Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 35 : ใครจะมีความสุขเท่าบ้านสามเซียว
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 35 : ใครจะมีความสุขเท่าบ้านสามเซียว
ซีอินลองพูดคุยกับเหอหลันซือแล้วและได้เข้าไปแจ้ง
เรื่องให้หัวหน้าฝ่ายผลิตเฉิงคุนทราบเรียบร้อย ซึ่งทางหัวหน้า
ฝ่ายผลิตไม่ได้ว่าอะไร เพราะตอนนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
จริง ๆ คนที่ต้องการค้าขายมีมากมายแต่คนที่กล้าลงมือทำยัง
มีน้อยนิด
คนหลายส่วนยังมีความเชื่อและยึดติดกับการทำอาชีพ
เป็นเกษตรกรว่าดีที่สุด ส่วนคนที่สนใจค้าขายแต่ยังไม่กล้าลง
มือทำ ก็มีอีกมากมากนักเพราะรู้สึกอับอายที่ต้องไปขายของ
แรกเงินจากคนอื่นอยู่นั้นเอง…
“ต่อไปคุณก็มาดูงานกับฉันนะคะ ฉันจะสอนงานต่างๆ
ให้ก่อนไม่นานก็น่าจะคล่องแล้วล่ะค่ะ” ซีอินเอ่ยกับเหอห
ลันซือ
“ได้ค่ะพี่สะใภ้หลิน แต่ว่าพี่สะใภ้หลินพูดธรรมดากับฉัน
เถอะค่ะไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันก็ได้ยังไงฉันก็อายุน้อยกว่า”
“อย่างนั้นก็ได้จ้ะ” จากนั้นมาซีอินก็เริ่มสอนงานทุก
อย่างให้เหอหลันซือทั้งหมด และเธอก็ดูเข้าใจง่ายด้วยสอน
เพียงไม่กี่ครั้งก็ทำได้แล้ว
ตอนนี้ใบปลิวที่ทำไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วซีอินคิดจะเอา
ไปแจกในเมืองอำเภอแต่มีเรื่องการจัดสรรที่ดินที่ทางรัฐบาล
จัดให้ออกมาเสียก่อน จึงทำให้คนบ้านสามเซียวยังไม่ได้เข้า
เมืองอำเภอไปขายของเสียที ตอนนี้หัวหน้าฝ่ายผลิตเฉิงคุน
เรียกชาวบ้านมารับทราบและลงชื่อรับมอบที่ดินที่ถูกแบ่งให้ที่
คอมมูน
“เอาละทุกคนจะได้รับจำนวนที่ดินตามการคำนวณว่า
ในแต่ละครอบครัวมีอยู่กี่คนนะ”
เมื่อได้ฟังชาวบ้านก็เริ่มส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจกันขึ้นมา
บางคนที่บ้านคนมีเยอะก็ได้ที่ดินมากหน่อย บางคนอยู่ตัวคน
เดียวหรือสองคนก็จะได้น้อยลงมา บ้านสามเซียวเองก็ได้มาห้า
หมู่ ก็ไม่ถือว่าน้อยเพราะนี้คือที่ดินทำเกษตรไม่เกี่ยวกับที่อยู่
อาศัย
ที่โชคดีคือการแบ่งที่ดินนี้ทางรัฐบาลเห็นความสำคัญ
ของบุคคลที่เคยทำงานให้รัฐบาลอย่างทหารหรือคนที่เคยเป็น
ทหารแล้วเกษียณออกมา จะได้รับสิทธิ์ในการเลือกที่ดินว่า
ต้องการที่ดินตรงจุดไหนได้ด้วย และใช่แล้วนี่คือความไม่เท่า
เทียมกันนั้นเอง
แต่ชาวบ้านแม้ไม่พอใจก็พูดมากไม่ได้เพราะยังไงทหาร
ก็คือคนที่รับใช้ชาติผู้เสียสละปกป้องสาธารณรัฐไว้ แม้จะไม่
พอใจแต่ก็ไม่กล้าสร้างปัญหากัน ด้วยเหตุนี้ฉิงเฟิ่งจึงได้เลือก
ที่ดินที่อยู่ติดกับบ้านของเขาเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเปล่าติดบ้าน
จำนวนห้าหมู่พอดี ช่างโชคดีมากจริง ๆ ไม่ต้องเดินไกลแค่
เพียงรั้วกั้นหากรื้อรั้วนั้นออกก็กลายเป็นที่ดินผืนเดียวกันแล้ว
“เจ้าสามโชคดีจริง ๆ ที่ได้ที่ดินตรงนั้นนะ” คุณแม่เซียว
พูดขึ้นเมื่อรู้เรื่องที่ดินแล้ว
“ครับแม่ ผมก็คิดว่าน้องสามโชคดีแล้ว ที่ตรงนั้นติดกับ
บ้านที่อยู่ด้วยดีมากจริง ๆ” พี่ชายใหญ่เซียวฉิงโจวเห็นด้วย
เช่นกัน บ้านใหญ่เซียวเองก็ได้ที่ดินทำกินมาไม่น้อยเลยจาก
จำนวนคนในบ้านก็ได้มาถึงสิบเก้าหมู่
เมื่อได้รับการจัดสรรที่ดินเรียบร้อยแล้วชาวบ้านก็เริ่ม
แยกย้ายกันไปเพื่อไปดูแปลงที่ดินของตัวเอง ส่วนบ้านสาม
เซียวและบ้านใหญ่เซียวก็เดินกลับบ้านไปด้วยกัน
ความจริงซีอินยังอยากได้ที่ดินเพิ่มอีก คงต้องลองไป
สอบถามทางหัวหน้าฝ่ายผลิตดูว่านอกจากที่ดินที่จัดสรรให้
ชาวบ้านแล้วมีที่ดินของรัฐบาลเหลือแบ่งขายอีกหรือไม่ หากมี
เธอจะได้ซื้อเก็บไว้
เธอคิดว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองอำเภอเพื่อไปแจกใบปลิว
โฆษณาการเปิดร้าน และอยากจะพาอี้เหวินไปด้วยแต่รถเธอ
เป็นมอเตอร์ไซค์ธรรมดาจึงคิดว่าอยากจะเอาไปติดพวงข้างไว้
เวลาขนของขนคนจะได้สะดวก
ฉิงเฟิ่งก็เห็นด้วยจึงเอารถมอเตอร์ไซค์ของภรรยาขับเข้า
เมืองอำเภอเพื่อไปจัดการให้เอง เขาพอจะรู้จักคนที่ช่วยเรื่อง
ติดพ่วงข้างรถได้อยู่บ้างและถือโอกาสจัดการเรื่องป้าย
ทะเบียนรถไปด้วยเลย และเย็นนั้นเมื่อฉิงเฟิ่งขับรถกลับมาก็มี
พวงข้างที่ทำจากเหล็กดูแข็งแรงมากติดตั้งกับตัวรถมา
เรียบร้อยแล้วนั้นเอง
“โอ้ว!! ไคไคดู ๆ พ่อขับรถมีตี้นั่งข้าง ๆ มา”
“โห ดีจังเลย”
เสียงโอ้โห!อู้หูย!ดังสลับกันไปมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ
จากเด็กแฝดทั้งสอง
“ตูตูหยักนั่ง”
“ไปขอพ่อก่อน”
“อื้ม”
จากนั้นเด็ก ๆ ก็เดินมาเกาะขาพ่อที่ลงจากรถแล้วไว้คน
ละข้าง พร้อมเอาแก้มนุ่ม ๆ แนบไปด้วย
“พ่อคับตูตูกับไคไคหยักนั่งรถคับ” เป็นไคไคเอ่ยขึ้นมา
พร้อมมองพ่อตาปริบ ๆ
“ใช่ ๆ หยักนั่งมากเยยคับ” ตูตูก็อ้อนบ้างไม่หยุด
“หื้มหึ หึ หึ ถ้างั้นเดี๋ยวพ่อพานั่งไปที่บ้านพี่ชายอี้กันดี
ไหม” เพราะคิดว่าจะไปบอกอี้เหวินว่าจะให้เข้าเมืองไปแจกใบ
ปริวด้วยกันพรุ่งนี้ด้วยนั้นเองฉิงเฟิ่งจึงเอ่ยขึ้นมา
“ฮิ ฮิ ดีคับ / ดีคับ” รับคำกันเสียงดังฟังชัดก่อนจะรีบ
วิ่งจู๊ดกันเข้าหารถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างทันทีอย่างตื่นเต้น
“ตูตูจะนั่งในนี้นะ” นิ้วอวบอ้วนชี้พร้อมทำท่าขยับยึก ๆ
ไปในพื้นที่พ่วงข้างให้ดู
“ไคไคด้วย ไคไคจะนั่งในนี้เหมือนกัน”
“ได้ ๆ ทีละคนนะฮึบ! ฮึบ!” แขนแข็งแรงของฉิงเฟิ่งยก
ร่างน้อย ๆ ของลูก ๆ ขึ้นนั่งในพวงข้างทีละคน ๆ ก่อนจะขับ
รถออกตัวไปก็ได้ยินเสียงหวาน ๆ ถามขึ้นเสียก่อน
“ไปไหนกันคะพ่อลูก” ซีอินที่ออกมานอกบ้านหลังจาก
ทำอาหารเย็นอยู่แล้วได้ยินเสียงรถดังขึ้น ดูเหมือนว่าสามีจะ
ออกไปข้างนอกอีกครั้งจึงเดินออกมาดู
“ผมจะพาตูตูไตไตไปนั่งรถเล่นครับเลยว่าจะแวะไป
บ้านอี้สักหน่อย เดี๋ยวจะรีบกลับมาครับ”
“งั้นเอากับข้าวไปฝากอี้เหวินกับอี้เชาด้วยค่ะ สามีคุณ
รอครู่หนึ่งเดี๋ยวฉันไปเตรียมให้ก่อนนะคะ”
“ได้ครับ”
ไม่นานร่างอวบอิ่มที่เริ่มตัวบางลงอีกแล้ว เพราะถูกสามี
จับออกกำลังกายเรียกเหงื่อตอนกลางคืนบ่อยครั้งก็เดินออก
จากบ้านพร้อมปิ่นโตในมือมาส่งให้ จากนั้นฉิงเฟิ่งก็ขับรถออก
จากบ้านไปที่ท้ายหมู่บ้านทันที
ซีอินเดินกลับเข้ามาในครัวเพื่อทำอาหารต่ออีกนิด
หน่อย พรุ่งนี้เธอจะเริ่มแจกใบปลิวโฆษณาและเปิดร้านเป็นวัน
แรก ตอนนี้เธอไม่ต้องเข้าไปที่ฝ่ายผลิตทุกวันเหมือนเมื่อก่อน
เพราะเหอหลันซือเริ่มเข้ามาทำงานแทนเธอได้บ้างแล้ว เธอจึง
เข้าไปเพียงครั้งสองครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น คิดว่าอีกไม่นานก็
สามารถลาออกจากฝ่ายผลิตได้เต็มตัวแล้วล่ะนะ
อืม..คืนนี้คงต้องบอกสามีให้หยุดคึกก่อนเพราะพรุ่งนี้
ขายของวันแรกเธออยากตื่นเช้า ๆ แต่สามีเธอจะยอมหรือ
เปล่านี่สิ…ซีอินคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้พร้อมทำอาหารต่อไปเรื่อยๆ
จนสามพ่อลูกกลับมากินข้าวเย็นและอาบน้ำนอน
และคืนนั้นเธอก็ไม่อาจหยุดยั้งความคึกคักมากด้วยพลัง
ของสามีได้เลยจริงๆ แม้ซีอินจะชอบมากแต่ก็เหนื่อยถ้าต้องทำ
ทุกวันแบบนี้ คงต้องหาเรื่องใช้งานสามีให้หนัก ๆ จะได้เหนื่อย
มาก ๆ แล้วไม่มีแรงเหลือมาทำเรื่องสามีภรรยากับเธอบ่อยๆ
แบบนี้อีก…
บรรยากาศของเมืองอำเภอเริ่มคึกคัก เนื่องจากเริ่มมี
แผงลอยมาวางขายตามข้างทางให้เห็นบ้างแล้ว แม้ยังไม่มาก
แต่ก็นับว่ามีแล้ว ช่วงเช้าเธอพาทุกคนช่วยกันแจกใบปลิวไป
บางส่วนแล้ว คิดว่าคงพอมีลูกค้าที่ได้ใบปลิวมาซื้อของบ้าง ซี
อินไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องขายดีทันทีในวันแรกของการเปิด
ร้าน เพราะเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่จะไปซื้อของในตลาดมืด
หรือไม่ก็สหกรณ์ของรัฐเป็นส่วนมาก อาจจะยังไม่เคยชินกับ
ร้านค้าแบบของเธอก็เป็นได้
“คุณหลินซีอินเปิดร้านสักที ฉันรออุดหนุนอยู่เลยค่ะ”
เสียงดังมาจากหน้าร้านพร้อมร่างผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่งกาย
สวยงามของตงฟางฟางหรือก็คือภรรยาเจ้าของร้าน
เครื่องใช้ไฟฟ้าข้าง ๆ นี้เองที่เดินเข้ามาหา
“คุณตงฟางฟางนั้นเอง” ซีอินก็ยิ้มให้เพื่อนบ้านข้าง
อาคารข้างเคียงกันที่เธอไปผู้มิตรเมื่อคราวก่อน
“ครั้งก่อนที่ได้ฟังเรื่องครีมกับสบู่กลิ่นหอมนั้นแล้วก็นึก
อยากใช้มากจริงๆ ค่ะ รอให้คุณมาเปิดร้านแล้วถึงได้รีบเข้ามา
ซื้อ”
“ได้เลยค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันหยิบมาให้ ลองดมกลิ่นสบู่ดูก่อน
นะคะ มีให้เลือกหลากหลายกลิ่นเลยค่ะ”
“ได้ค่ะ”
จากนั้นเมื่อได้ของมาแล้วตงฟางฟางกลับชอบทุกกลิ่น
เลยเธอจึงซื้อหมดทุกกลิ่นทั้งยังเอายาสระผม ยาสีฟันและครีม
ทาผิวไปด้วย ซีอินจึงแถมลิปมันเนื้อชมพูอ่อนให้หนึ่งตลับ ทำ
ให้ตงฟางฟางชอบใจมาก นับเป็นการเปิดยอดขายให้ซีอินได้
ยอดมาถึงหกสิบสองหยวน ถือว่าเยอะมากเลยทีเดียวถ้าเทียบ
กับค่าแรงของคนในยุคนี้ที่ได้ในแต่ละเดือนและเพราะเปิดร้าน
วันแรกซีอินจึงมีโปรโมชั่นลดราคาด้วย ซึ่งก็ถูกใจคนซื้ออย่าง
ตงฟางฟางมาก
“ขอบคุณนะคะได้ทั้งของแถมทั้งลดราคาให้ด้วย ไว้ฉัน
จะบอกเพื่อน ๆ ให้มาอุดหนุนเยอะๆ เลยค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณคับคุณป้าคนฉวย” เสียงขอบคุณน่ารักใส่ ๆ
ดูไร้เดียงสาพร้อมคำชมดังมาจากตูตู
“ขอบคุณคับคุณป้าคนฉวย” ไคไคเองก็ชมบ้างเขาเห็นว่า
คุณป้าคนนี้เอาเงินให้แม่เยอะมากเลย
ตูตูไคไคนั่งบนเก้าอี้ที่พ่อเข้าเอามาให้นั่งข้างๆแม่เอ่ย
ขอบคุณลูกค้าขึ้นทั้งยังปากหวานชมว่าสวย ใครบ้างจะไม่ชอบ
เขาว่าเด็กมักพูดความจริงและไม่โกหกยิ่งเรียกความเอ็นดูจาก
ตงฟางฟางได้มากมายนักยิ่งนัก
“ปากหวานแต่เด็กเชียวนะจ๊ะงั้นไว้ป้าจะแวะมาหาใหม่
แล้วก็จะเอาขนมอร่อยๆมาฝากตูตูกับไคไคด้วยนะ” ตงฟาง
ฟางเอ่ยพร้อมยกมือโบกไปมาให้เด็กๆด้วย เธออยากมีลูกมาก
แต่จนตอนนี้เธอก็ยังไม่มีลูกเลย ได้มาเห็นเด็กชายฝาแฝดตัว
อ้วนกลม ๆขาว ๆ ทั้งฉลาดน่ารักมากขนาดนี้ก็ยิ่งอยากมีบ้าง
“ขอบคุณคับ/ขอบคุณคับ” เจ้าหัวผักกาดก็ชอบทำให้
คนเอ็นดูเสียจริง ตอนนี้ก็กำลังยกมือโบกลาไปมาตอบอย่าง
น่ารักด้วย
ซีอินเห็นว่าผู้คนที่เคยได้รับแจกใบปลิวไปเริ่มถือแผ่น
พับนั้นมาด้อม ๆ มอง ๆ ที่หน้าร้านค้าบ้างแล้ว แต่ยังไม่กล้า
เข้ามา จนกระทั่งตงฟางฟางที่เดินเข้ามาซื้อของแล้วดินกลับไป
คนจึงเริ่มกล้าเดินเข้ามาร้านเธอบ้าง นับว่าต้องขอบคุณเธอที่
เดินเข้ามาซื้อของทำให้คนอื่นๆเห็น
“คือว่าฉัน…ฉะ ฉันอยากได้เนื้อหมูสักสองชั่งน่ะค่ะ ต้อง
ใช้คูปองหรือเปล่าคะ” เสียงเด็กสาวเอ่ยถามตะกุกตะกักอย่าง
ขาดความมั่นใจ
“ไม่ต้องใช้ค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวฉันหยิบมาให้คุณดูก่อนนะ
คะ”
“เดี๋ยวผมหยิบให้เองครับ” ฉิงเฟิ่งที่เดินจัดของอยู่
ด้านหลังได้ยินก็เดินไปเปิดตู้แช่แข็งก่อนจะหยิบเอาหมูสามชั้น
และเนื้อล้วนไม่ติดมันออกมา
“เรามีทั้งแบบติดมันและเนื้อล้วนคุณจะรับแบบไหนดี
คะ” ซีอินรับหมูที่อยู่ในกะละมังสแตนเลสใบเล็กมาวางไว้บน
เคาน์เตอร์ตรงหน้าแล้วเอ่ยถามลูกค้า
“ฉันเอาแบบติดมันค่ะ”
“ได้ค่ะ” นอกจากเนื้อหมูแล้วลูกค้ายังซื้อแป้งหมี่ขาว
และเครื่องปรุงรสไปอีก
ในระหว่างนั้นก็มีลูกค้าเดินมาหน้าร้านหลายคนซึ่งซีอิน
ทำเป็นโต๊ะยาวเหมือนเคาน์เตอร์ไว้ด้านหน้าเมื่อลูกค้าสั่งของ
เธอก็จะหยิบของที่ด้านหลังเธอที่ถูกจัดวางอยู่บนชั้นวางเป็น
แถวๆ นั้นให้
“คนที่ต้องการซื้อของเข้าแถวครับสั่งของที่อยากได้ทีละ
คนนะครับ ใครมาก่อนสั่งก่อนจากนั้นก็มาคิดเงินทางด้านนี้ได้
เลยครับ” ฉิงเฟิ่งเอ่ยบอกลูกค้าให้ได้ยินกันทั่ว ๆ ไม่งั้นคนที่มา
ซื้อของคงได้ตะโกนสั่งของกันจนวุ่นวายแน่ และเพราะท่าทาง
รูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกร้ามและกำลังที่ดูไม่เหมือน
ชาวบ้านทั่วไปของฉิงเฟิ่ง จึงทำให้ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาขึ้น
นั้นเอง เพราะใครก็ต้องการอาหารและซื้อของดี ๆ กันทั้งนั้น
ตอนนี้ฉิงเฟิ่งทำหน้าที่สอบถามของที่ลูกค้าต้องการซื้อ
ก่อนจะเดินไปหยิบใส่ตะกร้ามาให้ลูกค้าตรวจสอบของก่อน
แล้วลูกค้าก็จะเดินไปทางซีอินที่รอคิดเงินอยู่อีกด้าน จากนั้น
ลูกค้าคนถัด ๆ ไปก็เริ่มสั่งของบ้าง เป็นรูปแบบการซื้อของที่
แปลกใหม่เพราะไม่เคยมีคนทำแบบนี้แต่ก็ทำให้เป็นระเบียบ
เรียบร้อยดี ส่วนอี้เหวินและอี้เชาเด็กสองคนก็ช่วยกันเอาของ
ออกมาจัดวางไว้เรื่อย ๆ อยู่ด้านหลัง คนเข้าออกร้านทั้งวัน
จนกระทั่งสี่โมงเย็นซีอินก็เริ่มปิดร้าน
“ไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้เลยนะคะ”
“คงเพราะก่อนนี้ของกินหายากครับ อีกอย่างเราขายไม่
แพงด้วย คนเลยสนใจกันน่ะครับ”
“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ดีนะคะ” เธอคิดว่าอีกสัก
พักจะย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านในเมืองฝั่งตะวันออกที่ซื้อไว้แต่คง
ต้องรอวันหยุดก่อนถึงจะเข้าไปจัดการที่บ้านอีกทีได้
“ต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นนอนครับ”
นับจากนั้นครอบครัวบ้านเซียวและเด็ก ๆ บ้านอี้อีกสอง
คนจะขับรถเข้าเมืองอำเภอกันเกือบทุกวัน กับเด็ก ๆ บ้านอี้
นั้นซีอินให้เงินเป็นรายวันก่อนโดยให้อี้เหวินวันละหนึ่งหยวน
ส่วนอี้เชาวันละห้าเหมา เพราะถึงอี้เชายังเด็กแต่ก็รู้ความช่วย
จัดของเติมของตามชั้นให้ได้แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าทำงาน
ด้วย
ส่วนตูตูไคไคก็ได้วันละห้าเหมาเพราะก็ช่วยทำงานด้วย
เหมือนกัน ทั้งจัดของเติมของและส่งเสียงพูดคุยกับลูกค้าที่มา
ดังนั้นเด็ก ๆ จึงมีเงินค่าจ้างกันทุกคน เจ้าหัวผักกาดน้อยลูก
ชายเธอนั้นชอบมาก ขยันขันแข่งทำงานกันทั้งคู่ โดยเฉพาะ
ชอบชวนลูกค้าพูดคุยด้วยเสียงกังวานใส
ตอนนี้มีคนในหมู่บ้านเอามาพูดกันแล้วว่าเห็นคนบ้าน
สามเซียวไปทำการค้าอยู่ในเมือง ทำให้ตอนนี้เริ่มรู้กันทั่วทั้ง
หมู่บ้านแล้ว ต่างก็อยากรู้อยากเห็น แต่มีบางคนที่คิดว่าเป็น
เรื่องไร้สาระ ทั้งยังบอกว่าซีอินช่างโง่นักที่ทิ้งงานดี ๆ ในฝ่าย
ผลิตไปค้าขายเก็งกำไรแบบนั้น
“ไร้สาระจริง ๆ ค้าขายแบบนั้นจะไปได้เงินจริง ๆ ได้
ยังไงทหารแดงจะไม่จับเอารึ หรือต่อให้ได้เงินจริงก็คงไม่กี่
เหมาหร๊อก”
“นั้นสิ ๆ สะใภ้สามบ้านเซียวก็ช่างโง่งมนักที่ทิ้งงานดี ๆ
ไปทำงานแบบนั้น”
“เราทำงานในแปลงนาเหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้ว ทำ
กันเองเอาไปขายให้ฝ่ายผลิตได้เงินแน่นอนกว่าอยู่แล้ว”
“ใช่ ๆ”
ชาวบ้านยังคงพูดนินทากันไปต่าง ๆ นานา ส่วนใหญ่จะ
มองเป็นเรื่องตลกและไม่ค่อยเชื่อว่าการขายของเก็งกำไรจะได้
เงินมาจริง ๆ ได้
ชาวบ้านคนอื่นคิดยังไงไม่รู้คนบ้านเซียวกับเด็ก ๆ บ้าน
อี้ไม่สนใจหรอก เพราะตอนนี้พวกเขาทำการค้ามาได้ครบเดือน
แล้วและกำลังมีความสุขกับยอดเงินที่ไหลมาเทมาในทุก ๆ วัน
โดยเฉพาะไคไคที่เคยขอตอนปีใหม่ให้มีเงินเยอะ ๆ จะได้มีของ
กินเยอะ ๆ ตอนนี้เขาจึงรู้สึกมีความสุขมากที่คำขอของเขาเป็น
จริง
“หนึ่ง ฉอง ฉาม ฉี่ ห้า หด เจ็ด แปด เก้า ฉิบ โฮ้วว! ตูตู
มีฉิบอัน ไคไคมีเต้าไหร่หยอ” มือน้อยของตูตูกำลังนับเงินวาง
เรียง ๆ ซ้อนกันพร้อมออกเสียงนับเลขไม่ชัดแต่เสียงดังมาก
เมื่อนับเสร็จก็หันมาถามน้อยชายที่นั่งนับเงินอยู่ข้าง ๆ บ้าง
“ไคไคก็ได้ฉิบอัน เท่ากันนะ”
“อื้ม ฮิ ฮิ ตูตูจะเอาไปซื้อลูกอมกระต่ายขาวจินนะ” ตูตู
ก้มไปกระซิบข้างแก้มน้องชายจนน้ำลายเลอะที่หูน้อยของไค
ไคไปหมด
“เปียก” ไคไคหันมาบอกพี่ชายพร้อมเอนกายหนีทำ
หน้านิ่ง ๆ คิ้วขมวดน้อย ๆ
“เช็ด ๆ” ตูตูลุกขึ้นยืนดึงเสื้อตัวเองขึ้นมาเช็ดหูให้ไคไค
จนพุงป่องกลม ๆ ของตัวเองเปิดขึ้นมาโชว์หราเลย
ภาพสองพี่น้องนั้นอยู่ในสายตาของคนเป็นพ่อกับแม่ที่
นั่งนับเงินอยู่ข้าง ๆ ด้วยตลอด แต่ไม่อยากพูดแทรกการ
สนทนาที่ดูมีชีวิตชีวานั้นของเจ้าตัวซนทั้งสอง เลยนั่งฟังไปทั้ง
ยิ้มทั้งขำ ทั้งยังต้องกลั้นหัวเราะไปด้วยจนซีอินคิดว่าอยาก
ถ่ายรูปพวกเขาตอนเด็ก ๆ นี้เก็บไว้ดูในอนาคตจริง ๆ เลย
ตอนนี้บ้านไหนเล่าจะมามีความสุขเท่าคนบ้านสามเซียวนี้ได้
อีก…