ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 380-2 ก ำหนดกลยุทธ์ ปรำบปรำมแคว้นเป่ย หรงให้สงบก่อน
ฮือๆ…ม่อตัวน้อยท าหน้าเศร้ามองไปทางเยี่ยหลี อย่างน่าสงสาร เยี่ยหลีถอนหายใจ แหงนศีรษะมองขึ้นไป บนหลังคาท าราวกับมองไม่เห็นสายตาร้องขอความ ช่วยเหลือจากบุตรชาย นางเชื่อว่าม่อซิวเหยาย่อมรู้ว่า อะไรควรไม่ควร ที่ส าคัญกว่านั้นก็คือ ยิ่งนางเข้าไปยุ่ง ม่อ ซิวเหยาก็จะยิ่งควบคุมความประพฤติของม่อตัวน้อยหนัก ขึ้น เรื่องระหว่างบิดาและบุตร ให้พวกเขาจัดการกันเองก็ แล้วกัน
เมื่อเห็นว่าการร้องขอความช่วยเหลือล้มเหลว ม่อ ตัวน้อยจึงหมดหวัง ในที่สุดตอนนี้ม่อตัวน้อยก็เข้าใจแล้ว ว่า หากท่านพ่อเกิดเอาจริงขึ้นมา ท่านแม่ก็ช่วยตนเอง ไม่ได้เช่นกัน จึงท าได้เพียงแค่ใช้สายตาใสซื่อมองไป ทางม่อซิวเหยา “ท่านพ่อ ลูก…จะพยายาม”
书呆子
แววตาเป็นประกายวิบวับของม่อตัวน้อยนั้นมีพลัง ท าลายล้างสูงมาก ม่อซิวเหยาลอบกระตุกมุมปาก มอง ท้องฟ้าอย่างหมดค าจะเอ่ย นี่เป็นบุตรชายของเขาจริงๆ หรือ เขาจะไร้ยางอายมากเกินไปแล้ว
“เด็กดี…ตั้งใจเล่าเรียน พ่อเชื่อในตัวลูก” ม่อตัว น้อยดูแคลนความใจแข็งของใครบางคนไป ม่อซิวเหยา พูดพลางยื่นมือออกไปตบบ่าบุตรชายอย่างแน่วแน่ เมื่อ เห็นว่าการแสร้งท าตัวน่าสงสารล้มเหลวอีกครั้ง ม่อตัว น้อยจึงอึ้งไป ก่อนจะน้ าตาไหลพรากและวิ่งออกไปใน ที่สุด
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในเวยเฉิงก็มีอันธพาลตัวน้อยที่ ชอบโอ้อวด วางอ านาจน้อยลงไปคนหนึ่ง แต่มีผู้ที่มี ปณิธานและความแน่วแน่เพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง เด็กที่มีความ ขยันมุมานะศึกษาเล่าเรียนจนลืมกินลืมนอนที่น่าสงสาร ม่อตัวน้อยเฉลียวฉลาด เล่าเรียนสิ่งใดก็ไม่จ าเป็นต้องใช้
书呆子
เวลามาก แต่การบ้านที่ม่อซิวเหยาจัดให้ล้วนเป็นปัญหาที่ ความฉลาดเฉลียวแก้ไขไม่ได้ ไม่ว่าม่อตัวน้อยจะเฉลียว ฉลาด ทุกสิ่งที่ผ่านตาไม่มีลืมเลือน เล่าเรียนเพียงนิดก็ สามารถต่อยอดได้แค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเวลาหนึ่ง ชั่วยามให้กลายเป็นครึ่งชั่วยามได้ ยิ่งไม่สามารถเปลี่ยน การคัดอักษรสี่สิบรอบให้กลายเป็นสี่รอบได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้คนทั้งบนและล่างจวนบัญชาการจึงปรบมือโห่ร้องด้วย ความยินดี แน่นอนว่าม่อตัวน้อยก็ได้รับประโยชน์จาก เรื่องนี้เช่นกัน เขากลับไปที่เมืองหลีอีกที ท่านอาจารย์ชิ งอวิ๋นและทุกคนในตระกูลสวีก็พบว่า ม่อตัวน้อยสูงขึ้น และแข็งแรงมากขึ้นแล้ว ยังมีตัวอักษรของเขาที่ตอนแรก ท่านอาจารย์หงอวี่เห็นว่าเป็นพอจะเรียกว่าพอดูได้ ก็มี ความก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย สามารถเรียกได้ว่าพัฒนาขึ้นไป อีกขั้นหนึ่งแล้ว
书呆子
แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์สงครามเบื้องหน้าก าลัง ดุเดือด แต่ม่อซิวเหยาและเยี่ยหลีที่อยู่ในเวยเฉิงยังนับว่า ค่อนข้างสบาย ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการหลักจึงไม่ จ าเป็นต้องบุกตะลุยโจมตีข้าศึก จัดกองทหารและวางกล ยุทธ์ ม่อซิวเหยาเพียงต้องควบคุมภาพรวมสถานการณ์ ของสงครามและการโยกย้ายก าลังทหารในแต่ละแห่ง เท่านั้น การศึกในแนวหน้าต้องให้แม่ทัพที่น าทัพเป็นผู้ ตัดสินใจเอง ก่อนหน้านี้ที่ม่อซิวเหยาต้องไปสนามรบด้วย ตนเอง เป็นเพียงการอุ่นเครื่องก่อนท าศึกใหญ่ บวกกับ เขาว่างงานจนเกิดเบื่อหน่ายเท่านั้นเอง
ทว่า แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ทุกวันก็ยังคงมี ข่าวสารในแนวหน้าส่งมาไม่ขาดสาย ทุกวัน เยี่ยหลี กับม่อซิวเหยาจึงยังต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวันในห้อง หนังสืออยู่ดี
书呆子
“เหลยเจิ้นถิงน าทหารเจ็ดแสนนายบุกโจมตีเมือง รุ่ยชังด้วยตนเอง เหอซู่กับมู่หรงเจิ้นต้านไม่ไหว” ภายใน ห้องหนังสือ เยี่ยหลีดึงสารฉบับหนึ่งที่ม้าเร็วเพิ่งส่งมาถึง มาอ่านให้ทุกคนฟัง ม่อซิวเหยาสีหน้าสงบนิ่ง พิงหลังเข้า กับเก้าอี้ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่แปลก เหอซู่กับมู่หรง เจิ้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหลยเจิ้นถิงจริงๆ แต่ทว่า…เหลิย เจิ้นถิงลงสนามรบด้วยตนเองตั้งแต่ตอนแรก ทั้งยัง เกือบจะข่มก าลังส าคัญของทัพใหญ่แคว้นซีหลิงลง ทั้งหมดอีก เขาท าเช่นนี้เพื่อจะบีบให้ข้าแสดงฝีมือเช่นนั้น หรือ”
เฟิ่งจือเหยาเลิกคิ้ว เอ่ยยิ้มๆ ว่า “เมื่อท่านอ๋องไป ประมือกับเหลยเจิ้นถิง ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ เยียหลี่ว์เหยี่ยและเฮ่อเหลียนเจินที่อยู่ทางเหนือได้พัก หายใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเหลยเจิ้นถิงจะถึงกับเสียสละ เช่นนี้เพื่อบางสิ่ง”
书呆子
เยี่ยหลีส่ายหน้า เอ่ยว่า “นี่ไม่ถือว่าเป็นการ เสียสละ เพราะหากแคว้นเป่ยหรงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก่อน แคว้นซีหลิงก็จบเห่เช่นกัน เหลยเจิ้นถิงเหนี่ยวรั้งซิวเหยา เอาไว้ ไม่เพียงเป็นการมอบโอกาสให้แคว้นเป่ยหรงได้ หายใจหายคอ หากว่าสามารถถ่วงเวลาได้นานมากพอ อีกหนึ่งถึงสองเดือน ทัพใหญ่ของต้าฉู่ก็น่าจะมาถึง”
เฟิ่งจือเหยาขมวดคิ้ว พลางเอ่ย “ในเมื่อเป็น เช่นนั้น พวกเรายิ่งต้องโจมตีแคว้นเป่ยหรงให้เป็นฝ่าย พ่ายแพ้เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยตั้งใจรับมือกับการ คุกคามจากทางใต้” ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ที่ต้องรับมือ กับศัตรูทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็จะท าให้ขวัญก าลังใจ หดหู่ใจลงได้ “ใช่สิพระชายา สองวันมานี้ควรจะมีข่าว เรื่องม่อจิ่งหลีขึ้นครองราชย์ได้แล้ว ใช่หรือไม่” เฟิ่งจือเห ยาถามด้วยความใคร่รู้ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วม่อจิ่งหลี จะได้ขึ้นครองบัลลังก์จริงๆ แม้ว่าบัลลังก์นี้จะได้มาอย่าง
书呆子
…แต่ก็ถือว่าความมุ่งมั่นปรารถนาของม่อจิ่งหลีเป็น ผลส าเร็จแล้ว
เยี่ยหลีพยักหน้า เอ่ยว่า “น่าจะใกล้แล้ว เมื่อม่อจิ่ง หลีขึ้นครองราชย์ ก็ถึงเวลาที่ต้าฉู่จะเคลื่อนทัพแล้ว”
ม่อซิวเหยาจ้องมองก าลังไพร่พลที่ยิ่งใหญ่ของแต่ ละแคว้นและแผนที่สงครามบนโต๊ะ ยื่นมือชี้ไปที่แคว้น เป่ยหรง พลางเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จัดการแคว้น เป่ยหรงให้เรียบร้อยก่อนเถิด ตอนนี้ก็ น่าจะมีข่าวคราว ของเยียหลี่ว์หงแล้วพอดี”
หนานโหวขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เช่นนั้นทางด้านแม่ ทัพมู่หรงจะท าเช่นใดดีพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเมืองรุ่ยชังถูกตีแตก ด้านหลังก็คือเวยเฉิงและ ด่านเฟยหงแล้ว หนานโหวจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล
书呆子
ม่อซิวเหยายิ้มเรียบๆ พลางเอ่ยว่า “ให้ข้าดูสัก หน่อยเถิดว่าเหลยเจิ้นถิง เทพสงครามแห่งแคว้นซีหลิงผู้ นี้จะเก่งกาจสักเพียงใด หนานโหว เวยเฉิงคงต้องรบกวน ให้ท่านรักษาการณ์แล้ว ด่านเฟยหงมีแม่ทัพหยวนเผย รักษาการณ์อยู่ ข้าก็วางใจ นอกจากนี้ ข้าจะมีค าสั่งให้ฟู่ จ้าวกับหลี่ว์จิ้นเสียนน าทหารสองแสนนายกลับมาให้การ สนับสนุน”
หนานโหวตกตะลึง เอ่ยเสียงขรึมว่า “ท่านอ๋อง โยกย้ายแม่ทัพหลี่ว์กลับมา เช่นนั้นทางเหนือจะท าเช่นไร เล่าพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อหลี่ว์จิ้นเสียนน าทหารกลับมา แม่ทัพที่ สามารถเผชิญหน้าต่อสู้กับแคว้นเป่ยหรงได้ก็ไม่มีแล้ว น่า เสียดายที่จางฉี่หลันรักษาการณ์อยู่ที่แคว้นซีหลิง ซึ่งไกล ออกไปนับพันลี้ ส่วนเหลิ่งไหวก็อยู่ที่ฉู่จิง ไม่อย่างนั้นคง จะไม่ขาดแม่ทัพเช่นนี้ ม่อซิวเหยาเลิกคิ้ว เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ยังคงเป็นข้าที่จะไปประมือกับเฮ่อเหลียนเจิน!”
书呆子
สงครามเมื่อสิบแปดปีก่อน แม้ว่าม่อซิวเหยาจะไม่ยอมรับ ว่าตนเองพ่ายแพ้ในมือของเฮ่อเหลียนเจิน แต่กองทัพ ตระกูลม่อกลับถูกเฮ่อเหลียนเจินจัดการเสียจนเสียหาย อย่างหนักหน่วง เรื่องนี้ต้องได้รับการสะสางในไม่ช้าก็ เร็ว
หนานโหวตะลึงไปเล็กน้อยเพราะสีหน้าดุร้ายขณะ เอ่ยวาจาของม่อซิวเหยา เขาพยักหน้าเอ่ยว่า “ข้าน้อยรับ บัญชา เพียงแต่…ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกตนเองมากเกินไป เพียง แค่เกรงว่า…” คนมากมายขนาดนั้นก็ไม่แน่ว่าจะสามารถ ขวางเหลยเจิ้นถิงเอาไว้ได้ สมญานามเทพสงครามแห่ง แคว้นซีหลิงของเหลยเจิ้นถิงไม่ใช่ตกลงมาจากฟ้า อย่าง น้อยแม่ทัพในต าหนักติ้งอ๋องเหล่านี้ นอกจากติ้งอ๋องแล้ว ก็ไม่มีใครมีสมญานามว่าเป็นเทพสงครามที่ไม่เคยพ่ายแพ้ อะไรเช่นนี้ ส าหรับพวกเขาที่เป็นคนธรรมดา ค าว่าแพ้ ชนะเป็นเรื่องปกติของการศึกนั้นใช้ได้กับพวกเขา หนาน
书呆子
โหวควบม้าท าศึกสงครามไปทั่วทุกสารทิศ ก็เคยเป็นฝ่าย พ่ายแพ้สงครามมาแล้วไม่น้อย
ม่อซิวเหยาชี้นิ้วไปทางบนด่านเฟยหงและเวยเฉิง เอ่ยยิ้มๆ ว่า “เฝ้ารักษาการณ์ทั้งสองแห่งนี้สามเดือน หนานโหวคิดว่ามีปัญหาหรือไม่” หนานโหวนิ่งเงียบอยู่ ครู่หนึ่ง ความหมายของติ้งอ๋องคือจะใช้เวลาสามเดือนใน การปราบแคว้นเป่ยหรงให้สงบหรือ! ผ่านไปพักใหญ่ หนานโหวก็ลุกขึ้น เอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าน้อยน้อมรับ บัญชา จะอยู่เฝ้ารักษาการณ์เวยเฉิงเป็นการชั่วคราวพ่ะ ย่ะค่ะ”
ม่อซิวเหยาพยักหน้าพอใจ “เช่นนั้นก็ล าบากหนาน โหวแล้ว”
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ ไม่ถึงสองวัน ข่าวการขึ้น ครองราชย์ของม่อจิ่งหลีก็ถูกส่งมาถึงเวยเฉิง เมื่อได้รับ ข่าว สายตาของม่อซิวเหยาไร้ซึ่งแวววูบไหว เขาโยนสาร
书呆子
ที่อยู่ในมือทิ้งไปอีกด้าน ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปทางเยี่ย หลี เยี่ยหลีอมยิ้ม จับมือเขาไว้ พวกเขาก็ควรจะออกไป เข้าร่วมศึกในแนวหน้าเช่นกัน
เยี่ยหลีกับม่อซิวเหยาออกไปร่วมศึกในแนวหน้า แล้ว ก็ไม่ได้ส่งม่อตัวน้อยกลับเมืองหลี แต่พวกเขาพาม่อ ตัวน้อยไปที่กองทัพด้วยกัน ในกองทัพตระกูลม่อ มีชายที่ อายุสิบปีต้นๆ เข้ารับการฝึกฝนในค่ายทหารแล้วเช่นกัน แม้ว่าม่อตัวน้อยจะอายุเพียงแค่เจ็ดแปดขวบ แต่การ ตามมาเยี่ยมชมด้วยนั้นก็หาได้เป็นอันใดไม่
ม่อตัวน้อยที่ได้มาเยือนค่ายทหารเป็นครั้งแรกรู้สึก ตื่นเต้นอยู่บ้าง เพียงแต่น่าเสียดายที่วิชาที่ม่อซิวเหยาจัด ให้ทุกวันนั้นคล้ายกับภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับอยู่เหนือศีรษะ เขา ท าให้เขาไม่มีเวลาจะไปก่อเรื่องที่ไหน
ครั้งนี้ม่อซิวเหยาไม่ได้ท าสงครามเอื่อยเฉื่อยกับ แคว้นเป่ยหรงเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทหารตระกูลม่
书呆子
อหลายแสนนายบุกไปยังเมืองที่กองทัพแคว้นเป่ยหรงเฝ้า รักษาการณ์อยู่อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ เดิมชาว เป่ยหรงก็เป็นชนเผ่าเร่ร่อน เชี่ยวชาญการบุกโจมตีอย่าง รวดเร็วฉับไวในระยะไกล เชี่ยวชาญการใช้พละก าลังที่ รุนแรงในการโจมตี แต่การรักษาการณ์ เฝ้าดูแลเมืองของ พวกเขานั้นอ่อนด้อยมาก ไม่ถึงห้าวันก็ถูกตีพ่ายไปสาม เมืองติดกัน ท้งยังต้องถอยไปถึงสี่ร้อยลี้ ถึงจะตั้งตัวได้