ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 379-2 มุ่งหน้ำขึ้นเหนือ เดินทำงกลับ
มู่หยางเพียงแต่คาดไม่ถึงว่า ดรุณีน้อยที่มีความ กล้าไม่น้อย และวรยุทธ์ค่อนข้างสูงจะเป็นถึงญาติผู้น้อง ของตนเอง มู่หยางที่ตั้งแต่เด็กไม่มีพี่สาวน้องสาว พี่ชาย น้องชายจึงรู้สึกเสียใจอยู่บ้างอย่างอดมิได้ ทว่าในเมื่อแม่ นางผู้นั้นมีต าหนักติ้งอ๋องคอยดูแลแล้ว ก็ไม่ต้องให้พวก เขาเป็นกังวลใจอีก ไม่ได้พบก็ช่างเถิด
สวีชิงเฉินพาอวิ๋นเกอกลับไปยังเรือนเล็ก สิ่งที่ ต้อนรับพวกเขาอยู่คือเยี่ยหลีที่ยิ้มตาหยีต้อนรับโดยไม่ รู้สึกประหลาดใจแม้แต่น้อย เยี่ยหลีไม่ถามอันใดให้มาก ความ แต่จูงอวิ๋นเกอกลับไปเก็บข้าวของที่เรือนเพื่อ เตรียมตัวไปจากเจียงหนานทันที
คืนวันนั้น คนทั้งขบวนก็เดินทางออกจากหนานจิง และยังคงเดินทางทางน้ าโดยการขึ้นเรือมุ่งหน้าขึ้นเหนือ คนทั้งหนานจิงก าลังจิตใจระส่ าระสายเพราะฮ่องเต้น้อยมี
书呆子
อาการประชวรหนัก คนส่วนใหญ่ไม่ทราบแม้กระทั่งว่า พระชายาติ้งอ๋องและคุณชายชิงเฉินมาแล้วและจากไป แล้ว ทั้งยังน าตัวฮ่องเต้น้อยของพวกเขาไปด้วย
เรือล าใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ าอย่างมั่นคง บน ดาดฟ้าเรือ สวีชิงเฉินกับเยี่ยหลีนั่งหันหน้าเข้าหากัน ชื่น ชมคลื่นบนผิวน้ าที่เทียบไม่ได้กับในอดีต ภายในห้อง โดยสาร อวิ๋นเกอก าลังดูแลม่อซู่อวิ๋นที่ขึ้นเรือมาแล้วก็ สลบไสลไม่ได้สติไปอย่างตั้งใจ
สวีชิงเฉินจิบชาอย่างใจเย็น มองเยี่ยหลีที่อยู่ตรง ข้าม พลางเอ่ยว่า “มอบเรื่องของตงฟางโยวให้ฉินเฟิง จัดการจะไม่มีปัญหาหรือ” เยี่ยหลีสัพยอกสวีชิงเฉิน “ดู ท่าพี่ใหญ่จะถูกตงฟางโยวท าให้ตกใจแล้วกระมัง ไม่ต้อง เป็นห่วง ฉินเฟิงจัดการเรื่องราวได้เรียบร้อย ท่านวางใจ ได้ ไม่มีปัญหาหรอก” ส่วนที่ว่าฉินเฟิงจะจัดการกับตง
书呆子
ฟางโยวเช่นไรนั้น ไม่มีใครสนใจ ขอเพียงแค่ให้มั่นใจว่า ตงฟางโยวจะสิ้นชีพอย่างแน่นอนก็พอ
“ครั้งนี้ที่หลีเอ๋อร์มาเจียงหนาน ก็จัดการเรื่องราว ไปไม่น้อย” สวีชิงเฉินยิ้มบางๆ แม้จะกล่าวว่ามาช่วยสวี ชิงเฉิน แต่สิ่งที่เก็บเกี่ยวเพิ่มเติมมาได้นั้นก็มีมากเช่นกัน การโจมตีเฮือกสุดท้ายของเยี่ยอิ๋งก็มากพอที่จะท าให้ม่อ จิ่งหลีไม่สามารถไปจากหนานจิงได้ภายในเดือนหรือสอง เดือน ทั้งยังต้องจัดการกับปัญหาเรื่องที่ม่อซู่อวิ๋นจากไป ไหนจะต้องวางแผนว่าจะขึ้นครองราชย์อย่างไรอีก ภายในระยะเวลาอันสั้น หากต้าฉู่คิดจะเคลื่อนทัพก็เกรง ว่าคงจะยากสักหน่อย แม้ว่าม่อจิ่งหลีจะรับปากเป็น พันธมิตรกับแคว้นซีหลิงและแคว้นเป่ยหรง แต่รอจนถึง ยามที่เขาสามารถไปเยือนทางเหนือได้ด้วยตนเองจริงๆ ก็ เกรงว่าจะต้องรอจนถึงปีหน้าแล้ว
书呆子
เยี่ยหลียิ้มบางๆ ขณะเอ่ยว่า “ถึงตอนนั้น แคว้น เป่ยหรงกับแคว้นซีหลิงก็น่าจะมีฝ่ายหนึ่งที่ล่าถอยไปแล้ว ตอนนั้นม่อจิ่งหลีส่งกองทัพออกมา ความกดดันที่กองทัพ ตระกูลม่อต้องเผชิญก็จะน้อยลงไปหน่อย”
สวีชิงเฉินผงกศีรษะ เอ่ยว่า “หลีเอ๋อร์คิดได้ รอบคอบมาก ยิ่งไปกว่านั้น…หลีเอ๋อร์ยังส่งคนไปแฝงตัว อยู่ในกองทัพเขาอีกหลายคน ถึงตอนนั้นกองทัพของม่อ จิงหลีจะสามารถส่งก าลังออกมาได้เท่าใด ก็เกรงว่ายังไม่ ทราบแน่ชัด”
“พี่ใหญ่ชมเกินไปแล้ว” เยี่ยหลียกมือปิดบังรอยยิ้ม ที่ริมฝีปาก หันหน้าไปมองสตรีที่ยุ่งวุ่นวายอยู่ในห้อง โดยสารเรือที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง พลางถามว่า “พี่ใหญ่ วางแผนจะจัดการเช่นไรกับอวิ๋นเกอหรือ เดิมถ้าหากว่าอู๋ โยวยังอยู่ที่เมืองหลีล่ะก็ สามารถให้อวิ๋นเกอคอยอยู่เป็น เพื่อนอู๋โยวได้ ทว่าอู๋โยวไปอยู่แคว้นซีหลิงแล้ว
书呆子
ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ส่งนางไปที่ต าหนักติ้งอ๋อง ก็สามารถ คอยอยู่เป็นเพื่อนหยางฮูหยินได้เช่นกัน? ความรู้ในเรื่อง กฎเกณฑ์และความฉลาดหลักแหลมของหยางฮูหยินนั้น โดดเด่นเหนือผู้คน จึงสามารถสั่งสอนนางได้พอดี?” สวี ชิงเฉินเหลือบมองนางอย่างเฉยเมย พลางเอ่ยว่า “ไม่ต้อง หรอก ท่านแม่กับอาสะใภ้รองก็สามารถสอนนางได้ เช่นกัน อีกอย่างจวนของอารองก็อยู่ใกล้กับจวนของพวก เรา น้องชายน้องสาวก็สามารถคอยอยู่เป็นเพื่อนนาง ได้”
เยี่ยหลีกะพริบตาปริบๆ เอ่ยยิ้มๆ ว่า “เกรงว่ายาม นี้เจิงเอ๋อร์คงแทบจะต้องวุ่นอยู่รอบตัวเด็กๆ ทั้งวันแล้ว จะไปมีเวลาว่างที่ไหนกัน ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านป้า สะใภ้รองก็เช่นกัน เจ้าตัวน้อยทั้งสองของพวกข้ายังอยู่ที่ ตระกูลสวีนะเจ้าคะ” การดูแลทารกน้อยที่อายุยังไม่ครบ หนึ่งขวบนั้นเปลืองแรงมาก
书呆子
“ข้าจะจัดการเอง” สวีชิงเฉินเอ่ย
เยี่ยหลีพยักหน้า เอ่ยยิ้มๆ ว่า “เช่นนั้นก็ได้ ถึง อย่างไรอวิ๋นเกอก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพี่ใหญ่ไว้อยู่ แล้ว จะจัดการอย่างไรก็ต้องฟังพี่ใหญ่ทั้งสิ้น”
สวีชิงเฉินท าราวกับไม่ได้ยินความนัยของวาจาที่ ญาติผู้น้องตนเองหยอกเย้า ถือถ้วยชาชมทิวทัศน์ริม แม่น้ าแห่งนี้อย่างไม่เสียกิริยา เพราะเป็นกังวลว่าระหว่าง ทางจะถูกต าหนักเจิ้นหนานอ๋องโจมตี พวกเขาจึงไม่ได้ เลือกเส้นทางล าน้ าคูคลอง แต่ตรงอ้อมออกไปยังปาก แม่น้ า หลังจากเข้าสู่แม่น้ าแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ส่วน กองทัพแคว้นซีหลิงนั้นแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เชี่ยวชาญการท า ศึกทางน้ า
เดินทางด้วยการแล่นเรือมาสิบกว่าวัน ในที่สุดก็ลง จากเรือที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองฉางซิ่ง ของต้าฉู่เดิม สวีชิงเฉินพาอวิ๋นเกอกับม่อซู่อวิ๋นเดินทางมา
书呆子
เรื่อยๆ เพื่อเตรียมตัวกลับเมืองหลี ส่วนเยี่ยหลีเมื่อลงจาก เรือก็รีบขึ้นม้าเร็ว น าคนมุ่งหน้าตรงกลับไปยังสนามรบ ทันที
ระยะเวลาในการเดินทางไปกลับจากเจียงหนาน ของเยี่ยหลีรวมกันก็เกือบจะสองเดือน ยามนี้ทางเหนือมี อากาศหนาวเหน็บ หิมะและน้ าแข็งปกคลุมไปทั่วพื้น แผ่นดินแล้ว
เหลยเจิ้นถิงน าทัพเกือบสองแสนเคลื่อนไปยังเขต แดนที่ติดต่อกับกองทัพตระกูลม่อ ในครานี้ ไม่เพียงแต่ เหลยเจิ้นถิงจะเป็นผู้น าทัพด้วยตนเอง แต่เหลยเถิงเฟิงก็ ติดตามมาด้วยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าเหลยเจิ้นถิงอดกลั้น มาพอแล้ว คิดอยากจะจัดการกองทัพตระกูลม่อไม่ให้ เหลือรอดไปแม้แต่ผู้เดียว เพราะในใจเขารู้ดีว่า หาก พลาดโอกาสครั้งนี้ไป ช่วงเวลาที่เหลยเจิ้นถิงยังมีชีวิตอยู่ ก็เกรงว่าจะไม่มีโอกาสท าสงครามชนะต าหนักติ้งอ๋องและ
书呆子
กองทัพตระกูลม่ออีกแล้ว เหลยเจิ้นถิง นอกจากจะลอบ ก่นด่าม่อจิ่งหลีเงียบๆ ในใจไปรอบหนึ่งแล้ว ก็จนปัญญา เช่นกัน
แม้ว่าจะรอการมาถึงของทัพใหญ่แห่งต้าฉู่ไม่ไหว แต่เมื่อแคว้นซีหลิงและแคว้นเป่ยหรงร่วมมือกันก็มีทหาร รวมกันเกือบจะสองล้านนาย ที่ส าคัญยิ่งกว่านั้นคือทั้ง สองแคว้น หนึ่งใต้หนึ่งเหนือขนาบกองทัพตระกูลม่อ เอาไว้ตรงกลางพอดี กองทัพตระกูลม่อจึงต้องรับมือจาก การโจมตีของกองทัพทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน หาก มองเพียงแค่ชัยภูมิ ก็ดีกว่าในคราแรกที่เป็นพันธมิตร ร่วมกับเป่ยจิ้งอยู่มากจริงๆ
ม่อซิวเหยาในยามนี้ผลักดันทัพจากชายแดนที่เดิม อยู่ไม่ห่างจากทัพใหญ่แคว้นเป่ยหรงไปจนถึงเวยเฉิง เมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ทางเหนือของต้าฉู่ เมืองนี้เป็น สถานที่ที่อยู่ห่างจากภูเขาหลิงจิ้วไม่ถึงร้อยลี้ ห่างจาก
书呆子
ด่านเฟยหงไปไม่ไกล และมีระยะห่างจากกองทัพของ เหลยเจิ้นถิงไม่ไกลมากเช่นกัน ทั้งยังเป็นเส้นทางเดียวที่ ต้องผ่าน หากเป่ยหรงคิดจะไปซีเป่ยซีหนาน ยามนี้ สงครามเริ่มขึ้นแล้ว ในฐานะที่ม่อซิวเหยาเป็นผู้น าสูงสุด ของกองทัพตระกูลม่อ จึงไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสนามรบ เพื่อโจมตีข้าศึกด้วยตนเองได้เหมือนกับก่อนหน้านี้อีก แล้ว เขาจ าเป็นต้องควบคุมสนามรบทางฝั่งแคว้นซีหลิง และแคว้นเป่ยหรงทั้งสองทางในเวลาเดียวกัน จึงท าได้ เพียงแค่ถอยกลับมาจากแนวรบอย่างเงียบๆ
ยามที่เยี่ยหลีมาถึงเวยเฉิงก็ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใดทราบ นางมุ่งตรงไปยังจวนบัญชาการเดิมที่ม่อซิวเหยาพ านักอยู่ ชั่วคราวในเวยเฉิง สถานที่เหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูจาก กองทัพตระกูลม่อ ครึ่งปีกว่ามานี้จึงฟื้นคืนสู่วงโคจรปกติ อย่างช้าๆ แน่นอนว่าจวนเจ้าเมืองที่ดีที่สุดในใจกลาง เมืองต้องทิ้งไว้ให้ขุนนางเวยเฉิงปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นม่อซิว
书呆子
เหยาจึงท าได้เพียงแค่น าผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนมา เบียดเสียดกันอยู่ในจวนบัญชาการแห่งนี้ โชคดีที่แม่ทัพ นายกองของกองทัพตระกูลม่อส่วนใหญ่ล้วนน าทหารท า ศึกอยู่ที่แนวรบ ผู้ที่ติดตามอยู่ข้างกายม่อซิวเหยาจึงมี เพียงแค่เฟิ่งจือเหยากับหนานโหวไม่กี่คนเท่านั้น กระทั่ง ฟู่จ้าวก็น าทหารออกไปท าศึกข้างนอกด้วยตนเอง จวน บัญชาการที่ไม่ถือว่าใหญ่แห่งนี้จึงไม่แออัดเลยแม้แต่ น้อย
ยามที่เยี่ยหลีมาถึงกองบัญชาการก็ท าให้องครักษ์ที่ เฝ้าอยู่หน้าประตูสะดุ้งตกใจ เมื่อได้สติกลับคืนมาจึงรีบ ก้าวขึ้นไปท าความเคารพและเชิญพระชายาเข้าไปด้าน ใน
เยี่ยหลีไม่สนใจกิริยาที่ไม่เหมาะสมเล็กๆ น้อยๆ ขององครักษ์ เพียงถามยิ้มๆ ว่า “ท่านอ๋องอยู่ที่จวน หรือไม่”
书呆子
องครักษ์พยักหน้า เอ่ยว่า “เรียนพระชายา ท่าน อ๋อง คุณชายเฟิ่งซาน และหนานโหวล้วนอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเข้าไปในต าหนักถึงได้รู้ว่าที่แท้ม่อซิวเหยาและ คนอื่นๆ ก าลังประชุมกันอยู่ที่ห้องหนังสือ เยี่ยหลียืน ลังเลอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง ขณะที่ก าลังคิดจะจากไป คนด้านในกลับพบถึงการมีอยู่ของนาง ประตูห้องหนังสือ ถูกเปิดออกจากด้านใน ม่อซิวเหยายืนอยู่ที่หน้าประตู มองมาที่นาง พลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “อาหลีกลับมาแล้ว เหตุ ใดถึงไม่เข้ามาเล่า” เยี่ยหลีมองเข้าไปด้านในด้วยความ สงสัย “ไม่ใช่ว่าก าลังประชุมกันอยู่หรือ”
ม่อซิวเหยาคว้าหมับเข้าที่มือของนางแล้วจูงเข้าไป ด้านใน “ไม่ใช่เรื่องส าคัญอันใด ยิ่งไปกว่านั้นมีเรื่องใดใน ต าหนักอ๋องที่เจ้าไม่สามารถฟังได้ด้วยหรือ”