ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 391-2 ทหำรมู่หยำงแตกพ่ำย สงสัยว่ำมีไส้ศึก
ลังจากฟังค าบอกเล่าของมู่หยาง ม่อจิ่งหลีก็โกรธ จนมีท่าทางดุร้ายน่าสะพรึง “เช่นนั้นก็หมายความว่า… กองทัพหนึ่งแสนนายของข้าถูกทหารและม้าจ านวนห้า พันของหลี่ว์จินเสียนสังหารจนไม่เหลือแม้แต่เศษเกราะ อย่างนั้นหรือ ดี! ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
คนอื่นๆ นิ่งเงียบ ชัยชนะห้าพันต่อหนึ่งแสนครั้งนี้ ถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตหลี่ว์จิ้นเสียนโดยไร้ข้อกังขา อย่างไรก็ตาม หากกล่าวว่า ศึกครานี้อาศัยเพียง ความสามารถของหลี่ว์จิ้นเสียนอย่างเดียว ก็เป็นเรื่องที่ ยากจะเชื่อ หลี่ว์จิ้นเสียนจะรู้ได้อย่างไรว่ากองทัพต้าฉู่ ประจ าการอยู่ตรงใด และจะรู้แผนการซุ่มโจมตีที่ กองทัพต้าฉู่วางเอาไว้ได้อย่างไร ต้องรู้ก่อนว่า หากมีใคร พลั้งเผลอ ไฟนั้นแจเผาภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงได้ หลายลูกในคราเดียว ถึงเวลานั้น แม้ว่าหลี่ว์จิ้นเสียนจะ
书呆子
ได้รับชัยชนะก็อย่าคิดว่าจะผ่านเพลิงไฟขนาดใหญ่ที่ปิด ผนึกเส้นทางภายในภูเขาไปได้เลย
มู่หยางโหวผู้เฒ่ากล่าวเสียงขรึมว่า “ฝ่าบาท กองทัพของเรามีไส้ศึกจากต าหนักติ้งอ๋อง อีกทั้ง…ยังเป็น บุคคลส าคัญที่ใกล้ชิดกับกองทัพของข้า” ฐานที่มั่นของ กองทัพต้าฉู่อาจพอกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยกิเลนที่ค้นพบ หากแต่เรื่องแผนการซุ่มโจมตีที่พวกเขาวางไว้ แม้ว่า หน่วยกิเลนต้องการที่จะหาต าแหน่งทั้งหมดภายในเวลา กว่าครึ่งเดือนก็ยังยากที่จะท าได้ ผู้อาวุโสมู่หยางโหวจึงไม่ สามารถหาค าอธิบายอื่นนอกเหนือจากว่าภายใน กองทัพต้าฉู่มีไส้ศึกจากต าหนักติ้งอ๋องได้อีก
ม่อจิ่งหลีกรอกตาใส่ผู้อาวุโสมู่หยางโหวอย่างไม่สบ อารมณ์ องครักษ์ลับของต าหนักติ้งอ๋องมีอยู่แทบทุกที่ แม้แต่ม่อจิ่งหลีก็ไม่กล้ารับรองได้ว่าภายในต าหนักของ
书呆子
เขาจะไม่มีคนของทหารตระกูลม่ออยู่ ดังนั้น ค าพูด เหล่านี้จึงเท่ากับพูดไปสองไพเบี้ย
เหลยเถิงเฟิงที่อยู่ข้างผู้อาวุโสกล่าวขึ้นอย่างเคร่ง ขรึมว่า “สิ่งที่ท่านอาวุโสมู่หยางโหวกล่าวนั้นถูกต้อง หากแต่เกรงว่า…คนๆ นั้นจะเป็นคน…ที่ทุกท่านใกล้ชิด อย่างมาก แต่นั้นย่อมเป็นเรื่องที่ฝ่าบาทต้องระวังอยู่แล้ว นอกจากนี้กองทัพของหลี่ว์จิ้นเสียนก าลังใกล้เข้ามาทุกที ฝ่าบาทเตรียมตัวให้พร้อมจะดีกว่า” เรื่องความสูญเสีย จากศึกระหว่างหลี่ว์จิ้นเสียนกับมู่หยางอาจจะต้องละเลย ไปก่อน เพราะเมื่อกองทัพตระกูลม่อเข้าประชิดด่านหาน กู่จากทั้งด้านหน้าและด้านหลังเมื่อใด สิ่งที่เรียกว่าความ ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของกองทัพต้าฉู่ในตอนนี้ ไม่ เพียงแต่จะต้องสูญเสียไปโดยสิ้นเชิงเท่านั้น แต่ยังมีความ เป็นไปได้อย่างมากที่กองทัพต้าฉู่จะกลายเป็นฝ่ายตกอยู่ ในสถานการณ์ที่ยากล าบากด้วย
书呆子
ม่อจิ่งหลีกล่าวเสียงขรึมว่า “ถ่ายทอดค าสั่งของข้า ลงไป ให้ทัพทางตะวันตกสองแสนนายไปสกัดกั้นกองทัพ ของหลี่ว์จิ้นเสียนอย่างเต็มก าลัง มู่หยาง ข้าจะให้โอกาส เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากปล่อยให้หลี่ว์จิ้นเสียนถึงด่า นหานกู่ได้ เจ้าก็จงฆ่าตัวตายเสียเถิด” ม่อจิ่งหลีกวาด สายตามองมู่หยางอย่างเยือกเย็น มู่หยางพลันรู้สึกได้ว่า ภายในสายตาอันเย็นวาบของม่อจิ่งหลีนั้นปรากฏไอ สังหารที่ราวกับสัมผัสได้จริง
มู่หยางตัวสั่นวาบ รีบตอบรับว่า “กระหม่อมน้อม รับบัญชา! กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!”
ม่อจิ่งหลีพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ และกล่าวว่า “เรื่องตรวจสอบไส้ศึกของกองทัพตระกูลม่อขอมอบให้ ท่านโหวอาวุโสเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนคนอื่นๆ ก็ออกไป เถิด ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อ”
书呆子
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา” แม่ทัพพูดโดยพร้อม เพรียง
เหลยเถิงเฟิงมิได้แปลกใจแม้แต่น้อย ม่อจิ่งหลี ประเมินตัวเองไว้สูงมาก หากไม่เสียผลประโยชน์สักนิด ม่อจิ่งหลีคงไม่มองเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อตัวเล็กๆ อยู่ใน สายตา และก็เป็นเคราะห์ดีที่นิสัยของเหลยเถิงเฟิง ในตอนนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว มิฉะนั้น หลายวันนี้ทั้งสองคง ทะเลาะไปนานแล้ว
ภายในกระโจมใหญ่เหลือเพียงม่อจิ่งหลีและเหลย เถิงเฟิงสองคน ม่อจิ่งหลีมองไปยังเหลยเถิงเฟิงพลางถอน หายใจ “เจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อต้องมาเห็นเรื่องน่าอับอาย เสียแล้ว” เหลยเถิงเฟิงกล่าวด้วยความเคารพ “ฮ่องเต้ต้า ฉู่พูดเกินไปแล้ว ชัยชนะและความพ่ายแพ้ล้วนเป็นเรื่อง ธรรมดาส าหรับการรบ อันที่จริง หากไม่ทราบว่า ฮ่องเต้ต้าฉู่อยู่ที่นี่ ตอนนี้ทางด้านเสด็จพ่อคงจะไม่ราบรื่น
书呆子
ขนาดนี้ กองทัพตระกูลม่อมีอ านาจในผืนแผ่นดินมานาน ถึงสองร้อยปี อย่างไรก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชื่อหากแต่ไร้ ความสามารถหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
นี่ไม่ใช่ค าพูดที่ต้องการปลอบโยน เดิมทีม่อจิ่งหลี ย่อมมีแหล่งข้อมูลเป็นของตนเอง จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าม่อ ซิ่วเหยาและเหลยเจิ้นถิงก าลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดยิ่งกว่า พวกเขาในตอนนี้เสียอีก เมื่อเทียบกับสงครามที่ด่านเฟ ยหงพวกเขาอาจถึงขั้นเรียกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับ เหวเสียด้วยซ้ า และครั้งนี้ก็นับได้ว่าเป็นการสู้กันอย่าง แท้จริงเป็นครั้งแรกระหว่างเหลยเจิ้นถิงกับม่อซิวเหยา จึงย่อมได้รับความสนใจจากคนทั้งแผ่นดินเป็นธรรมดา เพียงแต่การต่อสู้ทางด้านนั้นไม่ราบรื่นเพราะกองทัพซีห ลิงเป็นฝ่ายสบโอกาสได้เปรียบก่อน เมื่อกองทัพทั้งสอง ต้องปะทะกันจึงเกิดการนองเลือดราวกับแม่น้ าอันน่าสะ
书呆子
พรึงทุกคราไป และจนถึงตอนนี้ เหลยเจิ้นถิงก็ยังไม่ สามารถเอาเปรียบอะไรกองทัพตระกูลม่อได้เลย
ม่อจิ่งหลีขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถึงได้กล่าวขึ้นว่า “ข้าสามารถช่วยเจิ้นหนานอ๋องได้อีกแรง”
คิ้วคมของเหลยเถิงเฟิงเลิกขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคง มองไปที่ม่อจิ่งหลีด้วยท่วงท่าเคารพหากแต่ไม่ได้อ่อน น้อม เหลยเถิงเฟิงยังจ าครั้งที่ม่อจิ่งหลีแต่งงานกับตงฟาง โยวได้ แม้ว่าภูเขาซางหมางจะย่อยยับดับสิ้นแล้ว แต่ไม่มี ใครสามารถบอกได้ชัดว่า ม่อจิ่งหลีได้รับประโยชน์อันใด จากตงฟางโยวบ้าง ในเมื่อม่อจิ่งหลีกล้าพูดว่าเขาต้องการ ช่วยเหลยเจิ้นถิงอีกแรง ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่าง แน่นอน
“ฮ่องเต้ต้าฉู่โปรดชี้แนะด้วย” เหลยเถิงเฟิงกล่าว
ม่อจิ่งหลียิ้มบางๆ “มิบังอาจชี้แนะหรอก แค่ข้ายัง พอจะมีคนที่ใช้การได้อยู่ในต าหนักติ้งอ๋องเท่านั้นเอง”
书呆子
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของเหลยเถิงเฟิงก็เต้นแรงขึ้นโดย พลัน สิ่งที่ยากล าบากที่สุดในต าหนักติ้งอ๋อง หาใช่ความ กล้าหาญของกองทัพตระกูลม่อหรือความสามารถและ ความเฉลียวฉลาดของม่อซิวเหยากับสวีชิงเฉินไม่ แต่เป็น ปราการป้องกันอันแน่นหนาที่แม้แต่ลมก็ไม่อาจเล็ดลอด เข้าไปได้เลยต่างหาก ข่าวคราวที่ทุกคนในผืนแผ่นดินนี้ รับรู้ล้วนเป็นสิ่งที่ต าหนักติ้งอ๋องยินดีจะให้รู้ แต่หากม่อ ซิวเหยาไม่ยินยอมให้คนอื่นรู้ข่าวที่พวกเขาไม่อยากให้ใคร รู้ ไม่ว่าใครจะท าอย่างไรก็ไม่อาจสอดแนมได้ แม้ว่าคน จากทุกแว่นแคว้นต่างอุตสาหะพยายามสอดแทรกคนเข้า มาอยู่ในกองทัพของต าหนักติ้งอ๋องตลอดหลายปีที่ผ่าน มา แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถใช้การได้จริงๆ เลยสักคน หรือ เรียกว่าไม่มีโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ อีกทั้งพวกเขายังต้อง สูญเสียมือดีของตัวเองไปอีกด้วย
书呆子
เมื่อม่อจิ่งหลีเห็นว่าเหลยเถิงเฟิงมีท่าทีคล้ายไม่เชื่อ ม่อจิ่งหลีก็ไม่ได้รีบร้อนเพียงยิ้มบางๆ “ม่ออวี้เฉิน ซื่อจื่ อแห่งต าหนักติ้งอ๋อง ตอนนี้อยู่ที่ด่านเฟยหง”
สายตาของเหลยเถิงเฟิงเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย การเคลื่อนไหวของซื่อจื่อต าหนักติ้งอ๋องย่อมเป็นข้อมูล ลับสุดยอดของกองทัพตระกูลม่อ แต่ม่อจิ่งหลีกลับดู เหมือนรู้มานานแล้ว และยังคล้ายว่าน่าเชื่อถือด้วย ม่อจิ่ง หลียิ้มจางๆ “นอกจากนี้ ตอนนี้บุตรฝาแฝดของม่อซิว เหยาและเยี่ยหลีก็ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในตระกูลสวี”
ความคิดของเหลยเถิงเฟิงล่องลอยไป และในไม่ช้า เขาก็สงบลง เขากล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “ดูเหมือนว่า คนของฮ่องเต้ต้าฉู่จะไม่ได้อยู่ในกองทัพของตระกูลม่อ แต่อยู่ในเมืองหลี เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มี ประโยชน์ต่อเสด็จพ่อมากเท่าไรนัก”
书呆子
ม่อจิ่งหลียิ้มและกล่าวว่า “จะมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ว่าเจิ้นหนานอ๋องจะใช้งานอย่างไร”
“องค์ฮ่องต้าเต้ฉู่ประสงค์สิ่งใด” เหลยเถิงเฟิงถาม
เมื่อรู้ว่าเหลยเถิงเฟิงยอมประนีประนอมลง ม่อจิ่ง หลีจึงยิ้มด้วยความพึงพอใจทันที “เจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่ อน าทหารมาด้วยเท่าไรหรือ” เหลยเถิงเฟิงถอนหายใจ อย่างช่วยไม่ได้ “ภูเขาซางหมางเป็นภัยพิบัติจริงๆ เคราะห์ดีที่ถูกก าจัดไปแล้ว! ในมือกระหม่อมมีทหารและ ม้าหนึ่งแสนห้าหมื่นนายโดยประมาณ แต่เป็นทหารเพื่อ ป้องกันเหตุฉุกเฉินเท่านั้น มิได้เป็นเพราะแคลงใจอันใด ต่อฮ่องเต้ต้าฉู่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าย่อมเชื่อใจเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อ” ม่อจิ่งหลียิ้ม กล่าว ขณะนี้กองทัพทั้งสองเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้าน กองทัพตระกูลม่อด้วยกัน เหลยเถิงเฟิงจึงย่อมไม่มี
书呆子
ความคิดอื่นใด หากแต่หลังจากผลลัพธ์ออกมาแล้วก็ไม่ แน่เหมือนกัน
เหลยเถิงเฟิงกล่าวว่า “กระหม่อมยินดีจะช่วยมู่ หยางโหวสกัดกั้นหลี้ว์จิ้นเสียนพ่ะย่ะค่ะ”
ม่อจิ่งหลีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หยิบปากกา ขึ้นมาเขียนบางอย่างลงบนกระดาษ แล้วยื่นให้พร้อม กล่าวว่า “นี่คือของขวัญแด่เจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่อ” เหลย เถิงเฟิงเหลือบมอง แล้วโยนแผ่นกระดาษลงกลางกองไฟ ที่อยู่ข้างๆ พร้อมพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “ขอบพระทัย ฮ่องเต้ต้าฉู่ กระหม่อมทูลลา”
ม่อจิ่งหลีมองส่งเหลยเถิงเฟิงที่เดินออกไป แล้วพูด ด้วยน้ าเสียงเยาะหยันว่า “ใครบอกว่าข้าไม่มีคนใน กองทัพตระกูลม่อกัน ม่อซิวเหยา…ข้าอยากจะดูสัก หน่อยว่าใครกันแน่ที่จะได้เป็นผู้หัวเราะคนสุดท้าย!”
书呆子
ภายในกระโจมของมู่หยาง เหยาจีก าลังพันแผล ให้มู่หยางอยู่ เมื่อมองไปยังชายหนุ่มที่มีบาดแผลมากมาย ตรงหน้า ดวงตาที่งดงามของเหยาจีก็หรี่ลงเล็กน้อย นาง ไม่ได้พูดอะไร มู่เลี่ยที่อยู่ข้างๆ นางก็มองมู่หยางตาปริบๆ ดวงตาโตของเขาเผยแววกังวล “ท่านพ่อ ท่าน…ไม่เป็นไร ใช่ไหมขอรับ”