ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 385-3 ไม่อำจรักษำเกียรติไว้ได้
คิ้วสีดอกเลาของเหลยเจิ้นถิงขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม เขาส่ายหน้าเอ่ยว่า “แปลก ม่อซิวเหยารู้ทั้งรู้ว่ากองทัพ ใหญ่ของม่อจิ่งหลีใกล้เข้ามาแล้วแท้ๆ แต่ยังจะกล้าขึ้น เหนืออีก เขาไม่ท าเรื่องอืดอาดชักช้าเช่นนี้แน่นอน เกรง ว่า…เป่ยหรงคงเกิดปัญหาขึ้นแล้ว”
“ท่านพ่อหมายความว่า…” เหลยเถิงเฟิงตกตะลึง เอ่ยอย่างไม่ค่อยจะเห็นด้วยว่า “กองก าลังเป่ยหรงไม่ ด้อยไปกว่าทหารตระกูลม่อเลย ถึงขั้นมีจ านวนมากกว่า ด้วยซ้ า ต่อให้ม่อซิวเหยาคิดจะตีทัพใหญ่เป่ยหรงให้แพ้ ราบคาบ แค่เวลาเพียงไม่กี่เดือนเกรงว่าจะท ามิได้”
เหลยเจิ้นถิงส่ายหน้า มองเหลยเถิงเฟิงพลางเอ่ย อย่างเสียดายน้อยๆ ว่า “เถิงเฟิง ไม่ว่าอันใดเจ้าล้วนดี ทั้งสิ้น แต่ดันยึดมั่นในหลักธรรมนองคลองธรรม ไม่กล้า
书呆子
คิดต่าง” เหลยเถิงเฟิงสีหน้ากระอักกระอ่วน เอ่ยอย่างไม่ เข้าใจว่า “คิดต่าง…เป็นเรื่องที่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เหลยเจิ้นถิงยิ้มเอ่ยว่า “หากท าไม่ได้ก็เท่ากับคิด ต่าง แต่หากท าได้ก็เท่ากับวางแผนในกระโจม ตัดสินชัย ไกลพันลี้”
“เสด็จพ่อเชื่อว่าม่อซิวเหยาจะเอาชนะกองทัพใหญ่ เป่ยหรงภายในเวลาอันสั้นอย่างสองเดือนนี้ได้หรือ ก่อน หน้านี้พวกเขาได้ยืดเวลาไปหลายเดือนแล้ว แต่ก็เป็น เพียงชัยชนะอันเล็กน้อยเท่านั้น” เหลยเถิงเฟิงขมวดคิ้ว เอ่ย
เหลยเจิ้นถิงครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ดังนั้น ข้าจึงสงสัยว่าก่อนหน้านี้ม่อซิวเหยาจงใจปกปิดก าลังที่ แท้จริงไว้ ช่วงหลายเดือนก่อนในปีที่แล้วแม้ว่าการแสดง ศักยภาพของกองทัพตระกูลม่อจะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับ
书呆子
ผลการรบที่ผ่านมาแล้ว กลับเรียกได้ว่าเพียงธรรมดา พื้นๆ กระทั่ง…เสียมาตรฐานเดิมไปมาก”
“เช่นนั้น หากเป่ยหรงพ่ายแพ้ขึ้นมาจริงๆ…” เหลย เถิงเฟิงขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น
เหลยเจิ้นถิงเอ่ย “เช่นนั้นก็ถึงตาเราประชันกับม่อ ซิวเหยาแล้ว ยามนี้กองทัพใหญ่ของม่อจิ่งหลีมาถึงแล้ว แม้ว่าม่อซิวเหยาจะกลับมา ก็เป็นโอกาสชนะของฝ่ายเรา ที่มีมากขึ้นอีกหน่อย อีกทั้ง…ข้ายอมประชันกับม่อซิว เหยาโดยตรงดีกว่าให้เขามาแอบคิดบัญชีในที่ลับ” ต้อง หันกลับมามองย้อนดูหลังจากเรื่องราวได้เกิดขึ้น และ ครุ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้นจึงสามารถมองออก ว่าม่อซิวเหยาวางหมากไว้เช่นนี้ ทุกครั้งที่นึกถึง เหลย เจิ้นถิงล้วนรู้สึกตระหนกและหวาดผวา สถานการณ์ หลายปีมานี้ของใต้หล้า เกิดสงครามขึ้นมากมาย อ านาจ เปลี่ยนแปลงไป อันที่จริงได้ไปตกอยู่ในมือของม่อซิว
书呆子
เหยาตั้งนานแล้ว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือยามนี้ สถานการณ์ใต้หล้าเปลี่ยนแปรไปตามที่ม่อซิวเหยาได้วาด หวังไว้ สติปัญญาและความสามารถเช่นนี้ จะไม่ท าให้คน หวาดผวาได้อย่างไร มิน่าเล่า…มิน่าเล่าฮ่องเต้ต้าฉู่จึงกด ข่มต าหนักติ้งอ๋องเอาไว้ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดแสน เช่นนั้น
“ท่านพ่อพูดถูก เช่นนั้นยามนี้เราก็โจมตีเมืองเวย เฉิงเต็มก าลัง หากสามารถยึดด่านเฟยหงมาได้ก่อนม่อซิว เหยามาถึง ก็จะนับว่าได้โอกาสที่ดีและปัจจัยที่ เอื้ออ านวย” เหลยเถิงเฟิงเอ่ย เหลยเจิ้นถิงพยักหน้ายิ้ม เอ่ยว่า “ถูกต้อง ยังมีทางด้านม่อจิ่งหลีนั่นอีก…ส่งคนไป บอกเขาว่าอย่ามัวแต่คิดถึงฉู่จิง ยามนี้ต่อให้เขายึดฉู่จิงได้ แต่เขาก็รักษาไว้ไม่ได้ ให้เขาน าทัพไปยังตะวันตก ตีโอบ ข้าศึกจากทางเหนือมารวมทัพกับเรา จะได้ไม่ให้ม่อซิว เหยามาใช้ก าลังที่เหนือกว่าท าลายเราเป็นส่วนๆ ได้” พูด
书呆子
ถึงตรงนี้เหลยเจิ้นถิงก็นึกไม่วางใจในความสามารถของ แม่ทัพต้าฉู่ แม้จะบอกว่าเขาเป็นถึงเจิ้นหนานอ๋องแห่งซีห ลิงเขาย่อมไม่ต้องสนใจความเป็นความตายของต้าฉู่ แต่ ยามนี้พวกเขากลับร่วมมือกัน หากรุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ไป ด้วยกัน หากล่มจมก็ล่มจมไปด้วยกัน จึงท าเอาเหลย เจิ้นถิงเป็นกังวลอย่างอดไม่ได้
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” เหลยเถิงเฟิงพยักหน้ารับ บัญชา
เหลยเจิ้นถิงเอ่ยสั่งการ ก าลังในการโจมตีเมืองเวย เฉิงจึงดุเดือดมากขึ้นกว่าเดิม หนานโหวกับมู่หรงเซิ่นที่ เดิมทีก็ต้านทานได้อย่างล าบากพออยู่แล้วจึงรู้สึกต้านไม่ ไหว พวกเขายืนอยู่บนก าแพงเมืองมองโลหิตหลั่งนองดั่ง น้ าหลาก ทหารในเมืองมีสีหน้าเหนื่อยล้า ทหารตระกูล ม่อที่ปักหลักเฝ้ารักษาการณ์ตีทัพใหญ่ซีหลิงที่มาโจมตีให้ ล่าถอยไปคราหนึ่ง แต่พวกเขาต่างรู้ดีว่า ทัพใหญ่ซีหลิงไม่
书呆子
ล่าถอยไปง่ายๆ หลังจากจัดระเบียบทัพเรียบร้อยแล้วก็ จะกลับมาโจมตีอีกครั้ง
มู่หรงเซิ่นยืนอยู่บนก าแพงเมือง ทอดมองทัพใหญ่ ซีหลิงที่อยู่ไม่ไกล หรี่ตาเอ่ยว่า “เหลยเจิ้นถิงบ้าไปแล้ว หรือ โจมตีเข้ามาต่อเนื่องไม่หยุดไม่หย่อนตลอดหลายวัน เช่นนี้ ต่อให้ตีเมืองเวยเฉิงแตก เขาเองก็ต้องสูญเสียหนัก เช่นกัน”
หนานโหวถอนใจเอ่ยว่า “เหลยเจิ้นถิงน่าจะรู้แล้ว ว่าท่านอ๋องใกล้จะกลับมาแล้ว”
มู่หรงเซิ่นขมวดคิ้ว หนานโหวยิ้มเอ่ยว่า “แม้ว่าเรา จะปิดข่าวไว้ แต่เขาไม่ได้รับข่าวคราวใดเลยจึงเกิดสงสัย ด้วยสติปัญญาของเหลยเจิ้นถิงแล้ว จึงไม่ยากที่จะคาด เดาข่าวคราวร่องรอยการพ่ายแพ้ของเป่ยหรง” มู่หรงเซิ่น คิดดูก็เห็นด้วย เมื่อมองไปเบื้องล่างก าลังจะเอ่ยค า สีหน้า พลันเปลี่ยนสี “มาอีกแล้ว!”
书呆子
เสียงกลองรบดังสนั่นลั่นฟ้า เหล่าทหารที่เดิมที ก าลังพักผ่อนอยู่ต่างรีบพุ่งไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ตั้งรับกัน ด้วยความจวนตัว ไกลออกไปนั้น ธงทิวของทัพใหญ่ซีหลิง โบกพลิ้ว บุกเข้ามาอย่างเร่งเร้าบีบคั้น เหลยเถิงเฟิงควบ ม้าขึ้นน าหน้า เมื่อบุกมาถึงเมืองก็ใช้แส้ยาวในมือชี้ไปยัง หนานโหวและมู่หรงเซิ่นที่อยู่บนประตูเมือง ยิ้มเอ่ยว่า “หนานโหว แม่ทัพมู่หรง เหตุใดจึงต้องต้านทานอย่างดื้อ รั้นด้วยเล่า เมืองเวยเฉิงของเจ้ายามนี้มีเพียงก าลังทหาร แสนกว่านายเท่านั้น จะต้านทัพใหญ่ซีหลิงล้านนายของ ข้าได้อย่างไร ยอมแพ้ให้แก่ซีหลิงของข้าเสียดีกว่า ท่าน พ่อต้องต้อนรับท่านทั้งสองอย่างสมเกียรติแน่นอน เรื่อง เลื่อนต าแหน่งขุนนางยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”
หนานโหวยิ้มบางเอ่ยว่า “เป็นพระกรุณาของเจิ้น หนานอ๋องซื่อจื่อที่ให้ความส าคัญ ทว่า แม้ข้าน้อยจะไร้
书呆子
พรสวรรค์และคุณธรรม แต่ก็ท าเรื่องทรยศยอมแพ้เมื่อถึง คราวจวนตัวไม่ได้เช่นกัน”
มู่หรงเซิ่นยิ่งหมดอารมณ์จะพล่ามกับเขาต่อ เอ่ย เสียงกังวานว่า “อย่ามาเหลวไหล จะรบก็มารบ!”
เหลยเถิงเฟิงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ยิ้มบาง เอ่ยว่า “เหตุใดทั้งสองท่านต้องมีโทสะด้วยเล่า ข้าน้อย แค่คิดแทนท่านทั้งสองเท่านั้น แม่ทัพทั้งสองต่างเป็นแม่ ทัพผู้มีชื่อเสียงแห่งยุค เหตุใดต้องใช้ชีวิตของตนชดใช้ ให้แก่ศึกที่พ่ายแพ้ด้วยเล่า”
มู่หรงเซิ่นแค่นเสียงเฮอะออกมาเบาๆ คว้าธนูในมือ ทหารข้างกายมายิงไปทางเหลยเถิงเฟิง เหลยเถิงเฟิง เบี่ยงกายหลบ สีหน้าเริ่มดูไม่สู้ดี แส้ยาวชี้ไปยังคนบน ประตูเมือง เอ่ยเสียงดุดันว่า “มู่หรงเซิ่น เจ้ามองข้าม ความหวังดีของผู้อื่นเช่นนี้ก็อย่าได้มาโทษว่าข้าไม่ไว้ไมตรี ก็แล้วกัน”
书呆子
มู่หรงเซิ่นหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยว่า “ข้าไม่ทราบ จริงๆ ว่ามีไมตรีใดกับเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อ จะรบก็มารบ! ทหารตระกูลม่อไม่รักตัวกลัวตาย”
เหลยเถิงเฟิงถูกมู่หรงเซิ่นฉีกหน้าต่อหน้าทัพใหญ่ ซีหลิง ยามนี้จึงไม่พล่ามมากอีก เอ่ยเสียงเคร่งว่า “โจมตี เมือง!”
ทัพใหญ่ซีหลิงด้านหลัง เหลยเจิ้นถิงมองการ เคลื่อนไหวของเหลยเถิงเฟิงอยู่ไกลๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจ เล็กน้อย ถอนใจเบาๆ เอ่ยว่า “เถิงเฟิงยังคงสงบจิตสงบ ใจไว้ไม่อยู่” ก่อนไปไม่ได้บอกว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมให้ หนานโหวกับมู่หรงเซิ่นยอมศิโรราบหรอกหรือ เหลยเถิง เฟิงถูกกวนโมโหได้ง่ายเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาพึง กระท าเล