ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 389-1 ทำงลัดเดินยำก
บนถนนหลวงในฤดูเหมันต์ กองทัพตระกูลม่อ คล้ายมังกรด าขลับล าตัวยาวใหญ่เดินเลียบไปตามถนน หลวงอย่างเร่งรีบ สองคนที่น าหน้าคือแม่ทัพใหญ่หลี่ว์จิ้น เสียนและเยี่ยหลีในเสื้อกันลมสีขาวและอาภรณ์ขาว ตลอดร่าง
เนื่องจากหลี่ว์จิ้นเสียนเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพ และเยี่ยหลีเป็นกุนซือ ทั้งสองจึงควบม้าเคียงบ่าเคียงไหล่ กัน แสดงให้เห็นว่าพระชายาให้ความเคารพต่อหลี่ว์จิ้น เสียนที่เป็นแม่ทัพใหญ่อย่างมาก ผู้ที่ตามหลังทั้งสองมี ด้วยกันสี่คน ได้แก่จั๋วจิ้ง หลินหาน อวิ๋นถิงและสวีชิงเฟิง
หลี่ว์จิ้นเสียนหันหน้าไปมองเยี่ยหลีที่อยู่ด้านข้าง แล้วยิ้มเอ่ยว่า “พระชายา เกรงว่ายามนี้ม่อจิ่งหลีจะ เคลื่อนทัพไปรออยู่เบื้องหน้าแล้ว” อวิ๋นถิงที่อยู่ด้านหลัง เบ้ปากเอ่ยว่า “ม่อจิ่งหลีเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ จะรอ
书呆子
สังหารความองอาจห้าวหาญของกองทัพตระกูลม่อได้ หรือ”
“แต่ถึงยามนั้นไม่รู้ว่าใครจะฆ่าความองอาจห้าว หาญของใครกันแน่” หลินหานเอ่ยด้วยสีหน้าที่เต็มไป ด้วยความถูกต้องชอบธรรม
คนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นต่างหัวเราะกันออกมาอย่าง อดไม่อยู่ จะว่าไปแล้ว ม่อจิ่งหลีไม่มีผลงานการรบที่เอา มาโอ้อวดได้มาก่อนเลยจริงๆ คิดจะฆ่าความองอาจห้าว หาญของกองทัพตระกูลม่อไปเริ่มจากที่อื่นก่อนยังพอได้ ในสนามรบดาบคมหอกแหลมไม่มีใครมาคอยดูม่อจิ่งหลี หรอก เยี่ยหลีแย้มยิ้มเอ่ยว่า “มีความมั่นใจเป็นเรื่องดี แต่ อย่าได้ประมาทไป” แม้ว่าม่อจิ่งหลีจะไร้ซึ่งผลงานการรบ ที่โดดเด่น แต่ไม่ได้หมายความว่าภายในกองทัพใหญ่ ของต้าฉู่จะไร้คนมีความสามารถ
书呆子
หลี่ว์จิ้นเสียนพยักหน้าเอ่ยว่า “พระชายาพูดถูก มู่ หยางโหวผู้นี้ แม้จะวางตัวได้น่าประณามอยู่บ้าง แต่ ความสามารถของการรบทัพจับศึกไม่ธรรมดาเลย ทีเดียว” มู่หยางโหวได้รับการแต่งตั้งเป็นโหวด้วยเพราะมี ความดีความชอบทางการศึก จากการทุ่มเทห้ าหั่นอยู่ใน สนามรบในปีนั้น จะว่าไปแล้ว ในยามที่มู่หยางโหวเข่นฆ่า อยู่ในสนามรบ หลี่ว์จิ้นเสียนยังไม่มีชื่อเสียงเลยด้วยซ้ า
ในระหว่างก าลังพูดคุยกันนั้นเอง หลี่ว์จิ้นเสียนดึง บังเหียนไว้แล้วมองไปยังถนนหนทางข้างหน้าพลางขมวด คิ้วเล็กน้อย
เยี่ยหลีกระซิบถามเสียงเบา “แม่ทัพหลี่ว์ เกิดอันใด ขึ้นรึ”
หลีว์จิ้นเสียนเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “เบื้องหน้านี้ ต้องออกจากถนนหลวงมุ่งสู่ถนนตัดเขาแล้ว หากเป็น ข้าน้อยที่น าทัพล่ะก็ จะซุ่มโจมตีอยู่เบื้องหน้านี้…”
书呆子
เยี่ยหลีพินิจดูทางคับแคบเบื้องหน้าแวบหนึ่ง แล้ว จึงเอ่ยถามเสียงขรึมว่า “ท่านแม่ทัพแน่ใจรึ” หลี่ว์จิ้นเสีย นพยักหน้าเงียบๆ เยี่ยหลีครุ่นคิดครู่หนึ่ง มองเขาแล้วเอ่ย ว่า “แม่ทัพหลี่ว์เป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพ ท่านแม่ทัพ เป็นผู้ตัดสินใจเถิด”
หลี่ว์จิ้นเสียนเข้าใจความหมายของพระชายาว่า เชื่อมั่นในตัวเขา จึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ขอบพระคุณพระ ชายา ออกค าสั่งไปให้ทั้งกองทัพตั้งค่ายในระแวกนี้!” ใน ฐานะแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง สิ่งที่เขากังวลคือถูกคนถ่วงแข้ง ถ่วงขา คอยสร้างความล าบากให้เขา แต่ถึงแม้เยี่ยหลีจะ มีฐานะเป็นกุนซือ แต่นางกลับมีฐานะที่เหนือกว่าหลี่ว์จิ้น เสียน นี่จึงท าให้เขาต้องรายงานสถานการณ์ให้แก่เยี่ยหลี ทราบ ซึ่งในหลายครั้งเยี่ยหลีอาจก่อให้เกิดผลกระทบ รุนแรงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เยี่ยหลีกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อบอก กับเขาว่า เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพตระกูลม่อใน
书呆子
ยามนี้ เรื่องใหญ่ๆ ทั้งหมดให้เขาเป็นคนตัดสินใจก็พอ ใน เมื่อเยี่ยหลีเป็นกุนซือ ย่อมท าหน้าที่ของกุนซือ
ระเบียบข้อบังคับของกองทัพตระกูลม่อเด็ดขาด และยุติธรรม แม้จะมีค าสั่งกะทันหัน แต่มิได้เกิดความ วุ่นวายขึ้นเลย เพียงเวลาครู่เดียว ทั้งกองทัพตั้งค่ายกัน ขึ้นในสถานที่ที่ห่างจากถนนหลวงไม่ไกล เพื่อเตรียมจัด ขบวนทัพ
ภายในกระโจมใหญ่ อวิ๋นถิงเดินเข้ามาหาแล้วเอ่ย เสียงขรึมว่า “เรียนแม่ทัพใหญ่ ข้ายินดีเป็นกองหน้าไป ส ารวจเส้นทางก่อนขอรับ”
หลี่ว์จิ้นเสียนยิ้มบางพลางโบกมือไปมาแล้วเอ่ยว่า “แม่ทัพอวิ๋น ใจเย็นๆ อย่าได้รีบร้อนไป” จั๋วจิ้งที่อยู่ ด้านข้างยิ้มเอ่ยขึ้นว่า “แม่ทัพอวิ๋น เจ้าไม่เห็นรึว่านาย พลสวีไม่อยู่” อวิ๋นถิงจึงได้สังเกตเห็น นึกไม่ถึงว่าสวีชิง เฟิงที่ตามพวกเขามาด้วยตลอดหายตัวไปตอนไหนก็ไม่
书呆子
อาจทราบได้ สวีชิงเฟิงเป็นผู้บัญชาการของหน่วยกิเลน ในเมื่อเขาอยู่ นั่นหมายความว่าหน่วยกิเลนก็อยู่ด้วย เช่นกัน เมื่อมีหน่วยกิเลนไปส ารวจเส้นทางกลับสะดวก กว่าและปลอดภัยกว่าตนพาคนเข้าไปเองมากนัก
อวิ๋นถิงจึงได้นั่งลงอย่างขอลุแก่โทษ หลี่ว์จิ้นเสีย นอมยิ้มมองอวิ๋นถิงแล้วเอ่ยว่า “แม่ทัพอวิ๋นห้าวหาญชาญ ชัยนั้นเป็นเรื่องดี ดูท่าแล้วหลายปีมานี้ กองทัพตระกูลม่อ คงมีแม่ทัพใหญ่เพิ่มขึ้นมาหลายคนทีเดียว” แม่ทัพที่ สามารถบัญชากองทัพทั้งสามหน่วยและควบคุมภาพใหญ่ ได้นั้นหาได้ไม่ง่ายนัก แม้ว่ากองทัพตระกูลม่อที่เป็นที่รู้จัก ในด้านความกล้าหาญแต่แม่ทัพที่พอเรียกได้ว่าเป็นแม่ ทัพยอดฝีมือแห่งยุคนั้นมีเพียงหลี่ว์จิ้นเสียนกับจางฉี่หลัน สองคนเท่านั้น น่าเสียดายก็แต่ทั้งสองถูกกดเงียบอยู่ใน กองทัพเสียหลายปี จึงพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไป หาก ไม่เช่นนั้นล่ะก็ ชื่อเสียงเรียงนามของทั้งสองคงจะไม่เพียง
书呆子
ธรรมดาเหมือนยามนี้ และตอนนี้ผู้บัญชาการกองทัพ ตระกูลม่ออย่างอวิ๋นถิง เหอซู่ เฉินอวิ๋น ซุนเย่าอู่ โจวหมิ่น และฟู่เจาแม้จะอายุยังน้อย แต่ล้วนเป็นคนมีอนาคตไกล อย่างอวิ๋นถิงที่อายุยังไม่ถึงสิบสามปี แต่ดูจากผลงานการ รบกลับอยู่ในแนวหน้าของบรรดแม่ทัพอายุน้อยในรุ่น เดียวกัน คล้ายเป็นแม่ทัพดาวรุ่งคนใหม่ในอนาคต
อวิ๋นถิงโดนหลี่ว์จิ้นเสียนเอ่ยชมเสียจนท าตัวไม่ถูก เขาเกาหัวมองไปทางเยี่ยหลี เยี่ยหลีอมยิ้มเอ่ยว่า “แม่ ทัพอวิ๋นห้าวหาญชาญชัยนั้นเป็นเรื่องดี แต่ในฐานะแม่ ทัพนิสัยไม่รอบคอบยังต้องปรับปรุงเสียหน่อย”
“ขอบคุณพระชายาที่ชี้แนะ” อวิ๋นถิงเอ่ยอย่างขอลุ แก่โทษ เขาเองก็รู้ดีว่าจุดอ่อนที่สุดของตัวเองคือบางครั้ง ชอบใจร้อนเพราะเขาอายุน้อยผนวกกับนิสัยของตน จึง ยิ่งท าให้คนรู้สึกว่าเขาสงบใจเย็นไม่พอ อาศัยพึ่งพิงไม่ได้ เท่าพวกเฉินอวิ๋น นี่กลับท าให้อวิ๋นถิงจนปัญญาอย่างยิ่ง
书呆子
ทุกคราที่อยากจะปรับปรุง แต่น่าเสียดายที่มีประโยคหนึ่ง กล่าวไว้ว่าสันดานคนแก้ยากเสียยิ่งกว่าภูเขาแม่น้ า แล้ว เขาจะเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายดายเพียงนั้นได้อย่างไร เยี่ยหลีก็ มิได้บีบบังคับเขาเรื่องนี้ อวิ๋นถิงอายุยังน้อย อีกทั้งแม้ว่า บางครั้งจะใจร้อนไปบ้างแต่กลับไม่บุ่มบ่าม รอให้โตกว่านี้ อีกหน่อยมีประสบการณ์มากขึ้นย่อมใจเย็นขึ้นมาก แน่นอน
หลี่ว์จิ้นเสียนยิ้มเอ่ยว่า “พระชายาเข้มงวดกับแม่ ทัพอวิ๋นเกินไปแล้ว หลายปีมานี้ข้าว่างๆ ไม่มีอะไรท า จึง เขียนประสบการณ์ที่ผ่านมาเอาไว้ หากแม่ทัพอวิ๋นไม่ รังเกียจ ก็เอาไปอ่านดูเถิด” อวิ๋นถิงได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไป อย่างอดไม่ได้ ต้องรู้ว่าในฐานะแม่ทัพ โดยเฉพาะสิ่งที่ได้ จากประสบการณ์ของแม่ทัพยอดฝีมือแห่งยุคเป็นสมบัติ ล้ าค่าที่เงินทองพันชั่งก็ซื้อไม่ได้ นอกจากบิดากับบุตร
书呆子
หรือคนที่เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์กันแล้ว คนอื่นต่อให้ อยากจะดูก็ไร้หนทางจะได้ดู
เยี่ยหลีเห็นอวิ๋นถิงเหม่อลอยจึงกระแอมขึ้น ค านับหลี่ว์จิ้นเสียนอย่างเคารพนับถือพลางเอ่ยว่า “อวิ๋ นถิง” อวิ๋นถิงจึงได้หลุดจากภวังค์ รีบเอ่ยอย่างดีใจ เหลือแสนว่า “ขอบคุณแม่ทัพหลี่ว์มากขอรับ อวิ๋นถิงจะ ตั้งใจศึกษาแน่นอน จะไม่ท าให้ท่านแม่ทัพต้องผิดหวัง เด็ดขาด”
หลี่ว์จิ้นเสียนหัวเราะเสียงกังวาน ลุกขึ้นพยุงอวิ๋ นถิงให้ลุกขึ้น เอ่ยว่า “แม่ทัพอวิ๋นเกรงใจไปแล้ว” จั๋วจิ้งที่ อยู่อีกด้านมองทั้งคู่แล้วยิ้มเอ่ยว่า “ในเมื่อแม่ทัพหลี่ว์ถูก ชะตากับแม่ทัพอวิ๋นเช่นนี้ ก็รับแม่ทัพอวิ๋นเป็นศิษย์ดี หรือไม่”
จั๋วจิ้งเพิ่งจะกล่าวจบ หลี่ว์จิ้นเสียนยังไม่ทันจะได้ เอ่ยค าใด อวิ๋นถิงก็คุกเข่าค านับหลี่ว์จิ้นเสียนแล้ว “ศิษย์
书呆子
คารวะท่านอาจารย์ ขออาจารย์โปรดชี้แนะด้วย” หลี่ว์ จิ้นเสียนตกตะลึง หันไปมองเยี่ยหลีที่อยู่ด้านข้าง หลี่ว์จิ้น เสียนอายุเลยสี่สิบเข้าไปแล้ว แม้ว่าตัวเองจะมีลูกชายแต่ ลูกชายเขากลับไม่เหมือนพ่อ ชอบด้านอักษรไม่ชอบด้าน การทหาร ยามนี้ก าลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่ส านักหลีซาน หากสามารถรับอวิ๋นถิงที่เป็นมือดีรุ่นหลังผู้ยอดเยี่ยมของ กองทัพตระกูลม่อมาเป็นศิษย์ได้ ได้ถ่ายทอดสิ่งที่ตนได้ร่ า เรียนและประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตต่อไป หลี่ว์จิ้น เสียนย่อมยินดีแน่นอน แค่เรื่องที่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน กับอวิ๋นถิงคนสนิทและไว้ใจของพระชายาติ้งอ๋องเช่นนี้ก็ เพียงพอที่จะท าให้เขาดีใจมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นถิง ยังเป็นคนที่มีความสามารถอีกด้วย ทว่าอย่างไรเสียอวิ๋ นถิงก็เป็นคนสนิทของพระชายาติ้งอ๋อง ย่อมต้องดู ความเห็นของเยี่ยหลีด้วยเช่นกัน
书呆子
เยี่ยหลีอมยิ้มเอ่ยว่า “หรือว่าแม่ทัพหลี่ว์รังเกียจ ที่อวิ๋นถิงโง่เขลาจึงไม่อยากรับเขาไว้”
หลี่ว์จิ้นเสียนจึงได้วางใจ เขายิ้มอย่างปรีดา โน้ม กายลงพยุงอวิ๋นถิงพลางเอ่ยว่า “อวิ๋นถิงไม่ต้องมากพิธี เช่นนี้” อวิ๋นถิงเข้าใจทันทีว่าหลี่ว์จิ้นเสียนตกลงแล้ว ทันใดนั้นจึงนึกยินดีอย่างยิ่ง “ขอบคุณขอรับท่าน อาจารย์”