ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 390-1 แผนกำรในแผนภำพจัดวำงก ำลัง ป้องกัน
ณ กระโจมของมู่หยาง เหยาจีก าลังปักผ้าอยู่ เงา ร่างของคนผู้หนึ่งทะยานเข้ามาด้านในกระโจม ในใจเหย่า จีจึงเกิดความระแวดระวังขึ้น นางเงยหน้ามอง พอเห็นผู้ มาใหม่จึงถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยอย่างเป็นห่วงว่า “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
ผู้มาใหม่ก็คือฉินเฟิง เขาอยู่ในชุดธรรมดาๆ ของ ทหารต้าฉู่ ใบหน้ามีการปรับเสริมเติมแต่งเล็กน้อย คนที่ คุ้นเคยยังไม่ถึงกับจ าไม่ได้ แต่คนที่ไม่เคยคุ้นกันมาก่อน กลับยากที่จะมองใบหน้าที่แท้จริงของเขาออกภายในครา เดียว ฉินเฟิงมองเหยาจีที่อยู่บนตั่งนุ่มแวบหนึ่ง บนตัว นางไม่ได้มีเสื้อผ้าหรูหรางดงาม ตลอดร่างมีเพียงชุดสี มรกตธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง คลุมด้วยเสื้อกันลมขนจิ้งจอกสี
书呆子
ขาว หากเทียบกับสง่าราศีในสมัยก่อนแล้วนางในยามนี้มี ความอ่อนโยนและงดงามมากขึ้นมากทีเดียว
สายตาเย็นชาเคร่งขรึมของฉินเฟิงอบอุ่นขึ้น เล็กน้อย เขายิ้มบางเอ่ยว่า “อย่าได้กังวลไป ด้านนอกไม่ มีคนนอก” เหยาจีพยักหน้า นางรู้ดีว่าองครักษ์ระแวกก ระโจมล้วนเป็นองครักษ์ลับของกองทัพตระกูลม่อและ หน่วยกิเลนที่ฉินเฟิงจัดมาให้ ดังนั้นเวลาที่นางกับมู่เลี่ย พูดคุยกันจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนอื่นได้ยินเข้า เหยาจีรู้ ดีว่าฉินเฟิงจะไม่ปรากฏตัวในกระโจมอย่างกะทันหันโดย ไร้สาเหตุแน่นอน จึงวางงานเย็บปักในมือลง ลุกขึ้นเอ่ย ถามว่า “เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ”
ฉินเฟิงเอ่ยว่า “แม่ทัพหลี่ว์กับพระชายาใกล้จะถึง แล้ว แต่ว่า ทัพของแม่ทัพหลี่ว์ถูกทัพต้าฉู่ขวางทางไว้ห่าง จากที่นี่ไปกว่าสองร้อยลี้ เมื่อครู่ม่อจิ่งหลีออกค าสั่งให้มู่ หยางน าทหารแสนนายไปช่วยเหลือ เพื่อท าลายล้าง
书呆子
กองทัพใหญ่ของแม่ทัพหลี่ว์ในคราวเดียว” เหยาจีขมวด คิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า “เช่นนั้นพระชายาอยู่ที่ใดหรือ” ฉิน เฟิงเอ่ยว่า “พระชายาน่าจะไปอีกทางหนึ่ง ข้าต้องออก จากค่ายไปรับพระชายา เรื่องในค่ายทหารใหญ่ต้าฉู่ ทั้งหมดต้องให้เจ้าเป็นคนจัดการแล้ว”
เหยาจีพยักหน้าเอ่ยว่า “ท่านวางใจเถิด จริงสิ” เหยาจีดึงปิ่นปักผมอันหนึ่งจากบนศีรษะมาวางลงบนมือ ฉินเฟิง เอ่ยว่า “นี่เป็นแผนภาพจัดวางก าลังป้องกันของ กองทัพต้าฉู่ ข้าเห็นมาจากมู่หยาง ท่านระวังตัวด้วย”
ฉินเฟิงเลิกคิ้วคมขึ้น บิดปิ่นเบาๆ ปิ่นปักผมก็แยก ออกเป็นสองท่อน เผยให้เห็นม้วนกระดาษขนาดเล็ก ใน โพรงตรงกลาง ฉินเฟิงหยิบกระดาษม้วนนั้นออกมาดู จดจ าสิ่งที่วาดอยู่บนนั้นเอาไว้ แล้วเอากระดาษแผ่นนั้น โยนลงกระถางไฟข้างกายไป จากนั้นจึงท าปิ่นให้กลับคืน สภาพเดิม ปักลงบนผมให้เหยาจีเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบว่า
书呆子
“ปิ่นทองสะดุดตาเกินไปในค่ายทหาร จะถูกจับได้ง่าย แต่ว่า…ไว้ข้าจะซื้อให้เจ้าใหม่ในภายหลัง”
เหยาจีหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะผ่านไป สามสิบปีแล้ว แต่เสื้อคลุมจิ้งจอกขาวราวหิมะกลับยังคง ขับให้ดวงหน้างามน่าหลงใหล งดงามจนใจสั่น เหยาจี เบี่ยงหน้าหนี ฝืนเอ่ยอย่างสงบมั่นคงว่า “ท่านรีบไปเถิด ระวังตัวด้วย”
ฉินเฟิงกลับไม่รีบร้อน ท าเพียงมองเหยาจีด้วย ท่าทางเหมือนก าลังคิดอะไรอยู่ แล้วเอ่ยถามว่า “เจ้า ก าลังห่วงข้าหรือ”
เหยาจีนิ่งอึ้ง สุดท้ายจึงถอนหายใจออกมา เอ่ยว่า “รอให้เรื่องราวครานี้จบสิ้นก่อน หากพวกเรายังมีชีวิตอยู่ …ข้าจะให้ค าตอบแก่ท่าน”
เป็นครั้งแรกที่ฉินเฟิงเห็นเหยาจีตรงไปตรงมาเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่มีค าตอบที่ชัดเจน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เหยาจี
书呆子
ให้ค าตอบเชิงบวกต่อความรู้สึกของเขา ฉินเฟิงไม่อยาก บังคับนางจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ต้องห่วง เราต้องมีชีวิต อยู่ต่อแน่นอน ข้าไปก่อนนะ” กล่าวจบก็หันหลังออกจาก กระโจมไปอย่างรวดเร็ว
เหยาจีมองกระโจมอันว่างเปล่าอย่างใจลอย เดิมที เวลานี้นางไม่ควรใคร่ครวญเรื่องนี้ด้วยซ้ า แต่ยามนี้นาง กลับเหม่อลอยอย่างหาได้ยากยิ่ง ความจริงนางเข้าใจ เรื่องนี้นานแล้ว บางทีมู่หยางอาจเป็นฝันอันงดงามในใจ ของสตรีทุกคน แต่ฉินเฟิงยิ่งเหมือนคนที่สามารถให้ความ ปลอดภัยและจริงใจแก่สตรีได้มากกว่า จากต าแหน่งที่ฉิน เฟิงติดตามพระชายาในต าหนักติ้งอ๋องแล้ว คิดอยากจะ ได้สตรีสะสวยดีงามอย่างไรล้วนมีทั้งสิ้น เหตุใดต้องรอ คอยนางที่เป็นสตรีอายุกว่าสามสิบปีเข้าไปแล้วซ้ ายังมีลูก ชายอีกคนหนึ่งอย่างนางด้วย ทว่าเทียบกับมู่หยางแล้ว เหยาจีกลับไม่อยากท าร้ายฉินเฟิง
书呆子
“เหยาจี” มู่หยางเดินเข้ามาจากด้านนอก เห็น เหยาจียืนเหม่ออยู่กลางกระโจมก็นิ่งอึ้งอย่างอดไม่ได้ เขา เอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “เหยาจี เกิดอันใดขึ้นรึ” เหยาจีเก็บง าประกายสายตา แววตาเผยความเด็ดเดี่ยว มุมปากแย้มเป็นรอยยิ้มบาง ส่ายหน้าเอ่ยว่า “เปล่าหรอก แค่คิดอะไรไปเรื่อยเท่านั้น มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”
มู่หยางเอ่ยอย่างขอลุแก่โทษว่า “ข้าต้องพาทหาร ออกรบ ยามนี้หากมีเรื่องใด เจ้าส่งคนไปหาท่านพ่อได้ เลย” แม้ว่ามู่หยางโหวผู้เฒ่าจะไม่พอใจเรื่องที่ลูกชาย ออกรบแล้วพาสตรีนางหนึ่งกับเด็กมาด้วย แต่กระทั่ง ฮ่องเต้ทั้งยังเป็นผู้บัญชาการสูงสุดอย่างม่อจิ่งหลียังไม่ว่า อะไร เขาย่อมไม่อาจพูดอะไรได้ ยิ่งไปกว่านั้น อย่างไร เสียมู่เลี่ยก็เป็นหลานชายคนเดียวของเขา ต่อให้ไม่พอใจ ก็ต้องดูแลอยู่ดี
书呆子
เหยาจีพยักหน้า พลางหันหลังเดินเข้าไปด้านใน “ต้องการให้ข้าช่วยเก็บของหรือไม่”
มู่หยางดึงนางไว้พลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอก ไม่ได้ ไปไกล อีกไม่กี่วันคงได้กลับมาแล้ว เจ้าดูแลเลี่ยเอ๋อร์ให้ดี ก็พอ เหยาจี…รอให้ศึกแดนเหนือครานี้จบลง ฝ่าบาทต้อง ประทานรางวัลให้แน่ ถึงเวลานั้นข้าจะขอฝ่าบาทให้ ประทานยศและต าแหน่งฮูหยินแก่เจ้า ต่อไปข้าจะได้ไม่ ต้องห่วงเจ้ากับเลี่ยเอ๋อร์ว่าจะโดนรังแกอีก”
เหยาจีดันอกเขาเบาๆ เอ่ยเสียงเรียบว่า “ขอแค่ เลี่ยเอ๋อร์สามารถอยู่อย่างปลอดภัยสงบสุขก็พอแล้ว ข้า ไม่ต้องการยศและต าแหน่งอันใดหรอกเจ้าค่ะ” มู่หยา งยิ้มบาง คิดว่านางเกรงใจจึงได้บอกปัดไป
“ต่อให้ไปไม่กี่วัน ก็ยังต้องเอาเสื้อผ้าไปนะเจ้าคะ ยามนี้แดนเหนือยังหนาวมากนัก” เหยาจีหันกลับมาอีก ด้านเพื่อเก็บข้าวของ มู่หยางเห็นนางยืนกรานจะท าจึงไม่
书呆子
แย้งอีก เขาอมยิ้มเดินไปอีกด้านเพื่ออ่านเอกสารราชการ เหล่านั้น
เพียงไม่นาน มู่เลี่ยก็เดินเข้ามา พอเห็นมู่หยางจึง รีบเข้าไปค านับ “ท่านพ่อ พวกเขาบอกว่าท่านพ่อจะ ออกไปรบแล้วมิใช่หรือขอรับ” มู่เลี่ยถามอย่างฉงน มู่ หยางอุ้มเขาขึ้นมาวางบนตักตัวเอง ยิ้มเอ่ยว่า “ใช่แล้ว คืนนี้พ่อต้องไปแล้ว เลี่ยเอ๋อร์ต้องเชื่อฟังท่านแม่นะ” มู่ เลี่ยพยักหน้าเอ่ยว่า “ลูกทราบแล้วขอรับ”
นึกไม่ถึงว่าลูกชายที่ไม่ค่อยชอบเข้าใกล้คนอื่นมา โดยตลอดจะนั่งบนตักตนอย่างไม่ขัดขืน มู่หยางจึงดีใจ มาก รีบอุ้มมู่เลี่ยมาดูเอกสารทันที เขาไม่ทันเห็นว่าเด็ก น้อยอายุแปดปีที่เขาอุ้มอยู่ในอ้อมอกก าลังจดจ้อง เอกสารที่มีตัวอักษรเรียงรายตรงหน้า ทุกครั้งที่มู่หยาง พลิกไปหน้าหนึ่ง สายตาของมู่เลี่ยก็จะฉายแววตั้งใจ จดจ าสิ่งที่เห็นเอาไว้
书呆子
“ท่านโหวอาวุโส” เสียงองครักษ์เอ่ยค านับอย่าง พร้อมเพรียง
มู่หยางเงยหน้าขึ้น พอเห็นมู่หยางโหวผู้เฒ่าเดินเข้า มาจากด้านนอก จึงรีบลุกขึ้นเอ่ยว่า “ท่านพ่อ” มู่หยาง โหวผู้เฒ่าย่อมเห็นท่าทางอ่านเอกสารของมู่เลี่ยที่มู่หยา งอุ้มอยู่ในสายตา จึงขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ยว่า “อีกเดี๋ยวก็ ต้องออกศึกแล้ว เหตุใดยังไม่เตรียมตัวอีก”
มู่หยางยิ้มเอ่ยว่า “เหยาจีก าลังเก็บของขอรับ ทุก อย่างเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อโปรดวางใจ” มู่หยางโหวผู้เฒ่าพยักหน้าเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดี หลี่ว์จิ้น เสียนเป็นแม่ทัพชั้นเยี่ยมของกองทัพตระกูลม่อ เจ้าต้อง ระวังให้มาก” มู่หยางมองบิดาอย่างฉงน เขาไม่ได้ออกรบ ครั้งแรกเสียหน่อย ยิ่งไปกว่าก่อนหน้านี้ท่านพ่อก็เพิ่งจะ พูดถ้อยค าเช่นนี้กับเขาแล้วรอบหนึ่ง “ท่านพ่อ มี… ปัญหาอันใดหรือไม่ขอรับ”
书呆子
มู่หยางโหวผู้เฒ่าส่ายหน้าเอ่ยว่า “ไม่มีอันใดหรอก แค่…เป็นห่วงเจ้าเท่านั้นเอง” สิ่งที่มู่หยางโหวผู้เฒ่าไม่ได้ พูดตั้งแต่ออกรบครานี้เป็นต้นมาก็คือ เขามักจะรู้สึก สังหรณ์ใจไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง ทว่ายามนี้ลูกชายก าลังจะออก รบ ค าพูดไม่เป็นมงคลเช่นนี้ย่อมไม่อาจพูดออกไปได้