ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 379-1 มุ่งหน้ำขึ้นเหนือ เดินทำงกลับ
เมื่อออกจากจวนมู่หยางโหว ระหว่างเดินทางกลับ อวิ๋นเกอก็ลอบพิจารณาสวีชิงเฉินด้วยความระมัดระวัง เพียงแต่ไม่รู้ว่าท าไมทุกครั้งที่นางเห็นสวีชิงเฉินไร้รอยยิ้ม นางมักจะรู้สึกกลัว เมื่อสวีชิงเฉินยิ้ม นางก็จะรู้สึกกลัว มากกว่าเดิม จึงก้มศีรษะเหลือบมองมือเล็กๆ ที่ไม่ได้อ่อน นุ่มเป็นพิเศษแต่กลับเรียวบางของตนเองครู่หนึ่ง อวิ๋นเกอ ถอนหายใจด้วยสีหน้าเศร้าหมองอย่างอดมิได้ เห็นได้ชัด ว่าครานี้มิใช่ความผิดของนาง แล้วเหตุใดสวีชิงเฉินถึงต้อง มีโทสะ…มือของนางจะต้องคัดอักษรจนหักอย่างแน่นอน … ก่อนหน้านี้เหตุใดนางจึงไม่รู้สึกว่าสวีชิงเฉินขี้โมโหกัน นะ
แน่นอนว่าค าพูดเหล่านี้ แม่นางน้อยอวิ๋นเกอท าได้ เพียงแค่ครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ หรือแม้จะกล่าวออกมาก็ เกรงว่าคงจะไม่มีใครเชื่อว่าคุณชายชิงเฉินชอบบันดาล
书呆子
โทสะ บนโลกใบนี้คนที่เคยเห็นคุณชายชิงเฉินมีโทสะนั้น ใช้มือเดียวนับก็ยังได้เลยเข้าใจไหม แต่ไหนแต่ไรมาบุคลิก และการปฏิบัติตัวของคุณชายดุจเทพเซียนผู้นี้ก็ได้รับการ ยกย่องมาเสมอ ปีศาจตนใดที่กล้าใส่ร้ายป้ายสีคุณชายชิง เฉิน จะไม่โดนจัดการไล่ออกไปได้อย่างไร!
แน่นอนว่าสวีชิงเฉินเห็นความเคลื่อนไหวของอวิ๋ นเกอ เขายิ้มบางๆ โดยไม่อธิบายอันใด เพียงแค่ถามว่า “ตอนนี้หาคนที่เจ้าต้องการไม่พบ อวิ๋นเกอวางแผนจะท า เช่นไรต่อไป” อวิ๋นเกอกะพริบตาปริบๆ เอ่ยด้วยท่าทาง กลัดกลุ้มอยู่บ้างว่า “เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก พวกเขา ล้วนตายหมดแล้ว มิน่าพวกเขาถึงไม่ได้ไปรับข้า ข้าก็โต แล้ว ตัวคนเดียวก็สามารถอยู่ได้”
สวีชิงเฉินส่ายหน้า เอ่ยว่า “เจ้าตัวคนเดียวไม่ ปลอดภัย ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกกับเจ้าแล้วว่าให้กลับไป เมืองหลีกับข้า”
书呆子
อวิ๋นเกอรีบส่ายศีรษะ แม้ว่านางจะเติบโตในชนบท แต่หลายวันมานี้นางก็พอจะเข้าใจฐานะและสถานการณ์ ของตระกูลสวีอยู่บ้าง สิ่งส าคัญที่สุดคือ กระทั่งจวนมู่ หยางโหวอะไรนั่น เมื่อคนเข้าไปแล้วก็ท าให้รู้สึกว่าถูก จ ากัดอิสระเป็นอย่างมาก ตระกูลสวียิ่งใหญ่กว่าจวนมู่ หยางโหว อีกทั้งยังเป็นเหล่าบัณฑิตผู้มีวิชาความรู้ จะต้องมีกฎระเบียบมากยิ่งกว่าแน่นอน
สวีชิงเฉินเอ่ยยิ้มๆ อย่างเข้าใจ “ตระกูลสวีมีคนไม่ มาก และไม่มีกฎระเบียบอันใด ทุกคนล้วนใช้ชีวิตตามที่ ตนเองชื่นชอบ สาเหตุที่บิดาเจ้าทิ้งจดหมายให้คนมารับ เจ้ากลับไป ก็เพราะเป็นห่วงว่าในอนาคตเจ้าจะอยู่ในหุบ เขาตัวคนเดียว ยามนี้เมื่อหาคนผู้นั้นไม่พบ เจ้าก็จะ กลับไปอยู่ในหุบเขาอีก นั่นไม่เท่ากับท าให้ความกังวล ของบิดาเจ้ากลายเป็นจริงหรอกหรือ กลับไปเมืองหลีกับ ข้า คนที่นั่นล้วนดีมาก เด็กๆ ก็น่ารักและเชื่อฟัง”
书呆子
“อึก…” อวิ๋นเกอกลอกนัยน์ตาอย่างมึนงง นัยน์ตา ที่ฉายแววฉลาดเฉลียวนั้นเต็มไปด้วยความกังวล
สวีชิงเฉินถอนหายใจเบาๆ ยกมือปัดปอยผมที่ระ อยู่ข้างแก้มนางไปทัดไว้ที่หลังใบหู เอ่ยด้วยน้ าเสียง นุ่มนวลว่า “ถ้าหากว่าเจ้าไม่ชอบจริงๆ ข้าก็สามารถช่วย หาสถานที่แห่งอื่นให้เจ้าอาศัยอยู่ได้ แต่อย่างน้อยอยู่ใน เมืองหลีก็สะดวกต่อการดูแล เจ้าเป็นผู้มีพระคุณที่ ช่วยชีวิตข้า เจ้าหวังให้ผู้อื่นกล่าวว่าข้าเป็นคนเนรคุณ หรือ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าก็บอกเองว่าข้ายังต้องดื่มยาอีก สามเดือนไม่ใช่หรือ รักษาผู้ป่วยได้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็ โยนทิ้ง นั่นไม่ใช่วิถีทางของหมอ ท่านปู่ข้าพ านักอยู่ที่ ส านักหลีซานนอกเมืองหลี ที่นั่นก็มีคนของต าหนักติ้ง อ๋องคอยปกป้องอยู่ ถึงตอนนั้นเจ้าจะย้ายไปอยู่ที่นั่นก็ได้ ก็เหมือนกับอยู่ในหุบเขาไม่ใช่หรือ”
书呆子
“สวีชิงเฉิน…” อวิ๋นเกอขบริมฝีปากสีแดงสด มองส วีชิงเฉิน พลางเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงว่าข้าอยู่ในหุบ เขาตัวคนเดียวแล้วจะไม่มีผู้ใดดูแล ถึงได้ต้องการให้ข้าไป เมืองหลีเฉิง ขอบคุณท่าน…ท่านเป็นคนดีมากจริงๆ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟัง รู้ไหม” สวีชิง เฉินยิ้มบางๆ
“อืม เช่นนั้น…หลังจากนี้ก็ต้องรบกวนท่านแล้ว ข้า คิดว่าจะมอบสิ่งที่ท่านพ่อทิ้งเอาไว้ให้ข้าให้แก่ท่านดี หรือไม่” อวิ๋นเกอนัยน์ตาเป็นประกาย เอ่ยอย่างมี ความสุข นางไม่มีสิ่งใดติดตัวเลย การกินของสวีชิงเฉิน พักในที่ของสวีชิงเฉินตลอดนั้นน่าอายเป็นอย่างมาก ไม่สู้ น าสิ่งที่ท่านพ่อทิ้งไว้ มอบให้แก่สวีชิงเฉินเสียยังดีกว่า แบบนี้ทุกคนล้วนไม่เสียเปรียบ ท่านพ่อบอกว่าสิ่ง เหล่านั้นล้วนดีมาก และส าคัญมาก
书呆子
สวีชิงเฉินมุมปากกระตุกเล็กน้อยอย่างมิอาจ มองเห็นได้ เขาเคยเห็นสิ่งที่บิดาเฉินทิ้งเอาไว้ให้อวิ๋นเกอ มาก่อน เงินทองของมีค่านั้นไม่มี แต่โฉนดที่ดินในฉู่จิงที่ ยัดอยู่ใต้ไม้จันทน์แกะสลัก ไข่มุกราตรีที่ว่ากันว่าใครบาง คนเคยใช้ดีดเล่นแทนลูกแก้วยามเยาว์วัยบรรจุอยู่ในถุงที่ ไม่สะดุดตา ผลงานการเขียนอักษรด้วยพู่กันและภาพวาด ของแท้ที่เหล่าปัญญาชนในใต้หล้าพากันแห่แหนแย่งชิง หีบหนึ่งซึ่งถูกสั่งเอาไว้ว่าห้ามโยนทิ้งและเคลื่อนย้ายสุ่มสี่ สุ่มห้าโดยเด็ดขาด ยังมีหนังสือทางการแพทย์ที่มีอยู่เพียง เล่มเดียวและสมุนไพรล้ าค่าอีกจ านวนไม่น้อย เห็นได้ชัด ว่า นี่คือสิ่งที่บิดาเฉินจัดเตรียมเอาไว้ให้เป็นของติดตัว เจ้าสาวในยามที่บุตรีของตนออกเรือน
ผู้ที่นึกว่าตนเองยากจนมาก แต่ความจริงแล้วกลับ ร่ ารวยมหาศาลเช่นแม่นางอวิ๋นเกอ รู้สึกละอายแก่ใจจน ตั้งใจจะใช้สิ่งเหล่านี้แทนค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายในการ
书呆子
ด ารงชีวิต สวีชิงเฉินกระแอมไอเสียงเบา พลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอก ของเหล่านั้นล้วนเป็นของที่ระลึกที่บิดา เจ้าทิ้งเอาไว้ให้ หลังจากนี้ถ้าหากว่าข้าได้รับบาดเจ็บอีก เจ้าก็จ าเอาไว้ว่าต้องช่วยชีวิตข้าโดยไม่เก็บเงินก็พอแล้ว”
“สวีชิงเฉิน ท่านเป็นคนดีจริงๆ” อวิ๋นเกอน้ าตาเอ่อ คลอ มองไปที่สวีชิงเฉิน นางชั่วร้ายมากจริงๆ นางคิดว่าส วีชิงเฉินโหดร้ายได้อย่างไรกัน แม่นางอวิ๋นเกอเดินตามสวี ชิงเฉินกลับไปคัดลอกหนังสืออย่างมีความสุข ลืมเรื่องที่ เกิดขึ้นในจวนมู่หยางโหวเมื่อครู่นี้ไปจนหมดสิ้น และลืม ว่าชั่วชีวิตนี้สวีชิงเฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงแค่ครั้ง เดียวเช่นกัน ค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายในการด ารงชีวิต ของนางก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะได้ใช้คืน
จวนมู่หยางโหว
มู่หยางมองบิดาที่มีสีหน้าเคร่งขรึมด้วยความ ประหลาดใจ แค่เห็นสีหน้าของบิดาก็รู้แล้วว่าบิดาจะต้อง
书呆子
รู้จักคนที่ชื่อเฉินเฟิ่งหรูอะไรนั่นแน่นอน เหตุใดบิดาจึงไม่ ยอมรับกัน และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ คุณชายชิงเฉิน ไม่ได้ซักถามต่อ ราวกับมองไม่ออกว่าบิดาก าลังโกหก หรือไม่ก็เหมือนกับว่ามาสอบถามเรื่องราวตามหน้าที่ ประโยคหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าบิดาจะตอบเช่นไร เขาก็จะไป อีกทั้งประโยคสุดท้ายที่คุณชายชิงเฉินเอ่ยก็ยิ่งประหลาด …ตายหมดแล้ว มองอย่างไรก็เหมือนว่าก าลังเอ่ยถึงจวนมู่ หยางโหวอยู่ เพียงแต่คุณชายชิงเฉินจะสาปแช่งผู้อื่นโดย ไม่ปิดบังเช่นนี้กับเขาด้วยหรือ
“ท่านพ่อ สรุปว่านี่มันเรื่องอันใดกันแน่ขอรับ คุณชายชิงเฉินกับแม่นางอวิ๋นเกอผู้นั้น…”
ผู้เฒ่ามู่ขมวดคิ้ว “แม่นางผู้นั้นชื่ออวิ๋นเกอหรือ”
มู่หยางผงกศีรษะ ผู้เฒ่ามู่ถอนหายใจ แต่กลับไม่ กล่าวอันใดอีก เหยาจีเอ่ยเรียบๆ ว่า “ดูเหมือนว่า
书呆子
คุณชายชิงเฉินจะให้ความส าคัญกับแม่นางผู้นั้นมากนะ เจ้าคะ วันนี้นายท่านผู้เฒ่าโหวกระท าเช่นนี้…”
“เจ้าฉลาดมาก” เป็นเพราะยามนี้เหยาจีให้ก าเนิด บุตรเพียงคนเดียวของตระกูลมู่ อีกทั้งหลายปีมานี้ก็ ประพฤติตัวเหมาะสมในทุกด้าน บางครั้งยังช่วยมู่หยาง จัดการเรื่องราวในจวนได้รอบคอบกว่าลูกสะใภ้ที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อเหยาจีบุ่มบ่ามเอ่ยขึ้นมา ผู้เฒ่ามู่หยางโหวจึง ไม่ได้โมโห เพียงแค่เอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบ เห็นได้ชัด ว่าเหยาจีเดาสาเหตุที่สวีชิงเฉินพาอวิ๋นเกอมายังจวนมู่ หยางโหวได้แล้ว
มู่หยางโหวถอนหายใจ เอ่ยว่า “มิผิด ข้ารู้จักเฉิน เฟิ่งหรูผู้นั้นจริงๆ แม่นางที่มีนามว่าอวิ๋นเกอผู้นั้นก็คือ ญาติผู้น้องของเจ้า”
“ญาติผู้น้องหรือ” มู่หยางตกตะลึง เขาไม่เคยได้ ยินมาก่อนว่าตนเองมีญาติผู้น้องกับเขาด้วยคนหนึ่ง จะว่า
书呆子
ไปแล้ว ยามที่แม่นางที่มีนามว่าอวิ๋นเกอผู้นั้นถือก าเนิด เขาก็น่าจะใกล้อายุยี่สิบแล้ว ถ้าหากว่ามีญาติผู้น้องคน หนึ่งจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจ าไม่ได้
ฮูหยินผู้เฒ่ามู่พยักหน้า เอ่ยว่า “มารดาของแม่นาง ผู้นั้นคือน้องสาวแท้ๆ ของแม่ ท่านน้าแท้ๆ ของเจ้า”
มู่หยางเข้าใจขึ้นมาทันที เขายังจ าได้ว่าตนเองมี ท่านน้าร่วมสายเลือดเดียวกันอยู่คนหนึ่งจริงๆ เพียงแต่ อายุของท่านน้าผู้นี้มากกว่าตนเองสามสี่ปี อีกทั้งตั้งแต่วัย เยาว์ สุขภาพก็ไม่แข็งแรง ดูเหมือนว่าอายุสิบหกในปีนั้น จะป่วยหนัก เขาได้พบกับท่านน้าผู้นี้ทั้งหมดไม่กี่ครั้ง ดังนั้นจึงมีความทรงจ าเกี่ยวกับนางที่ไม่ลึกซึ้งเท่าใดนัก ถ้าหากท่านแม่ไม่เอ่ยขึ้นมา ก็เกรงว่าเขาจะลืมไปนาน แล้ว
มู่หยางจึงดูจะเข้าใจว่าเหตุใดบิดาจึงไม่ยอมรับแล้ว จากความสัมพันธ์ระหว่างต้าฉู่กับต าหนักติ้งอ๋องในยามนี้
书呆子
บิดาจะกล้ายอมรับผู้ที่คุณชายชิงเฉินมาส่งถึงจวนด้วย ตนเองได้เช่นไร นั่นไม่ใช่ว่าท าให้หลีอ๋องสงสัยว่าจวนมู่ หยางโหวสมคบคิดกับต าหนักติ้งอ๋องหรอกหรือ แต่หาก สามารถมีสายสัมพันธ์กับต าหนักติ้งอ๋องได้จริงๆ ก็ไม่เลว เช่นกัน ทว่าปัญหาก็คือในปีนั้นที่ต าหนักติ้งอ๋องตกต่ าลง ถือว่าจวนมู่หยางโหวเป็นหนึ่งในผู้ที่เร่งให้ตกต่ าเร็วขึ้น แล้วติ้งอ๋องจะไม่จดจ าความแค้นนี้เอาไว้ได้เช่นไร หลาย ปีมานี้ ติ้งอ๋องไม่ได้ลงมือกับจวนมู่หยางโหวก็ท าให้มู่ หยางโหวไม่สบายใจมากแล้ว ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝันว่า สามารถพึ่งพาต าหนักติ้งอ๋องได้อีก จวนมู่หยางโหวและ ต าหนักติ้งอ๋องถูกก าหนดให้เป็นศัตรูกันเอาไว้แล้ว