ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 378-8 กำรโจมตีเฮือกสุดท้ำย กำรตำยของ เยี่ยอิ๋ง
สวีชิงเฉินยิ้มอย่างจนปัญญา เมื่อเห็นว่าเยี่ยหลีไม่ ปิดบังความกังวลใจ จึงเอ่ยว่า “หลีเอ๋อร์ เรื่องในครั้งนี้ เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุเท่านั้น คิดว่าติ้งอ๋องคงรอเจ้าจน ร้อนใจแล้ว เจ้ารีบกลับไปเสียเถิด มิเช่นนั้นเขาจะต าหนิ ว่าข้าไร้ซึ่งความสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจให้ส าเร็จลุล่วง ถึงได้ท าให้เจ้าต้องเดือดร้อนจนต้องอยู่ที่เจียงหนานนาน ขนาดนี้”
เยี่ยหลีกลับไม่ยินยอมที่จะเข้าใจเหตุผลของสวีชิง เฉิน “ข้าจะอยู่อีกวันหนึ่ง ถึงอย่างไรก็ยังมีเรื่องบางอย่าง ที่ยังจัดการไม่เรียบร้อย จึงไม่รีบร้อนจะไปในวันสอง วันนี้” เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะโน้มน้าวใจเยี่ยหลี สวีชิง เฉินจึงท าได้เพียงแค่วางแผนพาอวิ๋นเกอไปหาใครคนหนึ่ง ตอนพรุ่งนี้เช้า เยี่ยหลีไม่วางใจให้เขาอยู่แคว้นหนานจิง
书呆子
คนเดียว แล้วเขาจะไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของเยี่ย หลีได้เช่นไร ถึงอย่างไร แคว้นหนานจิงก็ไม่ได้อยู่ในอาณา บริเวณควบคุมของพวกเขา
“พระชายา…คุณชายชิงเฉิน แม่นางอวิ๋นเกอ ทะเลาะกับแม่นางอีกคนที่อยู่ในเรือนหลังพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้หนึ่งลอยตัวเข้ามารายงานด้วยสีหน้าล าบากใจ เยี่ยหลีกับสวีชิงเฉินล้วนอึ้งงัน สวีชิงเฉินรีบลุกขึ้นทันที เยี่ยหลีกลับไม่ค่อยเป็นกังวลเท่าใดนัก ไม่ต้องกล่าวเลย ว่าก าลังภายในของตงฟางโยวถูกท าลายไปแล้ว แต่ ถึงแม้ว่าจะยังมีอยู่ ก็ไม่แน่ว่าอวิ๋นเกอจะเป็นฝ่าย เสียเปรียบเช่นกัน
“ตงฟางโยวไม่มีก าลังภายในแล้ว ยังจะก่อความ วุ่นวายได้อีกหรือ” เยี่ยหลีเอ่ยด้วยความรู้สึกแปลกใจ
องครักษ์หน้านิ่วคิ้วขมวดขณะเอ่ยตอบ “เรียนพระ ชายา พวกนางไม่ได้ใช้วรยุทธ์พ่ะย่ะค่ะ”
书呆子
“ไม่ใช้วรยุทธ์แล้วทะเลาะกันอย่างไร”
“พระชายาไปดูก็จะทราบเองพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ ตอบ
การทะเลาะวิวาทไม่ได้มีแค่การใช้วรยุทธ์เพียงวิธี เดียวเท่านั้น เพราะความจริงแล้วบนโลกใบนี้มีผู้คน มากมายที่ไม่เป็นวรยุทธ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขา จะไม่ทะเลาะวิวาทกัน ดังนั้น ในตอนที่เยี่ยหลีและสวีชิง เฉินเห็นคนสองคนตะลุมบอนกันอยู่บนพื้นที่เรือน ด้านหลังก็ให้ตะลึงจนตาค้าง เอ่ยอันใดไม่ออกขึ้นมา ชั่วขณะ สวีชิงเฉินอดมิได้ที่จะตบหน้าผาก เอ่ยเสียงดังว่า “อวิ๋นเกอ”
เมื่อได้ยินเสียงของสวีชิงเฉิน อวิ๋นเกอก็พลันชะงัก ไป ทว่าการหยุดชะงักในครั้งนี้กลับถูกตงฟางโยวข่วนเล็บ มาทางใบหน้างาม ถ้าหากว่าโดนข่วนเข้าไปล่ะก็ แม้ว่าตง ฟางโยวจะไม่มีก าลังภายใน แต่ใบหน้ารูปไข่งดงามขอ
书呆子
งอวิ๋นเกอก็คงถูกท าให้เสียโฉมไปหลายเดือนทีเดียว ใน ยามนี้ตงฟางโยวไม่มีก าลังภายใน แต่ไม่ได้หมายความ ว่าอวิ๋นเกอไม่มีเช่นเดียวกัน ดังนั้นนางจึงเอนศีรษะไป ทางด้านหลัง อีกมือหนึ่งจับกรงเล็บตงฟางโยวเอาไว้แน่น “ไม่ทะเลาะแล้ว ไม่ทะเลาะแล้วดีหรือไม่”
ตงฟางโยวเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าไปตายเสียเถิด”
ดวงหน้าเล็กจิ้มลิ้มของอวิ๋นเกอเป็นทุกข์ ขวางมือที่ สะบัดมาอีกข้างของตงฟางโยว สกัดจุดเลือดลมบน ร่างกายของตงฟางโยวด้วยความรวดเร็วและกระโดด ลอยตัวขึ้นจากพื้น ไปยังตรงหน้าสวีชิงเฉิน “สวีชิงเฉิน พี่ หลี พวกท่านมาได้อย่างไรกัน” เยี่ยหลีมองนาง เลิกคิ้ว งามขึ้น อมยิ้มไม่กล่าวอันใด สวีชิงเฉินมองนาง “ใครให้ เจ้าทะเลาะกับผู้อื่นกัน”
แม้ว่าน้ าเสียงของสวีชิงเฉินจะสุภาพอ่อนโยน เหมือนเช่นเคย แต่อวิ๋นเกอกลับรู้สึกได้ว่านางศีรษะชา
书呆子
วาบ จึงอดไม่ได้ที่จะหดคอและเขยิบเข้าไปใกล้เยี่ยหลีขึ้น อีกนิด รู้สึกเพียงแค่ว่าสวีชิงเฉินที่มองมาทางตนด้วย สายตาเมินเฉยนั้นดุร้ายกว่าท่านพ่อที่สิ้นชีพไปเมื่อสามสี่ ปีก่อนเสียอีก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การที่บรรดาพี่น้อง ตระกูลสวีทุกคนล้วนกลัวคุณชายใหญ่สวีนั้นก็ไม่ได้ไม่มี เหตุผลเสียทีเดียว คุณชายใหญ่สวีมีความน่าเกรงขาม ของผู้เป็นอาจารย์โดยธรรมชาติ
“คือว่า…ข้า…ข้าผิดไปแล้ว” อวิ๋นเกอก้มศีรษะลง ต่ ายอมรับผิดด้วยความหดหู่ใจ
เยี่ยหลีมองทั้งสองคนยิ้มๆ และหันไปมองตงฟาง โยวที่ถูกสกัดจุดอยู่อีกด้านครู่หนึ่ง นางยิ้มบางๆ พลาง เอ่ยว่า “เหตุใดอวิ๋นเกอถึงมาที่นี่ได้เล่า” เรือนแห่งนี้เป็น เรือนที่อยู่ด้านในสุด และห่างไกลที่สุดของบ้านหลังนี้ ตามปกติไม่มีเรื่องใดจะไม่มีทางมาถึงที่นี่ อวิ๋นเกอเอ่ย
书呆子
หน้าเศร้าว่า “ข้าเพียงแค่อยากเด็ดดอกไม้หลายๆ ดอก ไปมอบให้กับเสี่ยวอวิ๋นเท่านั้นเอง”
ที่แท้ เรือนที่ตงฟางโยวพ านักอยู่แห่งนี้มีต้นชิวไห่ ถัง[1] ที่ผลิบานช้าอยู่สองต้น อวิ๋นเกอคิดว่าม่อซู่อวิ๋น ได้รับความตื่นตระหนกจนจิตใจอยู่ในสภาวะมึนงง เล็กน้อย จึงอยากมอบของสนุกให้เขาเล่นสักหน่อยเผื่อ อาการเขาจะดีขึ้นสักนิด ทว่าดรุณีน้อยที่เติบโตอยู่ในหุบ เขาตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่รู้ว่าควรจะมอบสิ่งใดให้เขาดี ตัวเลือกแรกจึงย่อมเป็นดอกไม้ใบหญ้า ดังนั้นนางจึงวิ่ง หาไปทั่วบ้านหลังนี้ ถึงได้หาดอกไห่ถังที่ยังคงผลิบานอยู่ สองต้นจนพบ แต่กลับไปคิดว่าตนจะไปรบกวนตงฟาง โยวที่ถูกกักบริเวณอยู่ภายในเรือนเข้า หน าซ้ าหลายวัน มานี้ตงฟางโยวยังได้ยินคนในบ้านเอ่ยถึงเรื่องที่คุณชายชิง เฉินพาสตรีนางหนึ่งกลับมาด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อได้พบ หน้าจึงทะเลาะวิวาทกันโดยไม่เกรงใจ ถ้าหากไม่ใช่เพราะ
书呆子
ก าลังภายในของตงฟางโยวถูกท าลายทิ้งไปแล้ว ก็ไม่แน่ ว่านางอาจใช้กระบวนท่าปลิดชีพอีกฝ่ายไปแล้ว
สวีชิงเฉินเอ่ย ขณะที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวให้ผืนหนึ่ง “เจ้าเป็นวรยุทธ์มิใช่หรือ จ าเป็นต้องลงไปตบตีกลิ้งไป กลิ้งมาบนพื้นกับผู้อื่นด้วยหรือ”
อวิ๋นเกอก้มศีรษะ ใช้เท้าวาดวงกลมบนพื้น นางคิด ว่าตงฟางโยวไม่เป็นวรยุทธ์ เป็นธรรมดาที่ผู้เรียนวรยุทธ์ ไม่สามารถรังแกคนธรรมดาที่ไม่เป็นวรยุทธ์ได้
หลังจากเห็นสวีชิงเฉิน ตงฟางโยวก็ไม่ได้ใช้นัยน์ตา จ้องอวิ๋นเกอเขม็งอีกแล้ว แต่กลายเป็นมองไปทางสวีชิง เฉินอย่างหลงใหลแทน นับตั้งแต่ที่นางถูกเยี่ยหลีจับตัว กลับมา นางไม่เคยได้พบกับสวีชิงเฉินอีกเลยสักครั้ง แม้ว่าเยี่ยหลีจะไม่ได้ขังนางไว้ในคุกใต้ดิน แต่ขอเพียงแค่ นางคิดจะไปจากเรือนเล็กๆ แห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว ก็จะมี คนเข้ามาขวางเอาไว้ทันที อีกทั้งจะใช้เล่ห์กลอันใดกับคน
书呆子
เหล่านี้ก็ล้วนไม่เป็นผล แม้ว่านางจะร้องโวยวายว่าจะเผา เรือน นัยน์ตาของคนเหล่านั้นก็ไม่กะพริบเลยแม้สักครั้ง ความหมายนั้นชัดเจนมาก หากนางอยากจะเผาตนเองให้ ตาย ก็รีบจุดไฟเสียเถิด แน่นอนว่าตงฟางโยวไม่อยากเผา ตนเองให้ตาย ดังนั้นนางจึงท าได้เพียงแค่อดกลั้นเอาไว้ เงียบๆ แล้วในที่สุดวันนี้นางก็ได้พบกับสวีชิงเฉิน แล้วตง ฟางโยวจะมีอารมณ์ไปถือสาหาความกับอวิ๋นเกออีกหรือ
อวิ๋นเกอมองสวีเชิงเฉินแล้วหันไปมองตงฟางโยว ด้วยความประหลาดใจ นางเขยิบเข้าไปใกล้เยี่ยหลีอย่าง อดมิได้ นางมักรู้สึกว่าสายตาที่สตรีผู้นี้มองสวีชิงเฉินนั้น แปลกๆ มองจนนางยังขนลุกไปทั้งตัว
“คุณชายชิงเฉิง ท่านสบายดีหรือ” ตงฟางโยวถาม ด้วยน้ าเสียงอ่อนโยน โดยไม่ใส่ใจว่านางจะถูกสกัดจุด เลือดลมจนร่างกายแข็งทื่อ วาจาที่นุ่มนวลดั่งสายน้ านั้น ท าให้ผู้คนไม่สามารถปรับตัวได้ทัน สวีชิงเฉินมองตงฟาง
书呆子
โยวครู่หนึ่งอย่างเฉยเมย และเบนสายตากลับมาทางอวิ๋น เกอที่อยู่ข้างกายเยี่ยหลี พลางเอ่ยว่า “ยังไม่กลับไป เปลี่ยนเสื้อผ้าอีก จากนั้นก็คัดบทความที่ข้าสอนเจ้าไป เมื่อวานสิบรอบแล้วน ามาให้ข้าในวันพรุ่งนี้”
“หา” อวิ๋นเกอมีสีหน้าสลดลงในทันที “สวีชิงเฉิน ข้าไม่…”
“สิบห้ารอบ” สวีชิงเฉินเอ่ยเรียบๆ
อวิ๋นเกอมองสวีชิงเฉินนิ่ง ในที่สุดปากเล็กๆ ก็เอ่ย ว่า “ข้าจะไปคัดเดี๋ยวนี้” นางมองสวีชิงเฉินด้วยความ ระมัดระวังครู่หนึ่ง น่าจะรู้สึกได้ว่าสวีชิงเฉินอารมณ์ไม่ ค่อยดี อวิ๋นเกอเลยถามเสียงเบา “ข้าสามารถเด็ดดอกไม้ สักสามสี่ดอกแล้วค่อยไปได้หรือไม่”
สวีชิงเฉินผงกศีรษะ อวิ๋นเกอถึงได้ลอยตัวขึ้นไปบน กิ่งไม้เหนือศีรษะ เด็ดดอกไม้หลายดอก และวิ่งออกไป อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหากอยู่ที่นี่อีกเพียงครู่ สวีชิงเฉิน
书呆子
จะเพิ่มอีกสิบรอบยี่สิบรอบอย่างไรอย่างนั้น เยี่ยหลีมอง เงาร่างที่ไกลออกไปของนางแล้วก็อดยิ้มหวานออกมา มิได้ “พี่ใหญ่ ท่านเข้มงวดกับอวิ๋นเกอมากเกินไปแล้ว ดูสิ ท่านท าให้นางตกใจเสียขนาดนี้ ดีร้ายอย่างไร อวิ๋นเกอก็ เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตท่านเอาไว้นะ”
สวีชิงเฉินเหลือบมองเยี่ยหลีนิ่งๆ เอ่ยว่า “นางไม่ใช่ เด็กแล้ว ก่อนหน้านี้ก็อาศัยอยู่ในหุบเขาคนเดียว ยามที่ บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวมากมายที่ควรจะสั่ง สอนนาง เกรงว่าคงจะไม่ได้สอน”
เยี่ยหลีเข้าใจได้ในทันที จึงพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า “จะว่าไปก็จริงอยู่ อายุสิบห้าก็ไม่เด็กแล้ว ควรจะ แต่งงานได้แล้ว ถ้าหากว่านางกลับไปกับพวกเรา ก็ขอให้ ท่านป้าใหญ่ช่วยสอนนางให้ดีแล้วกัน” สวีชิงเฉินไม่ ปฏิเสธ เอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบว่า “เกรงว่านางคงจะ ไม่ไปกับพวกเรา ถึงตอนนั้น…” ตระกูลชนชั้นสูง อวิ๋
书呆子
นเกอที่มีนิสัยที่เติบโตขึ้นมาจากชนบทจะไม่ถูกคนเคี้ยว จนไม่เหลือเศษซากเลยหรือ เยี่ยหลียิ้มหวาน พลางเอ่ย “พี่ใหญ่ จะต้องมีวิธีที่ท าให้นางกลับไปกับพวกเรา แน่นอน…”
[1] ชิวไห่ถัง หรือที่เรียกกันว่า Hardy Begonia ล าต้นสูงประมาณ 70 เซนติเมตร ใบมีลักษณะกลม ขนาด 20 เซนติเมตร ดอกขนาดเล็กคล้ายถั่ว ซึ่งส่วนใหญ่กลีบดอกไม้มีสีชมพู ปกติจะเริ่มผลิบาน ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นตุลาคม