Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 31 : เตรียมสอบเทียบกับดูร้านค้า
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 31 : เตรียมสอบเทียบกับดูร้านค้า
พ้นหน้าหนาวไปแล้วตอนนี้ซีอินก็ได้กลับมาทำงานที่
ฝ่ายผลิตเหมือนเดิมอีกครั้ง ตอนนี้เธอได้หนังสือมัธยมปลาย
ของสามีมาลองอ่านทบทวนดูแล้ว เนื้อหาไม่ยากถ้าเทียบกับ
การเรียนในโลกก่อนของเธอ นี่ออกจะง่ายอยู่มากด้วยซ้ำแต่ก็
ประมาทไม่ได้ เธอหมั่นทบทวนอยู่ทุกวันจนมั่นใจแล้ว จึงขอ
ลางานกับหัวหน้าฝ่ายผลิตเพื่อจะได้ไปยื่นเรื่องที่โรงเรียนใน
เมืองอำเภอ แต่เอกสารหลักฐานการสอบผ่านมัธยมต้นของ
เธออยู่ที่บ้านเดิมนี่สิจึงต้องไปเอามาก่อน
“ฉิงเฟิ่งคะ ฉันจะพาตูตูกับไคไคไปบ้านเดิมสักหน่อยนะ
คะ เพราะต้องไปเอาหนังสือรับรองที่เรียนจบกับมัธยมต้นไป
ยื่นด้วย” ซีอินเอ่ยบอกสามีเมื่อเลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้ว
“งั้นผมพาคุณไปเองครับ ตอนนี้ไม่ได้มีงานอะไรให้ทำ
มากแล้ว”
ก่อนนี้ขาเขาหายดีแล้ว ฉิงเฟิ่งจึงไปลงชื่อที่ฝ่ายผลิตเพื่อ
ลงงานในแปลงนา ซึ่งตอนนี้ยังมีการทำงานร่วมกันอยู่เช่นเดิม
และจะเป็นอย่างนี้ไปจนกว่าการจัดสรรที่ดินจะแล้วเสร็จ ซึ่ง
คิดว่าอีกไม่นาน และเพราะก่อนนี้ชาวบ้านต่างพากันคิดว่าเขา
จะพิการไปตลอดชีวิต จึงตกใจมากเมื่อเห็นว่าลูกชายสามของ
บ้านเซียวเดินมาที่ฝ่ายผลิตได้ปกติดี ไม่เหมือนคนที่เคย
บาดเจ็บมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
พวกคนที่เคยสมน้ำหน้าซีอินก็ถึงกับหน้าม่านกันเลย
ทีเดียว เพราะเคยนินทาอย่างออกรสออกชาติสมน้ำหน้าสะใจ
กันไปก่อนนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่อิจฉาที่เธอได้
ทำงานสบายในฝ่ายผลิต
“คุณจะไม่เหนื่อยหรือคะพึ่งกลับมาจากแปลงนา” ซีอิน
ถามไปและหยิบเอาถ้าขนหนูผืนนุ่มส่งให้สามีเช็ดหลังจากที่เขา
ล้างหน้าล้างมือแล้ว
“ไม่เหนื่อยครับ ผมอยากไปด้วยไปเยี่ยมพ่อแม่ของคุณ
บ้างก็ดีไม่ได้เจอพวกท่านนานแล้ว”
“อย่างนั้นเอามอเตอร์ไซค์ไปกันเถอะค่ะ ถึงจะหมู่บ้าน
เดียวกันแต่ก็อยู่กันคนละฟากเลย”
“ได้ครับ ผมตามใจคุณ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยทั้งยิ้มหล่อเหลา
หวานหยดไปให้ภรรยาด้วย นับวันเขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองติด
ภรรยามากขึ้น ๆ จนไม่อยากห่างจากเธอเลยด้วยซ้ำ
“พ่อยิ้มหล่อนะ” ตูตูหันหน้ากลม ๆ แก้มยุ้ย ๆ ของ
ตัวเองไปมองพ่อก่อนพูดกับน้องชาย
“อื้ม ไคไคก็ยิ้มแล้วเหมือนพ่อ” เจ้าตัวน้อยที่ชอบ
เลียนแบบท่าทางพ่อก็พยักหน้าขึ้นลงแรง ๆ
“งั้นตูตูก็ต้องยิ้มหล่อเหมือนพ่อด้วยอ่ะซี่~ ฮิ ฮิ ฮิ” พูด
แล้วก็ยกมือมาปิดปากหัวเราะอย่างชอบใจ
“ใช่ ๆ”
“ฮิ ฮิ ฮิ แม่บอกจะไปหาแม่ของแม่ใช่ยึเป่า” เมื่อได้รับ
คำตอบที่เห็นด้วยจากน้องชายก็หันมาถามต่อทันที
“ยาย” ไคไคจำได้แล้วว่าแม่ของแม่คือยาย
“อื้ม นั้นแหยะคนที่ชื่อยาย” แต่ตูตูยังคงจำไม่ได้อยู่
เหมือนเดิม
“ตูตูไคไคมาใส่เสื้อกันหนาวก่อนเร็ว แม่กับพ่อจะพาไป
บ้านตากับยายนะ อยากไปไหม” ซีอินเอ่ยเรียกเจ้าหัวผักกาด
ที่กำลังเอาหัวชนกันพูดคุยกันงุ้งงิ้งสองคน
“หยักไปคับ/หยักไปคับ” เมื่อได้ยินแม่ถามหัวกลม ๆ
ทั้งสองหัวก็รีบผละออกจากกันแล้วรีบตอบคำถามแม่ออกไป
พร้อมกัน
“ตกลงจ้ะงั้นมาหาแม่เร็วเข้าแม่จะแต่งตัวให้”
“เดี๋ยวผมทำให้เองครับ คุณเตรียมของไปเยี่ยมที่บ้าน
คุณสักหน่อยเถอะครับ” ฉิงเฟิ่งกล่าวกับภรรยาแค่มองตาก็
เข้าใจแล้วว่าสามีเธอหมายถึงหากเธอต้องการเอาของในมิติไป
ให้ที่บ้านก็นำไปให้ได้เลย ซีอินจึงส่งยิ้มหวานให้สามีอย่าง
น่ารัก ฉิงเฟิ่งได้มองก็หน้าร้อนขึ้นมารู้สึกตาจะพร่า ทำไม
ภรรยายิ่งนับวันก็ยิ่งสวยนะ ทั้งตัวผอมลงทั้งดูมีเสน่ห์ขึ้น เขา
ไม่อยากให้เธอผอมไปมากกว่านี้อีกแล้วนี่สิ เพราะแค่นี้ก็สวย
มากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ
“ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะสามี” ซีอินขอบคุณพร้อมยื่น
มือมาแนบแก้มสากของฉิงเฟิ่งแล้วเขย่าเบา ๆ ด้วย
“ครับ” ฉิงเฟิ่งรับคำอย่างเหม่อลอยกับรอยยิ้มหวาน ๆ
ที่ได้รับมาอีกครั้ง
“ตาพ่อเป็นวิบ ๆ อีกแล้ว” กระซิบเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ
และดังมากของตูตูทำเอาคนเป็นพ่ออย่างฉิงเฟิ่งถึงกับสะดุ้ง
หายเหม่อลอยเลยทีเดียว
“วิบวับ ๆ น่ะหรอ”
“ใช่ ตูตูหยักมีตาแบบพ่อบ้าง วิบวับ ๆ” ตูตูวิ่งเข้ามาหา
พ่อก่อนจะปีนเก้าอี้แล้วพยายามปีนขึ้นตัวพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
ตัวใหญ่ พอทำได้แล้วมือน้อย ๆ ของตูตูก็วางแปะไปที่หน้าคม
สันหล่อเหลาของพ่อทันที ยื่นหน้าตัวเองเข้าไปใกล้ ๆ ตากลม
แสนสดใสเอาแต่จ้องมองหน้าพ่อ ขณะที่ฉิงเฟิ่งยกมือใหญ่หนา
มาประคองแผ่นหลังน้อยของลูกไว้เพราะกลัวตก ส่วนไคไคก็
วิ่งมาเกาะขาพ่อแล้วเงยหน้ากลม ๆ ไม่แพ้พี่ชายมองพ่อบ้าง
“ทำยังไงจะมีคับ” มองจนพอใจแล้วตูตูก็เอ่ยถามขึ้นมา
“รอให้โตก่อนเดี๋ยวก็มีเองนะตูตู ไคไค” จะให้ตอบกับ
เด็กสี่ขวบได้ยังไงว่าต้องรอให้มีภรรยาก่อนน่ะ
“ตอนนี้ฉี่ขวบตูตูเป็นคนโตแล้ว ตำไมยังไม่มีเยย”
“คนสี่ขวบยังไม่โตนะ ต้องแบบพ่อถึงจะเป็นคนโตนะ”
ไคไคที่ฉลาดและเข้าใจอะไรง่าย เขาเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าสี่ขวบ
ยังเด็กอยู่”
“หยอ ฉี่ขวบยังไม่เป็นคนโตหยอ แต่ต้องใส่กุงเกงใน
แล้วนะ” ตูตูยังถามต่อเพราะเข้าใจว่าเป็นคนโตแล้วถึงต้องใส่
กุงเกงในทุกวัน
“กุงเกงในต้องใส่ตลอดไม่งั้นจะไม่สบาย แม่บอกมา”
ไคไคก็พูดสิ่งที่แม่เคยบอกมาให้ตูตูฟังอีกครั้ง
“หยอ งั้นยอก่อนค่อยโตก็ได้”
“หึ หึ หึ” ฉิงเฟิ่งไม่ได้เอ่ยขัดตอนเด็ก ๆ พูดคุยปรึกษา
กันเรื่องการเป็นคนโต เรื่องใส่กางเกงใน เขาชอบฟังเวลาเจ้า
หัวผักกาดน้อยคุยกันแบบนี้มันมีความสุขมาก เขาคิดว่าตัวเอง
ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ลาออกมาอยู่กับครอบครัวแบบนี้ ได้
เห็นพวกเขาเติบโตในแต่ละวันและได้อยู่กับภรรยา ก่อนจะอุ้ม
ตูตูลงมายืนข้าง ๆ ไคไคแล้วพาเด็ก ๆ ไปใส่เสื้อกันหนาวที่
ภรรยาเตรียมไว้ให้
เมื่อแต่งตัวเตรียมของกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดสี่คนพ่อ
แม่ลูกก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านไปยังบ้านเดิมของซีอิน
ทันที เมื่อมาถึงก็เป็นช่วงเวลาอาหารเย็นพอดี ตอนนี้ที่บ้าน
หลินมีคุณพ่อหลิน คุณแม่หลิน พี่รองหลิน พี่สะใภ้รองและ
หลาน ๆ ส่วนพี่ใหญ่หลินและพี่สะใภ้ใหญ่อยู่ในเมืองอำเภอกัน
เมื่อลูกสาวมาเยี่ยมคุณแม่หลินย่อมดีใจมากเพราะได้
เจอหลานแฝดทั้งสอง ทั้งยังได้เจอลูกเขยอีก เมื่อได้รู้ว่าฉิงเฟิ่ง
ไม่ได้กลายเป็นคนพิการอย่างที่ได้ยินมาคุณแม่หลินยิ่งดีใจเข้า
ไปใหญ่
“แล้วนี่แกจะไปสอบเทียบจริง ๆ หรอ” เมื่อรู้เรื่องที่ลูก
สาวกลับมาเอาเอกสารไปสอบเทียบมัธยมปลายก็ถามขึ้น
“จริงค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงฉันอ่านหนังสือของฉิงเฟิ่งมา
ดีแล้ว สอบได้แน่นอนค่ะ”
“เอาเถอะ ๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แกทำได้อยู่
แล้วล่ะ” เป็นคุณพ่อหลินที่เอ่ยขึ้น เขาย่อมชอบที่ลูก ๆ เรียน
จบสูง ๆ อยู่แล้ว
ซีอินใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหลินอีกสักพัก เมื่อเห็นว่า
เริ่มมืดแล้วถึงได้เอ่ยปากขอตัวกลับ ก่อนจะกลับก็เอ่ยปากกับ
พี่ชายคนรองเรื่องการค้าก่อน
“จริงสิพี่รอง ฉันได้ข่าวว่าอีกไม่นานทางการจะให้คน
สามารถเอาของไปขายได้อย่างถูกกฎหมายแล้วนะคะ พี่รองก็
เตรียมตัวเถอะค่ะ”
“จริงหรือซีอิน ทหารจะไม่จับเอาหรือ”
“จริงค่ะ ต่อไปจะค้าขายกันได้อย่างเสรีมากขึ้นแล้วค่ะ”
“ใช่แล้วครับ เพื่อนของผมที่เป็นทหารบอกมาเมื่อไม่
นานนี่เองไม่งั้นพี่รองหลินลองเข้าไปในเมืองอำเภอดูตอนนี้ได้
คนน่าจะเริ่มค้าขายกันบ้างแล้วครับ” เป็นเรื่องจริงเพราะก่อน
หน้านี้เขาติดต่อไปที่เหิงซานอีกครั้งเพื่อขอบคุณเรื่องที่
ประสานงานให้คราวเรื่องพี่สะใภ้รอง และเพื่อนเขาบอกเรื่อง
เปิดการค้าเสรีมาแบบนั้นจริง ๆ
“งั้นก็ดีเลยไว้พี่จะลองเข้าไปในเมืองดูก่อน” หลินซีไป๋
เอ่ยขึ้นดวงตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง
“ถ้าจะเข้าไปวันไหวพี่ก็มายืมรถจักรยานที่บ้านฉันได้
เลยนะคะ”
“ได้ ๆ ไว้พี่จะไปขอยืม ขอบใจน้องเล็กมากนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะฉันรู้ว่าพี่รองชอบค้าขาย ตัวฉันเองก็สนใจ
ทางนี้เหมือนกัน ยิ่งเราเริ่มเร็วก็ยิ่งได้เปรียบค่ะ”
จากนั้นเมื่อได้เอกสารที่ต้องการมาเรียบร้อยแล้ว
วันรุ่งขึ้น ซีอินก็เข้าเมืองอำเภอโดยมีสามีขี่รถมอเตอร์ไซค์พา
ไปและยังพาตูตูกับไคไคไปด้วยเช่นเคย เพราะไปยื่นเอกสาร
เพื่อขอสอบไว้ก่อนเท่านั้นคิดว่าน่าจะยังไม่ได้สอบในทันที เธอ
จึงตัดสินใจพาเจ้าหัวผักกาดน้อยไปด้วยนั้นเอง เพราะนี้ก็นาน
ได้ที่พวกเขาไม่ได้เข้ามาในเมืองอำเภอเลย ตลอดการเดินทาง
จึงมีแต่เสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าสองแฝดอยู่ตลอดทาง
ไม่นานก็มาถึงที่หมายเธอเข้ามาในโรงเรียนอำเภอก่อน
จะส่งเอกสารแจ้งความประสงค์
“คุณจะสอบเทียบมัธยมปลายหรือคะ”
“ใช่แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าจะเปิดให้สามารถสอบได้
เมื่อไหร่คะ”
“ตอนนี้ทางโรงเรียนเปิดให้สามารถสอบเทียบได้จริง ๆ
ค่ะ แต่ของคุณหลินซีอินคือจะสอบเทียบจนจบระดับมัธยม
ปลายในทีเดียวเลยหรือคะ ฉันแนะนำให้สอบไปทีละระดับชั้น
ปีก่อนดีกว่าไหมคะ”
“พอดีฉันมีความจำเป็นที่ต้องสอบให้ได้เร็วที่สุดนะคะ
ถ้ายังไงขอฉันสอบในคราวเดียวกันเลยนะคะ” เธอไม่อยากมา
สอบหลาย ๆรอบทีละชั้นปีหรอกนะ เพราะเธอจะได้เอาเวลา
ไปจดจ่อกับเรื่องอื่นที่วางแผนไว้ได้
“ถ้าคุณตัดสินใจมาดีแล้วงั้นก็ได้ค่ะ อีกเจ็ดวันให้มาเข้า
สอบเทียบได้เลยค่ะ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
หลังจากเสร็จธุระก็เดินออกมาจากตึกอาคารโรงเรียน ก็
เห็นว่าสามีและลูกๆ นั่งรออยู่แถวที่จอดรถจึงรีบเดินเข้าไปหา
“เรียบร้อยแล้วหรือครับ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะอีกเจ็ดวันฉันต้องมาเข้าสอบ ไหน ๆ
วันนี้เราก็ออกมาเมืองอำเภอแล้วเข้าไปหาดูร้านค้ากันเถอะค่ะ
ว่ามีประกาศขายบ้างแล้วหรือยังถ้ามีที่ถูกใจจะได้ซื้อเลย”
“ได้ครับ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นอย่างตามใจภรรยาทุกอย่าง
ทั้งสี่คนวนรถรอบเมืองอำเภอเห็นตามที่ต่าง ๆ มีคนเอา
ของออกมาวางขายกันข้างถนนแล้ว ช่างเป็นภาพแปลกตานัก
เพราะนี่นับเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศ
แล้วนั้นเอง
“ฉิงเฟิ่งคะดูเหมือนอาคารตรงนั้นจะติดป้ายประกาศ
ขายอยู่นะคะ”
“งั้นเข้าไปดูกันก่อนเถอะครับ”
อาคารตรงหน้าเป็นตึกสามชั้นอยู่ใกล้ตลาดและ
ร้านอาหารสวัสดิการรัฐ รวมถึงใกล้สหกรณ์อำเภอและที่ว่า
การไปรษณีย์อีกด้วย มีหน้าร้านติดถนนใหญ่ที่ผู้คนสัญจรไป
มา ดูจากทำเลแล้วเป็นจุดที่คนทำงานในโรงงานที่อยู่ในเมือง
อำเภอจะต้องขับรถจักรยานผ่านหรือเดินทางผ่านแน่ ๆ ทำเล
ดีมากทีเดียว หากได้มาแล้วเปิดเป็นร้านขายของกินตอนเช้า
น่าจะดีมากเลย
“ตรงนี้ทำเลดีมากทีเดียวนะครับ”
“นั้นสิคะ งั้นเราไปที่สำนักงานดูแลที่ดินของเมืองกัน
เถอะค่ะ” ตอนนี้หากจะซื้อขายที่ดินและอาคารต้องไปที่
สำนักงาน เพราะเจ้าของอาคารส่วนมากจะไปบอกขายเอาไว้
“ได้ครับ” จากนั้นทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังที่หมาย เมื่อเข้า
มาภายในอาคารสำนักงานก็แจ้งความประสงค์ทันที
“คุณสนใจอาคารสามชั้นนั้นหรือครับ” รุ่ยเกาเจ้าหน้าที่
ดูแลเรื่องการซื้อขายอาคารเอ่ยทวนความต้องการของลูกค้า
ตรงหน้าอีกครั้ง
“ใช่แล้วค่ะ”
“อาคารนั้นดีมากครับ เจ้าของพึ่งมาแจ้งเรื่องบอกขาย
เมื่อไม่นานนี้เอง เพราะทำเลดีและยังมีการบำรุงรักษาดีมาก
ราคาจึงค่อนข้างสูงครับ”
“ราคาอยู่ที่เท่าไหร่คะ”
“อาคารนั้นสองพันแปดร้อยหยวนครับ ถ้ายังไงไปดูข้าง
ในอาคารก่อนได้นะครับค่อยตัดสินใจ” เพราะราคาที่เจ้าของ
บอกขายไว้นับว่าสูงมาก เขาจึงแนะนำให้ลองเข้าไปดูสถานที่
จริงก่อน
วันนี้ซีอินและฉิงเฟิ่งลางานที่ฝ่ายผลิตกันมาแล้วจึงคิด
ว่าเข้าไปดูสักหน่อยก็ดี ส่วนตูตูกับไคไคก็ไม่ดื้อไม่ซนอยู่แล้ว มี
แต่แววตาตื่นเต้นยามได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ขอแค่ได้
ขี่รถมอเตอร์ไซค์ฟิ้วๆ แค่นั้นตูตูกับไคไคก็รู้สึกสนุกแล้ว ดังนั้น
พ่อกับแม่จะพาไปไหนเจ้าหัวผักกาดน้อยย่อมไม่งอแง
เมื่อเข้ามาดูตัวอาคารแล้วภายในทั้งสามชั้นใหม่อยู่มาก
เพราะเจ้าของเดิมไม่ได้ใช้งานอะไรมาก ทั้งยังคอยให้คนมาทำ
ความสะอาดอยู่เสมอ
“ยังใหม่และสภาพดีอยู่มากเลยนะคะ”
“ครับเจ้าของเดิมมีตึกและบ้านอยู่หลายที่เลยคิด
อยากจะขายออกบ้างนะครับที่นี่ก็คือหนึ่งในนั้น” รุ่ยเกา
อธิบายให้ซีอินฟัง
“งั้นแสดงว่าเจ้าของที่นี่ยังมีบ้านหรืออาคารหลังอื่นที่
บอกขายอีกใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วครับ หากพวกคุณสนใจผมสามารถพาไปดูได้
ครับ” การพาลูกค้าไปดูสถานที่จริงยิ่งเพิ่มโอกาสในการขาย
ได้มายิ่งขึ้นจึงรีบเสนอออกไปทันที
ซีอินเมื่อได้ฟังก็ตาลุกวาวขึ้นมาหันมาส่งสายตาออด
อ้อนให้สามีว่าเธออยากไปดูจนฉิงเฟิ่งยิ้มอ่อน ๆ ให้…ไม่ต้อง
อ้อนเขาก็ตามใจภรรยาอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นเสร็จจากดูที่นี่แล้วก็รบกวนคุณช่วยพา
พวกผมไปดูที่อื่นเพิ่มด้วยเถอะครับ” เสียงนิ่ง ๆ ของฉิงเฟิ่งหัน
มาเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ ตัวเขาเองก็อยากไปดูเหมือนกัน เพราะ
หากประเทศสามารถพัฒนาไปมากอย่างที่ภรรยาเล่าให้ฟังจริง
ๆ การซื้อตึกอาคารพวกนี้ไว้ย่อมมีประโยชน์แน่นอน
“ได้เลยครับ” รุ่ยเการับคำด้วยรอยยิ้มยินดีทันที
นอกจากอาคารสามชั้นที่ซีอินสนใจแล้ว รุ่ยเกายังพา
ครอบครัวเซียวไปดูอาคารอื่น ๆ อีกสองสามทแห่งในตลาดที่
ประกาศขายด้วย ก่อนจะเดินทางไปดูบ้านพักเป็นหลังที่มา
ฝากขายไว้ ซึ่งอยู่ในเขตทิศตะวันออกของเมืองอำเภอกันต่อ….