ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 385-1 ไม่อำจรักษำเกียรติไว้ได้
ศึกสงครามที่ต่อเนื่องมาจนครึ่งปีจบสิ้นลงโดยพลัน สุดท้ายกองทัพใหญ่เป่ยหรงหลายแสนนายต่างถูกกลบฝัง อยู่ในหุบเขาลมหวนทั้งหมด ภายในหุบเขา โลหิตเจิ่งนอง ดั่งสายน้ า ศพล้มตายเกลื่อนกลาด ส่วนบรรดานายทหาร เป่ยหรงจ านวนหร็อมแหร็มที่ปักหลักเฝ้ารักษาการณ์อยู่ แต่ละพื้นที่เหล่านั้นย่อมไม่มีอันใดให้พูดถึง เพราะถูก ทหารตระกูลม่อท าลายล้างจนดับสิ้นไปด้วยความรวดเร็ว ประหนึ่งสายฟ้า ศึกครานี้ ดูเผินๆ เหมือนไม่น่าอันใดน่า ตื่นเต้นยินดี เป็นเพียงศึกธรรมดาไม่มีอันใดสะดุดตาสัก นิด แต่หากว่ากันด้วยเรื่องผลการศึกแล้วกลับเพียง พอที่จะลบล้างผลการรบส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ของ กองทัพตระกูลม่อไป ทหารเป่ยหรงมากกว่าล้านนาย คิด ไม่ถึงว่าสุดท้ายจะไม่มีใครสักคนที่หนีกลับเป่ยหรงไปได้ เลย จากการสู้รบครานี้สิ่งที่เป่ยหรงสูญเสียไม่ใช่เพียงแค่
书呆子
ทหารและม้าหลายล้านนายเท่านั้น แต่ยังมีแม่ทัพนายก องอีกเกือบเจ็ดในสิบส่วนของเป่ยหรงด้วย ซึ่งคงต้องใช้ เวลาฟื้นฟูหลายสิบปีเลยทีเดียว
จนกระทั่งถึงเวลาเก็บกวาดหลังจากสงครามจบสิ้น คนที่ถูกทหารตระกูลม่อจับกุมไปไว้เบื้องหน้าม่อซิวเหยา และคนอื่นๆ กลับท าให้ทุกคนนึกไม่ถึงเป็นอย่างมาก คน ผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็นแม่ทัพใหญ่ม้าเร็วแห่งเป่ยหรงอย่าง เฮ่อเหลียนเจิน กระทั่งเยียหลี่ว์เหยี่ยยังตายอยู่ในกองทัพ อันวุ่นวายนั้นไป แต่ไม่คิดเลยว่าเฮ่อเหลียนเจินจะยังมี ชีวิตอยู่ได้อีก
ดวงตาคมของม่อซิวเหยาเข้มขึ้นเล็กน้อย กวาด มองทหารสองนายที่คุมตัวเฮ่อเหลียนเจินมาแวบหนึ่ง ทั้ง สองรีบรายงานว่า “เรียนท่านอ๋อง คนผู้นี้มีข้อมูลที่ส าคัญ เกี่ยวกับเป่ยหรงต้องการจะบอกท่านอ๋อง ดังนั้นจึง…”
书呆子
ทุกคนพลันกระจ่าง ที่แท้พอถึงช่วงเวลาส าคัญช่วง สุดท้าย เฮ่อเหลียนเจินเกิดนึกกลัวตายขึ้นมา จึงจ าต้อง ใช้สิ่งนี้มาแลกเปลี่ยนโอกาสในการรักษาชีวิตเอาไว้ ส าหรับเรื่องนี้ ในสายตาแม่ทัพนายกองของทหารตระกูล ม่อไม่เพียงแต่มีแววตาดูถูกดูแคลนเท่านั้น ยังมีความ เคียดแค้นชิงชังปนอยู่ด้วย เมื่อสิบเก้าปีก่อน ทหาร ตระกูลม่อตายด้วยความชอกช้ าใจโดยไม่ได้รับความเป็น ธรรม พวกเขามิได้ตายอยู่ในเงื้อมมือของวีรบุรุษผู้มีจิตใจ อันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แต่เป็นคนที่ละโมบในชีวิตรักตัวกลัว ตายอย่างน่าสมเพชคนหนึ่ง
ความจริงแล้ว สิบเก้าปีก่อน เฮ่อเหลียนเจินไม่ จ าเป็นต้องเป็นศิษย์ผู้รักตัวกลัวตาย แต่เขาไม่ได้ร่วมรบ มาสิบกว่าปีแล้ว แม้ว่าปีนั้นจะพ่ายแพ้ย่อยยับให้แก่ม่อ ซิวเหยาแต่ก็ยังห่างไกลจากช่วงเวลาที่เขารุ่งโรจน์เปี่ยม ไปด้วยพลังมากที่สุด สิบกว่าปีต่อมา สติปัญญาและจิตใจ
书呆子
อันเข้มแข็งที่มีแต่เดิมค่อยๆ เสื่อมถอยจนหายไปจนหมด สิ้นตั้งนานแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความไม่พอใจที่พ่าย แพ้ให้แก่ม่อซิวเหยาเท่านั้น เมื่อความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า เขาไร้หนทางที่จะชนะม่อซิวเหยาได้ ความไม่พอใจนี้จึง มลายหายไป สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงชีวิตของเขาเท่านั้น
“ติ้งอ๋อง ขอเพียงเจ้าไว้ชีวิตข้าสักครั้ง ข้ายินดีบอก ก าลังทหารของเป่ยหรงที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมดให้” เฮ่อเหลียนเจินแววตาเป็นประกายหวาดวิตก เอ่ยด้วย ท่าทีร้อนรน เขาไม่อยากตาย ขนาดสิบเก้าปีก่อนเขายัง ไม่รู้ตัวว่าตนไม่อยากตายชัดเจนเพียงนี้เลย
มุมปากม่อซิวเหยาหยักยกเป็นรอยยิ้มเย็นชาไม่ แยแส “ไม่ได้กุมอ านาจทางการทหารมาสิบเก้าปี แม่ ทัพเฮ่อเหลียน เจ้ารู้จริงๆ รึว่ากองก าลังเป่ยหรงกระจัด กระจายไปที่ใดบ้าง” เฮ่อเหลียนเจินอ้ าอึ้ง “ขะ…ข้าจะ บอกในสิ่งที่ข้ารู้มาทั้งหมดให้แก่ท่าน ขอแค่ท่านไว้ชีวิตข้า
书呆子
สักครั้ง!” มาถึงขั้นนี้ ในที่สุดเฮ่อเหลียนเจินก็พบว่า ตนเองนั้นไม่มีสิทธิต่อรองกับม่อซิวเหยา จึงเอ่ยขึ้นด้วย ความตระหนก
ไอสังหารแผ่ซ่านในแววตาม่อซิวเหยา แต่มิได้ ปลดปล่อยออกมาในทันที เขาหลับตาลงช้าๆ ปรับ อารมณ์ในจิตใจให้สงบ แล้วจึงค่อยลืมตาขึ้น แววตาเขา ในยามนี้นิ่งสงบขึ้นแล้ว แต่เฮ่อเหลียนเจินกลับสัมผัสถึง ความไม่ชอบมาพากลได้อย่างรางๆ
ได้ยินเพียงเสียงสงบนิ่งดั่งสายน้ าของม่อซิวเหยาดัง ขึ้นว่า “ลากตัวออกไปตัดหัว!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ทหารสองนายที่คุมตัวเฮ่อเหลียนเจิน เข้ามาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ลากเขาออกไปใหม่อีก ครั้งทันที ได้ยินเพียงเสียงร้องขอชีวิตและเสียงตะโกน ด้วยความตื่นตระหนกของเฮ่อเหลียนเจินที่มีมากกว่า ตอนที่พาเข้ามา ทุกคนต่างหดหู่ใจแทนเขา แม่ทัพที่มี
书呆子
ชื่อเสียงในยุคหนึ่ง แม้นร่างกายตกตายไปแล้วแต่ เกียรติยศกลับยังคงหนีความตายไปไม่พ้น
ภายในกระโจมใหญ่พลันเงียบงัน สีหน้าทุกคนล้วน เลื่อนลอย อวิ๋นถิงและแม่ทัพนายกองที่อายุยังน้อยแทบ จะไม่เชื่อว่าพวกเขาได้ท าลายกองทัพอีกฝ่ายที่มีจ านวน มากกว่าพวกเขา ทั้งยังเป็นกองทัพที่มีความสามารถไม่ ธรรมดาอย่างกองทัพเป่ยหรงจนสูญสิ้นไปหมดแล้ว
ซุนเย่าอู่นิ่งอึงไป ทันใดนั้นก็ร้องไห้โฮออกมาเสียยก ใหญ่ แม้เขาจะไม่มีความแค้นในปีนั้นต่อเป่ยหรง แต่สาม ปีก่อนเป่ยหรงรุกรานต้าฉู่ เข่นฆ่าผู้คนไปนับไม่ถ้วนอย่าง โหดเหี้ยม ความเคียดแค้นที่ซุนเย่าอู่มีต่อชาวเป่ยหรง ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้อาวุโสของกองทัพตระกูลม่อเลย
โจวหมิ่นตบบ่าซุนเย่าอู่ไปมา ยิ้มเอ่ยว่า “เหล่าซุน เจ้าขี้แยเกินไปแล้ว พวกเรารบชนะมิใช่เรื่องน่ายินดี หรอกหรือ” ซุนเย่าอู่เช็ดน้ าตา เอ่ยอย่างโมโหว่า “เจ้าจะ
书呆子
ไปรู้อะไร! ข้าก าลังดีใจรู้หรือไม่” โจวหมิ่นลูบจมูกไปมา ตัดสินใจถือสาหาความกับคนเถื่อน
ม่อซิวเหยาสีหน้าเรียบเฉย เอ่ยเสียงขรึมว่า “เอา ล่ะ ให้ทั้งกองทัพพักผ่อนสักสองวัน โจวหมิ่น ซุนเย่าอู่”
“พ่ะย่ะค่ะ!” โจวหมิ่นรีบยืนขึ้นขานรับเสียงกังวาน ซุนเย่าอู่ก็พลันลุกขึ้นเช่นกัน
ม่อซิวเหยาเอ่ยว่า “ชายแดนให้พวกเจ้าสองคน จัดการก็แล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ สองวันต่อจากนี้เคลื่อนทัพ ลงใต้!”
“ข้าน้อยรับบัญชา” ทุกคนต่างเอ่ยอย่างพร้อม เพียง
เส้นชายแดนทางตอนเหนือของต้าฉู่ยาวมาก การมี เพียงโจวหมิ่นกับซุนเย่าอู่ย่อมไม่เพียงพอ เพราะพวกเขา สองคน คนหนึ่งเพิ่งเคยน าทัพคนเดียวเป็นครั้งแรก กับ
书呆子
อีกคนหนึ่งที่เดิมทีเป็นเพียงหัวหน้าหน่วยทหารที่ดูแล รักษาเขต แต่ยามนี้ก าลังเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก ต่อให้เป่ยหรงคิดจะเสริมก าลังหรือแก้แค้นให้เยียหลี่ว์เห ยี่ย ก็คงเป็นเรื่องของสองเดือนหลังจากนี้ อีกทั้งหลังจาก ผ่านประสบการณ์รบในช่วงครึ่งปีมานี้ทั้งสองคนก็ สามารถรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ได้แล้ว ดังนั้นม่อซิว เหยาจึงไม่เป็นกังวล
โจวหมิ่นย่อมรับบัญชาด้วยความยินดี ส่วนซุนเย่าอู่ ที่เป็นทหารพ่ายศึกจากแคว้นอื่นย่อมปรีดาเป็นอย่างมาก กับความเชื่อใจของติ้งอ๋อง พวกเขาต่างรับบัญชาด้วย ความยินดี คนอื่นๆ ย่อมรู้ดีว่าพวกเขาติดตามติ้งอ๋องลง ใต้ยังมีศึกอันดุเดือดอีกนับไม่ถ้วนรอพวกเขาอยู่ แต่ ขณะเดียวกันก็หมายความว่าพวกเขาจะมีคุณงามความดี มากขึ้นเช่นกัน จึงต่างตั้งตารอคอยกันอย่างมาก ทันใด นั้นบรรยากาศภายในกระโจมใหญ่ก็ยิ่งคึกคักขึ้นมา
书呆子
เยี่ยหลีนั่งอยู่ข้างกายม่อซิวเหยา ยื่นมือไปกุมมือ เขาไว้เงียบๆ ม่อซิวเหยาหันหน้ามามองเยี่ยหลีที่คล้ายยิ้ม อยู่น้อยๆ ข้างกายตน แววตามีรอยยิ้มและความอบอุ่น แผ่ซ่านอย่างลุ่มลึก ในขณะเดียวกันก็พลิกมือไปกุมมือ นางไว้แน่น
ม่อตัวน้อยที่นั่งตรงกลางระหว่างพวกเขา มองบิดา มารดาซ้ายทีขวาที แล้วจึงยิ้มจนตาหยีพร้อมวางมือเล็กๆ ของตนลงไปด้วย
บนเนินเล็กๆ ไม่ไกลจากหุบเขาลมหวนนัก มีหลุม ศพเดียวดายที่ไม่สะดุดตาหลุมหนึ่งตั้งอยู่ ด้านหน้าหลุม ศพนั้นไร้แม้กระทั่งป้ายสุสาน บนหลุมมีหญ้าแห้งขึ้นปก คลุมอยู่เต็มไปหมด หากไม่ตั้งใจมองคงคิดว่าเป็นเพียง เนินดินเล็กๆ ที่มีหญ้าแห้งขึ้นเต็มเท่านั้น
ม่อซิวเหยาจูงมือเยี่ยหลีข้างหนึ่ง อีกข้างจูงม่อตัว น้อยมายืนอยู่หน้าหลุมศพ เยี่ยหลีมองม่อซิวเหยาด้วย
书呆子
ความฉงนเล็กน้อย ก่อนนัยน์ตาจะพลันปรากฏแวว กระจ่างแจ้ง ได้ยินเพียงเสียงม่อซิวเหยาเอ่ยเบาๆ ว่า “อาหลี นี่คือพี่ใหญ่”
เยี่ยหลีกลับไม่ถามให้มากความ นางพยักหน้าเดิน เข้าไปท าความเคารพ “ผู้น้องเยี่ยหลีคารวะพี่ใหญ่” แล้ว หันไปมองม่อตัวน้อยพลางเอ่ยว่า “ม่อตัวน้อย คราวะ ท่านลุง”
ม่อตัวน้อยกะพริบตาอย่างงุนงง แม้ว่าจะไม่ค่อย เข้าใจว่าเพราะเหตุใดตอนอยู่ที่ฉู่จิงเขาก็เคยเห็นหลุมศพ ท่านลุงใหญ่ เหตุใดยามนี้จึงมีหลุมศพของท่านลุงใหญ่อยู่ ที่นี่อีก แต่ก็เดินไปยังข้างกายเยี่ยหลีคุกเข่าลงอย่างเชื่อ ฟัง โขกหัวอย่างเคารพนบนอบสามครั้งพลางเอ่ยว่า “ม่ ออวี้เฉินคารวะท่านลุงใหญ่”
ม่อซิวเหยาถอนใจเบาๆ สะบัดชายอาภรณ์คุกเข่า ลงข้างเยี่ยหลี เอ่ยเสียงขรึมว่า “พี่ใหญ่ เห็นหรือยัง ข้า
书呆子
แก้แค้นให้ท่านพี่แล้ว” เยี่ยหลีโน้มตัวลงเล็กน้อย ก็พบว่า ต าแหน่งของหลุมศพนี้หันหน้าเข้าหาหุบเขาลมหวนพอดี หากคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนี้ เช่นนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขา ลมหวนเมื่อวานนี้ทั้งหมดย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง
ตอนเด็กๆ เรียกได้ว่าม่อซิวเหวินเป็นคนเลี้ยงม่อซิว เหยาให้เติบโตมาเองกับมือ เขาย่อมเคารพนับถือพี่ใหญ่ผู้ นี้อย่างมากแน่นอน ดังนั้นหลายปีมานี้ สิ่งที่ม่อซิวเหยาไม่ ลืมเลยก็คือการแก้แค้นให้พี่ใหญ่ แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าม่อ ซิวเหยาจะฝังร่างม่อซิวเหวินไว้ในที่ที่รกร้างว่างเปล่า ห่างไกลฉู่จิงเช่นนี้