ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 386-1 เวยเฉิงเสียกำรป้องกัน ติ้งอ๋องกลับมำ
เป็นศึกหนักอันขื่นขมอีกแล้ว จนเมื่อฟ้ามืดลงใน ที่สุดก็ตีทัพใหญ่ซีหลิงให้ล่าถอยไปอีกครั้งอย่าง ยากล าบาก กระทั่งมู่หรงเซิ่นยังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งสองยืนอยู่บนก าแพงเมือง มองทัพใหญ่ซีหลิงที่ค่อยๆ ถอยร่นไป ในที่สุดก็เผยความเหนื่อยล้าแต่ก็มีรอยยิ้มอัน เบิกบานออกมา
รอยยิ้มยังไม่ทันเหือดหาย หนานโหวก็ขมวดคิ้วขึ้น อย่างอดไม่ได้ เอ่ยเสียงขรึมว่า “แม่ทัพมู่หรงคืนนี้ก็ พักผ่อนให้ดีเถิด เรื่องทั้งหมดข้าจะรับหน้าที่ดูแลเอง” มู่ หรงเซิ่นเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันมาหลายวัน เนื่องจาก ได้รับบาดเจ็บ หากไม่พักผ่อนอีกเกรงว่าจะล้มลงขึ้นมา จริงๆ มู่หรงเซิ่นขมวดคิ้ว มองค่ายทหารใหญ่ซีหลิงที่อยู่ ไกลๆ เอ่ยว่า “ข้ากลัวว่าคืนนี้ทัพใหญ่ซีหลิงจะแอบลอบ โจมตีมาอีก” สองวันมานี้ ก าลังการโจมตีของทัพใหญ่ซีห
书呆子
ลิงดุดันร้อนรนขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนทหารที่ รักษาการณ์เวยเฉิงผ่านความเหนื่อยล้าจากการศึก ติดต่อกันหลายวัน แรงกดดันที่สามารถแบกรับไว้ก็ใกล้ จะถึงขีดสุดแล้ว หากกองทัพใหญ่ซีหลิงกระหน่ าโจมตีอีก ครั้ง เกรงว่าเวยเฉิงคงจะต้านรับไม่ไหวแล้ว
หนานโหวยิ้มอย่างไม่แยแส เอ่ยว่า “วางใจเถิด มี ข้ารักษาการณ์อยู่มิใช่หรือ แม่ทัพมู่หรงไปพักผ่อนอย่าง วางใจก็พอ”
มู่หรงเซิ่นเข้าใจในเจตนาของหนานโหวดี จึงพยัก หน้าเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ล าบากท่านโหวแล้ว”
หนานโหวพยักหน้า ยิ้มบางไม่เอ่ยค าใด
ภายในกระโจมใหญ่ของทัพซีหลิง เหลยเถิงเฟิง ตรวจดูบาดแผลบนแขนของตนพลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ไม่ คิดเลยว่าหนานโหวกับมู่หรงเซิ่นจะมีฝีมือเช่นนี้” ศึกอัน ดุเดือดในวันนี้ ไม่เพียงแต่มู่หรงเซิ่นที่มีบาดแผลเท่านั้น
书呆子
กระทั่งเหลยเถิงเฟิงเองก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยท่ามกลาง ความวุ่นวายในกองทัพเช่นกัน ทว่า ไม่ใช่แผลใหญ่เท่า นั้นเอง
เหลยเจิ้นถิงกลับคาดคิดเอาไว้แล้ว เขาเอ่ยอย่างไม่ แยแสว่า “ปีนั้นหนานโหวก็เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ของต้าฉู่ ใช้ผลงานการรบมารับต าแหน่งเฟิงโหว ตอน หนุ่มๆ มู่หรงเซิ่นก็เป็นแม่ทัพห้าวหาญที่โดดเด่นของม่อห ลิวฟาง พวกเขาทั้งสองร่วมมือกัน จากความสามารถของ เจ้า คิดจะโจมตีเวยเฉิงให้แตก ไม่ใช่เรื่องที่จะท าได้ใน เวลาอันสั้น”
เหลยเถิงเฟิงได้ยินเหลยเจิ้นถิงพูดเช่นนี้สีหน้าก็อึด อัดขึ้นมา เอ่ยว่า “ขอท่านพ่อโปรดชี้แนะด้วย”
เหลยเจิ้นถิงมองเหลยเถิงเฟิงพลางทอดถอนใจ อย่างจนปัญญา แม้เขาจะมีลูกชายอย่างเหลยเถิงเฟิงแค่ คนเดียว แต่เทียบกับม่อหลิวฟางแล้วเขากลับสั่งสอนลูก
书呆子
ไม่ค่อยเป็นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าเหลยเถิงเฟิงไม่ เก่งกาจ แต่หากเทียบกับม่อซิวเหยาแล้วเขายังยอดเยี่ยม ไม่พอเท่านั้นเอง แต่ก็ด้วยเพราะเหตุนี้จึงท าให้ในใจของ เขายิ่งกลัดกลุ้มและไม่พอใจกว่าเดิม ส่วนเหลยเถิงเฟิงก็ ผ่านมันไปได้ไม่ง่ายเช่นกัน อายุของเขาพอๆ กับม่อซิว เหยา แต่ผู้คนกลับเอาเขามาเปรียบเทียบกับม่อซิวเหยา ได้น้อยครั้งนัก แค่เพียงเพราะว่า…เขายังไม่มีคุณสมบัติ นั้น
เหลยเจิ้นถิงเอ่ยว่า “หนานโหวกับมู่หรงเซิ่นยามนี้ เป็นลูกธนูที่สุดแรงบินแล้ว ขอเพียงเจ้าเพิ่มก าลังโจมตี ต้องสามารถตีเวยเฉิงแตกก่อนที่ม่อซิวเหยาจะมาถึงได้แน่ เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องรีบร้อน แต่…เจ้าคิดจะก าราบหนานโหว กับมู่หรงเซิ่นให้อยู่มือรึ”
เหลยเถิงเฟิงใจกระตุก ก้มหน้าเอ่ยว่า “ละ…ลูกแค่ คิดว่าทั้งสองต่างเป็นผู้มีฝีมือที่หาได้ยาก…”
书呆子
เหลยเจิ้นถิงยิ้มขื่นอย่างจนใจ โบกมือเอ่ยว่า “พ่อ ไม่ได้ไม่เห็นด้วยที่เจ้าจะก าราบคนที่มีความสามารถเอา มาใช้งานเอง แต่…ต้องดูว่าคนที่เจ้าต้องการนั้นเป็นคน อย่างไรด้วย หนานโหวกับมู่หรงเซิ่น เจ้ากดพวกเขาไม่อยู่ หรอก”
เหลยเถิงเฟิงเลิกคิ้ว สีหน้ามีความไม่ยอมแพ้เผยให้ เห็น เหลยเจิ้นถิงเอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “ทั้งสองคนต่าง เรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพลือนามร้อยศึก มู่หรงเซิ่นมีนิสัย เย่อหยิ่งคิดจะกดข่มเขานั้นยาก เว้นแต่ว่าเจ้าจะมี ความสามารถที่แข็งแกร่งกว่าเขา ซ้ าเขายังเป็น ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าแก่ของม่อหลิวฟาง มีความรู้สึกดีๆ ต่อทัพตระกูลม่อโดยธรรมชาติ ยามนี้สวามิภักดิ์ต่อทัพ ตระกูลม่ออีกครั้งจึงยิ่งจงรักภักดีกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น บุตรสาวเพียงคนเดียวของมู่หรงเซิ่นยังแต่งงานกับ บุตรชายคนรองของเหลิ่งไหวอย่างเหลิ่งเฮ่าอวี่ ส่วนเหลิ่ง
书呆子
เฮ่าอวี่ก็เป็นคนสนิทของเฟิ่งจือเหยาที่อยู่ข้างกายม่อซิว เหยา ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เจ้าคิดว่ามู่หรงเซิ่นจะ ภักดีต่อเจ้ารึ ส่วนหนานโหวนั้น เขายิ่งรับมือได้ยากกว่ามู่ หรงเซิ่นเสียอีก แม้ว่าหลายปีมานี้จะเงียบสงบมานาน ชื่อเสียงไม่โดดเด่น แต่ความเย่อหยิ่งในยามหนุ่มของเขา ไม่น้อยไปกว่ามู่หรงเซิ่นเลย เพราะฉะนั้น เรื่องยอม สวามิภักดิ์ในยามจวนตัวจึงจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา แน่นอน”
มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของเหลยเถิงเฟิงก าเป็น หมัดแน่น ความจริงแล้วที่ท่านพ่อพูดมามากมายไม่ใช่ว่า เขาไม่เข้าใจ แต่ฟังเข้าโสตเขาแล้วกลับมีความหมายอีก อย่างนั่นคือความสามารถเขามีไม่มากพอ ดังนั้นจึง ปราบปรามมู่หรงเซิ่นกับหนานโหวไม่ได้ ได้ยินท่านพ่อ พูดเช่นนี้แล้ว ในความคิดของเหลยเถิงเฟิงจึงไม่ต่างอะไร
书呆子
กับการที่ท่านพ่อบอกว่าเขาไร้ความสามารถออกมาต่อ หน้าเขาเลย
“ลูกไร้ความสามารถ ขอท่านพ่อโปรดลงโทษด้วย” เหลยเถิงเฟิงหลุบตาลง เอ่ยเสียงขรึม
เหลยเจิ้นถิงมองท่าทางของเขาเช่นนี้กลับท าเพียง แค่ถอนหายใจ ครู่ต่อมาจึงได้เอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่โทษเจ้า อย่าคิดมากเลย ยามนี้เรื่องที่ส าคัญที่สุดคือการยึดเอาเวย เฉิงมาให้ได้” เหลยเถิงเฟิงปรับสีหน้า พยักหน้าเอ่ยว่า “ท่านพ่อวางใจเถิด ลูกรู้ดีว่าควรท าเช่นไร”
ยามดึกสงัด เวยเฉิงตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบโล่ง กว้างยิ่งส่งให้ดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง ท่ามกลางราตรีอันมืดมน ทหารตระกูลม่อยืนตรงอยู่เหนือประตูเมือง เฝ้า รักษาการณ์เมืองเล็กๆ แห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา ภายใน ความมืดมิดนั้น คนและม้าเข้าใกล้ก าแพงเมืองอย่างเงียบ งัน คนในชุดด าปีนขึ้นไปบนก าแพงเมืองอย่างเงียบเชียบ
书呆子
“ฟุ่บ!” ธนูดอกหนึ่งถูกยิงออกไปเงียบๆ ชายชุดด า ที่ปีนมาถึงก าแพงแล้วส่งเสียงร้องพร้อมตกลงสู่พื้นไป บน ก าแพงมีแสงสว่างลุกโชนขึ้น เมืองเล็กๆ อันเงียบงันพลัน คึกคักขึ้นมา เพียงไม่นานเสียงเข่นฆ่าและกลิ่นคาวเลือดก็ ปกคลุมไปทั่วทั้งที่ราบกว้าง
การโจมตียามดึกครานี้ กินเวลาจนถึงใกล้รุ่งสาง ทหารตระกูลม่อที่รับศึกหนักมาหลายวันในที่สุดก็ต้านไม่ ไหว ไม้ขนาดยักษ์กระทุ้งประตูใหญ่เวยเฉิงอย่างหนัก หน่วง ศึกหนักครานี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียกันอย่างมาก จวบจนวันรุ่งขึ้น ในที่สุดหนานโหวก็สั่งให้ทหารตระกูล ม่อถอนก าลังออกจากเวยเฉิง
เหลยเถิงเฟิงที่น าทัพเข้าเมืองมามองทัพตระกูลม่อ จากไปอย่างรวดเร็ว แววตาพลันปรากฏแววเย็นชา สั่ง เสียงเข้มว่า “ตามไป! คนที่เอาหัวหนานโหวกับมู่หรงเซิ่น มาได้จะตบรางวัลให้เป็นทองค าหมื่นชั่ง”
书呆子
“ซื่อจื่อ ท่านอ๋องสั่งไว้ว่า…” แม่ทัพที่อยู่ข้างกาย เหลยเถิงเฟิงลังเลครู่หนึ่ง เอ่ยเกลี้ยกล่อมเสียงเบาอย่าง อดไม่ได้ สายตาเหลยเถิงเฟิงคมกริบดั่งมีด เอ่ยเสียงเย็น ชาว่า “ยามนี้ข้าเป็นผู้บัญชาทัพ! ไว้ข้าจะอธิบายให้เสด็จ พ่อทราบเอง กองทัพตระกูลม่อหนีเตลิดเปิดเปิง ทัพข้าก็ น่าจะอาศัยขวัญก าลังใจที่มีมากมายไล่โจมตีเพื่อชัยชนะ ได้”
“แต่ว่า…”
เหลยเถิงเฟิงเอ่ยเสียงเข้มว่า “หุบปาก! นี่เป็นค าสั่ง ของข้า!”
ภายใต้ความจนใจ แม่ทัพจึงจ าต้องพยักหน้าขาน รับ “ข้าน้อยรับบัญชา”
เหลยเถิงเฟิงควบม้าขึ้นหน้าไป น าทัพซีหลิงผ่าน เข้าเวยเฉิง ไล่ตามทหารตระกูลม่อที่ถอนก าลังต่อไป เหลยเจิ้นถิงที่ตามมาด้านหลัง เมื่อถึงเวยเฉิงแล้วกลับไม่
书呆子
เห็นคนของเหลยเถิงเฟิงเลย สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้น อย่างอดไม่ได้ เอ่ยถามว่า “ซื่อจื่ออยู่ที่ใด”
เหล่าแม่ทัพใต้บัญชามองซ้ายมองขวาพักหนึ่งจึงมี คนเอ่ยรายงานขึ้นว่า “เรียนท่านอ๋อง ซื่อจื่อน าทัพไล่ โจมตีหนานโหวกับมู่หรงเซิ่นไปพ่ะย่ะค่ะ”
เหลยเจิ้นถิงได้ยินดังนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยน ตบมือ ลงบนโต๊ะอย่างแรง เอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “บังอาจ! ข้า สั่งให้เขาอย่าได้บุ่มบ่ามมิใช่หรือ!” แม่ทัพเอ่ยอย่าง ล าบากใจว่า “แต่ซื่อจื่อ…”
เหลยเจิ้นถิงมองบรรดาแม่ทัพที่จนปัญญาเบื้องล่าง ก็ถอนใจอย่างจนใจ เหลยเถิงเฟิงเป็นทายาทเจิ้นหนาน อ๋อง และเป็นผู้สืบทอดต าแหน่งเจิ้นหนานอ๋องแต่เพียงผู้ เดียว เหล่าแม่ทัพพวกนี้ย่อมไม่กล้าไม่เชื่อฟังค าสั่ง หาก เขายึดมั่นที่จะท าการใด ย่อมไม่กล้าไปขวางเขา เหลย เจิ้นถิงเดิมทีก็เป็นคนที่มีความสามารถในยุคนี้ ขอแค่คิด
书呆子
สักนิดก็จะเข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดที่จู่ๆ เหลยเถิงเฟิงก็ หุนหันพลันแล่นเช่นนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะค าเกลี้ยกล่อมของ ตนที่เอ่ยกับเขาก่อนหน้านี้ เกรงว่าเหลยเถิงเฟิงคงไม่ได้ ฟังค าเกลี้ยกล่อมของเขาเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังคิดว่า ตนที่เป็นบิดานั้นดูถูกความสามารถของเขาอีกด้วย