Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 34 : จัดเตรียมร้านค้า
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 34 : จัดเตรียมร้านค้า
สองร่างเล็กจ้อยเดินโยกตัวด้วยท่าทางสดใสตามกัน
ออกมาจากห้องน้ำ หลังจากเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันกันมา
ส่วนคนเป็นพ่ออย่างฉิงเฟิ่งก็เปียกไปด้วยไม่แพ้กัน เพราะ
หลังจากที่เขาบอกลูก ๆ ว่าแม่กำลังทำไก่ทอดให้กินอยู่ ตูตูกับ
ไคไคก็เกิดคึกจัดที่จะได้กินไก่ทอดหอม ๆ ก็เอามือตีน้ำวักเล่น
พร้อมส่งเสียงหัวเราะกรี๊ดกร๊าดอย่างถูกใจ สุดท้ายก็พากัน
เปียกไปหมด
“รีบเปลี่ยนชุดก่อนเร็วเข้าตูตูไคไคเดี๋ยวแม่มาดุนะ”
เสียงทุ้ม ๆ ของฉิงเฟิ่งกระซิบบอกลูกชายตัวแสบทั้งสอง ก่อน
จะเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาเพื่อเช็ดหน้าเช็ดตัวให้เด็ก ๆ
“คับ/คับ”
“กุงเกงเปียกโด้ยนะ” ตูตูยืนกางขาไว้เพราะกางเกง
เปียกหมดแล้ว ใบหน้ากลม ๆ ก้มลงมองกางเกงตัวเอง ก่อนที่
มือน้อยจะจับที่ขอบกางเกงให้ยืดออกจากพุงแล้วก้มมองดูข้าง
ใน
“อื้ออ เปลี่ยน ๆ” ไคไคเดินไปรื้อ ๆ ชั้นเสื้อผ้าของพวก
เขาที่แม่เอาเสื้อผ้าวางไว้ ทั้งเสื้อทั้งกางเกงถูกดึงรื้อออกมา มี
หลายชิ้นที่วางกองที่พื้นระเกะระกะ
ไคไครีบถอดชุดที่เปียกและเปลี่ยนเสื้อผ้าเองอย่างช้า ๆ
ส่วนตูตูก็รีบถอดกางเกงออกเหมือนกัน จากนั้นขาอวบสั้นของ
ตูตูก็เดินเข้าไปหยิบกางเกงผ้านุ่มขายาวที่ไคไครื้อ ๆ ออกมา
กองไว้ขึ้นมาสวมขา แต่ยังไม่ทันได้ใส่เสร็จ ไคไคก็เอา
กางเกงในสีแดงตัวน้อยมายื่นให้พร้อมทำหน้านิ่งใส่พี่ชาย
“ตูตูใส่กุงเกงในด้วยซี่~”
“แต่ตูตูไม่หยักใส่กุงเกงในเยย” พูดพร้อมทำปากจู๋แก้ม
ป่องใส่น้องชายไปด้วย
“ใส่เย็ว ๆ”
“ใส่หยอ”
“อื้ออ ใส่แล้วไปจินไก่ต้อดของแม่กัน” ไคไคเองก็หิว
ข้าวแล้ว ยิ่งได้กลิ่นหอม ๆ ของไก่ทอดยิ่งพูดรัวจนไม่ชัดตาม
ไปด้วย
“โฮ๊ะ! จริงโด้ยยย ไก่ต้อด ๆ ฮิ ฮิ ไคไคเอากุงเกงในมา
เยย” ตูตูเมื่อได้ยินชื่อของกินที่ชอบก็เริ่มยกมือสองข้างขึ้นมา
กำไว้แล้วเขย่ามือไปมาจนพุงน้อยเหี่ยว ๆ นั้นส่ายตามไปด้วย
“เอาละถ้างั้นตอนนี้ไคไคแต่งตัวเสร็จแล้ว เหลือแค่ตูตู
รีบใส่กางเกงในก่อนเร็วเข้าจะได้ไปกินข้าวเช้ากัน” ฉิงเฟิ่งที่
ปล่อยให้เด็ก ๆ แต่งตัวกันโดยที่เขาก็ยื่นฟังลูก ๆ คุยกันพร้อม
เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกของตัวเองไปด้วย ก็ได้แต่ยิ้มและส่ายหัว
ให้กับความเป็นเด็กตลกและสดใสของลูกชายทั้งสองคน
“คับพ่อ/คับพ่อ”
สามพ่อลูกเมื่อจัดการตัวเองเสร็จแล้วก็เดินออกมาที่
ห้องครัวที่ตอนนี้อาหารเช้าที่ซีอินเตรียมไว้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“วันนี้มีไก่ทอดกรอบ ๆ หอม ๆ กับข้าวเหมียวร้อน ๆ
น้า อยากกินรึเปล่า”
“หยักจิน ๆ มีเหนียวเหนียวด้วย”
“หยักกินคับไคไคชอบไก่ต้อดกับเหนียวเหนียว”
“จ้ะ งั้นลงมือกันได้เลย” จากนั้นทั้งสี่คนก็เริ่มลงมือกิน
ข้าวเช้ากันทันทีอย่างเอร็ดอร่อย
กร๊อบ!
“หื้มมม” เสียงกัดน่องไก่ดังกร๊อบ ๆ ตามด้วยเสียงที่
แสดงออกถึงความถูกใจอย่างเหลือเกินของตูตูดังขึ้น
“อย่อยตี้ฉุด” ตูตูกินอย่างมีความสุขและกินข้าวได้เยอะ
มาก
กร๊อบ!
“ใช่อย่อยมากกก” ไคไคเองก็เห็นด้วย
กร๊อบ!
“ภรรยาคุณทำอร่อยมากจริง ๆ ครับ” ฉิงเฟิ่งเองก็เอ่ย
ชมพร้อมส่งสายตาระยิบระยับไปให้อย่างหวานหยด อาหารที่
ภรรยาทำทุกอย่างนั้นอร่อยมากจริง ๆ…..
“วันนี้เราเข้าเมืองไปจัดร้านกันเถอะค่ะ เมื่อวานฉันเอา
ชั้นวางของออกมาวางไว้บ้างแล้ว วันนี้ก็ไปจัดของให้เข้าที่เข้า
ทางกับเอาของที่จะขายออกมาจัดวางจะได้เปิดร้านเร็วขึ้นนะ
คะ” ซีอินเอ่ยชวนสามีเมื่อผ่านอาหารมื้อเช้าไปแล้ว
“ได้ครับ อย่างงั้นก็ดีเหมือนกัน”
“หากเปิดร้านแล้วไปได้ดี ฉันคิดว่าจะลาออกจากงานที่
ฝ่ายผลิตนะคะ คุณคิดว่าไงคะฉิงเฟิ่ง”
“ผมเห็นด้วยครับหากการค้าไปได้ดีเราออกมาทำงาน
ของเราเต็มตัวดีกว่าครับ”
“ค่ะ”
เมื่อสองสามีภรรยามีความคิดเห็นตรงกันแล้วก็ไม่มี
ปัญหาใดอื่น เมื่อทำงานบ้านจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยจึง
พากันขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้าเมืองอำเภอกัน
“นี่คุณเอาของออกมาวางเยอะขนาดนี้เลยหรือครับ
ความจริงรอผมก่อนก็ได้แบบนี้เหมือนผมไม่ได้ช่วยงานอะไร
คุณเลย” ฉิงเฟิ่งมองดูชั้นวางของหลายชั้นที่ภรรยาเอาออกมา
วางไว้ในร้าน ทั้งพื้นที่ร้านยังดูสะอาดสะอ้านมากอีกด้วย
“อย่าคิดมากแบบนั้นสิคะ เมื่อวานเพราะต้องรอผล
สอบนานหลายชั่วโมง ฉันเลยเข้ามาทำความสะอาดกับเอาของ
ออกมาไว้ก่อนไม่ได้เหนื่อยอะไรเลยค่ะ คุณอย่าน้อยใจไปเลย
ค่ะ ต่อไปฉันจะต้องพึ่งพาคุณแน่นอนคะ” ซีอินกล่าวออกมา
พร้อมยิ้มหวานให้ด้วย
“ครับ” เมื่อได้ยินเสียงหวานตอบมาพร้อมรอยยิ้มนั้น
เขาก็ยิ้มตอบกลับอย่างมีความสุข
ซีอินและฉิงเฟิ่งช่วยกันจัดเตรียมพื้นที่โดยเอาชั้นวาง
ของที่เหมือนกับชั้นที่อยู่ในห้างมาวางเรียงติดผนังและวางเป็น
แถว ๆ อีกสามแถว เธอจะเอาพวกของใช้อุปโภคบริโภค
ออกมาวางขาย ทั้งสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผงซักฟอก แป้งทา
หน้า ลิปมัน ครีมทาหน้าทางตัว และพวกแป้งทำอาหารชนิด
ต่างๆ เส้นบะหมี่ เครื่องปรุงรส และขนนของกินทั้งยังมีผลไม้
สด ๆ ด้วย ที่เธอเลือกขายของพวกนี้เพราะเธอมีของอยู่ในมิติ
อยู่แล้ว ไม่ต้องไปตามหาแหล่งสินค้าอีก ไว้หากค้าขายมั่นคง
แล้วค่อยเริ่มขยับขยายทำอย่างอื่นต่อไป
วิธีการขายของของเธอจะไม่ได้ให้ลูกเดินเลือกของด้าน
ใน แต่เธอจะให้ลูกค้าแจ้งรายการของที่ต้องการซื้อ แล้วคนใน
ร้านจะเดินหยิบใส่ตะกร้าให้เองจากนั้นค่อยคิดเงินให้ เธอคิด
ว่าแบบนี้จะได้ลดความวุ่นวายของคนที่จะเดินเข้าเดินออก
ภายในร้านด้วย แต่วิธีการแบบนี้เธอจะต้องมีคนทำงานคอย
รับรายการสั่งซื้อหลายคนทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอดูกันไป
ก่อน
สองสามีภรรยาช่วยกันจัดเรียงของอยู่นานพอสมควร
ส่วนเจ้าหัวผักกาดหลังจากที่เดินไปเดินมาก็เริ่มหมดแรงและ
ง่วงนอน เธอจึงเอาฟูกนอนออกมาวางไว้มุมพื้นที่ว่าง ๆ มุม
หนึ่ง แล้วให้เด็ก ๆ ไปนอนกลางวันกัน
ดีที่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ในเมืองอำเภอหมดแล้วจึง
ไม่ลำบากอะไร เธอจึงตัดสินใจเอาตู้แช่แข็งออกมาหนึ่งตู้เอาไว้
แช่เนื้อสด ๆ ขายด้วย
“เท่านี้ก็เรียบร้อยนะครับ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเมื่อขยับวาง
กระถางต้นไม้ที่มีต้นไม้สีเขียวเป็นพุ่มในกระถางลงตรงมุมสอง
ข้างทางเข้าออกตรงหน้าร้าน เมื่อวางต้นไม้แบบนี้ยิ่งทำให้ร้าน
ดูดีเข้าไปอีก ดีที่เจ้าของเดิมดูแลอาคารอย่างดี ตัวอาคารเป็นสี
ขาวจึงยิ่งดูโล่งโปร่งสบายตามาก ทั้งยังมีหน้าต่างเปิดรับแสง
อีกหลายบานด้วย
“ค่ะ เรียบร้อยแล้วเท่านี่เราจะเปิดร้านได้แล้วนะคะ”
“ครับ งั้นคุณจะเปิดวันไหนดีครับ”
“งั้นอีกสักสองสามวันเถอะค่ะ เพราะเดี๋ยวฉันจะทำ
ใบปลิวไปแจกคนในเมืองอำเภอก่อน เขาจะได้รู้ว่าเราเปิดร้าน
ใหม่และมีสินค้าอะไรบ้างเป็นการโฆษณาน่ะค่ะ”
“งั้นกลับไปค่อยทำเถอะครับเดี๋ยวผมช่วยทำแล้วก็จะไป
จ้างอี้เหวินมาช่วยงานด้วย เขาจะได้มีเงินด้วยครับ”
“แบบนั้นก็ดีเลยค่ะ”
ก่อนกลับซีอินยังได้แวะทักทายคนที่อยู่อาคารหลังข้าง
ๆ ที่ตอนนี้ก็มาเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ด้วย นับว่า
เจ้าของร้านนี้หัวไวมากเลยทีเดียว รัฐบาลพึงประกาศเรื่อง
การค้าเสรีได้ไม่นานร้านข้าง ๆ กลับเปิดร้านขาย
เครื่องใช้ไฟฟ้าได้แล้ว ต่อไปเครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้คนจะนิยม
มากขึ้นอย่างแน่นอน ซีอินพูดคุยกับภรรยาเจ้าของร้าน
เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกคอและฝากตัวเป็นเพื่อนบ้านอาคาร
ข้างเคียงกันเรียบร้อยก็เตรียมตัวเดินทางกลับ
“ภรรยาครับเดี๋ยวผมของไปใช้โทรศัพท์ก่อนนะครับ
ก่อนหน้านี้เพื่อนผมบอกว่าจะมาเยี่ยมที่นี่ ผมเลยว่าจะบอก
เรื่องร้านค้าให้เขารู้สักหน่อยจะได้มาหาเราที่ร้าน น่าจะหาได้
ง่ายกว่าไปที่บ้านนะครับ”
“ได้สิค่ะถ้าอย่างนั้นไปกันเถอะค่ะไปกันจ้ะตูตู ไคไค”
เมื่อรับคำสามีแล้วซีอินก็หันมาเรียกลูก ๆ ไปที่รถ
“คับไปเย้ยย ฮิ ฮิ ฮิ”
“ไปคับ ๆ”
ได้นอนกันเต็มอิ่มเจ้าหัวผักกาดน้อยก็เริ่มคึกคักกันอีก
แล้ว พลังเหลือล้นไม่มีหมดจริง ๆ ไม่นานสี่คนพ่อแม่ลูกก็ขี้รถ
มอเตอร์ไซค์มาถึงที่ว่าการไปรษณีย์ที่อยู่ไม่ห่างกันนักเพื่อให้
เซียวฉิงเฟิ่งได้ใช้โทรศัพท์
ต่อสายและรอไม่นานก็ได้คุยกับเพื่อนของเขาที่ค่าย
ทหาร
“นี่นายจะเปิดร้านแล้วหรือดีจริง ๆ เลย เริ่มก่อนย่อม
ได้เปรียบเดี๋ยวเดือนหน้าฉันกับเล่ยฉีจะแวะไปหานายและ
ครอบครัวแน่นอน
“ได้เลย ร้านฉันหาไม่ยากหรอกตั้งอยู่ไม่ไกลจาก
สหกรณ์รัฐและที่ว่าการไปรษณีย์” ฉิงเฟิ่งบอกจุดสังเกตให้
เพื่อนทราบ
“ได้ ๆ ฉันจำไว้แล้ว”
เมื่อวางสายเรียบร้อยก็ถึงคราวกลับหมู่บ้านแล้วจริง ๆ
ตูตูกับไคไคยังคงตื่นเต้นกับการนั่งรถมอเตอร์ไซค์อยู่ทุกครั้ง
ตอนนี้หน้าที่ขับรถเป็นของฉิงเฟิ่งไปแล้ว ซีอินจึงได้นั่งหลัง
ซ้อนสบาย ๆ ตลอด
ฉิงเฟิ่งขับรถเลยบ้านไปที่ท้ายหมู่บ้านก่อน เพื่อบอกให้
อี้เหวินมาช่วยงานทำใบปลิวที่บ้าน ซึ่งเขาก็ดีใจมากจึงรับปาก
ทันที เช้าวันต่อมาอี้เหวินจึงพาน้องชายอี้เชามาช่วยงานที่บ้าน
คุณอาสามเซียวแต่เช้า
เมื่อวานซีอินออกแบบใบปลิวแบบง่ายๆ ไว้แล้วทั้งยัง
เอาเครื่องถ่ายเอกสารขนาดเล็กออกมาถ่ายเอกสารไว้ได้หลาย
ร้อยใบ ดังนั้นงานของอี้เหวินคือช่วยพับใบปลิวเป็นแผ่นสาม
ทบเพียงเท่านั้น
วันรุ่งขึ้นต่อมาซีอินก็ต้องกลับไปทำงานที่ฝ่ายผลิต จึง
ไม่ได้อยู่ช่วยทำใบปลิวต่อ ส่วนฉิงเฟิ่งเองก็ยังต้องลงแปลงนา
รวมอยู่อีกเช่นเคย เธอคิดว่าแบบนี้ไม่ดีเลยที่ปล่อยให้อี้เหวิน
ทำงานคนเดียว แม้ไม่ได้หนักมากและเขายังอาสารับหน้าที่
ดูแลตูตูไคไคให้อีก
ซีอินจึงเริ่มคิดเรื่องหาคนมาทำงานที่ฝ่ายผลิตแทน เธอ
มอง ๆ ไว้แล้วมียุวปัญญาชนหญิงคนหนึ่งที่เข้าตาเธออยู่ เธอ
ชื่อ เหอหลันซือ เคยมาช่วงงานที่ฝ่ายผลิตเป็นบางครั้ง ดูแล้ว
ฝึกได้ไม่ยากและไม่ใช่คนที่เย่อหยิ่งถือว่าตัวเองเป็นยุว
ปัญญาชนผู้มีการศึกษาเหมือนคนอื่น ๆ ที่เธอเคยเจออีกด้วย…