ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 378-9 กำรโจมตีเฮือกสุดท้ำย กำรตำยของ เยี่ยอิ๋ง
สวีชิงเฉินหมุนกายเดินออกนอกประตูไปราวกับ ไม่ได้ยินค าพูดของนาง
เยี่ยหลีกวาดตามองตงฟางโยวที่นั่งอยู่บนพื้นครู่ หนึ่ง เอ่ยว่า “แม่นางตงฟาง เป็นเชลยแล้วเหตุใดถึงยังไม่ รู้จักประพฤติตนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวอีกเล่า” ในที่สุด ตงฟางโยวก็ถอนสายตาหลงใหลที่มองตามแผ่นหลังสวีชิง เฉินเดินจากไปกลับมา ขึงตามองไปทางเยี่ยหลีด้วย ความแค้น “นังเด็กนั่นเป็นใครกัน”
เยี่ยหลีเลิกคิ้ว เอ่ยยิ้มๆ ว่า “แม่นางตงฟาง ถ้าหาก ไม่ทราบว่าอวิ๋นเกอเป็นใครแล้วเหตุใดจึงได้ตบตีกับนาง ขึ้นมาเล่า”
ตงฟางโยวกรีดร้องเสียงแหลม “เป็นไปไม่ได้ สตรี บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไม่เข้าใจสิ่งใดเลยจะคู่ควรกับคุณชาย
书呆子
ชิงเฉินได้เช่นไรกัน! เจ้าหลอกข้า…เยี่ยหลี ข้าไปล่วงเกิน เจ้าเมื่อใดกัน เจ้าถึงต้องแยกข้าออกจากคุณชายชิงเฉิน ให้จงได้แบบนี้” เยี่ยหลีแหงนศีรษะมองฟ้า กลอกตามอง บน โรคคิดไปเองของตงฟางโยวก าเริบอีกแล้ว “แม่นาง ตงฟาง อันใดที่เรียกว่าข้าแยกท่านกับคุณชายชิงเฉินออก จากกันกันเล่า ท่านดูสิว่าพี่ใหญ่ของข้าเคยมองท่านตรงๆ สักครั้งบ้างไหม” ชั่วขณะหนึ่งที่เยี่ยหลีรู้สึกว่าตนเองถูก ใส่ความ นางเป็นน้องสาวที่เป็นห่วงความสุขชั่วชีวิตของ พี่ใหญ่ เป็นน้องสาวแสนดีที่ไม่เลือกมาก เป็นน้องสามีที่ เข้ากับผู้อื่นได้ง่ายที่สุดในโลก
“เจ้าจะต้องชักใยอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ มิเช่นนั้นไม่ มีทางที่คุณชายชิงเฉินจะไม่ชอบข้า!” ตงฟางโยวเอ่ย อย่างเคียดแค้น
“แม่นางตงฟาง ท่านคิดมากเกินไปแล้ว” เยี่ยหลี เอ่ยด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น “มองพี่ใหญ่ปฏิบัติต่ออวิ๋
书呆子
นเกอแล้วหันมาดูที่พี่ใหญ่ปฏิบัติต่อท่าน พี่ใหญ่ชื่นชอบ สตรีแบบใดยังไม่ชัดเจนอีกหรือ”
ตงฟางโยวขึงตาใส่เยี่ยหลีอย่างดุร้าย เยี่ยหลี กะพริบตา ยิ้มบางๆ ขณะเอ่ยขึ้น “แม่นางตงฟาง ถ้าหาก ว่าข้าเป็นท่าน แทนที่จะมาคิดเรื่องที่ว่ามีหรือไม่มีพวกนี้ ไม่สู้ไปครุ่นคิดให้ดีว่าตนเองจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้ อีกกี่วันจะดีกว่า”
“เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือ” ตงฟางโยวมองนางด้วย สายตาเย็นชาพร้อมเอ่ยอย่างเหยียดหยาม เยี่ยหลีส่าย หน้า พลางเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้วางแผนจะฆ่าท่าน ความจริง แล้วข้าตั้งใจจะปล่อยท่านไป”
“เจ้านึกว่าข้าจะเชื่อหรือ” ตงฟางโยวเย้ยหยัน เยี่ย หลีเอ่ยด้วยความจริงใจว่า “เป็นความจริง ข้าตั้งใจจะ ปล่อยท่านไป อีกทั้ง…ข้าจะส่งมอบท่านให้กับ ผู้ใต้บังคับบัญชาเดิมเหล่านั้นของภูเขาซางหมาง รวมไป
书呆子
ถึงหลักฐานเกี่ยวกับการคิดร้ายต่อตงฟางฮุ่ยด้วย” เมื่อได้ ยินที่เยี่ยหลีเอ่ย ตงฟางโยวก็พลันหน้าเผือดสี คิดร้ายต่อ ฟางฮุ่ยเป็นเรื่องเดียวในชั่วชีวิตนี้ที่นางยากจะหลบหนี จากการประณามไปได้ เช่นเดียวกับที่เป็นเรื่องเดียวที่ หากหลุดออกไปจะต้องถึงขั้นเอาชีวิตของนางอย่าง แน่นอน
แม้ว่าอิทธิพลของภูเขาซางหมางในยามนี้จะรักษา เอาไว้ไม่ได้แล้ว แต่กลับมีผู้คนจ านวนไม่น้อยที่ยังคง จงรักภักดีต่อภูเขาซางหมาง สาเหตุที่ผู้คนเหล่านี้ภักดีต่อ นาง ก็เพียงเพราะว่านางคือทายาทแห่งภูเขาซางหมาง เป็นผู้สืบทอดที่ตงฟางฮุ่ยบ่มเพาะมาเองกับมือ ถ้าหากว่า ให้ผู้ใดรู้ว่านางเป็นผู้ที่ท าให้ตงฟางฮุ่ยถึงแก่ความตาย เกรงว่าคนเหล่านั้นจะช่วยศัตรูก าจัดตนเองทิ้งในทันที เพื่อแก้แค้นให้กับตงฟางฮุ่ย การรู้แจ้งในตนเองนั้นตงฟาง โยวยังมีอยู่บ้าง บารมีของตนเองในระยะเวลาอันสั้นเพียง
书呆子
ไม่กี่เดือนจะเทียบกับบารมีหลายสิบปีของตงฟางฮุ่ยได้ เช่นไร
เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของตงฟางโยวแล้ว เยี่ยหลีก็ ไม่ได้มีความรู้สึกสงสารหรือเห็นอกเห็นใจให้นางแต่อย่าง ใด ส าหรับนางแล้วตงฟางฮุ่ยคือศัตรู แต่ส าหรับตงฟาง โยวแล้ว ตงฟางฮุ่ยกลับเป็นอาจารย์ มารดา และผู้มี พระคุณที่ช่วยชีวิตนางไว้ ถ้าหากไม่ใช่ตงฟางฮุ่ย ตงฟาง โยวคงจะสิ้นชีพไปนานแล้ว และคงจะไม่ช านาญในกู่ฉิน หมากล้อม การเขียนพู่กัน การวาดภาพ วรยุทธ์ และ การแพทย์แต่ละศาสตร์จนสามารถโอ้อวดว่าในใต้หล้ามี นางผู้เดียวที่คู่ควรกับคุณชายชิงเฉินอย่างในยามนี้ แม้ว่า ตงฟางฮุ่ยจะท าผิดต่อคนทั้งใต้หล้า แต่ก็ไม่ได้ผิดต่อตง ฟางโยว แค่เพียงเพราะตงฟางฮุ่ยกีดกันสิ่งที่นางเรียกว่า บุพเพสันนิวาส ตงฟางโยวจึงหักหลังอาจารย์ตนเอง จนถึงขั้นส่งคนไปลอบฆ่า นี่ไม่ต่างอันใดกับสัตว์เดรัจฉาน
书呆子
เลยจริงๆ คนเช่นนี้ไม่ต้องกล่าวเลยว่าสวีชิงเฉินจะ รังเกียจ ต่อให้สวีชิงเฉินชอบนาง ไม่ว่าอย่างไรเยี่ยหลีก็ ต้องจัดการนางให้ตายอยู่ดี แต่แน่นอนว่า สายตาของ คุณชายชิงเฉินนั้นเฉียบคมกว่าเยี่ยหลีมากนัก
เดิมเยี่ยหลียังคิดไม่ตกว่าจะจัดการตงฟางโยวอย่าง ไรดี คนประเภทนี้เก็บเอาไว้ให้ร าคาญหรือฆ่าทิ้งก็ไม่มี ประโยชน์ ประจวบเหมาะกับอิทธิพลอ านาจที่ถูกเก็บ ซ่อนเอาไว้ในที่ลับของภูเขาซางหมางก็ขุดค้นได้ยากยิ่ง แต่เมื่อเยี่ยหลีเปิดเผยความจริงเรื่องที่ตงฟางฮุ่ยถูกท า ร้ายออกไป ผู้คนที่ยังมีความจงรักภักดีต่อตงฟางฮุ่ย มีใจ คิดเป็นอื่นต่อตงฟางโยว และคนที่เก็บซ่อนใจทะยาน อยากจะสร้างขุมอ านาจเป็นของตนเองก็จะพากันมา เยือนทันที
ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เยี่ยหลีจะไม่คัดค้านเรื่อง การน าสิ่งนั้นมาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างกับตง
书呆子
ฟางโยว แน่นอนว่านี่จ าเป็นต้องมั่นใจก่อนว่าตงฟางโย วจะไม่ได้มีชีวิตต่อไป ความยึดติดที่ตงฟางโยวมีต่อสวีชิง เฉินนั้นบิดเบี้ยวไปนานแล้ว หากให้นางหลบหนีไปได้ เยี่ย หลีก็ไม่กล้ารับรองว่านางจะท าเรื่องอันใดขึ้นมาอีก
เพราะวางแผนจะมุ่งหน้าขึ้นเหนือเร็วขึ้น สวีชิงเฉิน จึงไม่รีรออีก เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาพาอวิ๋นเกอไปยังจวนมู่ หยางโหวทันที เมื่อได้ยินข่าวว่าคุณชายชิงเฉินมาเยี่ยมที่ จวน บิดาและบุตรมู่หยางพลันมีสีหน้าย่ าแย่ขึ้นมาทันที หากว่าเป็นเมื่อก่อน คุณชายชิงเฉินมาเยี่ยมพวกเขาถึง จวนด้วยตนเอง พวกเขาจะต้องยินดีต้อนรับอย่างแน่นอน แต่ว่าในยามนี้…หลีอ๋องเพิ่งจะถูกต าหนักติ้งอ๋องวางแผน เล่นงานมาอย่างแสนสาหัส แน่นอนว่าความจริงแล้ว เดิม ก็ไม่ใช่ความผิดของต าหนักติ้งอ๋อง แต่ไม่มีผู้ที่มีต าแหน่ง สูงคนใดไม่ระบายความโกรธแค้นลงที่ผู้อื่น ที่หลีอ๋องยัง ไม่ได้ส่งคนไปท าอันใดพระชายาติ้งอ๋องกับคุณชายชิงเฉิน
书呆子
ในยามนี้ ก็เป็นเพราะว่าหลีอ๋องไม่มีความมั่นใจว่าจะ จัดการพวกเขาให้เรียบจนไม่เหลือซากได้ แต่ไม่ใช่ว่าเขา ไม่อยาก หากตอนนี้พวกเขาไปมาหาสู่กับคุณชายชิงเฉิน อย่างใกล้ชิดมากเกินไป ก็เป็นการรีบร้อนให้ตนเอง กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของหลีอ๋องมิใช่หรือ
แต่ว่าคุณชายชิงเฉินก็ไม่ใช่บุคคลที่พวกเขาอยาก พบก็พบ ไม่อยากพบก็ไม่พบได้ เมื่อเอ่ยถึงชื่อเสียงและ ฐานะของสวีชิงเฉิน ตอนที่อยากจะพบก็ไม่แน่ว่าจะได้พบ แต่เมื่อเขาอยากจะพบ เจ้ากลับมิอาจไม่พบเขาได้
“คุณชายชิงเฉิน คุณชายชิงเฉินเดินทางมาจาก แดนไกล ผู้เฒ่ามิได้ออกมาต้อนรับนั้นเป็นการเสีย มารยาทแล้วจริงๆ” ผู้เฒ่ามู่หยางโหวเดินน ามู่หยางและ ทุกคนในตระกูลมู่หยางออกมาต้อนรับ พร้อมกล่าวกับสวี ชิงเฉินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สวีชิงเฉินยิ้มบางๆ กวาดตา มองกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังมู่หยางโหวครู่หนึ่ง ล้วนกล่าว
书呆子
กันว่ามู่หยางโหวเป็นคนสนิทของม่อจิ่งฉี ยามนี้ม่อจิ่งฉี ถือได้ว่าตัวตายชื่อเสียงหดหาย บ้านแตกสาแหรกขาด ทว่าตระกูลมู่หยางโหวยังคงเจริญรุ่งเรืองและร่ ารวย มหาศาลจนถึงขั้นมีอิทธิพลมากกว่าในปีนั้น เป็นบุคคลที่ เชี่ยวชาญการน าทัพอย่างหาตัวจับได้ยากในหมู่แม่ทัพ จริงๆ
สวีชิงเฉินขมวดคิ้วมองไปทางอวิ๋นเกอครู่หนึ่ง เขา ไม่ค่อยแน่ใจว่าการให้อวิ๋นเกออยู่ในจวนมู่หยางโหวนั้น เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ หรือไม่ แม้ว่าเหยาจีจะอยู่ด้วย แต่ เหยาจีก็มีภารกิจส าคัญติดตัว จะมีเวลามาดูแลเด็กที่ไม่ เข้าใจสิ่งใดเลยคนหนึ่งได้เช่นไร ยิ่งไปกว่านั้น…จวนมู่ หยางโหวจะยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้อีกนานเพียงใด
อวิ๋นเกอที่อยู่ข้างกายสวีชิงเฉิน มองไปทางผู้เฒ่าที่ สนทนาอยู่กับสวีชิงเฉินด้วยความประหลาดใจ ในเมื่อเขา รู้สึกว่าต้องขออภัยที่ไม่ได้มาท าการต้อนรับ แล้วเหตุใดจึง
书呆子
ไม่ออกจากจวนมาต้อนรับเสียเล่า เมื่อพิจารณาถึงอายุ ของเขาที่ค่อนข้างมาก ไม่ต้อนรับก็ไม่เป็นไร อวิ๋นเกอ ขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าท าไมจึงไม่ค่อยชอบผู้เฒ่าที่แสร้งยิ้มให้สวี ชิงเฉินอย่างใจดีผู้นี้นัก
เป็นธรรมดาที่ผู้เฒ่ามู่หยางโหวจะเห็นดรุณีน้อยที่ ยืนอยู่ข้างกายสวีชิงเฉินเช่นกัน จึงรู้สึกประหลาดใจ เพราะสวีชิงเฉินมีชื่อเสียงเรื่องไม่ใกล้ชิดกับสตรีเพศ อายุ เลยสามสิบมานานแล้ว แต่กลับไม่แต่งงานเสียที แล้วเขา จะมาอยู่กับดรุณีน้อยเยาว์วัยที่งดงามผู้หนึ่งได้เช่นไรกัน
มู่หยางกับเหยาจีล้วนเคยพบอวิ๋นเกอมาแล้ว เหยา จีมีความรู้สึกที่ดีต่อดรุณีน้อยที่วรยุทธ์สูงส่ง จิตใจใสซื่อ บริสุทธิ์ผู้นี้อยู่มาก จึงผงกศีรษะให้นางยิ้มๆ อวิ๋นเกอ กะพริบตาปริบๆ ส่งยิ้มหวานให้กับเหยาจี แม้ว่าอวิ๋นเกอ จะรู้สึกรังเกียจคนที่อยู่ในงานเลี้ยงเมื่อคืนวานเหล่านั้นอยู่ มาก แต่กลับไม่ได้โกรธแค้นมากมายนัก อีกทั้งเรื่องเมื่อ
书呆子
คืนวาน ความจริงแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขา ล้วนเป็นความผิดของหลีอ๋องผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมผู้นั้น ต่างหาก!
“เหยาจีรู้จักแม่นางน้อยผู้นี้หรือ” ทันใดนั้นมู่หยาง โหวฮูหยินที่ยืนเคียงไหล่กับเหยาจีอยู่ด้านหลังมู่หยาง ที่ เห็นทั้งสองคนส่งสายตาให้กันไปมา จึงเอ่ยเสียงแหลมสูง ขึ้นมา ผู้เฒ่ามู่หยางขมวดคิ้ว ไม่พอใจที่ลูกสะใภ้มี พฤติกรรมไร้มารยาทเช่นนี้ แต่สายตากลับกวาดมองไป ทางเหยาจีครู่หนึ่ง
มู่หยางขึงตาใส่ฮูหยินของตนเอง พลางเอ่ยว่า “ท่านพ่อ เมื่อคืนวานข้าได้พบแม่นางผู้นี้ที่ต าหนักหลีอ๋อง ขอรับ”
“ต าหนักหลีอ๋อง?” ผู้เฒ่ามู่หยางขมวดคิ้ว เมื่อวาน เกิดเรื่องใดในต าหนักหลีอ๋องกันแน่นั้น มู่หยางเอ่ยอย่าง คลุมเครือเพียงแค่สองประโยค ในฐานะขุนนางจึงเป็น
书呆子
ธรรมดาที่จะเข้าใจว่ามีบางเรื่องที่สามารถกล่าวได้ มีบาง เรื่อง แม้ว่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดตนเองที่สุดก็ไม่สามารถ กล่าวด้วยได้ แม้ว่าผู้เฒ่ามู่หยางโหวจะไม่ทราบว่าเมื่อคืน วานเกิดเรื่องใดในต าหนักหลีอ๋อง แต่เช้าตรู่วันนี้ก็มีข่าว เรื่องฮ่องเต้ประชวรหนัก ชายาเอกหลีอ๋องสิ้นชีพลือ ออกมา เกรงว่าคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว
ผู้เฒ่ามู่หยางโหวกวาดตามองสวีชิงเฉินด้วยความ ระแวดระวัง เอ่ยเสียงขรึมว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายชิงเฉิน มาเยือนด้วยเรื่องอันใดหรือ”
สวีชิงเฉินเอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบว่า “มู่หยางโหว ตั้งใจจะสนทนากับข้าน้อยที่นี่หรือ”
ถ้าหากว่าเป็นไปได้ ผู้เฒ่ามู่หยางโหวก็หวังว่าจะ สนทนากับเขาตรงนี้จริงๆ แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่า ที่นี่ไม่ใช่ สถานที่ที่จะสนทนากันได้ จึงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ค้อมกายแล้วเอ่ยว่า “คุณชาย เชิญด้านใน”
书呆子
เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโถงใหญ่เรียบร้อยแล้ว อวิ๋ นเกอก็นั่งถัดจากสวีชิงเฉินด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย นิ่ง เงียบน่าเอ็นดูเสียจนไม่เห็นเค้าความเป็นผู้ที่ไร้เดียงสา มี ชีวิตชีวา และแค้นเคืองในความไม่เป็นธรรมเพื่อผู้อื่นเมื่อ คืนวานผู้นั้น
หลังจากน้ าชาถูกยกเข้ามาแล้ว มู่หยางถึงได้เอ่ย ถามว่า “คุณชายชิงเฉิน ไม่ทราบว่าแม่นางผู้นี้คือ…”
สวีชิงเฉินวางถ้วยชาลง มองไปที่อวิ๋นเกอครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่ทราบว่ามู่หยางโหวจ าท่าน หมอที่มีนามว่าเฉินเฟิ่งหรูได้หรือไม่”
“เฉินเฟิ่งหรู?” มู่หยางขมวดคิ้วอย่างสงสัย มองไป ทางบิดามารดาที่นั่งอยู่ต าแหน่งหลัก ผู้เฒ่ามู่หยางโหว หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เหลือบมองไปทางอวิ๋นเกอที่นั่งอยู่ ข้างกายสวีชิงเฉินอย่างรวดเร็วครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงขรึม
书呆子
ว่า “ผู้เฒ่าเช่นข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ทราบว่าคุณชาย ชิงเฉินถามเรื่องนี้ท าไมหรือ”
สวีชิงเฉินเอ่ย “เช่นนั้น ประมาณสามสี่ปีก่อนหน้า นี้ มู่หยางโหวน่าจะไม่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านหมอ เฉินเขียนสินะ” ผู้เฒ่ามู่หยางโหวที่สีหน้ากลับสู่ปกติแล้ว พยักหน้า พลางเอ่ยว่า “ข้าไม่เคยได้รับจริงๆ”
“เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าน้อยก็ขอตัว” สวีชิงเฉินสีหน้า เคร่งขรึมเล็กน้อย ไม่เอ่ยวาจาอันใดให้มากความอีก ลุก ขึ้นแล้วหันมาเอ่ยกับอวิ๋นเกอว่า “อวิ๋นเกอ พวกเราไปกัน เถิด”
“หือ” อวิ๋นเกอมองสวีชิงเฉินด้วยความสงสัย เล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา กะทันหัน แต่ว่าปกติแล้ว ยามที่สวีชิงเฉินอารมณ์ไม่ดี คน ที่โชคร้ายก็คือนาง ดังนั้นนางจึงรีบลุกขึ้นเดินไปข้าง กายสวีชิงเฉิน ลังเลอยู่ชั่วครู่ถึงได้เอ่ยถามว่า “แต่ว่า
书呆子
ท่านไม่ได้บอกว่าจะช่วยข้าตามหาคนหรอกหรือ หา…หา ไม่เจอหรือ ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบร้อน…”
สวีชิงเฉินยิ้มน้อยๆ มองไปที่อวิ๋นเกอแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องหาแล้ว คนที่บิดาของเจ้าจัดเตรียมไว้ให้นั้นไม่ สามารถมารับเจ้าได้แล้ว”
“ท า…ท าไมเล่า” อวิ๋นเกอไม่เข้าใจ
“พวกเขาทั้งครอบครัวล้วนสิ้นชีพแล้ว” สวีชิงเฉิน เดินออกไปข้างนอกโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา จึง ไม่ได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปจนไม่น่ามองราวกับกิน แมลงวันเข้าไปของผู้เฒ่ามู่หยางโหว
มู่หยางไม่เคยพบเห็นสวีชิงเฉินมีท่าทีไร้มารยาท เช่นนี้มาก่อน อวิ๋นเกอหันไปพยักหน้าให้มู่หยางโหวที่ถูก ท าให้มีโทสะจนสีหน้าทะมึนด้วยความละอายใจอยู่บ้าง และรีบตามออกไป “สวีชิงเฉิน ท่านอย่าโมโหไปเลย
书呆子
พวกเขาตายไวก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ข้าตัวคนเดียว ก็สามารถอยู่ได้…”
“ไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากนี้เจ้ากลับไปเมืองหลีกับ ข้า ยังจะกลัวว่าต าหนักติ้งอ๋องเลี้ยงเด็กน้อยคนหนึ่งเช่น เจ้าไม่ไหวอย่างนั้นหรือ” เสียงเรียบเฉยของสวีชิงเฉิน ลอยมา แต่กระนั้นน้ าเสียงก็เจือไปด้วยความยินดี เล็กน้อย
“ข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย อย่างนั้นข้า..ต้องไปท า ความสะอาดและเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือไม่ คือว่า …ท่านพ่อข้าบอกว่าข้าต้องไปท าความสะอาดและเซ่น ไหว้บรรพบุรุษที่สุสานอะไรพวกนี้ในสามปีแรก มิเช่นนั้น เขาจะโกรธ”
“ไม่ต้องหรอก รอตายหมดแล้วค่อยตายอีกรอบ แล้วกัน” สวีชิงเฉินเอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบ
书呆子
“แต่ว่า ท่านบอกว่าพวกเขาล้วนตายกันหมดแล้ว ไม่ใช่หรือ” อวิ๋นเกอขึงตาใส่เขาด้วยความโมโห
“ข้าบอกว่าไม่ต้อง เข้าใจหรือไม่” สวีชิงเฉินหยุด เดิน มองอวิ๋นเกอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน อวิ๋นเกอพลันหด ศีรษะเล็กๆ ทันที ก้มศีรษะลงต่ า พลางเอ่ยว่า “เข้าใจ แล้ว…” สวีชิงเฉินดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ฮือๆ