ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 390-2 แผนกำรในแผนภำพจัดวำงก ำลัง ป้องกัน
มู่หยางพลันกระจ่างแจ้ง หัวเราะเสียงก้องเอ่ยว่า “ยามนี้ทัพเราก าลังได้เปรียบ ลูกน าทัพไปสกัดกั้นหลี่ว์จิ้น เสียนต่อให้ไม่อาจได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่มาทั้งหมด ก็ไม่ ถึงกับมีอันตรายใดหรอกขอรับ ท่านพ่อโปรดวางใจ”
มู่หยางโหวผู้เฒ่าไม่รู้ว่าตนก าลังไม่สบายใจอันใด กันแน่ จ าต้องคิดว่าตัวเองอายุมากขึ้นแล้วสิ่งที่กังวลจึงมี มากขึ้น เขาพยักหน้า เหยาจีถือสัมภาระที่เก็บเรียบร้อย ออกมา เห็นมู่หยางโหวผู้เฒ่าก็ชะงักไป แล้วจึงค านับเอ่ย ว่า “ท่านโหวอาวุโส”
มู่หยางโหวผู้เฒ่าพยักหน้าให้ แม้จะไม่พอใจกับ ฐานะของเหยาจี แต่เพราะนางมีลูกชายอย่างมู่เลี่ย อีก ทั้งหลายปีมานี้การแสดงออกของเหยาจีก็เหมาะสมกว่า แม่นางซุนที่เป็นภรรยาเอกเสียอีก มู่หยางโหวผู้เฒ่าจึงไม่
书呆子
อาจแสดงสีหน้าไม่ดีแก่นางได้ ท าเพียงก าชับว่า “หลังจากหยางเอ๋อร์ออกรบแล้ว เจ้าดูแลเลี่ยเอ๋อร์อยู่ใน กระโจมให้ดี อย่าได้ออกไปเดินเพ่นพ่านล่ะ”
เหยาจีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ตอบรับว่า “เหยาจี ทราบแล้ว ขอท่านอาวุโสโหวโปรดวางใจ”
มู่เลี่ยที่อยู่ข้างกายมู่หยางก็เอ่ยอย่างเชื่อฟังว่า “ท่านปู่ เลี่ยเอ๋อร์จะเป็นเด็กดีเชื่อฟังท่านแม่ขอรับ”
มู่หยางโหวผู้เฒ่าจึงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วหัน หลังเดินออกไป พอเดินไปถึงหน้าประตูกระโจมก็หัน กลับมามองโต๊ะหนังสือที่มู่หยางนั่งก่อนหน้านี้ “ต่อไปไม่ ต้องเอาเอกสารราชการและรายงานการรบกลับมาอีก”
มู่หยางส่งมู่หยางโหวผู้เฒ่ากลับไปและเอ่ยลากับ เหยาจีและมู่เลี่ยแล้วก็เอาสัมภาระที่เหยาจีเตรียมให้เดิน ออกไป ภายในกระโจม มู่เลี่ยกับเหยาจีมองหน้ากันพัก
书呆子
หนึ่ง เหยาจีขมวดคิ้วเอ่ยว่า “มู่หยางโหวเห็นเข้าแล้วใช่ หรือไม่”
ใบหน้ารูปไข่ใบน้อยๆ ของมู่เลี่ยย่นเข้าหากัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “น่าจะไม่เห็นหรอก เขา น่าจะคิดว่ามู่หยางเอาของพวกนั้นกลับมาในสถานที่ที่ใช้ พักผ่อนดูไม่ค่อยดีเท่านั้น” มู่หยางโหวผู้เฒ่าต่อให้ฉลาด เฉลียวแค่ไหนก็ไม่อาจสงสัยเด็กแปดเก้าขวบไปได้ หาก บอกว่าเขารู้ถึงสถานะของตนเข้าแล้ว เช่นนั้นคงไม่ท าแค่ เอ่ยเตือนสองสามประโยคง่ายๆ เช่นนี้แน่
เหยาจีพยักหน้าเอ่ยว่า “สรุปแล้วระวังไว้ก่อนเป็น ดีที่สุด”
“ข้ารู้ วางใจเถิด จริงสิ…ข้าเพิ่งเห็นต าแหน่งซุ่ม โจมตีของกองทัพฉู่อยู่สองสามจุด ข้าจะวาดออกมาแล้ว ให้ท่านเอาให้คนไปส่งแก่แม่ทัพหลี่ว์ก็แล้วกัน”
“ได้”
书呆子
คืนนั้นในขณะที่มู่หยางออกจากค่ายทหารฉู่ไป จดหมายลับฉบับหนึ่งก็บินไปยังสถานที่ที่หลี่ว์จิ้นเสียนอยู่ เช่นกัน
หลังจากเยี่ยหลีเอ่ยลาหลี่ว์จิ้นเสียนแล้ว นางได้น า ทหารสองแสนนายอ้อมทางลัดคับแคบไป และยังคงใช้ เส้นทางหลวงมุ่งหน้าลงใต้ หลังจากเร่งรีบเดินทางมา ตลอด ทัพของเยี่ยหลีใช้เวลาเดินทางเพียงสองสามวันก็ มาถึงสถานที่ที่ห่างจากทัพฉู่ไปไม่ไกลแล้วปักหลักตั้งค่าย ไม่เดินหน้าต่อ นี่ท าให้ม่อจิ่งหลีที่รออยู่นานแล้วรู้สึก ผิดหวังเล็กน้อย เขาย่อมหวังให้เยี่ยหลีพาทหารเข้ามา ปะทะกับกองทัพต้าฉู่ หากเป็นเช่นที่ม่อจิ่งหลีหวังไว้ เขา เชื่อว่าอย่างน้อยแปดส่วนในสิบส่วนเขาจะเอาชนะ กองทัพตระกูลม่อได้
ณ ค่ายทหารกองทัพตระกูลม่อ ฉินเฟิงที่ออกจาก ค่ายทหารกองทัพต้าฉู่มาปรากฏตัวขึ้นในค่าย แม้จะไม่ได้
书呆子
พบกันหลายเดือน แต่ทุกคนข้างกายเยี่ยหลียังคงคุ้นเคย กับฉินเฟิงเป็นอย่างดี อวิ๋นถิงเดินเข้าไปหาแล้วตบบ่าฉิน เฟิงโดยไม่เกรงใจ ยิ้มเอ่ยว่า “ผู้บัญชาการฉินช่างลึกลับ ซับซ้อนเสียจริง ไม่ได้พบกันหลายเดือนนึกไม่ถึงว่าจะ ปรากฏตัวขึ้นในสนามรบอย่างฉับพลันเช่นนี้ รีบเล่ามา เร็วเข้า หลายเดือนมานี้เจ้าไปเอ้อระเหยที่ใดมาบ้าง”
ฉินเฟิงติดตามข้างกายเยี่ยหลีมาตลอด ครา ก่อนเยี่ยหลีกลับมาจากเจียงหนานแล้วไม่เห็นฉินเฟิง กองทัพตระกูลม่อทุกคนกลับไม่นึกแปลกใจ เพียงคิดว่า พระชายาคงส่งเขาไปท าภารกิจที่ส าคัญบางอย่างเท่านั้น จึงไม่ได้ถามอะไรให้มากความ ยามนี้ฉินเฟิงกลับมาแล้ว อวิ๋นถิงย่อมอยากรู้ข่าวคราวเป็นคนแรกอย่างไม่ เกรงอกเกรงใจ
จั๋วจิ้งกับหลินหานย่อมรู้เรื่องทุกอย่างเป็นอย่างดี แต่พวกเขาก็สนใจใคร่รู้มากเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง
书呆子
ส่วนตัวของฉินเฟิง ผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายเยี่ยหลีมี มากมาย ทว่าคนที่พิเศษที่สุดก็คือฉินเฟิง เพราะเขาไม่ เพียงแต่เป็นองครักษ์ประจ าตัวที่ติ้งอ๋องส่งไปคุ้มครอง พระชายาด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บัญชาการของ หน่วยกิเลนอีกด้วย เวลาที่เขาติดตามอยู่ข้างกายพระ ชายาเกรงว่าจะมากเสียยิ่งกว่าพวกจั๋วจิ้งและคนอื่นๆ ที่ เป็นองครักษ์ลับแต่เดิมของเยี่ยหลีเสียอีก และคนที่สนิท สนมกลมเกลียวกับเขามากที่สุดย่อมเป็นจั๋วจิ้ง หลินหาน และเว่ยลิ่นอยู่แล้ว
เยี่ยหลียิ้มบาง เหลือบมองอวิ๋นถิงแวบหนึ่งแล้วยิ้ม เอ่ยว่า “มีค าถามอันใดพวกเจ้าค่อยไปถามกันส่วนตัวก็ แล้วกัน ฉินเฟิง ในกองทัพต้าฉู่มีข่าวคราวใดหรือไม่” ฉิน เฟิงพยักหน้า เอ่ยเสียงขรึมว่า “เรียนพระชายา เจิ้น หนานอ๋องซื่อจื่ออย่างเหลยเถิงเฟิงปรากฏตัวในค่าย ทหารใหญ่ทัพต้าฉู่เมื่อวันก่อนพ่ะย่ะค่ะ จนกระทั่งวันนี้ก็
书呆子
ยังไม่จากไป อีกทั้ง เมื่อสองวันก่อนม่อจิ่งหลีส่งมู่หยางน า ทัพแสนนายไปสกัดกั้นแม่ทัพหลี่ว์ ส่วนม่อจิ่งหลีเองยาม นี้เกรงว่าคงเตรียมพร้อมรอรับการมาของพระชายาอยู่ แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วงามของเยี่ยหลีเลิกขึ้นเล็กน้อย “เหลยเถิงเฟิง รึ”
ฉินเฟิงพยักหน้าเอ่ยว่า “พ่ะย่ะค่ะ เหลยเถิงเฟิงอยู่ ในค่ายใหญ่ทัพฉู่ ม่อจิ่งหลีกลับมิได้ให้อภิสิทธิ์ใดแก่เขา เหลยเถิงเฟิงเองก็ปฏิบัติตนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างมาก น้อยนักที่จะออกความเห็นต่างๆ แต่ที่น่าแปลกคือเขาไม่ กลับไปเสียที” เยี่ยหลีครุ่นคิดแล้วถามว่า “เหลยเถิงเฟิง พูดว่าอย่างไรรึ” ฉินเฟิงเอ่ยว่า “เหลยเถิงเฟิงบอกว่า ได้รับบัญชามาจากเจิ้นหนานอ๋อง ให้เข้าไปรอฟังค าสั่ง จากม่อจิ่งหลีว่าจะส่งตนไปที่ใด แต่ม่อจิ่งหลีไม่มีทางให้ เขาได้มีอ านาจทางการทหารในกองทัพต้าฉู่แน่ เขาจึงถูก
书呆子
ปล่อยเคว้งอยู่ที่นั่น ไม่ให้ท างานใดสักอย่าง ย่อมก้าวก่าย เรื่องใดไม่ได้แน่นอน หากแต่ เหลยเถิงเฟิงเองเหมือนจะ ไม่ใส่ใจเลยสักนิดพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยหลีไตร่ตรองแล้วขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ส่งคนไปสืบ ดู เหลยเถิงเฟิงได้พากองทัพมาด้วยหรือไม่”
ฉินเฟิงตะลึงงัน เอ่ยว่า “พระชายาหมายความว่า เหลยเถิงเฟิงอาจจะลอบน ากองทัพมาด้วย คิดจะให้ กองทัพตระกูลม่อกับกองทัพต้าฉู่พ่ายแพ้กันทั้งคู่ จากนั้น ค่อยมาฮุบเอาผลประโยชน์หรือพ่ะย่ะค่ะ” อย่างไรเสีย ในที่แจ้งเหลยเถิงเฟิงไม่ได้พาทหารเข้ามาในกองทัพต้าฉู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่อาจตั้งทัพไว้ที่ใดใน ระแวกนี้ เยี่ยหลีส่ายหน้า เอ่ยเสียงเรียบว่า “รอฮุบ ผลประโยชน์นั้นไม่จ าเป็นเลย แต่สบโอกาสเหมาะใช้กล ยุทธปล้นชิงตามไฟ[1]กลับมีความเป็นไปได้มาก”
书呆子
ฉินเฟิงพยักหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “พระ ชายาโปรดวางใจ ข้าน้อยจะไปสืบจุดประสงค์ในการมา ของเหลยเถิงเฟิงให้ได้ พระชายา นี่เป็นแผนภาพจัดวาง ก าลังป้องกันของกองทัพต้าฉู่ที่เหยาจีเอามาให้พ่ะย่ะค่ะ” ฉินเฟิงส่งกระดาษรูปภาพให้เยี่ยหลีด้วยสองมือ เยี่ยหลี รับมาดูแล้วขมวดคิ้วถามว่า “เชื่อถือได้หรือ”
ฉินเฟิงเอ่ย “ข้าน้อยส่งคนไปตรวจดูแล้ว เชื่อได้ กว่าครึ่งทีเดียว”
“กว่าครึ่งรึ” เยี่ยหลีเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ ฉิน เฟิงตอบว่า “แผนภาพจัดวางก าลังป้องกันเป็นของจริง ทว่า…สถานที่บางแห่งกลับจริงครึ่งปลอมครึ่ง ม่อจิ่งหลีไม่ เชื่อใจแม่ทัพข้างกายของตน รวมถึงจวนมู่หยางโหวด้วย พ่ะย่ะค่ะ” เรื่องนี้ฉินเฟิงสามารถเข้าใจได้ อย่างไรเสียปี นั้นกองทัพตระกูลม่อก็พ่ายแพ้ด้วยเรื่องนี้ จนเกือบสร้าง ความหายนะให้แก่ต าหนักติ้งอ๋อง เรื่องเมื่อตอนนั้นแม้ว่า
书呆子
จะไม่เกี่ยวข้องกับม่อจิ่งหลี แต่อย่างไรเสียม่อจิ่งหลีก็ยัง ซึมซับบทเรียนนี้ไป ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยขี้ระแวงของม่อจิ่ง หลีก็ไม่ได้น้อยไปกว่าม่อจิ่งฉีเลย
ทว่าม่อจิ่งหลีน่าจะคิดไม่ถึงว่าฉินเฟิงที่ได้แผนภาพ จัดวางก าลังป้องกันมากลับไม่ได้ใช้มันในทันที กลับกัน เขาใช้ช่วงเวลาที่เยี่ยหลียังมาไม่ถึงส่งหน่วยกิเลนไป ตรวจสอบดูรอบหนึ่ง
เยี่ยหลีมองสัญลักษณ์หลากหลายที่วาดเอาไว้อย่าง เนืองแน่นบนแผนที่ที่มีขนาดพอๆ กับผ้าเช็ดหน้าในมือ ตน สีด านั่นคือแผนที่เดิมที่ฉินเฟิงได้มาจากเหยาจี ส่วน อักษรกับสัญลักษณ์สีแดงบนนั้นเป็นหลังจากที่ฉินเฟิง ตรวจสอบและวาดเพิ่มหรือไม่ก็ขีดฆ่าไป นางส่งแผนที่ต่อ ให้จั๋วจิ้ง เพียงไม่นาน สิ่งที่จั๋วจิ้งส่งคืนให้เยี่ยหลีก็เป็น แผนภาพจัดวางก าลังป้องกันแบบใหม่ทั้งหมด
书呆子
เยี่ยหลีมองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววางแผนที่ลง เอ่ยถาม ว่า “เจ้าคิดว่านี่สมบูรณ์แล้วหรือยัง”
[1] กลยุทธปล้นชิงตามไฟ การที่ศัตรูยังอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอและย่ าแย่ ควรรีบฉกฉวยโอกาสน า ทัพเข้าโจมตีเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ หรือมอบหมายให้แม่ทัพหรือทหารที่มีความเข้มแข็งน าทัพเข้าโจมตี ซึ่งเป็นการฉกฉวยเอาผลประโยชน์จากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงและยุ่งเหยิง น า ความดีความชอบมาเป็นของตน