ้นมาด้วยนะคะ
จะมีการลงทุนและติดต่อกับชาวต่างชาติมากขึ้นเพราะการ
เปิดประเทศด้วยค่ะ ประเทศเราจะเจริญและพัฒนาไปไกลเลย
เชียวค่ะ” ซีอินพูดออกมาอย่างเร็วรัวรวดเดียวจบ
“จริงหรือครับ!!” ฉิงเฟิ่งได้ฟังก็ตกใจมากตอนแรกไม่คิด
ว่าจะเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นได้ แต่หากเป็นอย่างที่ภรรยา
บอกจริง ๆ มันก็คือเรื่องที่วิเศษมากเลยทีเดียว
“จริงสิคะ สามีคุณก็รอดูได้เลย”
“แล้วคุณคิดอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหมครับ”
“ฉันคิดว่าจะไปสอบเทียบให้จบมัธยมปลายก่อนค่ะ
ส่วนเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยฉันยังไม่คิดเพราะฉันอยากหา
เงินมากกว่าค่ะ” ไม่ใช่เธอไม่รักเรียนแต่เธอไม่ได้คิดว่าจะต้อง
ทำงานมีตำแหน่งในพรรคหรือหน่วยงานรัฐ เพราะยุคนี้จบ
มัธยมปลายก็นับมีความสามารถและหางานดี ๆ ได้แล้ว
อีกอย่างเธอถนัดงานแปลงานเขียนหนังสือเพราะเป็น
งานที่เธอทำในชีวิตก่อนที่จะมาที่นี่ เธออาจจะกลับไปทำงาน
ด้านนี้อีกครั้งก็ได้ เพราะงานแบบนี้สามารถทำอยู่ที่บ้านอยู่กับ
ครอบครัวได้ด้วย เธอไม่อยากทิ้งลูก ๆ และสามีไปเรียนหลาย
ๆ ปีหรอกนะ
“หากคุณอยากเรียนผมจะสนับสนุนคุณเองครับ และก็
จะอยู่บ้านเลี้ยงลูก ๆ รอคุณกลับมาเอง” ฉิงเฟิ่งพูดอย่างหนัก
แน่นอย่างจริงใจ
“คิก” ซีอินหลุดหัวเราะออกมาเธออดที่จะรู้สึกเอ็นดู
ท่าทางกับคำพูดนั้นที่ของสามีไม่ได้จริง ๆ เขาพูดเหมือนเป็น
ภรรยาที่เลี้ยงลูก ๆ อยู่บ้านรอสามีกลับมาหาอย่างนั้นแหละ
“ขำอะไรครับผมพูดจริง ๆ นะ” เขาอุตส่าห์พูดด้วย
ความจริงจังแต่ภรรยากลับหัวเราะเสียได้ คิดแล้วก็หน้าแดง
ขึ้นมา
“ฉันไม่ยอมไปไหนไกล ๆ แล้วปล่อยให้คุณกับลูก ๆ อยู่
กันตามลำพังหรอกค่ะ ตูตูกับไคไคออกจะน่ารักคุณก็ออกจะ
แสนดีขนาดนี้ ฉันต้องอยู่ใกล้ ๆ เข้าไว้ถึงจะดีค่ะ” มือบางที่ยืน
มาบีบแก้มสามีไปมาอย่างมันเขี้ยวก่อนจะปล่อยมือแล้วเดิน
เข้าครัวเพื่อทำไก่ทอดให้ตูตูกับไคไคกิน
ฉิงเฟิ่งมองตามร่างภรรยาตาปรอย ตอนนี้เธอผอมลงอีก
แล้วยิ่งผอมก็ยิ่งสวย ผิวก็ขาวผุดผ่องเนียนนุ่ม ที่รู้ว่านุ่มเพราะ
ตูตูกับไคไคชอบมากระซิบที่ไม่เหมือนกระซิบบอกเขาทุกวันว่า
แม่ตัวหอมมากตัวนุ่มมาก คิดไปแล้วเธอที่ดีแบบนี้ สวยมาก
ขนาดนี้เขาเองก็ไม่อยากให้เธอไปไหนไกลตาเขาเหมือนกัน คิด
แล้วก็ผุดยิ้มออกมาที่มุมปาก
“พ่อออ ตูตูก็ไม่ไปคับ” หลังจากภรรยาเขาเดินออกไป
เพียงครู่เดียว เจ้าหัวผักกาดที่นอนหลับอยู่กับกองหมอนและ
ผ้าห่มอยู่บนพื้นพรมข้าง ๆ เขาจู่ ๆ ก็ผุดลุกขึ้นมานั่งตาปรือหัว
หูยุ่งเหยิงไปหมดพูดขึ้น
“จะไปหนายกันหยออ” ไคไคเองก็ลุกมานั่งข้าง ๆ จน
พุงย่น ถามทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาด้วยซ้ำ
“ไม่ยู้ตูตูง่วง”
“อืม ไคไคจะนอนแล้วนะ”
“อืม นอนเตอะ”
ถามกันเองตอบกันเองเสร็จก็ซุกหัวลงกับหมอบใบใหญ่
แล้วนอนกลางวันกันต่อ ท่ามกลางสายตาที่แสนอบอุ่น
อ่อนโยนของคนเป็นพ่ออย่างฉิงเฟิ่งที่มองดูเจ้าแฝดนอนขดตัว
อยู่ข้าง ๆ เขา มือหนาจึงเอื้อมไปลูบหัวกลม ๆ ทั้งสองอย่าง
เบามือ
ซีอินลงชื่อเพื่อขอใช้ไฟฟ้าแล้วอีกทั้งเธอยังแนะนำแม่
สามีว่าต่อไปหมู่บ้านจะต้องพัฒนาขึ้นอีกอย่างแน่นอน ดังนั้น
ควรจะมีไฟฟ้าไว้ใช้ยามค่ำคืนจะได้สว่างโล่งดีด้วย ส่วนทาง
บ้านเดิมของเธอนั้นแม่หลินก็ตัดสินใจติดตั้งไฟฟ้าด้วย
เหมือนกัน โดยที่เธอไม่ต้องโน้มน้าวอะไรเลยเพราะพี่ชายคน
โตและพี่ชายคนรองของเธอต่างก็เห็นด้วยว่าควรคิดตั้งไฟฟ้าใช้
กันอยู่แล้ว
ใช้เวลาในการติดตั้งและเดินสายไฟไม่นานก็เรียบร้อย
ตอนนี้ยามค่ำคืนบ้านไหนที่ขอใช้ไฟฟ้าก็สว่างโล่งไม่ต้องคอยใช้
ตะเกียงหรือเทียนไขอย่างที่เคยอีกแล้ว
“มีไฟฟ้าแล้วนี่ดีจริง ๆ เลยนะคะ ดีที่เราเชื่อน้องสะใภ้
สามนะคะคุณแม่” ซูหงเอ่ยขึ้นมาตอนที่กำลังจัดวางอาหารลง
บนโต๊ะเพื่อกินข้าวเย็นกัน
“นั้นสิ” คุณแม่เซียวเองก็เห็นด้วย
“ดีมันก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ต้องมานั่งจ่ายค่าไฟฟ้าตลอดนี่
สิบ้านเราไม่ได้มีเงินเดือนเหมือนน้องสะใภ้สามเสียหน่อย”
สะใภ้รองพูดพร้อมแบะปากน่าเกลียดออกมา
“ถ้าคุณยังพูดแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้ไฟ อีกอย่างหน้าที่
ทำงานหาเงินก็เป็นผมกับพี่ใหญ่อยู่แล้วพวกผมยังไม่บ่น ส่วน
คุณที่วัน ๆ ไม่เห็นทำอะไรนอกจากออกไปจับกลุ่มกับเพื่อนขี้
นินทาของคุณก็ไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องนี้เหมือนกัน” เขารู้ดีว่าภรรยา
เขานั้นไม่อยากทำงานและอิจฉาน้องสะใภ้สามมากแค่ไหนที่ไม่
เคยต้องทำงานในแปลงนาเลย แต่สถานการณ์ของน้องสะใภ้
สามนั้นต่างกันเพราะก่อนนี้น้องชายเขาเป็นทหารมีเงินเดือน
ดังนั้นน้องสะใภ้สามไม่ต้องทำงานก็ได้แถมตอนนี้เธอยังได้
ทำงานมีเงินเดือนที่ฝ่ายผลิตอีกต่างหาก เรื่องนี้ภรรยาเขาก็รู้ดี
แต่ก็ยังคิดไม่ได้อยู่อีก
“นี่คุณกล้าว่าฉันขนาดนี้เลยหรอค่ะ”
“ลู่ฉิงตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายแล้วคุณควร
รู้จักปรับปรุงนิสัยตัวเองบ้าง จะมาทำตัวแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
นะ” เมื่อถูกสามีว่าให้แบบนั้นคนที่ไม่ยอมให้ใครมาสั่งสอนได้
ง่ายๆ แม้อีกฝ่ายจะเป็นสามีของเธอเองก็ตาม ก็สะบัดหน้าหนี
แล้วเดินจากไปทันทีพร้อมคิดอย่างหงุดหงิดว่าหากเธอเจอทาง
ที่ดีกว่าเธอจะไม่ยอมทนอยู่แบบนี้แน่…
หน้าหนาวเข้ามาแล้วเวลาเดินออกมานอกบ้านก็จะถูก
ลมหนาวพัดโชยมาต้องกาย และหิมะแรกก็เริ่มร่วงหล่นลงจาก
ท้องฟ้าพาให้ผืนดินสีน้ำตาลแดงและต้นหญ้าเล็กๆสีเขียวที่
ขึ้นอยู่บนดินทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะที่ตกใส่
“ตอนนี้ปวดแผลหรือเปล่าคะฉิงเฟิ่ง”
“ไม่เลยครับ ยาของคุณดีมาก”
“ดีแล้วค่ะ แต่ถ้าปวดต้องรีบบอกฉันนะคะ” ช่วงนี้เธอ
จะหมั่นดูแลเรื่องสุขภาพของเจ้าหัวผักกาดน้อยและสามีมาก
เป็นพิเศษเพราะหน้าหนาวปีนี้หนาวมากเลยทีเดียว
“ได้ครับ”
“หลังจากหมดหนาวพอโรงเรียนเริ่มเปิดปกติ ฉันว่าจะ
เข้าไปขอสอบเทียบให้จบมัธยมปลายนะคะ” ตอนนี้โรงเรียน
ในเมืองอำเภอปิดหมดเพราะหิมะตกหนัก
“ดีครับ งั้นคุณอ่านหนังสือของผมก็ได้นะครับ
เหมือนว่าผมน่าจะยังเก็บไว้อยู่”
“หื้ม จริงสิคุณจบมัธยมปลายแล้วนี่นา งั้นสามีคะคุณ
อยากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือเปล่า ฉันจะสนับสนุนคุณ
เองจะอยู่บ้านเลี้ยงลูก ๆ แล้วก็หาเงินเยอะ ๆ ส่งคุณเรียนและ
รอคุณกลับมาเอง” คำพูดช่างคุ้นหูนักเพราะมันเป็นคำพูดที่
เขาพูดกับภรรยาไปเมื่อหลายวันก่อนนั้นเอง
“ไม่เอาหรอกครับ ใครจะอยากอยู่ห่างจากภรรยาและ
เจ้าหัวผักกาดน้อยที่แสนน่ารักอย่างพวกคุณได้ลงกันล่ะ หื้ม”
ฉิงเฟิ่งบอกออกมาพร้อมส่งสายตาหวานให้ภรรยาอีก
“ฮิ ฮิ พ่อเข้าหาแม่อยู่หยอ” ตูตูที่กำลังเล่นตัวต่อของ
เล่นไม้ที่แม่เอามาให้เอ่ยถามพร้อมหัวเราะคิกคัก
“เข้าหาคืออะไย” ไคไคเองก็สงสัยเอียงคอถามพี่ชาย
“ไม่ยู้เหมือนกัน”
“หึ หึ แล้วตูตูไปเอาคำนี้มาจากไหนกันหื้ม” ฉิงเฟิ่งเอ่ย
ถามพร้อมเอื้อมมือไปขยี้หัวกลม ๆ พร้อมทำหน้ามันเขี้ยวเจ้า
เด็กช่างพูด
“ป้าสะใภ้ยองพูดคับ”
“หืม ป้าสะใภ้รองพูดกับตูตูเลยหรือจ๊ะ” ซีอินขมวดคิ้ว
หมุนทันที คงเป็นเมื่อวันก่อนที่ตูตูกับไคไคที่บ้านปู่กับย่า
มาแล้วคงได้ยินได้เห็นเข้า
“อื้ม ไม่ได้พูดกับตูตูคับแต่ป้าสะใภ้ยองพูดกับปู้ชาย…
เป็นใครไม่ยู้แล้วก็หัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ โด้ยตูตูแอบอยู่ป้าสะใภ้ยอง
ไม่เห็นหร๊อกก” ปากน้อย ๆ ของตูตูเล่าไปตาก็ก้มมองแต่ของ
เล่นในมือไม่ได้เงยหน้ามามองหน้าพ่อกับแม่เลยว่าตกใจแค่
ไหน
“ตอนที่ตูตูไปฉี่หยอ” ไคไคถามเพราะมีแค่ตอนนั้นเองที่
เขาไม่ได้อยู่กับพี่ชาย
“อืม ตอนปวดฉี่พอไปห้องน้ำ ตูตูเยยเห็น”
“ผู้ชายที่ว่าใช่ลุงรองหรือเปล่าตูตู” ฉิงเฟิ่งเอ่ยถามด้วย
สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา
“ไม่ใช่ ๆ ลุงยองตูตูจำได้ แต่คนนี้ตูตูไม่ยู้จักคับ”
คำตอบของตูตูทำให้ซีอินและฉิงเฟิ่งหันมามองหน้า
สบตากันอย่างตกใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่คงต้องตรวจสอบให้ดี
ก่อน หากพี่สะใภ้รองทำเรื่องเลวร้ายอย่างการคบชู้สู่ชายจริง
ๆ ขึ้นมาต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่
“เรื่องนี้ตูตูกับไคไคห้ามเอาไปพูดกับใครอีกเด็ดขาดนะ
ลูกเข้าใจไหม” ฉิงเฟิ่งรีบเอ่ยกำชับลูกทันที
“เข้าใจคับ /เข้าใจคับ”
และกลางดึกคืนนั้นมีคนมาตะโกนเรียกเธอและสามี
ด้วยน้ำเสียงร้อนรนอยู่ที่รั้วหน้าบ้าน…