ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 384-2 เป่ยหรงปรำชัยย่อยยับ
“ฮ่าๆ แม่ทัพเฮ่อเหลียนเพิ่งจะมาคิดได้เอายามนี้ ไม่รู้สึกว่ามันสายเกินไปหน่อยรึ” ท่ามกลางหมอกหนา ทึบ เสียงหัวเราะปรีดาทุ้มต่ าดังลอยมาจากที่ไกลๆ ใน ยามที่เสียงเพิ่งจะดังขึ้นนั้น เห็นชัดว่าอยู่ที่ไกลออกไป แท้ๆ แต่ในยามที่เสียงนั้นจบลงกลับคล้ายว่าได้มาหยุด อยู่เบื้องหน้าพวกเขาแล้วแล้ว เฮ่อเหลียนเจินและคน อื่นๆ มองไปตามเสียงนั้น เห็นว่าไม่ไกลออกไปนักมี หมอกหนาก าจายตัวออกไป เงาร่างสีขาวทั้งผมและ อาภรณ์ร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นตรงนั้น ไอหมอกที่ ขวางกั้นท าให้มองไม่เห็นหน้าเขา แต่เฮ่อเหลียนเผิง และเฮ่อเหลียนเจินต่างสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขาก าลัง ยิ้ม อีกทั้งยังเป็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบสุดแสนอีกด้วย
“ม่อ! ซิว! เหยา!” เฮ่อเหลียนเจินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
书呆子
“เป็นข้าเอง ผ่านมาสิบเก้าปี คิดอยากจะให้แม่ ทัพเฮ่อเหลียนกลับไปพบกันที่หุบเขาลมหวน ช่างไม่ใช่ เรื่องง่ายเลยจริงๆ” ม่อซิวเหยาในอาภรณ์สีขาวตลอดร่าง เกศาขาวปลิวพลิ้วตามอ าเภอใจอยู่กลางลมหนาว มุม ปากหยักยกเป็นรอยยิ้มเรียบเฉย แต่วาจาที่กล่าวออกไป กลับท าให้รู้สึกถึงไอสังหารที่ท าให้ขนลุกขนพองอย่างไร้ สาเหตุ
“ที่นี่คือหุบเขาลมหวนรึ!” เฮ่อเหลียนเจินเอ่ยร้อง หน้าถอดสี
ม่อซิวเหยายิ้มเอ่ยว่า “แล้วมิใช่หรือไร คิดไม่ถึงว่า ยี่สิบปีผ่านไปแม่ทัพเฮ่อเหลียนก็ลืมเลือนไปเสียแล้ว แต่ ว่า…ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพจะจดจ าหุบเขาวิญญาณระทมได้ ตราตรึงกว่า เสียดายก็แต่ ครานี้กลับไม่อาจต้อนรับแม่ ทัพเฮ่อเหลียนที่หุบเขาวิญญาณระทมได้อีกแล้ว” ปีนั้น เฮ่อเหลียนเจินวางแผนให้หุบเขาลมหวนเป็นเป็นสถานที่
书呆子
ฝังศพกองทัพตระกูลม่อ ขนาดสถานที่ฝังศพของม่อซิวเห วินที่เป็นติ้งอ๋องคนก่อนของจวนติ้งอ๋องยังห่างจากที่นี่ไม่ ไกล ส่วนหุบเขาวิญญาณระทมเป็นสถานที่ที่ห่างจากหุบ เขาลมหวนไปไม่ถึงห้าสิบลี้ เป็นที่ที่ปีนั้นม่อซิวเหยาแผด เผาเฮ่อเหลียนเจินให้พ่ายแพ้ ส่วนม่อซิวเหยาเองก็ได้รับ บาดเจ็บหนัก สถานที่สองแห่งนี้ เกี่ยวข้องกับศึกในตอน นั้นของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เกรงว่าคงยากที่จะ ลืมเลือน
ในขณะที่ม่อซิวเหยาเอ่ยวาจานั้น กองทัพตระกูล จ านวนม่อนับไม่ถ้วนได้เข้ามาล้อมไว้ทั่วทั้งสี่ทิศ เมื่ออยู่ ท่ามกลางหมอกควันจึงเห็นเป็นเพียงแต่เงาอันเลือนราง จ านวนนับไม่ถ้วนที่ขยับไหวไปมา ราวกับความมืดครึ้ม เย็นเยียบอันรางเลือน ท าให้ทหารเป่ยหรงที่ทั้งหิวทั้ง เหนื่อยอยู่นานแล้วยิ่งตกใจจนขวัญผวา
书呆子
ด้านหลังม่อซิวเหยาค่อยๆ ปรากฏเงาคนสองสาม คนออกมาช้าๆ เยี่ยหลีในชุดขาวและอวิ๋นถิงกับคนอื่นๆ คุณชายเฟิ่งซานในอาภรณ์แดง สวีชิงเฟิงในชุดสีนิล จั๋วจิ้ง หลินหานและคนอื่นๆ ต่างจับจ้องไปยังเหล่าทหารเป่ย หรงดั่งเสือที่รอพร้อมจะตะครุบเหยื่อ มีเพียงม่อตัวน้อย ในชุดผ้าไหมสีด าทั้งร่างที่อยู่ข้างกายเยี่ยหลีเท่านั้น ที่ แม้ว่าจะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วย ชีวิตชีวา เด็กน้อยเบิกดวงตากลมโตมองไปยังผู้คนที่อยู่ เบื้องล่าง แล้วมองฝูงชนที่สีหน้าเคร่งขรึมข้างกาย จากนั้นดึงชายเสื้อของเฟิ่งจือเหยาอย่างสนใจใคร่รู้
เฟิ่งจือเหยาส่ายหน้าให้ม่อตัวน้อยอย่างเงียบๆ แล้วส่งสายตาบุ้ยใบ้ไปทางม่อซิวเหยา ม่อตัวน้อยท าปาก ยื่น ก่อนกระโดดไปอยู่ข้างกายม่อซิวเหยาเงียบๆ “ท่าน พ่อ…”
书呆子
ม่อซิวเหยายิ้มเรียบ โน้มกายลงอุ้มม่อตัวน้อยขึ้นมา ยิ้มเอ่ยว่า “อวี้เฉิน เจ้าคงรู้ว่าที่นี่คือที่ใดกระมัง”
นี่เป็นครั้งแรกที่ม่อซิวเหยาเอ่ยเรียกชื่อจริงของตน อย่างตั้งใจ ม่อตัวน้อยกะพริบตาปริบๆ เอ่ยอย่างสนใจ ใคร่รู้ว่า “ท่านพ่อ ที่นี่คือที่ใดหรือ”
“ที่นี่…คือที่ที่วีรบุรุษกองทัพตระกูลม่อและท่านลุง ของเจ้าได้ฝังกายอยู่ในปีนั้น” ม่อซิวเหยาเอ่ยเสียงขรึม
ม่อตัวน้อยกะพริบตาปริบๆ แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่ย่อมมีคนสอนสั่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกองทัพ ตระกูลม่อและต าหนักติ้งอ๋อง จึงย่อมรู้ว่ายังมีท่านลุงที่ บิดาเคารพนับถือเป็นอย่างมากถูกชาวเป่ยหรงท าร้ายจน ตาย บางครั้งม่อตัวน้อยยังเคยคิดเงียบๆ ว่าหากท่านลุง ไม่ตาย ในตอนที่ท่านพ่อรังแกตนก็จะมีคนช่วยตนเพิ่มขึ้น อีกคนใช่หรือไม่
书呆子
“ท่านพ่อ เราจะแก้แค้นให้ท่านลุงหรือ” ม่อตัว น้อยเบิกตาโตมองพลางเอ่ยถาม
“ถูกต้อง” ม่อซิวเหยาเอ่ยเสียงขรึม
เฟิ่งจือเหยาและคนอื่นๆ ที่ติดตามอยู่ด้านหลังม่อ ซิวเหยาต่างอดเหลือบมองเยี่ยหลีไม่ได้ ทายาทตัวน้อยยัง ไม่ครบแปดขวบดี ให้เด็กน้อยเพียงนี้มาดูเหตุการณ์เช่นนี้ จะบ้าบิ่นเกินไปหรือไม่ เยี่ยหลีถอนใจอย่างจนปัญญา ท่าทางสนอกสนใจของม่อตัวน้อยเช่นนั้น ก็ดูไม่เหมือน ท่าทางหวาดกลัว ในใจเยี่ยหลีนึกกังวลจริงๆ ว่าลูกชายที่ เฉลียวฉลาดของตนคนนี้จะถูกม่อซิวเหยาสอนสั่งจนออก นอกลู่นอกทาง แต่ไม่ว่าม่อตัวน้อยจะสนิทสนมกับเยี่ยหลี อย่างไร โดยธรรมชาติ เด็กผู้ชายในด้านบางด้านกลับมี ความเชื่อฟังบิดามากกว่า อย่างเช่นในยามนี้
ท่ามกลางกองทัพใหญ่เป่ยหรง เยียหลี่ว์เหยี่ยก้าว ออกมาจากฝูงชน จ้องม่อซิวเหยาที่อยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้า
书呆子
เขียวคล้ า เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “วิธีการติ้งอ๋องช่างดียิ่ง มี ความอดทนสูง!” ถึงยามนี้เยียหลี่ว์เหยี่ยไหนเลยจะไม่รู้ว่า หลายวันมานี้ม่อซิวเหยาหยอกเล่นกับพวกเขามาโดย ตลอด เป้าหมายสุดท้ายก็คือบีบต้อนให้กองทัพใหญ่เป่ย หรงมายังหุบเขาลมหวน เพื่อแก้แค้นให้แก่ม่อซิวเหวินที่ โดนลอบท าร้ายลับหลังที่นี่ในปีนั้น
ม่อซิวเหยาพยักหน้าอมยิ้มเอ่ยว่า “กล่าวได้ดี แต่ ต่อให้องค์ชายเจ็ดพาทหารที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับไป ยังเป่ยหรง ท่านก็มิใช่คู่ต่อสู้ของรัชทายาทเยียหลี่ว์อยู่ดี สู้ ฝังกลบตนอยู่ในหุบเขาลมหวนนี้จะไม่ดีกว่าหรือ จึงจะ นับว่าสมเกียรติแก่ชื่อเสียงอันยอดเยี่ยมขององค์ชายเจ็ด องค์ชายเจ็ดควรจะขอบคุณข้าจึงจะถูก”
เยียหลี่ว์เหยี่ยสีหน้าบิดเบี้ยว ตุ่นและมดยังละโมบ ในชีวิต นับประสาอะไรกับมนุษย์ เยียหลี่ว์เหยี่ยไม่กลัว ตาย แต่ไม่ยอมตายเช่นนี้เด็ดขาด ทว่าเขากลับทราบดี
书呆子
สถานการณ์ยามนี้ของพวกเขามิใช่เขาที่เป็นต่อ ตอนนี้ ทหารตระกูลม่อหลายแสนนายปิดล้อมไว้ทุกด้าน ทหาร เหลือรอดไม่ถึงสองแสนของตนต่อให้สู้อย่างสุดชีวิตก็ฝ่า ออกไปมิได้ ขอเพียงม่อซิวเหยาออกค าสั่ง เกาทัณฑ์นับ หมื่นดอกจะทะยานยิงออกไป กองทัพใหญ่เป่ยหรงก็จะ ถูกฝังกลบในทันที
เฮ่อเหลียนเจินสีหน้าซีดเผือด เงียบงันไม่กล่าวค า เฮ่อเหลียนเผิงยืนอยู่ข้างกายเยียหลี่ว์เหยี่ย สายตาดั่งธนู จับจ้องไปยังเยี่ยหลีที่อยู่ข้างกายม่อซิวเหยา
“ข้าน้อยเฮ่อเหลียนเผิง ขอประมือกับพระชายาติ้ง อ๋อง!” ทันใดนั้นเฮ่อเหลียนเผิงพลันก้าวขึ้นมาหน้ามาก้าว หนึ่ง พร้อมเอ่ยเสียงขรึมขึ้น
สายตาของเหล่าแม่ทัพกองทัพตระกูลม่อต่างกวาด มองไปทางเฮ่อเหลียนเผิงกันอย่างพร้อมเพรียง คล้ายว่า ก าลังมองคนปัญญาอ่อนอยู่อย่างไรอย่างนั้น คิดจะท้า
书呆子
ทายพระชายาติ้งอ๋องต่อหน้าติ้งอ๋อง บุรุษผู้นี้เสียสติไป แล้วจริงๆ
เป็นไปดังคาด เห็นเพียงม่อซิวเหยาหัวเราะเสียง เย็นยะเยือก เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “เหตุใดแม่ทัพเฮ่อเห ลียนไม่ท้าทายข้าเล่า นี่ก าลังดูถูกข้าอยู่ใช่หรือไม่” เฮ่อ เหลียนเผิงมองม่อซิวเหยาแวบหนึ่ง แต่มิได้ตอบค าใด ท า เพียงจดจ้องไปยังเยี่ยหลีเขม็ง
เยี่ยหลียิ้มเรียบนิ่ง ก้าวเข้าไปก้าวหนึ่งพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อแม่ทัพเฮ่อเหลียนสนใจเช่นนี้ ข้าก็จะย่อมให้ ความร่วมมือ เชิญ” แม้เยี่ยหลีจะไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อ เฮ่อเหลียนเผิงผู้นี้ แต่เฮ่อเหลียนเผิงเป็นถึงแม่ทัพของ แคว้นย่อมรู้ว่าการท้าทายสตรีต่อหน้าฝูงชนไม่ว่าชนะ หรือแพ้ล้วนมิใช่เรื่องมีเกียรติ ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องตายยังยืน หยัดได้เพียงนี้ อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าเฮ่อเหลียนเผิง มองเยี่ยหลีเป็นศัตรูคนหนึ่งจริงๆ
书呆子
“อาหลี” ม่อซิวเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก าลัง ภายในของเยี่ยหลีด้อยกว่าเฮ่อเหลียนเผิงมากนัก แม้จะ มั่นใจว่ามีตัวเองอยู่เยี่ยหลีจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตเด็ดขาด แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าเยี่ยหลีจะไม่ได้รับบาดเจ็บ
เยี่ยหลีส่ายหน้ายิ้มเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก”
เยี่ยหลีก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แขนเสื้อเป็น ประกายสีเงิน มีดสั้นแวววาวเล่มหนึ่งพลันปรากฏอยู่ใน ฝ่ามือเยี่ยหลี ฝั่งตรงข้าม ในมือของเฮ่อเหลียนเผิงมีกระบี่ ยาวที่ใช้การได้ดีเล่มหนึ่ง เห็นแค่อาวุธก็ท าเอาคนรู้สึกว่า ระหว่างทั้งสองนั้นยากจะต่อสู้กันได้
เฮ่อเหลียนเผิงก็ไม่เกรงใจ กระบี่ยาวในมือกวาด วาดไปทางเยี่ยหลี เยี่ยหลีก้าวขยับเล็กน้อย โน้มตัวลง หลบ แสงสีขาวคล้ายหงส์เหาะทะยานเข้าใกล้เฮ่อเหลียน เผิง ท่ามกลางหมอกสีจาง ทุกคนเห็นเพียงเงาสองสาย เดี๋ยวปะทะเดี๋ยวแยก เสียงอาวุธกระทบกันดังเข้าโสต
书呆子
ประสาทไม่หยุด เยี่ยหลีที่ประมือกับเฮ่อเหลียนเผิงขมวด คิ้วเล็กน้อย ทั้งพละก าลังและก าลังภายในของนางล้วนสู้ เฮ่อเหลียนเผิงไม่ได้ เมื่อครู่ดาบสั้นกับกระบี่ยาวกระทบ กันหลายครา เยี่ยหลีรู้สึกได้ว่ามือขวาถูกสั่นสะเทือนจน ชาดิก ยามนี้จึงไม่ใช้ไม้แข็งชนไม้แข็งกับเขา นางเหาะพุ่ง ไปประชิดตัวเฮ่อเหลียนเผิงอย่างรวดเร็ว รับมือในระยะ ประชิด เช่นนี้แล้ว กระบี่ยาวของเฮ่อเหลียนเผิงก็จะเสีย ทีที่จะใช้ก าลังภายในได้ เขาคิดจะเว้นระยะห่างกับเยี่ย หลีหลายคราแต่สุดท้ายก็ล้มเหลว หากเป็นการการสู้ ระยะประชิด บนโลกนี้คู่ต่อสู้ของเยี่ยหลีมีไม่มาก หากไม่ ใช้ก าลังภายใน ต่อให้เป็นม่อซิวเหยาก็ไม่อาจเอาเปรียบ นางได้มากมายนักเช่นกัน เช่นนี้แล้ว เพียงไม่นานทั้งสอง จึงดูจะสู้กันได้อย่