ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 392-2 แผนกำรยุแยงตะแคงรั่ว
ตอนที่ 392-2 แผนกำรยุแยงตะแคงรั่ว
ม่อจิ่งหลีก็ไม่มีอารมณ์จะสนใจความรู้สึกนึกคิด ของคนอื่น เขาปาจดหมายด่วนที่เพิ่งส่งมาถึงลงพื้น พลางกล่าว “พวกเจ้าดูสิ”
ผู้อาวุโสมู่หยางโหวที่ยืนอยู่หน้าสุดก้มลงไปหยิบ ขึ้นมาดู สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันทีเช่นกัน เขากล่าวเสียง สั่นว่า “ฝ่าบาท กลัวก็แต่ว่าพวกเราจะติดกับของอวิ๋นถิง แล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ พระชายาติ้งไม่ได้อยู่ในกองทัพ ตระกูลม่อ” สองวันก่อน พวกเขาส่งคนไปตรวจสอบแล้ว รายงานกลับมาว่าพระชายาติ้งยังอยู่ในกองทัพ ตอนนี้มา คิดดูแล้วเกรงว่าจะเป็นเพียงแผนตบตาของอวิ๋นถิง เท่านั้น ตั้งแต่ต้นพระชายาติ้งหาได้อยู่ที่ด่านหานกู่ไม่
“เยี่ยหลี! เยี่ยหลี นังตัวดี!” ม่อจิ่งหลีชิงชังจนกัด ฟันกรอด “เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็อย่าหาว่าข้าไร้ความ
书呆子
ปราณีแล้วกัน!” ม่อจิ่งหลีโกรธจนพูดอะไรไม่ถูกไป ชั่วขณะ แม้แต่สรรพนามแทนตนของฮ่องเต้ก็ยังลืมได้
“ถ่ายทอดราชโองการของข้าลงไป เคลื่อนทัพ ออกไปก าจัดกองก าลังของอวิ๋นถิงบัดเดี๋ยวนี้!” ม่อจิ่งหลี กล่าวน้ าเสียงดุดัน
“กระหม่อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” เห็นม่อ จิ่งหลีสีหน้าดุดันน่ากลัว เหล่าแม่ทัพจึงไม่กล้าเอ่ยอะไร มาก ท าได้เพียงรับค าสั่งเสียงเบา
ทหารองครักษ์นายหนึ่งเดินถือจดหมายไปมอบ ให้ม่อจิ่งหลีด้วยท่าทางร้อนรน ม่อจิ่งหลีแกะดูครู่หนึ่ง แล้วกวาดตามองกลุ่มคนที่อยู่ใต้บัญชา ก่อนหยุดที่ผู้ อาวุโสมู่หยางโหวที่ก าลังยื่นมือออกมา พลางกล่าวว่า “มู่ หยางโหวอยู่ก่อน คนอื่นออกไปได้” เหล่า ผู้ใต้บังคับบัญชามองมาที่มู่หยางโหวอย่างเห็นใจ แล้ว ทยอยเดินออกไป
书呆子
ม่อจิ่งหลีถือจดหมายอยู่ในมือ มองมู่หยางโหวด้วย สายตาเย็นชาพลางกล่าวว่า “ท่านมู่หยางโหว ท่านทราบ หรือไม่ว่าจดหมายฉบับนี้เขียนว่าอย่างไร” ผู้อาวุโสมู่ หยางโหวใจคอไม่ดี รู้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับตนเป็นแน่ เขา คิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวตอบอย่างระมัดระวังว่า “ฝ่าบาท… น่าจะเกี่ยวกับเรื่องเหยาจีและมู่เลี่ยเมื่อคืน…” ชั่ว ขณะนั้น ผู้อาวุโสมู่หยางโหวรู้สึกสับสนอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่า เป็นเพราะกังวลว่าเหยาจีจะเกี่ยวข้องกับต าหนักติ้งอ๋อง จริงๆ หรือกังวลเรื่องความเป็นความตายของมู่เลี่ยกัน แน่
ม่อจิ่งหลียิ้มดูแคลน “ท่านมู่หยางโหว ข้าจ าได้ว่า ตอนนั้นเหยาจีหายตัวไปตั้งหลายปีนี่”
ผู้อาวุโสมู่หยางโหวพยักหน้ารับ “ใช่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่า บาท”
书呆子
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าเหยาจีไปท าอะไรอยู่ที่ใด” ม่อ จิ่งหลีถาม ผู้อาวุโสมู่หยางโหวหลังชุ่มเหงื่อไปหมด ไม่ กล้าเอ่ยตอบ ม่อจิ่งหลีตบจดหมายลงบนโต๊ะหนังสือโดย แรง กล่าวเสียงดุดันว่า “หลายปีนั้น เหยาจีอยู่ที่เมืองหลี! มิหน าซ้ านางยังเปิดโรงน้ าชาอีกด้วย เจ้านี่จริงๆ เลย ข้า เชื่อจวนมู่หยางโหวอย่างสนิทใจ ที่แท้หนอนบ่อนไส้ก็อยู่ ข้างกายข้านี่เอง”
ผู้อาวุโสมู่หยางโหวขาอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น รีบ กล่าว “ฝ่าบาท…ฝ่าบาทโปรดตรวจสอบอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ! เรื่องทั้งหมดนั่น หญิงสารเลวเหยาจีนั่นท าเองทั้งสิ้น จวนมู่หยางโหวกับต าหนักติ้งอ๋องหาได้เกี่ยวข้องกันใดกัน ไม่ กระหม่อม… กระหม่อมมีเรื่องบาดหมางกับติ้งอ๋อง จะไปภักดีต่อติ้งอ๋องได้อย่างไร ขอฝ่าบาททรงตรวจสอบ อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!” ม่อจิ่งหลีหรี่ตา “เจ้าไม่เกี่ยว แล้วมู่ หยางเล่า แต่ไหนแต่ไรมาเสน่ห์หญิงก็เป็นจุดจบของ
书呆子
วีรบุรุษ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามู่หยางอาจจะไปภักดีกับติ้ง อ๋องเพราะเหยาจี ทหารแสนนายรับมือกับกองทัพห้าพัน นายของหลี่ว์จิ้นเสียนยังไม่ได้ ทั้งยังปล่อยให้มู่หยางมี ชีวิตรอดกลับมาได้อีก ผู้อาวุโสมู่หยางโหว ท่านจะให้ข้า เชื่อท่านได้อย่างไร”
เรื่องราวมากมาย ถ้าไม่คิดก็ดูไม่มีอะไร แต่พอได้ เริ่มคิดเท่านั้น ค าถามมากมายก็พากันผุดขึ้นมาในใจ จะ หยุดก็หยุดไม่ได้
ม่อจิ่งหลีเป็นคนขี้ระแวงอยู่แล้ว นับประสาอะไร กับจวนมู่หยางโหวที่ไม่ได้จงรักภักดีต่อตนมาตั้งแต่แรก ในเมื่อมู่หยางโหวหักหลังม่อจิ่งฉีมาภักดีกับตนได้ ก็ย่อม หักหลังตน เปลี่ยนไปภักดีกับม่อซิวเหยาได้เป็นธรรมดา คิดถึงจุดนี้ สายตาที่จ้องมู่หยางโหวก็ยิ่งเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ ผู้อาวุโสมู่หยางโหวได้แต่เจ็บปวดอยู่ในใจ เขารู้ดีว่าหาก ยิ่งอธิบาย ม่อจิ่งหลีก็จะยิ่งคิดว่าเขาเล่นลิ้น ในใจเขานึก
书呆子
อยากจะถลกหนังเหยาจีแทบแย่ เขาคิดไม่ถึงเลย ตน วางแผนนั่นวางแผนนี่อย่างราบรื่นมาทั้งชีวิต แต่สุดท้าย กลับมาโดนสตรีของบุตรชายตัวเองท าพังเสียได้
“ฝ่าบาท…” ผู้อาวุโสมู่หยางโหวอ้าปาก อยากพูด อะไรอีกเล็กน้อย ม่อจิ่งหลีกลับไม่สนใจที่ฟังอีก เขาส่ง เสียงเหอะอย่างเย็นชา “พอกันที! ข้าไม่อยากฟังเจ้าพูด อีกแล้ว” ผู้อาวุโสมู่หยางโหวส่ายหน้า “ไม่! ฝ่าบาทโปรด ฟังข้าอีกสักนิดเถิด เหยาจี…เหยาจีนังคนสารเลวนั่นออก จากค่ายใหญ่แล้วต้องไปหาหยางเอ๋อร์เป็นแน่ …ได้โปรด ฝ่าบาท…” ม่อจิ่งหลียิ้มดูแคลน “เจ้าไม่พูด ข้าก็เกือบลืม ไปแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วง อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะได้ไปอยู่อย่าง พร้อมหน้ากับมู่หยางแล้ว! ทหาร! มาเอาตัวไป!”
ผู้อาวุโสมู่หยางโหวถูกทหารองครักษ์จับไว้ทั้งซ้าย ขวา แล้วถูกลากออกจากกระโจมใหญ่ไปอย่างไม่เกรงใจ
书呆子
เขารู้ดีว่าหมดหวังแล้ว จะพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ ท าได้เพียงปิดปากอย่างหมดหนทาง
ณ ค่ายทัพตะวันตกของกองทัพต้าฉู่ ระหว่างที่มู่ หยางก าลังเจรจาเรื่องกองก าลังทหารกับแม่ทัพฝั่ง ตะวันตกกับเหลยเถิงเฟิงอยู่ ก้านนอกมีทหารอารักขามา กล่าวรายงานว่า “รายงานแม่ทัพมู่ ข้างนอกมีเด็กชายคน หนึ่งมาขอพบ บอกว่าเป็นมู่หยางโหวซื่อจื่อขอรับ”
มู่หยางประหลาดใจเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจว่ามู่เลี่ย มาหาตนถึงที่นี่คนเดียวได้อย่างไรกัน เหลยเถิงเฟิงแววตา ยินดี กล่าวยิ้มๆ “พี่มู่ไปดูว่าซื่อจื่อมีเรื่องอะไรก่อนจะ ดีกว่า”
มู่หยางพยักหน้าเล็กน้อย มู่เลี่ยมาหากะทันหัน เช่นนี้ท าให้เขากังวลว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ข้อเสนอ ของเหลยเถิงเฟิงจึงตรงกับใจของเขาพอดี เขาลุกขึ้นยก มือค านับเหลยเถิงเฟิง “ขอบพระคุณซื่อจื่อ”
书呆子
เมื่อออกจากค่ายใหญ่ก็เห็นมู่เลี่ยเนื้อตัวมอมแมม ยืนสั่นหงึกๆ อยู่ข้างนอก บัดนี้เพิ่งจะต้นเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ผลิของทางเหนือหนาวมากจริงๆ มู่เลี่ยสวมชุด ขาดรุ่งริ่ง แม้แต่ริมฝีปากยังสั่นจนม่วงซีด มู่หยางรีบปลด เสื้อของตนไปคลุมมู่เลี่ยไว้ ถามอย่างกังวลว่า “เลี่ยเอ๋อร์ เจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร”
มู่เลี่ยตอบริมฝีปากสั่นว่า “ท่านแม่…ท่านแม่…” ยัง ไม่ทันพูดต่อ น้ าตาก็ไหลลงมาเสียแล้ว มู่หยางตกใจ ถาม อย่างร้อนรนว่า “แม่เจ้าเป็นอะไรไป” มู่เลี่ยมองเหม่อไป ทางมู่หยาง ในที่สุดก็ปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมา
เห็นมู่เลี่ยเป็นเช่นนี้ ก็รู้ว่าเขาคงตกใจมากจริงๆ มู่ หยางปวดใจดึงมู่เลี่ยมากอดไว้ในอ้อมอก กล่าวเสียงนุ่ม ว่า “เด็กดี ไม่ต้องกลัว บอกพ่อสิ เกิดอะไรขึ้น” มู่เลี่ย แนบอยู่กับอกบิดาแน่น สะอึกสะอื้นกล่าวว่า “มีคนร้าย …มีคนร้ายจับตัวท่านแม่กับเลี่ยเอ๋อร์ไป ตอนหลังเลี่ย
书呆子
เอ๋อร์หนีออกมาได้…อยากกลับไปขอให้ท่านปู่ช่วยท่านแม่ แต่ว่า…แต่ว่ามีคนบอกว่าท่านปู่ถูกฝ่าบาทจับไว้ ฮือ… ท่านพ่อ ช่วยท่านแม่ด้วย…ช่วยท่านปู่ด้วย…”
“อะไรนะ” สถานการณ์พลิกผันรวดเร็วเช่นนี้ มู่ หยางก็อึ้งไปเช่นกัน เขาประคองมู่เลี่ยพลางถามว่า “เจ้า บอกว่าท่านปู่ของเจ้าถูกฝ่าบาทคุมตัวไว้หรือ” มู่เลี่ย อึกอัก ตอบอย่างอ้ าๆ อึ้งๆ ว่า “ไม่รู้ ไม่รู้…เลี่ยเอ๋อร์ฟัง คนอื่นพูดมา เลี่ยเอ๋อร์ไม่กล้ากลับไป จึงขอให้คุณลุงใจดี พาเลี่ยเอ๋อร์มาหาท่านพ่อ”
มู่เลี่ยอายุยังน้อย พูดอะไรยังขาดๆ หายๆ ติดๆ ขัดๆ มู่หยางจึงรู้สึกกระวนกระวายอย่างอดไม่ได้ เหลย เถิงเฟิงที่เดินตามออกมาได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เช่นกัน เขามองมู่เลี่ยสะอื้นไห้ในอ้อมอกของมู่หยาพลาง พินิจพิเคราะห์แล้วกล่าวอย่างใช้ความคิดว่า “พี่มู่ อย่า เพิ่งรีบร้อนไป ถามให้แน่ชัดเสียก่อนค่อยว่ากัน ยิ่งไปกว่า
书呆子
นั้น ด่านหานกู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก หากเกิดเรื่องขึ้นจริง เดี๋ยวก็คงมีข่าวส่งมา ซื่อจื่อ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” ด่า นหานกู่ห่างจากที่นี่จะว่าไกลก็ไม่ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ไม่ ใกล้ อย่างไรเสียก็เป็นระยะทางประมาณสองร้อยลี้ เด็ก เล็กจะมาที่นี่คนเดียวได้อย่างไรกัน
มู่เลี่ยหลบอยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นบิดาสะอื้นไห้พลาง ส่ายหัว “ฮือ ฮือ…ข้าไม่รู้…ขี่ม้ามา…”