Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 8 : ตัดผมแล้วจะได้หล่อ ๆ
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 8 : ตัดผมแล้วจะได้หล่อ ๆ
เช้าวันต่อมาซีอินยังเริ่มต้นวันใหม่ของตัวเองโดยการ
ออกกำลังกายเหมือนเดิม เธอเล่นโยคะและวิ่งไปรอบ ๆ บ้าน
จนเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว รอจนเมื่อเด็ก ๆ ตื่นค่อยทำอาหารเช้า
และอาบน้ำชำระร่างกาย วันนี้เธอจะตัดผมให้ตูตู ไคไค ตามที่
สัญญาไว้ด้วย
“ดีใจมากหรือจ๊ะที่จะได้ตัดผม”
“คับ ต้าเป่าจะได้ไม่มาว่าตูตูกับไคไคว่าสกปรกอีก”
เสียงเจื้อยแจ้วบอกกล่าวเหมือนฟ้องแม่
ต้าเป่าที่เด็ก ๆ พูดถึงคือลูกชายของพี่รองและพี่สะใภ้
รองอายุสี่ขวบเท่ากับลูก ๆ ของเธอ ครอบครัวพี่รองและ
พี่สะใภ้รองยังมีลูกสาวคนโตอายุหกขวบอีกคนคือชิงเหมี่ยว
เป็นเด็กน่าสงสารมากเพราะถึงแม้แม่สามีและพ่อสามีของเธอ
จะรักหลานเท่า ๆ กันและไม่ได้เป็นพวกปิตาธิปไตย แต่ไม่ใช่
กับคนเป็นแม่อย่างพี่สะใภ้รองที่อะไร ๆ ก็จะต้องลูกชายก่อน
เสมอ ชิงเหมี่ยวจึงไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าน้องชายนัก จน
กลายเป็นเด็กขี้อายไม่ค่อยกล้าพูดเวลาเจอคนแปลกหน้าที่ไม่
คุ้นก็จะคอยหลบหน้าหลบตาตลอด
ส่วนครอบครัวพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ยังไม่มีลูก แต่จะ
พูดว่ายังไม่มีก็ไม่ถูกนัก ต้องบอกว่าเคยมีแต่เพราะตอนนั้นเป็น
ยุคอดอยากลำบากมาก พี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่ได้ดูแลตัวเองหรือกิน
อาหารบำรุงดี ๆ วัน ๆ อาหารตกถึงท้องสักมื้อยังยากต้อง
ทำงานหนักในแปลงนาอีก จึงทำให้แท้งลูกในที่สุด
โรงพยาบาลก็อยู่ถึงในเมืองจึงได้แต่รักษาตัวที่อนามัยที่
มีอยู่ในหมู่บ้านเท่านั้น จนกระทั่งผ่านมาหลายปีก็ยังไม่
สามารถท้องได้อีกเลยเพราะร่างกายไม่แข็งแรงนัก จึงทำให้
พี่สะใภ้ใหญ่มักมีแววตาเศร้าสร้อยอยู่เสมอ แต่พี่ใหญ่ก็ไม่คิด
จะหย่าแล้วแต่งงานใหม่เลย ทั้งคู่ก็ยังอยู่ด้วยกันด้วยดีมา
ตลอด
จะว่าไปก็ดีแล้วล่ะที่เธอคนเดิมก่อเรื่องจนได้แยกบ้าน
ออกมาแบบนี้ หากยังอยู่บ้านพ่อแม่สามีเหมือนเดิมเธอคงได้ตี
กันตายกับพี่สะใภ้รองแน่ ๆ เท่าที่จำได้พี่สะใภ้รองคนนี้เป็นคน
ประเภทปากเบาพูดไม่คิดทั้งยังชอบนินทาแสดงความเห็นแก่
ตัวออกมาให้เห็นโต้ง ๆ ไม่ได้ฉลาดล่ำหรือร้ายลึกแต่อย่างใด
คนแบบนี้ไม่ได้น่ากลัวแต่น่ารำคาญซะมากกว่า…ไม่เอาแล้ว ๆ
เลิกคิดเรื่องคนอื่นดีกว่า
“ต่อไปตูตูกับไคไคจะตัวหอมสะอาด ตัดผมแล้วก็จะ
หล่อขึ้นด้วย ทีนี้ก็จะไม่มีใครมาว่าว่าสกปรกได้แล้วน๊าา” ซีอิน
ที่นั่งลงพูดกับลูก ๆ ยกมือลูบพุงของเจ้าหัวผักกาดทั้งสองที่
ป่องออกมาเพราะพึ่งกินข้าวอิ่มอย่างเอ็นดูนัก
“ดีจังเยย ฮิ ฮิ” ตูตูดีใจมากจนพูดไม่ชัดอีกแล้ว
“พูดไม่ซัดอีกแล้ว” และก็เป็นไคไคที่เอ่ยขึ้นทั้งที่ตัวเอง
ก็พูดไม่ชัดนักเหมือนพี่ชาย
“ไคไคก็พูดไม่ซัด” ตูตูเอียงหัวกลม ๆ พร้อมยู่ปากใส่
น้องชาย
“นิดเดียวเอง”
“เอาล่ะจ้ะ ๆ เดี๋ยวพอตูตูกับไคไคโตเป็นหนุ่มแล้วก็จะ
พูดชัดขึ้นเอง แต่เวลาตูตูกับไคไคพูดไม่ชัดแบบนี้ก็น่ารักจะ
ตายนะแม่ว่า”
เมื่อเด็กๆ ได้ยินแม่บอกว่าน่ารักดีก็เลยพากันยิ้มอย่างดี
ใจตามๆ กัน
“เอาละมาตัดผมกันเถอะ ไหนใครอยากจะตัดก่อนจ๊ะ”
เจ้าหัวผักกาดได้ฟังที่แม่ถามแล้วก็หันมามองหน้ากันก่อนจะ
พูดคุยตกลงกันไปมา
“ตูตูให้ไคไคไปตัดก่อนนะ” ตูตูเอ่ยขึ้นยอมให้น้องชาย
ได้ตัดผมก่อน
“ก็ได้ไคไคจะตัดก่อน” ไคไคพยักหน้ายอมรับ เขาอยาก
ตัดผมหล่อ ๆ เหมือนพ่อเร็ว ๆ
เมื่อเด็ก ๆ ตกลงกันได้แล้วซีอินก็ทำทีเดินเข้าไปในบ้าน
ก่อนจะหยิบอุปกรณ์เป็นกรรไกรตัดผม กรรไกรซอยผม ผ้า
คลุมตัวและหวีรองตัดออกมา พร้อมยกเก้าอี้ออกมาวางไว้ใต้
ต้นไม้ข้างบ้านเพื่อให้ลูก ๆ นั่งด้วย
“เอาล่ะพร้อมแล้วมาตัดผมกันเลย ไคไคก่อนใช่ไหมจ๊ะ
ขึ้นเก้าอี้ได้เลยลูก” ซีอินบอกพร้อมสะบัดผ้าคลุมตัวป้องกัน
เศษผมไปด้วย
“คับ” ไคไครับคำอย่างตื่นเต้น ส่วนตูตูก็นั่งพุงย่นอยู่บน
เก้าอี้ด้านข้าง มือก็ถือถ้วยใบเล็ก ๆ ที่มีแอปเปิลหันเป็นชิ้นๆ
อยู่ มือน้อยอีกข้างก็หยิบผลไม้กินไป ปากเล็ก ๆ เคี้ยวตุ้ย ๆ ดู
แม่ตัดผมให้น้องชายไปอย่างเพลิดเพลิน
จากนั้นซีอินก็เริ่มตัดผมเลาะเล็มแต่งทรงผมให้เด็ก ๆ
อย่างช้า ๆ ทีละคน ๆ ใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมงก็ตัดผมให้
เด็กสองคนเสร็จแล้ว
“ตูตูเบาหัวมากเยยคับแม่” มือเล็ก ๆ ยกขึ้นมาจับหัว
ตัวเองไปมา
“ไคไคก็สบายหัวมากเลย” พูดทั้งยังส่ายหัวด๊อกแด๊กไป
มาด้วย
“ดูกระจกไหมจะได้รู้ว่าหล่อรึเปล่า” ซีอินถาม
“ดูคับ/ดูคับ” เด็ก ๆ ตอบพร้อมกัน พวกเขาไม่เคยส่อง
กระจกมาก่อน แต่เคยเห็นในห้องแม่มีกระจกอยู่ด้วยแต่แม่
หวงมาก พวกเขาเลยไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ ๆ
ซีอินเอากระจกบ้านใหญ่ออกมาให้เด็กได้ดูชัด ๆ แต่
ไม่ใช่กระจกที่อยู่ในห้อง เป็นกระจกในมิติซึ่งสะท้อนเงาได้
ชัดเจนไม่หลอกตา
“อู้หูยยย!! ตูตูหล่อมากเยยย” พูดไปตาก็ลุกวาวไป
อย่างชอบใจมาก
“ผมสั้นเหมือนพ่อเลย” ไคไคยื่นหน้ามาในกระจกด้วย
ยิ่งตัดผมเหมือนกันแบบนี้ยิ่งแทบจะแยกฝาแฝดไม่ออก เด็ก ๆ
เหมือนกันทุกอย่างต่างกันตรงที่ไคไคคนน้องมีขี้แมลงวันเล็ก ๆ
ตรงหางคิ้วข้างขวาถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น อีกทั้งบุคลิกเด็กทั้ง
สองต่างกันอยู่มาก ตูตูร่าเริงสดใสดูเป็นเด็กพลังเหลือล้น ส่วน
ไคไคจะนิ่ง ๆ ดูเรียบร้อยกว่าดูเป็นเด็กสุขุมกว่าพี่ชายมาก
“เอาละทีนี้ก็หล่อเหมือนพ่อแล้วนะ”
ตูตูกับไคไคเอาหน้ามาแนบกันแล้วส่องกระจกกันอยู่
อย่างนั้นไม่ยอมห่างเลย
“เอาละจ้ะตอนนี้ผมก็ตัดแล้วเดี๋ยวแม่จะไปที่คอมมูนสัก
หน่อยเพื่อไปลงชื่อขอเอาไก่มาเลี้ยง ตูตูกับไคไคจะไปกับแม่
หรืออยากอยู่บ้านกัน”
“ไปด้วยคับ”
“ไปโด้ยยย”
“ตกลงจ้ะงั้นไปกัน” เมื่อได้รับคำตอบจากลูกแล้วทั้ง
สามคนแม่ลูกก็เก็บของปิดบ้านให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจาก
บ้านไปด้วยกัน
ระหว่างทางเดินไม่ได้พบเจอใครมากนักเพราะเป็นเวลา
ลงงานในแปลงนารวม ส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านจะชอบมองเธอ
ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็น เพราะจะได้เอาเรื่องของเธอไม่
จับกลุ่มนินทากันได้อย่างสนุกปาก
คนเรานี้ก็นะ…รังเกียจเธอแต่อยากรู้เรื่องของเธอเพื่อ
เอาไว้นินทา โดยเฉพาะเรื่องที่ซีอินไม่ได้ทำงานในแปลงนาแลก
แต้ม รอใช้เงินสามีอยู่แต่บ้านอย่างสบาย ๆ เป็นเรื่องที่บรรดา
ผู้หญิงในหมู่บ้านชอบเอาไปพูดกันอย่างสนุกปาก ไม่รู้ว่า
เพราะสงสารสามีเธออย่างที่ชอบอ้างหรือเพราะอิจฉาที่เธอไม่
ต้องทำงานในแปลงนากันแน่
“ดูนั้น ๆ สะใภ้สามบ้านเซียวนี่ ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตา
เสียหลายวันนึกว่าจะนอนอืดอยู่แต่ในบ้านเสียอีกนะ”
“นั่นน่ะสิไม่รู้เวรกรรมอะไรของคนบ้านนั้นที่ได้ตัว
ตะกละกินล้างกินผลาญแบบนั้นแต่งเข้าไป สงสารก็แต่เซียวฉิง
เฟิ่งที่ได้เมียแบบนี้”
เสียงนินทาให้ได้ยินเป็นระยะแต่เธอก็ไม่สนใจเพราะเธอ
คนเดิมก็เป็นแบบที่คนนินทาจริง ๆ แต่เธอคนใหม่รู้ตัวเองดีว่า
ต่อไปเธอจะเป็นแม่และเป็นภรรยาที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ซี
อินก้มหน้ามองดูเด็ก ๆ ทั้งสองที่จับจูงมือเธอคนละข้าง ตูตูกับ
ไคไคเองก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้แม่อย่างร่าเริง เห็นอย่างนั้น
แล้วซีอินก็ยิ้มรับอย่างมีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างดี เดิน
มาได้สิบห้านาทีก็มาถึงคอมมูนส่วนกลาง ก่อนที่ซีอินจะพาลูก
เดินเข้าไปด้านใน
“สวัสดีค่ะเลขาธิการปิง” ปิงฮัวเป็นเลขาธิการประจำ
คอมมูนแห่งนี้ คอยดูแลเรื่องแต้มคะแนนและคำนวณการ
แจกจ่ายผลผลิตให้คนในหมู่บ้าน จากความทรงจำเป็นคนที่ดุ
มากแต่ก็เที่ยงตรงและยุติธรรมดี
“อ้าว สะใภ้สามบ้านเซียวนี่เองมีอะไรล่ะ”
“พอดีฉันอยากจะมาลงชื่อขอเลี้ยงไก่น่ะค่ะ”
“อ้อ ได้สิลงชื่อไว้ก่อนนะอีกสามวันค่อยมารับ ดูจาก
จำนวนคนในบ้านแล้วจะได้ไก่ไปเลี้ยงสองตัวนะ” เลขาธิการปิ
งกล่าวพร้อมส่งหนังสือลงชื่อมาให้ซีอินลงชื่อไว้ก่อน ดีที่เธอคน
เดิมได้เรียนจนจบมัธยมต้นแล้ว จึงสามารถอ่านออกเขียนได้
อย่างดีและตัวเธอที่มาจากอีกโลกก็เรียนจบปริญญาตรีแล้ว จึง
ไม่เป็นปัญหาเรื่องการอ่านเขียนแต่อย่างใด
“ได้ค่ะอีกสามวันฉันจะมารับไก่ไปนะคะ”
เมื่อทำธุระที่คอมมูนเรียบร้อยแล้วคิดว่าจะไปหาฟืนมา
ไว้ที่บ้านเสียหน่อย ความจริงแล้วห้างในมิติเธอมีถ่านด้วยและ
เธอก็ชอบใช้มากกว่าฟืนเพราะควันน้อยกว่า แต่ซีอินคิดว่าจะ
ขึ้นเขาเพื่อหาฟืนเอามาติดบ้านไว้สักหน่อย และจะได้ออก
กำลังกายไปในตัวด้วย เมื่อเช้าเธอเอาที่เครื่องชั่งน้ำหนัก
ออกมาชั่งแล้วตอนนี้เธอหนักหกสิบแปดกิโล แต่เธอสูงแค่หนึ่ง
ร้อยหกสิบเซ็นเอง มันเลยทำให้เธออวบอ้วนไป
เมื่อเดินมาถึงบ้านจึงเอ่ยปากบอกเด็ก ๆ
“ตูตู ไคไค แม่จะไปเก็บฟืนบนเขาก่อนนะพวกลูกอยาก
ไปกับแม่ไหมหรือจะไปเล่นที่บ้านปู่กับย่าดี” ซีอินถามลูก ๆ
เพราะอยากให้พวกเขาได้ตัดสินใจเลือกเอง
“ไปกับแม่คับ”
“ไปช่วยแม่แบกฟืน”
“ตกลงจ้ะงั้นไปกับแม่นะ” เจ้าหัวผักกาดทั้งสองตอบ
อย่างมุ่งมั่น ตัวก็แค่เนี๊ยไม่รู้จะแบกได้กี่อันกัน ซีอินเดินไปเข็น
รถเข็นไม้คันเล็กที่มีอยู่หลังบ้านออกมา เพื่อเอาไปขนฟืนกลับ
บ้านจะได้ไม่ต้องแบกกลับให้เหนื่อย เธอจับลูก ๆ ขึ้นไปนั่งบน
รถเข็นก่อนเธอจะเข็นรถออกไปตามทางเพื่อไปยังตีนเขาท้าย
หมู่บ้าน บนหลังน้อย ๆ ของเด็ก ๆ มีตะกร้าใบเล็กสะพายอยู่
คนละใบด้วย ยิ่งเมื่อได้ตัดผมแล้วทั้งเนื้อตัวสะอาดสะอ้านขาว
ผ่องเพราะได้ผิวพรรณจากคนเป็นแม่อย่างเธอไป แล้วสะพาย
ตะกร้าน้อยบนหลังแบบนี้ยิ่งทำให้ดูน่ารักมาก
เมื่อมาถึงตีนเขาแล้วตูตูกับไคไคก็ลงจากรถเข็นแล้วเริ่ม
ช่วยแม่เก็บฟืนตามตีนเขาไปเรื่อย ๆ
“ตูตู ไคไค” เสียงเรียกชื่อจากด้านหลัง ทำให้เด็ก ๆ หัน
ไปมองตามเสียงเรียก
“ป้าสะใภ้ใหญ่/ป้าสะใภ้ใหญ่”
“มาเก็บฟืนหรอแล้วมายังไงกัน แม่ไปไหน” เอ่ยถาม
หลายชายตัวน้อยอย่างเป็นห่วง ก่อนนี้เธอเห็นแล้วไม่แน่ใจนัก
จึงเดินเข้ามาดูใกล้ๆว่าใช้หลาน ๆ เธอหรือเปล่า เพราะตอนนี้
เด็ก ๆ ตัดผมสั้นทั้งเนื้อตัวยังดูสะอาดสะอ้านน่ารักมากเหมือน
ที่แม่สามีเล่าให้ฟังจริงๆ
“แม่อยู่นู่นคับ” ไคไคชี้ไม้ชี้มือไปทางที่ซีอินกำลังขนฟืน
ใส่รถเข็นอยู่
“ไคไคกับตูตูมาช่วยแม่คับ”
สะใภ้ใหญ่บ้านเซียวหรือซูหงมองเด็ก ๆ ด้วยความเอ็นดู
เพราะไม่มีลูกของตัวเองได้จึงทำได้แค่มองดูหลาน ๆ ไป ยิ่งตูตู
กับไคไคที่เป็นเด็กร่าเริงช่างพูดและฉลาดยิ่งทำให้เธอเอ็นดู
มาก
“พี่สะใภ้ใหญ่” ซีอินเดินเข้ามาหาเมื่อเห็นเจ้าหัวผักกาด
น้อยของเธอกำลังคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่อยู่
“น้องสะใภ้สามมาเก็บฟืนหรอ” เมื่อได้รับการทักทาย
ด้วยน้ำเสียงปกติดีไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ซีอินชอบพูดเสียงห้วน
ๆ ใส่ แม้จะแปลกใจกับท่าทีของอีกฝ่ายแต่ก็ถามกลับไปอย่าง
ชวนคุย
“ใช่ค่ะที่บ้านฟืนเริ่มหมดแล้วเลยคิดว่าจะหาไปเพิ่มไว้ใช้
สักหน่อยเดี๋ยวก็เข้าหน้าหนาวแล้วนี่คะ”
“อืม ที่บ้านใหญ่ฟืนก็เริ่มหมดแล้วเหมือนกัน ปีนี่ท่าจะ
หนาวมากอยู่นะ” วันนี้ทุกคนลงแปลงนากันหมดมีแต่เธอที่
ออกมาเก็บฟืน ส่วนน้องสะใภ้รองก็ดูแลลูกๆ ของตัวเองอยู่ที่
บ้าน
“นั้นสิคะ”
ทั้งสองพูดคุยกันไปมาราบรื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซูหงคุย
ไปก็คิดในใจว่าน้องสะใภ้สามคงคิดได้แล้วและก็ดีใจกับเจ้าแฝด
ที่จะได้รับการดูแลที่ดีจากคนเป็นแม่ของตัวเองเสียที…