ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 379-3 มุ่งหน้ำขึ้นเหนือ เดินทำงกลับ
ด้านใน เฟิ่งจือเหยาและหนานโหวมองมาทางเยี่ย หลีที่ถูกม่อซิวเหยาจับจูงเข้ามาด้วยความตกตะลึง ยังคง เป็นเฟิ่งจือเหยาที่มีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว ยิ้มระรื่น มองไปทางม่อซิวเหยาแล้วสัพยอกว่า “ท่านอ๋องมีวรยุทธ์ เยี่ยมยอดจริงๆ นั่งอยู่ในห้องหนังสือแท้ๆ แต่ยังสามารถ ได้ยินว่าพระชายากลับมาแล้ว”
หนานโหวมองเฟิ่งจือเหยาที่ใบหน้าเจือไปด้วยแวว ยั่วเย้า และหันไปมองม่อซิวเหยาที่ถึงแม้จะเหลือบมอง เฟิ่งจือเหยาด้วยท่าทางเย็นชา แต่สายตากลับเจือไปด้วย ความอบอุ่นเล็กน้อยแล้วก็ส่ายหน้าจนปัญญา พลางเอ่ย ว่า “พระชายากลับมาแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ คุณชายชิงเฉิน …”
书呆子
คนเหล่านี้ไม่ถามเรื่องที่นางไปเจียงหนานเลยด้วย ซ้ า ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีอายุมากนั้นน่าเชื่อถือกว่า เล็กน้อย
เยี่ยหลีเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ท าให้ท่านโหวเป็นห่วงแล้ว ทั้งหมดเรียบร้อยดี พี่ใหญ่พักผ่อนที่ต้าฉู่สองวันก็จะ เตรียมตัวกลับเมืองหลี” เฟิ่งจือเหยามองเยี่ยหลีแล้วยิ้ม กริ่ม “พระชายา ได้ยินมาว่าคุณชายชิงเฉินพาสตรีงดงาม ที่มีวรยุทธ์สูงส่งผู้หนึ่งกลับมาด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” เรื่อง ตอนที่เยี่ยหลีอยู่เจียงหนานมีองครักษ์ลับรายงานกลับมา ที่ต าหนักติ้งอ๋องแล้ว ท่ามกลางเรื่องเหล่านั้นเป็นธรรมดา ที่จะมีการเอ่ยถึงอวิ๋นเกออย่างเลี่ยงมิได้ ส่วนเรื่องสตรี งดงามที่มีวรยุทธ์สูงส่งนั้น ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือการเขียนของ องครักษ์ลับคนใด
เยี่ยหลีหันหน้าไปพิจารณาเฟิ่งจือเหยาที่อยู่ ด้านข้างเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ถึงค่อยพยักหน้า เอ่ยว่า “เป็น
书呆子
แม่นางน้อยที่งดงามและน่ารักผู้หนึ่งจริงๆ อีกทั้งวรยุทธ์ และฝีมือการรักษาล้วนไม่เลว จะให้ข้าขอให้พี่ใหญ่ แนะน าให้ท่านรู้จักหรือไม่”
เฟิ่งจือเหยารีบหดคอ ยกมือนวดใบหน้าหล่อเหลา ที่ยิ้มจนแข็งค้าง พลางเอ่ยด้วยท่าทางเป็นทุกข์ว่า “ไม่ ต้องดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ข้าไม่กล้าล่วงเกินคุณชายชิงเฉิน” คุณชายชิงเฉินพาดรุณีน้อยที่ทั้งงดงามและน่ารักกลับมา ด้วยผู้หนึ่งในรอบหลายสิบปี ถ้าเขารีบไปท าความรู้จัก จะไม่ถูกคนตระกูลสวีบีบคอแล้วกินเอาหรอกหรือ
ม่อซิวเหยามองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น สวี ชิงเฉินผู้นั้นดูอ่อนโยนเป็นมิตร แต่ความจริงแล้วสายตา กลับสูงมาก สามารถท าให้เขาถูกใจได้นั้นไม่ง่าย “ได้ยิน มาว่าแม่นางผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับจวนมู่หยางโหว” หากว่าเป็นเช่นนี้ก็คงจะไม่ได้การ ถ้าหากสตรีผู้นั้นมี ความเกี่ยวข้องกับจวนมู่หยางโหวจริงๆ ก็ให้สวีชิงเฉินรีบ
书呆子
เปลี่ยนเป็นคนอื่นจะดีกว่า ในอนาคตหากเขาจะลงมือกับ ตาเฒ่ามู่หยางโหวผู้นั้น คงจะไม่ต้องเห็นแก่หน้าสวีชิงเฉิน ทุกครั้งหรอกนะ?
เยี่ยหลียิ้ม เอ่ยด้วยน้ าเสียงเรียบเฉย “ตอนนี้ไม่มี ความเกี่ยวข้องแล้ว”
“อย่างไรกัน” เฟิ่งจือเหยาและหนานโหวพากัน มองมาที่เยี่ยหลี เฟิ่งจือเหยานั้นอยากฟังเรื่องซุบซิบ ส่วน หนานโหวนั้นเป็นเพราะเคยมีเรื่องขัดแย้งกับจวนมู่หยาง โหว จึงต้องพิจารณาสักหน่อยว่าถ้าหากได้พบดรุณีน้อยผู้ นั้น ในอนาคตควรจะปฏิบัติตนเช่นไรจึงจะเหมาะสม
เยี่ยหลีเล่าเรื่องที่สวีชิงเฉินพาอวิ๋นเกอไปเยือน จวนมู่หยางโหวด้วยตนเองและพานางกลับมาให้ทุกคน ฟัง เฟิ่งจือเหยาเบิกตากว้างมองเยี่ยหลี เอ่ยถามอย่างไม่ อยากจะเชื่อว่า “ดังนั้น คุณชายชิงเฉินจึงสาปแช่งว่าคน ทั้งตระกูลเขาล้วนสิ้นชีพกันหมดแล้วต่อหน้ามู่หยางโหว
书呆子
และคนทั้งตระกูลมู่หยางทั้งอย่างนั้นเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ” คุณชายชิงเฉินนั้นไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ยามปกติมองดู แล้วสุภาพเรียบร้อย ควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม คาดไม่ถึง เลยว่า ด่าคนขึ้นมาทีจะท าให้คนตายได้เช่นเดียวกัน
เยี่ยหลียักไหล่ พลางเอ่ยว่า “นี่ก็เป็นสิ่งที่ข้าได้ฟัง มาจากที่แม่นางอวิ๋นเกอ”
เฟิ่งจือเหยาลอบตัดสินใจแน่วแน่อย่างเงียบๆ ว่า จะไม่ไปหาเรื่องดรุณีน้อยที่มีนามว่าอวิ๋นเกอนางนั้นอย่าง เด็ดขาด
หนานโหวครุ่นคิดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “แม่นางผู้นั้น น่าจะเป็นหลานสาวของมู่หยางโหวฮูหยิน จะว่าไปแล้วก็ มีความเกี่ยวข้องกับท่านหมอเฉินอยู่เล็กน้อยด้วยพ่ะย่ะ ค่ะ”
เอ๋? ทั้งสามคนล้วนหันมามองหนานโหวด้วยความ ประหลาดใจ หนานโหวส่ายหน้ายิ้มๆ “เรื่องพวกนี้ล้วน
书呆子
เป็นเรื่องเก่าแก่ของเมืองหลวง เป็นธรรมดาที่ท่านอ๋องกับ พระชายาจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ แต่ว่าตระกูลพวก กระหม่อมกับจวนมู่หยางโหวนั้น…” จวนหนานโหวกับ จวนมู่หยางโหวไม่ค่อยลงรอยกันเท่าใดนัก ดังนั้นจึงเป็น ธรรมดาที่จะรู้เรื่องไม่ค่อยดีของผู้อื่นชัดเจนมากเป็น พิเศษ หนานโหวเอ่ยว่า “มู่หยางโหวฮูหยินมีน้องสาวที่ เกิดจากภรรยาเอกที่อายุน้อยกว่ามากอยู่คนหนึ่ง ตั้งแต่ วัยเยาว์ก็สุขภาพไม่แข็งแรงนัก คนที่รู้จักนางในฉู่จิงมีอยู่ ไม่มาก ทว่าตอนแรกที่เชิญท่านหมอมาดูอาการก็หนีตาม ท่านหมอหนุ่มผู้นั้นไป ตระกูลฝ่ายมารดาของมู่หยางโหว ฮูหยินทนรับความอับอายขายหน้าไม่ได้ จึงท าได้เพียงแค่ กล่าวว่าแม่นางผู้นั้นเสียชีวิตจากอาการป่วยไปแล้ว ท่าน หมอผู้นั้นก็คือหลานของเฉินหยาง แม้ว่าเฉินหยางจะเป็น หมอที่มีชื่อเสียงในยุคหนึ่ง ตระกูลหยางก็นับว่าเป็น ตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงเรื่องการแพทย์ ทว่าตระกูล ฝ่ายมารดาของมู่หยางโหวฮูหยินก็เป็นตระกูลใหญ่ชน
书呆子
ชั้นสูงเช่นเดียวกัน จะเห็นด้วยกับการที่ให้บุตรีแต่งกับ ท่านหมอผู้หนึ่งได้เช่นไร ข้าได้ยินพระชายากล่าวว่าแม่ นางน้อยผู้นั้นแซ่เฉิน และยังมีความเกี่ยวข้องกับจวนมู่ หยางโหว ก็น่าจะเป็นท่านผู้นี้พ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยหลีเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ในตอนแรก ที่เฉินฮูหยินผู้นั้นลอบหนีตามออกไป ก่อนที่ท่านหมอเฉิน จะลาจากโลกใบนี้ไปจะแน่ใจจนกล้าฝากฝังบุตรีให้กับ จวนมู่หยางโหวได้เช่นไรกัน” แม้ว่าในยามนี้จวนมู่หยาง โหวจะปฏิเสธการดูแลอวิ๋นเกอ แต่ว่าความจริงแล้วมี สาเหตุมากกว่าครึ่งมาจากสวีชิงเฉินและต าหนักติ้งอ๋อง
หนานโหวเอ่ยว่า “เรื่องนี้น่ะ ได้ยินมาว่ามู่หยาง โหวฮูหยินมีความรู้สึกที่ดีต่อเฉินฮูหยินท่านนั้นมาก ดูแล ลูกหลานตระกูลเฉินสักเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องยากล าบาก อันใด จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะรับปาก เพียงแต่ครั้งนี้…มู่ หยางโหวผู้นี้มักจะปรับตัวไปตามสถานการณ์ แสวงหาสิ่ง
书呆子
ดีๆ หลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายเป็นสัญชาตญาณของเขา ในเมื่อ แม่นางเฉินมีความเกี่ยวข้องกับคุณชายชิงเฉินแล้ว จึงท า ให้มู่หยางโหวไม่กล้ารับนางเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่เกี่ยวข้องกับจวนมู่หยางโหวก็ดี” ม่อซิวเหยา พยักหน้าพอใจ ส่วนที่ว่าอวิ๋นเกอเป็นบุตรีของผู้ใดกันแน่ นั้นไม่ส าคัญ “อาหลี ดูเหมือนว่าปีหน้าตระกูลสวีจะได้ จัดงานแต่งงานไม่น้อยแล้ว” นอกจากสวีชิงเหยียนที่อายุ น้อยที่สุด คุณชายตระกูลสวีที่เหลือล้วนมีเจ้าของแล้ว
เยี่ยหลีเม้มริมฝีปาก ยิ้มบางๆ ขณะเอ่ยว่า “นั่นก็ ไม่แน่หรอก” ในมุมมองของนาง ยามนี้อวิ๋นเกอไม่ได้มี ความคิดใดๆ ต่อคุณชายชิงเฉิน แม้ว่าอวิ๋นเกอจะอายุสิบ ห้าสิบหกปี เป็นช่วงเวลาที่สตรีวัยแรกแย้มจะเริ่มมีความ รัก แต่นางใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขามาตั้งแต่วัยเยาว์ และไม่ได้ ไปมาหาสู่กับผู้ใด จึงเกรงว่าความเข้าใจในด้านนี้จะช้าสัก หน่อย ถ้าหากจะกล่าวว่ามีความรู้สึกใดกับสวีชิงเฉินล่ะก็
书呆子
สรุปโดยใช้วาจาของอวิ๋นเกอก็จะได้ความว่า คนดี ฉลาด มาก ยอดเยี่ยมมาก ดุร้ายมาก…
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อนาคตของคุณชายชิงเฉินนั้น น่าเป็นห่วงมาก ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายชิงเฉินมีความรู้สึก ใดต่อแม่นางอวิ๋นเกอกันแน่นั้น ความจริงแล้วเยี่ยหลีก็ยัง ดูไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร