ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 385-2 ไม่อำจรักษำเกียรติไว้ได้
หลังจากคุกเข่าค านับแล้ว ม่อซิวเหยาก็พยุงเยี่ยหลี ให้ลุกขึ้น พวกเขานั่งลงไม่ไกลจากหลุมศพมากนัก โอบ ไหล่เยี่ยหลีไว้พลางเอ่ยอย่างเลื่อนลอยว่า “ทุกคนต่างคิด ว่ากระดูกของพี่ใหญ่ฝังอยู่ในสุสานบรรพบุรุษของ ต าหนักติ้งอ๋องในเมืองหลวง ความจริงแล้วไม่ใช่ ปีนั้น ตอนที่ข้าไล่ตามมาถึงชายแดน ร่างของพี่ใหญ่ถูกไฟเผา ไปหมดแล้ว ดังนั้น ข้าจึงเปลี่ยนที่ให้เขา เอากระดูกของ พี่ใหญ่ฝังไว้ที่นี่ ข้าอยากให้เขาเฝ้าอยู่ที่นี่ ต้องมีสักวันที่ข้า จะแก้แค้นแทนเขา แทนทหารตระกูลม่อที่ต้องตายอย่าง ชอกช้ า”
เยี่ยหลีกุมมือเขาไว้พลางยิ้มบางเอ่ยว่า “เจ้าท าได้ แล้ว พี่ใหญ่ต้องมีความสุขมากแน่” ม่อซิวเหยาเอ่ยอย่าง ไม่แน่ใจเล็กน้อยว่า “ข้าไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จะมีความสุขหรือไม่ แต่…พี่ใหญ่ก็กลับมาไม่ได้แล้ว” เขาเคยพร่ าอยากจะแก้
书呆子
แค้นทุกขณะจิต แต่พอได้แก้แค้นจริงๆ แล้วจิตใจกลับยิ่ง อ้างว้างและว่างเปล่าขึ้นกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ตอนที่ม่อ จิ่งฉีตาย ม่อซิวเหยาก็รู้สึกเช่นนี้แล้ว มายามนี้ความรู้สึก ว่างเปล่ายิ่งปะเดปะดังเข้ามามากขึ้นกว่าเดิม เพราะ แม้ว่าเขาจะฆ่าคนที่แค้นไปจนหมดแล้ว แต่คนที่ตายจาก ไปแล้วก็ไม่มีวันกลับมาอีกแล้วเช่นกัน
“ซิวเหยา…” เยี่ยหลีเอ่ยเรียกด้วยความเป็นห่วง
ม่อซิวเหยายิ้มบางเอ่ยว่า “ไม่ต้องกังวลไป ข้ายังมี เจ้า ยังมีต าหนักติ้งอ๋อง ยังมีกองทัพตระกูลม่อ” เขาอม ยิ้มพลางจับมือเยี่ยหลี แล้วมองม่อตัวน้อยข้างกายที่มี ท่าทางเชื่อฟังอย่างน้อยครั้งจะเป็นเช่นนี้ ในใจม่อซิว เหยาพลันอบอุ่นขึ้น โชคดี…โชคดีที่มีอาหลีอยู่ และยังมี ลูกๆ ของพวกเขา ครอบครัวของพวกเขา มิฉะนั้นแล้ว ม่อซิวเหยาอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่า หลังจากแก้แค้นเสร็จ แล้ว ชีวิตของเขาควรจะด าเนินต่อไปอย่างไรดี
书呆子
ม่อตัวน้อยเบ้ปากน้อยๆ ของตัวเอง ดวงตาสั่นไหว พร้อมโผเข้าสู้อ้อมอกม่อซิวเหยาแล้วเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านยังมีข้ากับน้องชายน้องสาว รอให้ข้าโตก่อน ข้าจะ ช่วยท่านท าลายเป่ยหรงเอง”
ม่อซิวเหยามองเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ยิ้มเอ่ยว่า “อย่างนั้นรึ ข้าจะรอก็แล้วกัน”
ม่อตัวน้อยแค่นเสียงเฮอะๆ ออกมาอย่างไม่สบ อารมณ์ “ท่านพ่อดูถูกข้า! รอข้าโตก่อนเถิด ข้าโตแล้วจะ ท าลายเป่ยหรงให้ท่านดู!” ม่อซิวเหยาพยักหน้าเอ่ยว่า “นั่นสิ ไม่ใช่ว่าข้ารอดูอยู่หรือไร”
ม่อตัวน้อยสัมผัสได้ลึกๆ ว่าถูกบิดาตนดูถูกเข้าให้ แล้ว จึงเกิดโมโหจนโวยวายเสียงดัง คว้าม่อซิวเหยาไว้ แน่นไม่ยอมปล่อย เยี่ยหลีมองพวกเขาสองพ่อลูกทะเลาะ กันวุ่นแล้วอดจะแย้มยิ้มออกมามิได้ นางถามเสียงเบาว่า “จะย้ายกระดูกของพี่ใหญ่กลับไปฉู่จิงหรือไม่”
书呆子
ม่อซิวเหยาส่ายหน้ายิ้มเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอก เอาไว้ที่นี่แหละ ต่อไปพวกเรา…” ต่อไปสุสานสกุลม่อคง ไม่ต้องตั้งที่ฉู่จิงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น อยู่ที่นี่กลับเงียบสงบดี ฮ่องเต้ไม่เห็น ขุนนางน้อยใหญ่ก็ไม่มาก สุสานหลวงของ ฮ่องเต้ อร้าอร่ามไปด้วยเงินทองของมีค่า แต่เมื่อถึงคราว ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ก็กลายเป็นยุคของโจรขุดสุสาน เท่านั้น
ปีนี้ผ่านพ้นไป เรื่องใหญ่มีมาไม่หยุดหย่อน พอ ปลายปีในที่สุดม่อจิ่งหลีอุปราชแห่งต้าฉู่ที่มาลงหลักปัก ฐานที่เจียงหนานก็ขึ้นครองต าแหน่งฮ่องเต้อย่างเป็น ทางการ และยังไม่ทันจะปีใหม่ แดนเหนือก็เกิดเรื่องใหญ่ ที่ท าเอาลั่นฟ้าสะเทือนดินขึ้น กองทัพใหญ่ล้านนายที่เข้า โจมตีต้าฉู่ถูกกองทัพตระกูลม่อปราบปรามจนสูญสิ้น ไม่มี ใครได้กลับไปยังเป่ยหรงแม้แต่คนเดียว พอข่าวคราวนี้ สะพัดออกไป ใต้หล้าก็พลันหวาดหวั่นพรั่นพรึงกันเหลือ
书呆子
จะกล่าว เหล่าไพร่ฟ้าต้าฉู่จ านวนมากที่ถูกบังคับให้ อพยพในตอนนั้นยิ่งร่ าไห้น้ าตาไหลหลาก ลอบวางแผน จะกลับไปยังแดนเหนือ เสียดายก็แต่แม้เป่ยหรงจะล่ม สลาย แต่แดนเหนือกลับยังมีสงครามไม่หยุดหย่อน ฮ่องเต้ฉู่ตี้ม่อจิ่งหลีที่เพิ่งจะนั่งบัลลังก์ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนดีก็ น าทัพใหญ่เจ็ดแสนนายเดินทัพขึ้นเหนือ ให้สัตย์สาบาน ว่าจะแย่งดินแดนทางเหนือกลับคืนมาให้ได้
และในขณะเดียวกัน กองทัพใหญ่ซีหลิงที่เหลย เจิ้นถิงเป็นผู้น าทัพก็ตีรุ่ยชางแตก พร้อมปิดล้อมเมืองเวย ไว้ ท าให้เมืองเวยก าลังตกอยู่ในอันตรายทุกขณะ
ณ เมืองเวย
ด้านบนก าแพงเมือง หนานโหวกับมู่หรงเซิ่นนั่งอยู่ ตรงข้ามกัน ก าลังแข่งหมากล้อมกันอยู่ ด้านล่างประตู เมือง ห่างออกไปหลายลี้เป็นค่ายทหารใหญ่ซีหลิง เห็น เพียงธงทิวปลิวอยู่กลางค่าย แค่ทอดสายตามองออกไป
书呆子
ไกลก็สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายสงครามอันมหึมาเสียด ฟ้า
มู่หรงเซิ่นส่ายหน้า โยนหมากลงอย่างจนปัญญา เอ่ยว่า “หนานโหว เจ้าช่างไม่ทุกข์ร้อนต่อความล าบากได้ ดีเสียจริง แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่ชอบของพรรค์นี้เลย” หนานโหวเงยหน้ามายิ้มเอ่ยยว่า “แม่ทัพมู่หรงอย่าได้ใจ ร้อนไป”
มู่หรงเซิ่นเอ่ยอย่างร้อนรนว่า “เสียรุ่ยชางไปแล้ว ยามนี้ทัพใหญ่ของเหลยเจิ้นถิงปิดล้อมเมืองเวยไว้ เรา กลับไร้หนทาง ข้าไหนเลยจะไม่ร้อนใจไหว” หนานโหว ยิ้มเอ่ยว่า “สถานการณ์ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากมิใช่หรือ เดิมทีท่านอ๋องบอกว่าภายในสามเดือนสามารถรักษาด่าน เฟยหงเอาไว้ได้ก็พอแล้ว ยามนี้ใกล้จะสองเดือนเข้าไป แล้ว เมืองเวยยังอยู่ในมือเราอยู่เลย เห็นได้ชัดว่า สถานการณ์มิได้นอกเหนือไปจากที่ท่านอ๋องได้คาดการณ์
书呆子
ไว้ ก าลังพลของเราน้อยกว่าเหลยเจิ้นถิง หน าซ้ ากลศึกยัง ด้อยกว่าเขาอยู่ขั้นหนึ่ง แม่ทัพมู่หรงจะต้องโทษตัวเองไป ไย”
มู่หรงเซิ่นถอนหายใจ มองไปยังหนานโหวอย่าง เกรงใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าน้อยทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ความ จริง…ข้าก็นับว่าผ่านสนามรบทั่วทุกสารทิศมาค่อนชีวิต แต่นี่กลับเป็นคราแรกที่เหมือนถูกคนกดข่มจนไร้ก าลังจะ ต่อต้าน” สงครามกว่าร้อยครั้งในชั่วชีวิตนี้ของมู่หรงเซิ่น ย่อมมีแพ้มีชนะ แต่ครานี้ที่เพียงเริ่มต้นก็ถูกตีจนแทบจะ เงยหน้าไม่ขึ้นเช่นนี้กลับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เขาจึงยาก ที่จิตใจจะสงบลงได้
หนานโหวยิ้มเอ่ยว่า “เหลยเจิ้นถิงมีสมญานามว่า เทพเจ้าแห่งสงครามของซีหลิง เรียกได้ว่าชั่วชีวิตพ่ายแพ้ ให้แค่ท่านอ๋องผู้ส าเร็จราชการคนก่อนและพระชายาติ้ง อ๋องคนปัจจุบันเท่านั้น หากไม่ใช่เขา ท่านอ๋องจะเสี่ยง
书呆子
อันตรายอย่างการคิดท าลายเป่ยหรงก่อนแล้วค่อยมา ตั้งใจจัดการเหลยเจิ้นถิงหรือไร” ส่วนต้าฉู่ของม่อจิ่งหลี พูดกันตรงๆ กองทัพตระกูลม่อไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ า แม่ทัพนายกองผู้โด่งดังที่พอจะนับได้ของต้าฉู่ยามนี้ ครึ่งหนึ่งได้มาอยู่กับต าหนักติ้งอ๋องแล้ว หลายปีมานี้ไม่ได้ ยินข่าวว่ามีแม่ทัพยอดฝีมือหน้าใหม่ปรากฏตัวขึ้นเลย ม่อ จิ่งหลีที่ขี้ระแวงไม่แพ้ม่อจิ่งฉี ท าเป็นแต่กุมอ านาจทาง การทหารเอาไว้ในมือ จะได้ไม่มีต าหนักติ้งอ๋องแห่งที่สอง เกิดขึ้นมาในต้าฉู่แล้วแบ่งอ านาจทหารของตนไปอีก
มู่หรงเซิ่นพยักหน้าเอ่ยว่า “ขอบคุณหนานโหวที่ ตักเตือน”
หนานโหวตบบ่าเขายิ้มเอ่ยว่า “แค่วางใจก็พอแล้ว หากไร้การช่วยเหลือ พวกเราสองคนก็ต้องยืนหยัดอยู่ที่ เมืองเวยรอท่านอ๋องกลับมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจไปที่ ด้านเฟยหงเพื่อก่อปัญหาให้แม่ทัพอาวุโสหยวนต้อง
书呆子
ล าบากใช่หรือไม่เล่า” มู่หรงเซิ่นพยักหน้ายิ้มเอ่ยว่า “ท่านโหวกล่าวได้มีเหตุผล”
“รายงานท่านโหว ท่านแม่ทัพมู่หรง อีกแปดร้อยลี้ จะถึงแล้วขอรับ!” ด้านล่างก าแพงเมือง ทหารนายหนึ่ง วิ่งมาอย่างรีบร้อน พร้อมยื่นจดหมายที่มีครั่งตีตรา ประทับไว้มิดชิดมาให้ หนานโหวรับมา พอม้วนออกดูก็ ปรีดาขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ มู่หรงเซิ่นเห็นสีหน้าของเขา แปลกไปก็รีบเอ่ยถามว่า “ทางท่านอ๋องส่งข่าวดีมาหรือ” หนานโหวพยักหน้ายิ้มเอ่ยว่า “ถูกต้อง ท่านอ๋องท าลาย กองทัพใหญ่เป่ยหรงที่หุบเขาลมหวนจนสิ้น สังหารองค์ ชายเจ็ดแห่งเป่ยหรงและจับเป็นเฮ่อเหลียนเจินไว้ได้”
มู่หรงเซิ่นได้ยินข่าวนี้ก็ดีใจเป็นล้นพ้น แม้ว่ายามนี้ จะสวามิภักดิ์ต่อต าหนักติ้งอ๋องแล้ว แต่อย่างไรเสียทั้งคู่ก็ เป็นชาวต้าฉู่ ความเคียดแค้นที่มีต่อชาวเป่ยหรงไม่น้อย ไปกว่าผู้ใด ยามนี้ได้ยินว่าติ้งอ๋องท าลายกองทัพใหญ่เป่ย
书呆子
หรงจนสิ้นซากจึงอดทอดถอนใจออกมามิได้ หนานโหว ดึงมู่หรงเซิ่นเอาไว้ ยิ้มเอ่ยว่า “แม่ทัพอย่าร้อนใจไป อีก ไม่กี่วันท่านอ๋องก็มาถึงแล้ว แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ไม่อาจ แพร่งพรายข่าวนี้ออกไปได้”
มู่หรงเซิ่นกระจ่างทันที เขาเงยหน้ามองค่ายทหาร ใหญ่ซีหลิงที่อยู่ไกลออกไป ยิ้มเอ่ยว่า “หนานโหววางใจ ข้ารับรองว่ากระทั่งนกตัวเดียวก็อย่าได้คิดจะบินผ่าน เมืองเวยไปได้” ทั้งสองสบตากัน หัวเราะออกมายกใหญ่ อย่างอดไม่อยู่ ทหารรักษาการณ์นอกห้องได้ยินเสียง หัวเราะผู้บัญชาทัพทั้งสองดังลอยมา แม้ว่าจะไม่ทราบว่า เหตุใดทั้งสองจึงได้มีความสุขเช่นนี้ แต่ก็อดจะเผยสีหน้า ผ่อนคลายออกมามิได้
ภายในกระโจมค่ายทหารใหญ่เป่ยหรง เหลยเจิ้นถิง ขมวดคิ้วมองฎีกาตรงหน้า กวาดตามองเหล่าแม่ทัพใต้ บัญชาทั้งหลายแล้วเอ่ยถามเสียงเคร่งว่า “มีข่าวคราวเป่ย
书呆子
หรงบ้างหรือไม่” เหลยเถิงเฟิงก้าวมาตอบว่า “เรียนท่าน พ่อ หลายวันมานี้ไม่มีข่าวคราวจากเป่ยหรงมาเลยพ่ะย่ะ ค่ะ ยามนี้แดนเหนือเข้าสู่ฤดูหนาวอันเย็นเยียบ เกรงว่า กองทัพตระกูลม่อกับกองทัพใหญ่เป่ยหรงจะเคลื่อนไหว กันเชื่องช้า ไม่มีข่าวคราวใดก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา”