Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 27 : ได้ยินโดยไม่คาดคิด
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 27 : ได้ยินโดยไม่คาดคิด
จากเหตุการณ์นั้นทำให้สะใภ้รองแทนที่จะสำนึกได้
กลับเอาความโกรธที่ตัวเองถูกตำหนิและถูกแม่สามีทุบตีไปลง
ที่ชิงเหมี่ยว โดยการทำเย็นชาใส่และไม่คิดที่จะเข้าหาลูกของ
ตัวเอง วัน ๆ จึงเอาแต่ดูแลต้าเป่าอย่างเดียวโดยให้เหตุผลว่า
“ถ้าฉันทำไม่ดีกับลูกสาวคนนี้อีก เดี๋ยวทุกคนก็จะมาด่า
ว่าฉันอีกน่ะสิคะ ฉันเลี้ยงต้าเป่าคนเดียวก็พอ ชิงเหมี่ยวคุณแม่
หรือพี่สะใภ้ใหญ่ก็เอาไปดูแลเองเถอะค่ะ” พูดจบก็สะบัดหน้า
หนีอุ้มต้าเป่าเดินเข้าห้องไปทันที
“ดู๊ ดูมันทำเกินเยียวยาแล้วจริง ๆ” คุณแม่เซียวชี้นิ้วใส่
ตามหลังสะใภ้รองอย่างอดโมโหไม่ได้
“แบบนี้คงอีกนานค่ะกว่าจะคิดได้หรืออาจจะไม่มีวันที่
น้องสะใภ้รองคิดได้เลย” ซูหงมองตามหลังน้องสะใภ้รองไป
เช่นกัน เธอที่อยากมีลูกแทบตายได้แต่นึกในใจว่าน้องสะใภ้
รองช่างไม่รู้จักรักษาสิ่งที่มีค่าสำหรับคนเป็นแม่เอาไว้เสียเลย
ดีที่ชิงเหมี่ยวไม่ได้ยินหรืออาจได้ยินแต่เด็กตัวเล็ก ๆ แบบนั้น
ต่อให้แม่ตัวเองร้ายกาจแค่ไหนแต่ก็ยังอยากเข้าหาและ
ต้องการความรักจากแม่อยู่ดี
พฤติกรรมของสะใภ้รองยังเป็นอยู่อย่างนั้นจนผ่านไปได้
อาทิตย์หนึ่ง วันหนึ่งเธออาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีใครสนใจแอบ
ออกจากบ้านมาที่ตีนเขาท้ายหมู่บ้านแต่เช้า
“ทำไมเธอมาช้านักเล่า” เสียงบ่นอย่างหงุดหงิดของ
ผู้ชายที่นั่งยอง ๆ กับพื้นปากคาบบุหรี่พ่นควันลอยไปใน
อากาศ
“ก็ฉันต้องแอบที่บ้านสามีมาน่ะสิ แล้วเรื่องที่จะเข้า
หานังนั่นล่ะเมื่อไหร่จะลงมือสักที ยิ่งนานวันฉันยิ่งทนไม่ไหว
แล้วนะเกลียดมันอย่างกับอะไรดี”
“หึ เธอเกลียดหรืออิจฉากันแน่”
“ฉันจะรู้สึกยังไงพี่ไม่ต้องมายุ่งได้ไหม ทำตามที่สั่งได้ก็
พอ” ลู่ฉิงขึ้นเสียงใส่อย่างหงุดหงิดไม่พอใจ
“ถ้ายังปากดีใส่ฉันแบบนี้อีกได้เจอดีแน่ ฉันเป็นญาติผู้พี่
เธอนะหัดพูดจาให้มันดี ๆ ซะบ้าง” คนพูดลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้า
ถมึงทึงน่ากลัวแล้วเดินเข้าหาลู่ฉิงช้า ๆ
“ฉะ ฉันขอโทษ ละ แล้วพี่จะเข้าไปล่อลวงนังซีอินมัน
เมื่อไหร่ล่ะ”
“เธอแน่ใจนะว่าผู้หญิงคนนั้นจะเล่นด้วย”
“โอ๊ยย มันต้องสนใจพี่อยู่แล้วล่ะ ก็สามีมันพิการจะทำ
อะไรได้ล่ะพี่ก็แค่เข้าไปพูดจาหยอกล้อหลอกล่อมันให้ชาวบ้าน
ได้เห็นพอให้เกิดเป็นเรื่องอี้อฉาวดูน่าสงสัย จากนั้นก็เอาเรื่องนี้
ไปขู่มันว่าอาจมีคนไปแจ้งทางการว่ามันทำผิดประเวณีคบชู้ ขู่
ให้มันขนเงินมาให้พี่แล้วพี่จะยอมหายหน้าไปแล้วไม่มายุ่งกับ
มันอีก ยังไงมันก็ต้องยอมอยู่แล้วมันมีเงินเยอะจะตาย ทั้งซื้อ
รถจักรยานทั้งซื้อมอเตอร์ไซค์ ไหนมันยังได้ทำงานที่ฝ่ายผลิต
อีก พี่กับฉันก็จะได้มีเงินใช้ แล้วฉันก็ได้ความสะใจไปด้วยดีจะ
ตาย”
ลู่เกาแสยะยิ้มเมื่อได้ฟังญาติผู้น้องขี้อิจฉาของตัวเอง
บอกแผนให้ฟัง
“ได้งั้นเอาตามนี้แต่พอได้เงินมาต้องเป็นของฉันเจ็ดส่วน
เธอสามส่วนตกลงไหม”
“ก็ได้ขอแค่ให้นังนั่นมันอับอายจนไม่มีที่ยืนอีกฉันก็
พอใจแล้ว” แม้จะเสียดายที่ได้ส่วนแบ่งแค่สามส่วนแต่ถ้าได้
ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการก็ถือว่าคุ้ม
“งั้นฉันจะคอยวนเวียนเพื่อหาโอกาสเข้าหาผู้หญิงแซ่
หลินคนนั้นแล้วกัน”
ลู่ฉิงเมื่อได้ฟังก็ยิ้มอย่างสมใจ เธอไม่ได้จะให้ญาติผู้พี่ไป
เป็นชู้กับนังหลินซีอินจริง ๆ เสียหน่อย ก็แค่สร้างสถานการณ์
ให้คนเห็นและสงสัยในพฤติกรรมของมันก็เท่านั้น จากนั้นก็ให้
ญาติผู้พี่ข่มขู่เอาเงินมา
ลู่เกาเป็นญาติผู้พี่ของเธอที่อยู่หมู่บ้านใกล้ ๆ กัน เขา
เป็นคนชั่วและเป็นคนอันธพาลชอบรังแกคน มีพรรคพวกและ
แก๊งอันธพาลที่น่ากลัวอีกด้วย ก่อนนี้เขามาที่บ้านพ่อแม่ของ
เธอซึ่งเป็นญาติกันเพื่อหลบหนีอะไรมาสักอย่าง เธอก็ไม่
อยากจะสนใจลู่ฉิงเห็นว่าหากให้ญาติคนนี้ทำให้ชื่อเสียงของ
หลินซีอินฉาวโฉ่เธอก็จะได้แก้แค้นความคับข้องใจที่ตนเองมีมา
เสมอได้อย่างแน่นอน
“เอาล่ะฉันคงต้องกลับก่อน ออกมานานเดี๋ยวที่บ้าน
ใหญ่จะสงสัย”
“อืม”
ลู่ฉิงเอ่ยบอกญาติตัวเองก่อนจะมองซ้ายมองขวาและ
รีบเร่งเดินจากไป ส่วนลู่เกาก็เดินจากไปอีกทางเช่นกันเพื่อ
วางแผนเข้าหาเป้าหมายของมัน
ทั้งสองที่แอบคุยเรื่องชั่ว ๆ กันนั้นไม่รู้เลยว่ามีใครแอบ
ได้ยินอยู่ เพราะเห็นว่าหิมะหยุดแล้วและที่บ้านยังต้องใช้ฟืน
อีกมาก อี้เหวินจึงออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อหาฟืนบนเขา ตอนที่
กำลังก้มลงหลังพุ่มไม้เพื่อหอบฟืนที่กองไว้อยู่นั้น ยังไม่ทันจะ
ลุกขึ้นยืนเขาก็บังเอิญได้ยินเรื่องที่ทั้งสองพูดคุยกันเข้า
เขาควรทำยังไงดี ไปบอกบ้านสามเซียวดีไหมนะ แต่เขา
ก็กลัวว่าจะถูกหาว่าโกหก กับคุณอาสามเซียวฉิงเฟิ่งนั้นมี
บุญคุณกับเขามาก เพราะเมื่อปีก่อนตัวเขาเคยบาดเจ็บเพราะ
มาหาฟืนในหน้าหนาวแล้วลื่นล้มกลิ้งตกเนินเขาจนลุกไม่ขึ้น
ได้แต่ร้องเรียกให้คนมาช่วยอยู่นาน จนได้คุณอาสามเซียวที่
ตอนนั้นกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงปีใหม่ แล้วขึ้นเขามาหาฟืน
เหมือนกันจึงได้เข้าช่วยเหลือเขาไว้ พาไปส่งที่บ้านทั้งแบกฟืน
มาให้และยังให้เงินไว้อีกนิดหน่อยเพื่อให้ไปหาหมออีกด้วย
อี้เหวินนั้นเป็นเด็กกำพร้าอายุสิบสองปีอยู่กับน้องชาย
อี้เชาที่อายุหกขวบเพียงสองคน ไม่มีใครสนใจหรือใส่ใจเพราะ
ชาวบ้านแต่ละคนก็หวังเอาตัวเองให้รอดจากหน้าหนาวเพียง
เท่านั้น แต่คุณอาสามเซียวเป็นผู้มีบุญคุณ เขาจึงตัดสินใจว่า
ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องบอกให้คนบ้านสามเซียวได้รู้
เด็กชายตัวผอมแห้งเดินกลับบ้านหลังน้อยที่อยู่ท้าย
หมู่บ้านก่อนเพื่อมารับน้องชายให้ไปด้วยกัน
“อาเชาพี่ใหญ่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ไปด้วยกันนะ”
“ครับ” อี้เชารับคำพี่ชายแล้วเดินตามหลังพี่ไปไม่ยอม
ห่างท่ามกลางลมหนาวที่ยังพัดอยู่แต่ยังดีที่เริ่มมีแสงแดดยาม
เช้าสาดส่องลงมาให้ได้คลายหนาวบ้าง
อี้เหวินแบกฟื้นมาด้วยเพราะหากมีคนถามเขายังอ้างได้
ว่าเอาฟื้นมาส่งให้บ้านสามเซียว เพราะมันคงแปลกหากจู่ ๆ
เขาก็เดินมาตัวเปล่าเฉย ๆ ชาวบ้านคงจะสงสัยเอาได้
“คุณอาสามเซียวครับ คุณอาสามเซียวอยู่ไหมครับ”
เมื่อมาถึงหน้าบ้านแล้วอี้เหวินก็เริ่มตะโกนเรียกทันที
“มีใครมาเรียกคุณอยู่หน้าบ้านน่ะค่ะ” ซีอินที่กำลังตัก
ข้าวเช้าให้ลูก ๆ และสามีเอ่ยขึ้นพร้อมชะเง้อมองไปที่หน้าบ้าน
“งั้นเดี๋ยวผมออกไปดูก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
ฉิงเฟิ่งเดินออกมานอกบ้านช้า ๆ เขาไม่เจ็บแผลแล้วแต่
ยังลงน้ำหนักที่ขาขวามากไม่ได้จึงยังใช้ไม้เท้าช่วยพยุงตัวอยู่
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูรั้วที่ลงไม้ขัดไว้ดังขึ้น อี้เหวินที่ยืนจูงมือ
น้องชายไว้ก็รอบกลืนน้ำลายอย่างตื่นกลัวนิดหน่อย เพราะ
กลัวว่าจะเป็นคุณอาสะใภ้สามที่มาเปิดประตูเองแล้วจะไล่เขา
ไป เพราะชื่อเสียงของคุณอาสะใภ้สามบ้านเซียวนั้นเลื่องลือแต่
เรื่องความโมโหร้าย ขี้หงุดหงิดและนิสัยไม่ดี แต่ไม่นานมานี้ก็
ยังได้ทำงานที่ฝ่ายผลิตแล้วด้วย เขาเพียงเคยเห็นอยู่ไกล ๆ
เท่านั้น
แต่ว่าเรื่องที่ได้ยินมานี้เกี่ยวพันกับครอบครัวของคุณอา
สามเซียวผู้มีบุญคุณกับเขา ดังนั้นเขาต้องไม่กลัวเด็ดขาด
“อ้าวอี้เหวินนั้นเองพาอาเชามาด้วยหรอ รีบเข้ามาใน
บ้านก่อนเร็วเข้าข้างนอกลมหนาวยังแรงอยู่” ฉิงเฟิ่งจำเด็ก
น้อยที่เขาเคยช่วยเมื่อปีก่อนไว้ได้ดี ยังคิดว่าหากขาเดินได้
สะดวกกว่านี้สักหน่อยจะแวะเข้าไปดูเด็กทั้งสองคนที่บ้าน ไม่
คิดว่าจู่ ๆ พวกเขาจะมาหาถึงบ้านเสียก่อน
“ขอบคุณครับ” จากนั้นฉิงเฟิ่งก็เดินนำเด็กทั้งสองที่ดู
ประหม่าไม่น้อยเดินเข้ามาในบ้าน
“ใครมาหรือคะฉิงเฟิ่ง”
“เป็นสองพี่น้องอี้เหวินกับอี้เชาน่ะครับ”
ซีอินที่ได้ฟังก็เอียงหัวไปมาพยายามคิดถึงสองชื่อนี้ว่า
คือใคร แต่ก็เลือนรางเต็มทีเหมือนว่าไม่มีความทรงจำเรื่องนี้
อยู่เลย คงเพราะไม่เคยข้องเกี่ยวกันมาก่อนนั้นเอง ก่อนจะเลิก
คิดไปแล้วเอี้ยวหน้าไปที่ด้านหลังของสามีแล้วก็ต้องตกใจกับ
สภาพของเด็กน้อยตัวผอมโซทั้งสองคนที่จูงมือกันเดินตามหลัง
สามีเธอเข้ามา
“ตายจริง!” ซีอินรีบวางของแล้วเดินพุ่งไปหาอี้เหวิ
นก่อนช่วยถอดตะกร้าที่มีฟืนที่เขาแบกอยู่ออกมาก่อน
“ถอดออกก่อนจ้ะ”
“ขะ ขอบคุณครับอาสะใภ้สาม” อี้เหวินไม่คิดว่าผู้หญิง
ตรงหน้าจะใจดีขนาดนี้มาก่อนเลย
“เข้ามาก่อนเร็วเข้าข้างนอกยังมีลมหนาวอยู่” ซีอินพา
เด็กทั้งสองเข้ามานั่งในครัวที่ตอนนี้ตูตูกับไคไคนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“มีคนมาหยอ” เสียงสดใสช่างพูดของตูตูถามแม่ขึ้น
“เป็นพี่ชาย” ไคไคที่เห็นคนแล้วก็พูดขึ้นมาเช่นกัน
“พี่ชายกับน้องชาย” ตูตูพูดเพราะเห็นคนที่มา คนหนึ่ง
นั้นตัวโตกว่าเขาและอีกคนดูตัวเล็กกว่าเขานั้นเอง
“เป็นพี่ชายทั้งสองคนต่างหากตูตูไคไค” ฉิงเฟิ่งแก้ให้
เพราะเขารู้ว่าเด็ก ๆ บ้านอี้อายุมากกว่าลูกชายฝาแฝดของเขา
แต่เพราะอี้เชาตัวเล็กมากจึงดูเหมือนเด็กอายุน้อยกว่า ส่วน
ตอนนี้ตูตูกับไคไคที่ถูกภรรยาเขาบำรุงมากจนตัวโตกว่าเด็กใน
วัยเดียวกันไปแล้ว จากหัวผักกาดน้อยจึงกลายเป็นลูกหมูเสีย
แล้ว
“พี่ชายฉองคนหยอ” ตูตูทวนคำที่พ่อบอกแล้วเอียง
หัวคิดตามไปด้วย
“พี่ชายสองคน ๆ” ไคไคที่ดูเข้าใจที่พ่อบอกแล้ว เขา
ไม่ได้มีสีหน้าครุ่นคิดเหมือนตูตูอีกเพียงเอ่ยย้ำตามที่เข้าใจ
เท่านั้น
“ฮิ ฮิ ฮิ” ก่อนที่ตูตูจะหัวเราะชอบใจเพราะคิดว่าจะมี
เพื่อนเล่นเพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนไคไคก็ยังคงยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เลียนแบบท่าทางของพ่อที่เขาเคยเห็น
ตอนนี้บ้านสามเซียวกำลังจะกินข้าวเช้ากัน ซีอินจึงตัก
ข้าวต้มปลาร้อน ๆ ที่มีกลิ่นหอมมาให้เด็ก ๆ บ้านอี้ทั้งสองคน
ด้วย ตอนแรกอี้เหวินจะไม่ยอมกินบอกว่าที่มาเพียงแค่มีเรื่อง
จะมาบอกและใช้เวลาไม่นานก็จะกลับแล้ว แต่ซีอินก็ยืนยันว่า
ต้องกินข้าวเช้ากันก่อน ไม่งั้นจะไม่ให้พูดเรื่องที่เขาต้องการพูด
อี้เหวินและอี้เชาจึงได้นั่งลงกินข้าวร่วมกับบ้านสามเซียว
เพียงแค่ได้กินข้าวเข้าไปคำแรกอี้เหวินก็ถึงกับตาแดงก่ำรู้สึกถึง
ความชื้นที่หัวตาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เพราะความดีใจ ส่วน
อี้เชานั้นกินไปอย่างมีความสุขโดยมีตูตูกับไคไคคอยชวนคุยอยู่
ข้าง ๆ
“พี่เซาเซาอย่อยยึเป่า” เป็นตูตูเด็กช่างพูดเอ่ยถาม
ขึ้นมาพร้อมยื่นหน้ากลม ๆ ของตัวเองเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อนใหม่
ที่กินข้าวอยู่ข้าง ๆ
“อื้ม” อี้เชาที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ได้แต่ส่งเสียงตอบรับใน
ลำคอพร้อมพยักหน้าไปมาหงึก ๆ และส่งยิ้มไปให้เท่านั้น
“ตูตูชอบมาก ไคไคเองก็ชอบเหมือนกันใช่ไหม ๆ” พอ
คุยกับพี่ชายคนใหม่แล้วก็หันมาถามน้องชายด้วย
“พี่ชายชื่อเชาเชานะ” แต่แทนที่จะตอบรับว่าชอบ
หรือไม่ ไคไคกลับทักท้วงเรื่องที่ตูตูพูดไม่ชัดขึ้นมาแทน
“เซาเซา” ตูตูจึงลองพูดใหม่
“พูดผิด” ไคไคก็บอกว่าผิดอีก
“ผิดอีกแล้วหยอ” ตูตูถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ พร้อม
คิดในใจว่าก็เหมือนกันไม่ใช่หยอ
“อืม”
“งั้นจินข้าวก่อน ค่อยพูดใหม่” เมื่อน้องชายที่เก่งมาก
ๆ ในความคิดของตูตูยังยืนยันว่าผิดอยู่ จึงคิดว่ากินข้าวก่อน
แล้วค่อยลองพูดใหม่ ตอนนี้ท้องเขายังหิวอยู่เลยต้องรีบกินให้
เยอะ ๆ
“อืม”
เด็ก ๆ ตัวน้อยทั้งสามพูดคุยกันงุงงิง ๆ ไปมาเมื่อกิน
ข้าวเสร็จแล้วตูตูกับไคไคยังพาอี้เชาไปเล่นต่อจิ๊กซอว์ที่มุมห้อง
ด้วยกัน ส่วนอี้เหวินยังนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกับซีอินและฉิงเฟิ่ง
“เอาล่ะกินข้าวเสร็จแล้ว ตอนนี้อี้เหวินก็พูดเรื่องที่ตั้งใจ
จะมาบอกได้เลยจ้ะ” เป็นซีอินที่เอ่ยขึ้นมาก่อนสามี
“คุณอาสาม คุณอาสะใภ้สามครับคือ…คือว่าเมื่อเช้าผม
ไปได้ยินเรื่องบางอย่างเข้า ดูเหมือนว่าคุณป้าสะใภ้รองบ้าน
เซียวจะวางแผนไม่ดีเกี่ยวกับคุณอาสะใภ้สามครับ” อี้เหวิน
เอ่ยออกมาสีหน้าเป็นกังวลใจ พร้อมมองสีหน้าคุณอาทั้งสอง
ไปด้วย
“หื้ม พี่สะใภ้รองอย่างนั้นหรือ” ซีอินขมวดคิดแล้วเอ่ย
ถามขึ้นมาอย่างแปลกใจ
“ยังไงหรืออี้เหวินไปได้ยินเรื่องอะไรมา” ฉิงเฟิ่งเอ่ยถาม
พร้อมขมวดคิ้วหมุน
“ดูเหมือนคุณป้าสะใภ้รองคนนั้นจะให้ผู้ชายคนหนึ่ง
หาทางเข้าหาคุณอาสะใภ้สามเพื่อทำให้เกิดข่าวอื้อฉาวและ
เรื่องไม่มีขึ้น แล้วจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เพื่อเอาเงินกับคุณอาสะใภ้
สามไปครับ จากนั้นพวกเขาก็จะแบ่งเงินกัน อีกทั้งผมได้ยิน
เหมือนว่าป้าสะใภ้รองคนนี้ทำไปเพราะอิจฉาคุณอาสะใภ้สาม
อยู่ครับ”
“นี่พี่สะใภ้รองกล้าทำขนาดนี้เลยหรอ” ซีอินรู้ว่าพี่สะใภ้
รองคนนี้นิสัยแย่มากแต่ไม่คิดว่าจะแย่ถึงขนาดนี้ได้เลย
“อี้เหวินรู้หรือเปล่าว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” ฉิงเฟิ่งเอ่ย
ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมแววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
ขึ้นมา
“ไม่รู้จักครับผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ว่าผมได้ยิน
ป้าสะใภ้รองเรียกผู้ชายคนนั้นว่าพี่นะครับ”
“พี่งั้นหรือ พี่สะใภ้รองมีพี่ชายด้วยหรอคะ” ซีอินเอ่ย
ถามสามีขึ้นมา
“ไม่ครับ เธอมีแต่น้องชายสองคนเท่านั้น เป็นไปได้ว่า
อาจจะเป็นญาติผู้พี่ที่มาจากที่อื่น เรื่องนี่คงต้องลองสืบดูครับ
ขอบใจอี้เหวินมากที่มาบอกอาเรื่องนี้นะ และเรื่องนี้อย่าเอาไป
บอกใครอีกทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นอะไรเพื่อความปลอดภัยของ
ตัวเองและอาเชาเข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วครับ” อี้เหวินพยักหน้าเข้าใจทันที เขาก็ไม่
คิดจะเอาไปพูดที่ไหนอีกอยู่แล้ว
ก่อนกลับซีอินยังแบ่งซาลาเปาลูกใหญ่ ๆ ให้สองพี่น้อง
บ้านอี้อีกหกลูกและยังมีข้าวต้มปลาที่ซีอินตักใส่ปิ่นโตเถาที่มี
สองชั้นให้สองพี่น้องบ้านอี้เอากลับไปกินด้วย เด็ก ๆ โค้งตัว
ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ก่อนอี้เหวินจะแบกตะกร้าใส่ฟืนขึ้น
หลังและจูงมือน้องชายเดินกลับบ้านไปโดยมีตูตูและไคไคที่ยืน
โบกมือหยอย ๆ ให้อยู่ข้างหลัง
“พี่ชายฉองคนไว้มาเย่นกับตูตูไคไคอีกน้าาา” เสียง
ตะโกนไล่ตามหลังไปจนสองพี่น้องบ้านอี้ต้องหันกลับมามอง
แล้วส่งยิ้มให้เด็กแฝดทั้งสองคนทันที…..