Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 47 : มหาวิทยาลัยเปิดอีกครั้ง
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 47 : มหาวิทยาลัยเปิดอีกครั้ง
เมื่อติดตั้งโทรศัพท์ที่ร้านในเมืองอำเภอเรียบร้อย ซีอินก็
โทรออกไปที่ร้านค้าในเมืองเจิ้งโจวทันที รอสายไม่นานเธอก็ได้
ยินเสียงของตานผิงที่เป็นคนรับสายโทรศัพท์ เริ่มต้นพูดคุยกัน
ได้สักพักเธอก็บอกเบอร์ของที่นี่ให้ตานผิงจดเก็บไว้
“ตานผิงคุณจดเบอร์โทรศัพท์ของที่นี่ไว้นะคะ มีอะไรก็
ติดต่อเข้ามาได้ตลอด” เพราะมีน้องสี่มานอนที่ร้าน ดังนั้นหาก
มีใครโทรมาเขาสามารถลุกออกมารับโทรศัพท์ได้ตลอดอยู่แล้ว
“ได้เลยค่ะคุณหลิน ฉันจดไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ทางโน้นทุกอย่างเรียบร้อยดีนะคะ”
“เรียบร้อยดีค่ะ ก่อนนี้มีข่าวว่ามีอันธพานที่ริจะเก็บค่า
คุ้มครองในเมืองด้วยค่ะ แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ร่วมมือ
กับทหารมาจับไปได้ทั้งหมดแล้วล่ะค่ะ เลยไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น
อ้อ จริงสิคะมีเรื่องคนที่ถูกสันติบาลจับเพราะไปหลอกเอาเงิน
คนอื่นด้วยนะคะ เป็นถึงยุวปัญญาชนที่มีการศึกษาเชียวนะคะ
พวกเขาเป็นคู่รักกันด้วยค่ะตอนแรกเห็นว่าจะถูกลงโทษแค่จับ
ขังตารางในสันติบาลเมืองเท่านั้น แต่ไม่รู้ยังไงนะคะจู่ ๆ พวก
เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวจับไปอยู่สถานกักกันเพื่อปรับทัศนคติ
แล้ว น่ากลัวมากเลยค่ะ เรื่องนี่คนในเมืองเจิ้งโจวพูดกันให้
ทั่วไปหมด” แค่พูดคำว่าสถานกักกันตานผิงก็ขนลุกไป
หมดแล้ว สถานที่แห่งนั้นมีแต่คนเกรงกลัวไม่มีใครอยากเฉียด
กายเข้าไปหรอก ซีอินรับฟังและไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้อีก ทั้ง
คู่พูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนวางสายไป..
และเย็นนั้นเมื่อได้อยู่ในห้องนอนส่วนตัวกับสามี ซีอิน
จึงเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังด้วย ฉิงเฟิ่งที่นอนเป็นเบาะนอนให้
ภรรยานอนซบอยู่บนเตียงก็ฟังเสียงหวานเล่าเรื่องยุว
ปัญญาชนชายหญิงคู่นั้นอย่างเงียบๆ มือหนาคอยลูบไล้ผมนุ่ม
ลื่นที่ซบอยู่บนอกไปมาเบาๆ อย่างเพลินมือ
“ดีแล้วครับ ที่นั่นเข้มงวดมาก ยุวปัญญาชนคู่นั้นต้องไป
อยู่ที่นั่นก็สมควรแล้วจริงๆ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยแววตานิ่งลึก
แต่เพราะซีอินซบอกของเขาอยู่จึงมองไม่เห็น
ซีอินนิ่งฟังที่สามีพูดแล้วคิดอะไรอยู่เงียบๆ ไม่รู้เกิดอะไร
ขึ้นพวกนั้นถึงโดนเพิ่มโทษแบบนี้ แต่เธอเองไม่อยากเอาเรื่องนี่
กลับมาคิดอีกแล้ว ไม่มีเรื่องให้ต้องยุ่งเกี่ยวกันก็ดีแล้ว ตอนนี้
ชีวิตที่ได้กลับมาเลี้ยงดูเจ้าหัวผักกาดน้อยและได้อยู่กับสามี
ชีวิตแบบนี้มันดีมากแล้วจริงๆ …
เดือนต่อมาหลังจากที่เซียวฉิงทู่กลับไปเยี่ยมบ้านใหญ่
เซียวที่หมู่บ้านชนบทก็กลับมาบอกคนบ้านสามที่อยู่ในเมือง
อำเภอว่าตนเองจะหมั้นหมายกับคนรักแล้ว
ซีอินเองก็รู้แล้วว่าคนรักของน้องสี่คือเหอหลันซือยุว
ปัญญาชนหญิงที่เธอเคยสอนงานให้ในตำแหน่งแทนเธอที่ฝ่าย
ผลิตนั้นเอง ความจริงตอนนี้ยุวปัญญาชนที่ถูกส่งมาทำงาน
ตามชนบทต่างๆ ทั่วประเทศ สามารถเดินทางกลับบ้านเกิด
ของตัวเองได้แล้ว แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่ไม่ต้องการกลับไป ส่วน
หนึ่งเพราะพวกเขาแต่งงานมีครอบครัวกับคนในชนบทไปแล้ว
บางคนก็หางานทำในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ ส่วนน้อยมากจริงๆที่จะ
เดินทางกลับบ้านเดิมของตัวเองและเหอหลันซือก็เป็นหนึ่งใน
หลายๆ คนที่เลือกจะอยู่ต่อ
ที่ผ่านมาซีอินเองก็เอ็นดูน้องสี่ที่ค่อยช่วยเหลือและดูแล
หลานๆให้อย่างงานดี เมื่อเขาจะหมั้นหมายอย่างเป็นทางการ
แล้วเธอจึงให้ของหมั้นเพิ่มเพื่อใช้ในการหมั้นหมายครั้งนี้ด้วย
เป็นชุดผ้าห่มน่วมอย่างดีสีฟ้าอ่อนทั้งสวยและหนานุ่ม สบู่กลิ่น
หอมๆ อีกแปดก้อนและยังมีอาหารประป๋องผลไม้กระป๋องด้วย
ของทุกอย่างเธอเอาออกมาจากห้างในมิติ ความจริงอยากเอา
ออกมามากกว่านี่แต่ฉิงเฟิ่งบอกว่าเท่านี้ก็นับว่ามากพอแล้ว
โดยเธอให้ฉิงเฟิ่งเป็นคนออกหน้านำของไปให้น้องสี่เอง
เซียงฉิงทู่และเหอหลันซือตกลงกันไว้ว่าจะหมั้นหมาย
กันไว้ก่อน แล้วค่อยแต่งงานกันภายหลัง การหมั้นหมายไม่ได้มี
พิธียุ่งยากอะไรเลย เพียงมอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง เพราะเห
อหลันซือไม่มีครอบครัวอยู่ที่นี่ จึงเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำงานใน
ฝ่ายผลิตมาเลี้ยงข้าวที่บ้านใหญ่เซียวเพื่อให้พวกผู้ใหญ่ได้รับรู้ก็
เป็นอันเสร็จสิ้น เท่านี้การหมั้นหมายที่เรียบง่ายผ่านพ้นไปได้
ด้วยดี
อีกไม่กี่เดือนต่อมาทางการประกาศรื้อฟื้นการสอบเกา
เข่าขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อคัดเลือกคนที่สอบผ่านเข้าศึกษาในระดับ
มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เรื่องนี้นับเป็นข่าวใหญ่มากที่
สั่นสะเทือนอารมณ์และสติของเหล่ายุวปัญญาชนทั้งหลาย
โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวหรือพันธะไปแล้วที่ต้องการกลับมา
สอบเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองกัน
“เป็นไปตามที่คุณบอกจริงๆ ด้วยครับ” ฉิงเฟิ่งเองเมื่อ
ได้ข่าวก็เอ่ยพูดขึ้นกับภรรยา
“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ ต่อไปประเทศเราจะ
เจริญขึ้นอีกเยอะเลย ตอนนี้เรามีแรงหาเงินอยู่ต้องหาเงินมา
ตุนไว้เยอะๆคะ แล้วก็ฉันคิดว่าหากมีเงินก็จะซื้ออาคารเก็บไว้
อีก เพื่อเอามาปล่อยเช่าในอนาคตได้นะคะ”
“ได้ครับผมตามใจคุณอยู่แล้ว”
“แล้วคุณอยากไปเรียนมหาวิทยาลัยไหมคะฉิงเฟิ่ง”
“ไม่ครับ เป้าหมายในชีวิตผมทุกอย่างคือเรื่องของคุณ
และลูกเท่านั้น ตอนนี้ครอบครัวเราก็ไม่ได้ลำบาก การค้ามีแต่
จะดีขึ้น ผมอยากอยู่กับคุณและลูกๆ ทุกช่วงเวลาของชีวิต
ตอนนี้ตูตูไคไคกำลังน่ารักและซุกซน ผมอยากอยู่กับพวกเขาที่
ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้ไปนานๆ ครับ อีกอย่างผมยังทำลูก
สาวไม่สำเร็จเลย ไม่มีทางคิดออกห่างจากคุณแน่นอน”
“คุณนี้นะ ตอนแรกฉันกำลังหัวใจพองโตเลยเชียว
สุดท้ายก็วกเข้าเรื่องลามกอีกแล้ว”
มือเล็กยกขึ้นตีต้นแขนล่ำๆ ของคนข้างกายไปทีหนึ่ง แต่
เขาไม่รู้สึกเจ็บสักนิด
“ผมยังไม่ได้พูดคำไหนที่ลามกเลยนะ คุณนั่นแหละคิด
ไปก่อนเองแล้ว” ซีอินยกมือทำท่าจะตีอีกครั้ง แต่ถูกเขาจับได้
แล้วรวบตัวไปกอดไว้แน่นเสียก่อน
“หึ หึ หึ แล้วคุณล่ะครับอยากไปเรียนต่อไหม” ถามไป
ก็กดริมฝีปากลงจูบที่ขมับนุ่มนิ่มไปด้วย
“ไม่ค่ะ ฉันอยากทำอย่างอื่นมากกว่า” ไม่ใช่ว่าเธอไม่
เห็นคุณค่าการเรียนมหาวิทยาลัย และหากไปสอบเธอก็เชื่อว่า
เธอจะสอบติดแน่ ๆ แต่นี่คือยุค70ที่เธอมีวุฒิม.ปลายก็นับว่า
สูงมากแล้วในยุคนี้ อีกอย่างเธอไม่ได้ต้องการทำงานราชการ
เป้าหมายที่เธอกลับมาเพื่อเลี้ยงเจ้าหัวผักกาดน้อยและดูแล
ชดเชยทุกสิ่งทุกอย่างให้สามีด้วยความรัก และทรัพยากรที่เธอ
มีอยู่ก็เพียงพอแล้วในการเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้อยู่อย่าง
สุขสบาย ดังนั้นเธอจึงไม่มีความคิดที่จะเรียนมหาวิทยาลัยอีก
ครั้งเอาไว้ค่อยส่งเสริมให้เด็กๆ บ้านอี้และลูกๆ เธอเรียนกัน
ดีกว่า
“นอกจากทำการค้าแล้วคุณอยากทำอะไรครับ” เมื่อได้
ยินคำตอบของภรรยาเขาก็ถามขึ้นมาอีก
“ฉันอยากเขียนหนังสือนิยายและแปลหนังสือค่ะ นั้น
คืองานที่ฉันเคยทำเมื่อชีวิตก่อนที่จะกลับมาที่นี่ มันคืองานที่
ฉันรักค่ะ” ซีอินตอบพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นมองสามีไปด้วยแวว
ตาที่มุ่งมั่น
“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะสนับสนุนคุณเอง”
“ขอบคุณค่ะ”
ขณะที่สามีภรรยาบ้านสามเซียวพูดคุยกันด้วยความ
เข้าอกเข้าใจกันนั้น ทางด้านเซียวฉิงทู่ที่ตอนนี้กลับมาเยี่ยม
บ้านและอยู่ตรงหน้าคู่หมั้นของตนเอง เขากำลังยืนนิ่งทำหน้า
หมองเศร้าอยู่เพราะคำพูดของคู่หมั้นตัวเองที่บอกว่าขอเลื่อน
งานแต่งออกไปก่อน เพราะต้องการสอบเกาเข่าและเรียนต่อ
มหาวิทยาลัย
“เราสามารถแต่งงานกันก่อนแล้วคุณก็ไปสอบหรือไป
เรียนได้นี่ครับ”
“แบบนั้นฉันก็จะเอาแต่พะวงถึงคุณยังไงล่ะคะ ฉันคิด
ว่าแบบนี้ดีแล้วล่ะค่ะฉิงทู่ ฉันอยากไปเรียนอย่างสบายใจจริงๆ
พอฉันเรียนจบก็จะมีงานดีๆ ที่ทางรัฐบาลจัดไว้ให้ถึงตอนนี้เรา
ก็ค่อยแต่งงานกันยังไงล่ะคะ”
เซียวฉิงทู่มองดูคู่หมั้นตรงหน้าอย่างพูดไม่ออกด้วยแวว
ตาที่สับสน เขาชอบเธอมากจริงๆ และอยากแต่งงานสร้าง
ครอบครัวกับเธอเร็วๆ แต่ฟังจากที่เธอพูดแล้วเหมือนกับว่า
หากแต่งงานกันก่อนที่เธอจะไปเรียน แล้วเขาจะกลายเป็น
ภาระทางใจของเธออย่างนั้นแหละ
“งั้นก็ตามใจคุณครับ ยังไม่แต่งก็ยังไม่แต่ง”
“ขอบคุณนะคะฉิวทู่ที่คุณเข้าใจฉัน”
จากนั้นผ่านไปอีกสามเดือนการสอบเกาเข่าก็เริ่มต้นขึ้น
ทั่วประเทศ คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่สนามการสอบด้วย
ความตื่นเต้นและตึงเครียด เหอหลันซือนับว่าเป็นคนฉลาดพอ
ตัว เพราะเมื่อประกาศผลสอบออกมาเธอสามารถสอบติด
มหาวิทยาลัยได้จริงๆ แม้ว่ามหาวิทยาลัยที่เธอสอบได้จะไม่ใช่
อันดับต้นๆ ของประเทศแต่ก็นับว่าเป็นหน้าเป็นตาได้อยู่ดี
เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว
จริง ๆ เซียวฉิงทู่ก็เดินทางมาส่งคู่หมั้นสาวของตัวเองที่สถานี
รถไฟ ขบวนรถจักรไอน้ำกำลังส่งเสียงหวูดังลั่นและเริ่มเคลื่อน
ตัวออกจากชานชาลาตามเวลากำหนด เซียวฉิงทู่มองตาม
ขบวนรถไฟไปจนลับสายตา
ในหัวของเขามีแต่ประโยคที่คู่หมั้นสาวพูดไว้ก่อนออก
เดินทาง
‘รอฉันก่อนนะคะ ยังไงฉันก็จะกลับมาหาคุณแน่นอน
ค่ะ’
สายตาคมกริบที่เหมือนกับพี่ชายของเขามองไปรอบ
กาย จึงเห็นว่านอกจากเขาแล้วที่สถานียังมีทั้งผู้หญิงที่มากับ
ลูกๆ เพื่อส่งสามี หรือผู้ชายที่มากับลูกๆ เพื่อส่งภรรยาไปเรียน
ต่อมหาวิทยาลัยกันมากมาย สีหน้าของผู้คนนั้นมีหลากหลาย
ทั้งยินดีมีความหวังและหม่นหมองเศร้าซึมเพราะต้องห่างไกล
คนรัก…
“เรียนหาลัยๆ” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาพร้อมขาสั้นๆของ
เด็กๆที่เดินพ้นรั้วบ้านเข้ามาหลังจากกลับมาจากโรงเรียนโดยมี
อี้เหวินไปรับเหมือนเดิม
“ไคไคก็จะไปเรียนที่หาลัยบ้างเหมือนกัน”
“ตูตูด้วย ต้องมีคนเยอะแล้วก็มีของจินเยอะแน่ ๆ เยย
นะ”
“อืม แม่คับไคไคไปเรียนหาลัยได้หรือยังคับ” เด็กชอบ
เรียนวิ่งจรู๊ดมาเกาะขาแม่ทันทีที่เห็นแม่ยืนใช้บัวรดน้ำรดต้นไม้
อยู่หน้าลานบ้าน
“หื้ม หาลัยหรือจ๊ะ?” ซีอินทวนคำที่ได้ยินเจ้าหัวผักกาด
พูดพร้อมเอียงคอทำท่าครุ่นคิด
“ลูกๆ น่าจะหมายถึงมหาวิทยาลัยน่ะ ใช่หรือเปล่าตูตู
ไคไค” ฉิงเฟิ่งที่กำลังเปลี่ยนดินในกระถางต้นไม้ให้ภรรยาอยู่
ข้างๆกันก็พูดขึ้น
“โฮ๊ะ!! พ่อเก่งมากก ใช่แล้วคับที่นั่นของจินต้องเยอะ
แน่ๆ ตูตูหยักไปคับ” ร่างกลมๆ ขยับมานั่งยอง ๆ พร้อมกำมือ
ทั้งสองข้างไว้ด้วย นั่งมองดูพ่อที่กำลังเทดินลงกระถางต้นไม้
อยู่
“ไหนบอกแม่สิทำไมตูตูกับไคไคถึงรู้จักคำนี้ล่ะจ๊ะ”
“คุณครูที่โยงเยียนบอกว่าเรียนเก่งๆ จะได้ไปเรียนที่หา
ลัย ที่นั่งใหญ่มาก ตูตูกับไคไคเลยหยักไปคับแม่” ไคไคเป็นคน
เอ่ยเล่าออกมา
“ใช่แล้วจ้ะ ที่นั่นใหญ่มากแล้วก็ต้องสอบเข้าไปถึงจะได้
เรียนนะ”
“ไคไคทำได้คับ”
“ตูตูด้วย ตูตูเก่งมากตอนนี้…อืม ตอนนี้นับเลขได้ถึงห้า
ฉิบแล้ว ต้องสอบได้แน่ ๆ เยย” ตูตูพูดอย่างเห็นด้วยกับ
น้องชาย พร้อมแหงนหน้าไปพูดกับแม่
“ไคไคก็นับได้แล้วเหมือนกันคับ”
“หื้มนับเลขได้ถึงห้าสิบแล้วหรือนี่ เจ้าหัวผักกาดน้อย
ของแม่ทำไงเก่งแบบนี้น้าาา” ซีอินลูบแก้มกลมๆของลูกชายทั้ง
สองอย่างมันเขี้ยว
“คิก คิก คิก/ ฮรี่ ฮรี่ ฮรี่” ตูตู ไคไคพากันหัวเราะอย่าง
ชอบใจ
“หึ หึ หึ งั้นพ่อกับแม่จะหาเงินเยอะๆ จะได้เอาไว้ให้เจ้า
หัวผักกาดน้อยตูตู ไตไตเรียนที่มหาวิทยาลัยดีไหม อี้เหวินกับ
อี้เชาก็ด้วยหากอยากเรียนอาสามจะส่งเรียนเอง”
“ดีที่สุด พ่อดีที่สูดดด ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ตูตูกับไคไคหัวเราะ
คิกคักเมื่อถูกพ่อหันมาจับโยนขึ้นสูงๆ อย่างที่ชอบ โดยที่เชา
เชาเองก็มาต่อแถวรอถูกจับโยนด้วยอีกคน ฉิงเฟิ่งจับเด็กทั้ง
สามคนโยนขึ้นโยนลง ซีอินและอี้เหวินมองดูได้แต่ยิ้มตาม
“ไว้รอให้อี้เหวินจบม.ปลายแล้วก็ลองสอบเข้า
มหาวิทยาลัยดูนะจ๊ะ อาสามของเธอกับอาสะใภ้จะส่งเรียนเอง
อี้เชาเองก็ด้วยเหมือนกัน”
“คุณอาสะใภ้ ฟืดด ขอบคุณนะครับ” เสียงที่เริ่มแตก
หนุ่มแล้วของอี้เหวินเอ่ยขอบคุณพร้อมสูดจมูกพยายามกลั้น
น้ำตาไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ไม่เป็นไรจ้ะแค่ตั้งใจเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ ก็พอแล้ว”
“ผมจะทำให้ดี ไม่ทำให้คุณอาสามกับคุณอาสะใภ้สาม
ผิดหวังแน่นอนครับ” อี้เหวินตอบด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น