Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 28 : พี่สะใภ้รองไม่ได้คบชู้...แต่คิดจะหาชู้มาให้เธอ
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 28 : พี่สะใภ้รองไม่ได้คบชู้...แต่คิดจะหาชู้มาให้เธอ
งั้นหรอ
เมื่อตอนนี้อยู่เพียงลำพังแล้วซีอินและฉิงเฟิ่งมองหน้า
กันอย่างเคร่งเครียด
“เรื่องนี้จะเอายังไงดีค่ะฉิงเฟิ่ง”
“ที่แท้พี่สะใภ้รองไม่ได้มีชู้…แต่คิดที่จะ…” ฉิงเฟิ่งหยุด
พูดไปทั้งกัดฟันกรอด ๆ เพื่อข่มความโกรธของตัวเอง น้อยครั้ง
มากที่เขาจะโกรธแต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลูก ๆ และภรรยา
แล้วละก็เขาย่อมโกรธคนที่คิดทำเรื่องไม่ดีกับคนของเขา
แน่นอนและเขาต้องปกป้องคนในครอบครัวให้ถึงที่สุด
“ค่ะ พี่สะใภ้รองไม่ได้คบชู้…แต่คิดจะหาเรื่องให้คน
เข้าใจว่าฉันมีชู้ต่างหาก” ซีอินเอ่ยต่อคำพูดที่สามีค้างไว้
“นี่มันเลวร้ายมากเลยนะครับ ผิดประเวณีข้อหาคบชู้
เป็นเรื่องร้ายแรงมากต้องถูกประจานและถูกส่งไปขังยังค่าย
กักกันเพื่อสำนึกผิดและปรับทัศนคติ ที่นั้นเข้มงวดและโหดร้าย
มาก แม้แต่ทหารบางคนที่ทำผิดแล้วถูกส่งไปที่นั้นยังแทบร้อง
ขอความตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยซ้ำ คนที่ถูกส่งไป
ที่นั่นลำบากมากจริง ๆ” ฉิงเฟิ่งพูดทั้งขบกรามแน่นอย่างโมโห
“ผมคิดว่าผู้ชายที่พี่สะใภ้รองคุยด้วยคงเป็นคนเดียวกับ
ที่ตูตูไปเห็นและได้ยินมาแน่ ๆ ครับ เขาคงคิดจะเข้าหาตอนที่
คุณอยู่คนเดียวแต่ก็ต้องเป็นจุดที่ให้ชาวบ้านมองเห็นได้ด้วย”
ฉิงเฟิ่งเริ่มวิเคราะห์ช่องทางที่อีกฝ่ายจะเข้าหาภรรยา
“งั้นคงต้องเป็นตอนฉันไปทำงานแน่ ๆ เลยค่ะ เพราะ
ช่วงเวลาที่ฉันเดินไปทำงานที่ฝ่ายผลิตเป็นช่วงเวลาเดียวที่ต้อง
พบเจอชาวบ้านและเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันไม่มีคุณและลูก ๆ
อยู่ข้าง ๆ ค่ะ”
“แต่ตอนนี้งานที่ฝ่ายผลิตไม่ค่อยมีเพราะเข้าหน้าหนาว
หัวหน้าฝ่ายผลิตเฉิงคุนจึงให้เจ้าหน้าที่หยุดงานกันไปก่อน งั้น
เขาคงยังไม่มีโอกาสลงมือ อาจจะเป็นช่วงปีใหม่หรือไม่ก็ช่วงที่
คุณกลับไปทำงานแล้วนะครับ”
“งั้นเรื่องนี้เราควรให้พี่รองรับรู้ด้วยดีไหมคะจะได้มีคน
ช่วยสังเกตพฤติกรรมของพี่สะใภ้รอง แต่พี่รองจะเชื่อเราหรือ
เปล่าคะฉิงเฟิ่ง”
“ผมจะลองคุยกับพี่รองเองครับ พี่รองควรจะได้รู้ว่า
ภรรยาตัวเองเลวร้ายมากแค่ไหนที่คิดเรื่องแบบนี้ออกมาได้”
เพราะไม่ได้เจ็บขามากแล้วจึงทำให้สามารถเดินได้เร็ว
และสะดวกขึ้น ฉิงเฟิ่งจึงเดินออกไปที่บ้านใหญ่เพื่อไปหาพี่ชาย
คนรองโดยอ้างว่าอยากให้ไปช่วยดูหลังคาบ้านให้หน่อย
เพราะเหมือนจะมีรอยรั่วอยู่ ตอนนั้นทุกคนอยู่ในบ้านใหญ่กัน
หมดพี่ใหญ่และน้องสี่จึงอาสามาช่วยดูให้ด้วย ฉิงเฟิ่งคิดว่ามี
พี่ชายคนโตและน้องชายคนเล็กมาด้วยก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้า
เขาเจาะจงว่าจะให้พี่รองมาช่วยเพียงคนเดียวเท่านั้นก็ดูจะผิด
สังเกตเกินไปหน่อย
ดังนั้นบ้านสามเซียวตอนนี้จึงมีสี่คนพี่น้องบ้านเซียวนั่ง
กันอยู่ในครัวนั้นเอง
“ลุงใหญ่ ลุงยอง อาฉี่” ตูตูกล่าวทักทายขึ้น
“ลุงใหญ่ ลุงรอง อาสี่” ไคไคเองก็พูดทักทายตาม
เจ้าหัวผักกาดน้องทั้งสองเอ่ยคำทักทายพร้อมยกมือ
น้อย ๆ สองข้างมากุมที่พุงตัวเองแล้วโค้งตัวคำนับตามที่แม่
สอน แต่ก็ติดพุงป่อง ๆ นั้นเพราะพึ่งกินข้าวอิ่มทำให้ไม่
สามารถโค้งตัวได้เยอะนัก
“ตูตูไคไค ตัวอ้วนเชียวมาให้อาสี่กอดหน่อย” น้องสี่
หรือเซียวฉิงทู่ชอบเล่นกับหลาน ๆ มากยิ่งกับตูตูไคไคที่ฉลาด
ช่างพูดด้วยแล้วยิ่งเล่นด้วยสนุก
“หลังคารั่วตรงไหนหรือน้องสาม” เซียวฉิงไห่เอ่ยถาม
หาจุดที่ต้องอุดรอยรั่วพร้อมแหงนหน้ามองหาไปด้วย
“มีบันไดไหม เดี๋ยวพี่ใหญ่จะปีนขึ้นไปดูให้เอง” เซียวฉิง
โจวเอ่ยถามหาบันไดพร้อมเงยหน้ามองเพดานบ้านน้องชาย
อย่างสำรวจหารอยรั่วด้วยเหมือนกัน ส่วนเซียวฉิงทู่นั้นเล่นกับ
หลานชายจนลืมไปว่าต้องมาช่วยดูหลังคาบ้านพี่สาม
“พี่ใหญ่ พี่รอง น้องสี่ความจริงแล้วหลังคาไม่ได้รั่ว
หรอก แต่ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับพี่รองน่ะครับ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยขึ้น
ทำให้พี่ใหญ่และพี่รองเลิกเงยหน้ามองหลังคาบ้านน้องชาย
ส่วนน้องสี่ที่นั่งเล่นกับหลานก็เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายทั้งสามคน
ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“พี่หรือ” เซียวฉิงไห่เอ่ยถามพร้อมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองทำ
หน้างง ๆ
“ครับ”
“มานั่งกันก่อนเถอะครับ น้องสี่ก็ด้วย” ฉิงเฟิ่งเรียกพี่
น้องทุกคนมานั่งคุยกัน
“งั้นตูตู ไคไคไปเล่นตัวต่อกันก่อนนะจ๊ะ ให้พ่อคุยธุระ
กับลุง ๆ และอาก่อน” ซีอินเอ่ยบอกเจ้าหัวผักกาดน้อยทั้งสอง
ที่ยืนเรียงกันแหงนเงยหน้ามองผู้ใหญ่จนคอตั้งบ่า
“คุยตุ๊ระหยอ ได้คับไปกันไคไค”
“อื้มม”
ตูตูกับไคไคเป็นเด็กที่ฉลาดและเข้าใจง่ายมาก เมื่อรับคำ
กันแล้วเจ้าหัวผักกาดน้อยก็จูงมือกันไปที่มุมของเล่นของตัวเอง
ทันที ซีอินจึงยกผลไม้ไปให้ลูก ๆ กินกันไปด้วย ก่อนจะเดิน
กลับมาชงชาและโกโก้ร้อนให้พี่ชายและน้องชายของสามีที่นั่ง
ล้อมวงกันอยู่ในครัว
“คืออย่างนี่ครับพี่รอง เรื่องเริ่มจากที่ตูตูไปได้ยิน
บางอย่างเข้า…” จากนั้นฉิงเฟิ่งก็เริ่มเล่าเรื่องและคำพูดที่ตูตูได้
ยินมาให้พี่ชายฟัง
“นี่มัน…” ตัวเซียวฉิงไห่ได้แต่นิ่งอึ้งไปเมื่อได้ฟังว่า
ภรรยาตัวเองนัดพบกับผู้ชายคนอื่น แล้วหลานชายตัวน้อยไป
ได้ยินเข้า
“น้องสะใภ้รองทำผิดประเวณีงั้นหรือเจ้าสาม” เป็นพี่
ใหญ่ที่พูดออกมา
“ตอนแรกที่ได้ยินผมกับซีอินก็ยังไม่มั่นใจครับ
จนกระทั่งได้รู้มาว่าพี่สะใภ้รองไม่ได้คบชู้ แต่พยายามหาชู้มา
ให้ภรรยาผมต่างหาก”
“ห่ะ / ห่ะ / ห๊า” ทั้งสามร้องออกมาอย่างตกใจและไม่
ค่อยเข้าใจนัก ฉิงเฟิ่งจึงต้องรีบพูด
“พี่สะใภ้รองให้ผู้ชายคนหนึ่งหาทางเข้าหาซีอินครับ ให้
ชาวบ้านเห็นจะได้เกิดข่าวลือไม่ดีขึ้นมา แล้วจากนั้นผู้ชายคน
นั้นจะเข้ามาข่มขู่เพื่อรีดไถเงินซีอินแลกกับการที่เขาจะไม่มายุ่ง
กับซีอินอีก แล้วจะเอาเงินไปแบ่งกันและเพื่อสนองความรู้สึก
อิจฉาที่พี่สะใภ้รองมีต่อซีอินด้วยครับ”
“นะ นี่มันช่าง…” พี่ใหญ่ถึงกับพูดไม่ออก
“เลวร้ายมากเลยนะครับ” น้องสี่พูดไปก็รู้สึกไม่
อยากจะเชื่อเลยว่าพี่สะใภ้รองคนนี้จะขี้อิจฉาจนคิดเรื่องร้าย
กาจแบบนี้ขึ้นได้
ส่วนพี่รองตกใจมากจนพูดไม่ออกไปแล้ว ก่อนจะตั้งสติ
แล้วตัดสินใจพูดขึ้นมา
“ความจริงก่อนนี้ฉันก็สงสัยว่าลู่ฉิงคบชู้จริง ๆ เพราะ
เคยเห็นเธอทำท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แถมยังเห็นอยู่กับผู้ชายคน
หนึ่งท่าทางไม่ใช่คนดีและดูเป็นอันธพาลมากด้วย แต่พอลอง
มองดูดี ๆ ฉันถึงจำได้ว่าผู้ชายคนนั้นคือญาติผู้พี่ของลู่ฉิงชื่อลู่
เกาที่อยู่ต่างหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้ลู่ฉิงก็มาบ่น ๆ ให้ได้ยินว่าที่
บ้านเดิมของเธอมีญาติผู้พี่มาอยู่ด้วยระยะหนึ่งแล้วทำให้
เปลืองของกินมาก พอมั่นใจว่าเธอไม่ได้คบชู้เลยไม่ได้ติดใจ
อะไรอีก แต่ไม่คิดจริง ๆ ว่าลู่ฉิงจะใช้ให้ญาติผู้พี่ของตัวเองคน
นั้นมาทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้”
“น่าจะใช่แล้วล่ะครับ เพราะพี่สะใภ้รองเรียกผู้ชายคน
นั้นว่าพี่ออกมาด้วย” ฉิงเฟิ่งพูดขึ้นจากคำที่อี้เหวินเล่าให้ฟัง
แต่เขาไม่ได้เอ่ยถึงเด็ก ๆ บ้านอี้ให้พี่น้องของเขารับรู้
“เรื่องนี้ฉันคิดว่าเขาคงยังไม่เข้าหาฉันหรอกค่ะ เพราะ
ฉันเองเวลาไปไหนก็มีตูตูไคไคและฉิงเฟิ่งอยู่ด้วยกันตลอด” ซี
อินที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“ช่วงนี้เราคงต้องคอยระวังกันไปก่อน” ฉิงเฟิ่งพูดพร้อม
มองหน้าภรรยา
“พี่เองก็จะดูลู่ฉิงว่าเธอติดต่อกับญาติคนนั้นเมื่อไหร่
อีก” เซียวฉิงไห่พูดขึ้นมาเพื่อให้น้องชายและน้องสะใภ้สาม
รับรู้ว่าเขายินดีช่วยเต็มที่ แม้อีกฝ่ายจะเป็นภรรยาของเขาเอง
ก็ตาม
“ขอบคุณพี่รองมากนะครับที่เชื่อพวกผม”
“เฮ้อ…ไม่ใช่พี่ไม่รู้ว่าภรรยาตัวเองเป็นคนยังไง เคยหวัง
ว่าสักวันเธอจะคิดได้และดีขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นไหม”เซียว
ฉิงไห่เอ่ยขึ้นอย่างท้อใจ
“ตอนนี้รู้ชื่อญาติคนนั้นของพี่สะใภ้รองแล้ว คงต้องลอง
สืบกันก่อนครับ เพราะจากที่พี่รองบอกว่าลู่เกาคนนั้นมาอยู่ที่
บ้านพี่สะใภ้รองได้ระยะหนึ่งแล้ว คนท่าทางอันธพาลแบบนั้นจู่
ๆ ก็ย้ายมาอยู่บ้านญาติต่างหมู่บ้านเป็นนานสองนานแบบนี้
มันไม่ปกติครับ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นตามสัญชาตญาณของทหารที่
ชอบสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ
ทุกคนเมื่อได้ฟังต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย พูดคุย
และจะเก็บเป็นความลับไว้ให้รู้กันเพียงแค่นี่ เพราะหากจะจับ
คนต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา
ระหว่างทางเดินกลับบ้านใหญ่เซียว
“พี่รองพี่จะทำยังไงต่อไปครับ”เซียวฉิงทู่เอ่ยถามพี่ชาย
คนรองนึกเห็นใจแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง
“คิดให้ดี ๆ นะเจ้ารองว่านายให้อภัยหรือจะตัดเธอ
ออกไปจากชีวิตครอบครัวเลย เรื่องนี้อยู่ที่นายตัดสินใจ”
“ไม่รู้พี่สะใภ้รองจะคิดได้บ้างไหมนะครับ หากสุดท้าย
เหมียวเหมี่ยวกับต้าเป่าไม่มีแม่คงน่าสงสารมาก”
“แต่ถ้าลู่ฉิงยังคิดไม่ได้ เหมียวเหมี่ยวกับต้าเป่าจะมีแม่
หรือไม่มีแม่ก็คงไม่ต่างกัน” เซียวฉิงไห่พูดขึ้นมาพร้อมมองตรง
ไปข้างหน้าขณะเดินกลับบ้านอย่างเคร่งเครียดและคิดไม่ตกว่า
สุดท้ายแล้วภรรยาของเขาจะกลับตัวได้หรือไม่
ทางบ้านสามเซียว
“ผมจะออกในเมืองอำเภอเพื่อใช้โทรศัพท์หน่อยนะ
ครับ” ฉิงเฟิ่งคิดว่าเขาจะออกไปหาข่าวและโทรหาเพื่อนสนิท
เสียหน่อย
“งั้นฉันขี่รถพาไปเองค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับคุณอยู่บ้านกับลูก ๆ เถอะ ตอนนี้ผมไม่
ค่อยเจ็บแผลแล้ว ผมไปได้ครับ” แม้หิมะหยุดตกแล้วแต่
อากาศยังหนาวอยู่มาก เขาไม่อยากให้ภรรยากับลูก ๆ ไปตา
กลมเย็น ๆ
“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
ไม่นานฉิงเฟิ่งก็ขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านเข้ามาที่ตัว
เมืองอำเภอก่อนจะเข้าไปใช้โทรศัพท์ที่ที่ว่าการไปรษณีย์ที่มี
บริการให้ประชาชนอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาใช้
เพราะต้องเสียเงินค่าโทรค่อนข้างแพง
เซียวฉิงเฟิ่งยกโทรศัพท์รอสายไม่นานก็ได้คุยกับเหิงซาน
เพื่อนทหารของเขาแล้ว ก่อนจะเอ่ยปากไหว้วานทันที
“ได้นายไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ฉันจะให้คนรู้จักช่วย
ประสานงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้เองไม่มีปัญหา” เหิงซาน
รับคำฉิงเฟิ่งอย่างหนักแน่น นาน ๆ เพื่อนคนนี้จะขอความ
ช่วยเหลือมาทั้งทีเขาย่อมต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว
“ขอบใจมากนะเหิงซาน”
“ไม่เป็นไร ดีแล้วที่นายโทรมาให้ฉันช่วย เป็นเรื่อง
สมควรแล้วไว้ว่าง ๆ ฉันกับเล่ยฉีจะไปเยี่ยมนายและครอบครัว
นะอยากเจอเจ้าสองแฝดลูกชายของนายจะตายแล้ว”
“ได้เลย พวกนายมาได้เสมอ”
“แล้วขานายเป็นยังไงบ้าง” เรื่องที่เพื่อนบาดเจ็บคือ
เรื่องที่เข้าห่วงที่สุด
“ดีขึ้นมากไม่ปวดแล้วมีเจ็บบ้างนิดหน่อยเท่านั้น เริ่ม
เดินได้ปกติแล้วล่ะ” เขาเดินได้ปกติแล้วแต่ยังต้องมีไม้พยุงช่วย
บ้างดังนั้น คนในหมู่บ้านที่เห็นเขาเดินด้วยไม่พยุงตัวจึงยังคิด
ว่าเขาเป็นคนพิการอยู่นั้นเอง
“ดีแล้วล่ะนะ ดีจริง ๆ นะ แต่ถ้านายหายแล้วนึก
เปลี่ยนใจอยากกลับมาเป็นทหารก็บอกฉัน ฉันขอให้ที่บ้าน
ช่วยเหลือนายได้อยู่แล้ว” เหิงซานย่อมต้องดีใจมากอยู่แล้ว
เพราะให้พูดตามตรงเพราะฉิงเฟิ่งช่วยเหลือเขาในภารกิจครั้ง
นั้นเขาถึงต้องบาดเจ็บแบบนี้ พอได้ยินว่าเพื่อนคนนี้หายแล้ว
จึงดีใจมาก
“ได้ ขอบใจนายมากไว้ฉันจะลองคิดดู” ฉิงเฟิ่งตอบ
กลับไป แต่อย่างไรใจเขาก็อยากอยู่ทำงานช่วยภรรยาและดูแล
ลูก ๆ มากกว่า
พวกเขาพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่ฉิงเฟิ่งวางสายจาก
เพื่อนของเขาแล้วจึงจ่ายเงินไปถึงสามหยวนเป็นค่าใช้โทรศัพท์
ซึ่งนับว่าแพงมากจริง ๆ ก่อนเขาจะค่อย ๆ เดินออกไปด้าน
นอกแล้วขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับหมู่บ้าน…