ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 395-1 กำรเจรจำและกำรหำประโยชน์ในสนำม รบ - ตอนที่ 396-3 จดหมำยลับที่มำกะทันหัน
- Home
- ชายาเคียงหทัย
- ตอนที่ 395-1 กำรเจรจำและกำรหำประโยชน์ในสนำม รบ - ตอนที่ 396-3 จดหมำยลับที่มำกะทันหัน
ภายในค่ายใหญ่ของกองทัพซีหลู่แห่งแคว้นฉู่ จ้าว เหลียนและเหลยเถิงเฟิงนั่งตรงข้ามกัน แต่พวกเขากลับ มองหน้าและยิ้มอย่างขมขื่นให้กัน ทหารและม้าของมู่ หยางและเกาหมิงถูกกองทัพตระกูลม่อซุ่มโจมตีพร้อมกัน ท าให้กองทัพฉู่สูญเสียทหารกว่าหลายหมื่นในชั่วพริบตา ในที่สุดคนทั้งสองก็เข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเหล่านี้ ล้วนเป็นแผนการของ ต าหนักติ้งอ๋องทั้งสิ้น และยังท าให้ต้องเสียผู้อาวุโสมู่หยาง โหวที่เป็นมันสมองอันเก่งกาจที่สุดและบุคคลชั้นยอดที่ เป็นความหวังมากที่สุดในปัจจุบันของกองทัพไปด้วย
วิธีการของต าหนักติ้งอ๋องท าให้คนต้องตกตะลึงยิ่ง นัก
书呆子
เหลยเถิงเฟิงลดระดับสายตาลงมากล่าวว่า “ตอนนี้ ดึงจวนมู่หยางโหวออกมาแล้ว เกรงว่า…เป้าหมายต่อไป ของกองทัพตระกูลม่อคงเป็นข้ากับเจ้า แม่ทัพเจ้าว เจ้า ต้องระวังกองทัพหลี่ว์จิ้นเสียนให้มาก” เหลยเถิงเฟิงรู้ว่า กองทัพของหลี่ว์จิ้นเสียนต้องร้อนรนอย่างมากที่จะไป รวมกับอวิ๋นถิงที่อยู่อีกด้านหนึ่ง แต่คนที่รีบร้อนไม่ใช่แค่ห ลี่ว์จิ้นเสียนเท่านั้น เหลยเถิงเฟิงก็รีบร้อนเช่นกัน เพราะ ข่าวเรื่องสงครามระหว่างท่านพ่อทางตะวันตกกับม่อซิว เหยาก็ไม่ได้ราบรื่น
จ้าวเหลียนพยักหน้าอย่างจริงจังและพูดว่า “ที่ เหลยซื่อจื่อพูดก็ถูก” แม้ว่าการเผชิญหน้ากับหลี่ว์จิ้น เสียนหลายวันนี้ จะท าให้จ้าวเหลียนได้เปิดโลกขึ้นบ้าง แต่เรื่องที่น่าสลดยิ่งก็คือ ก าลังทหารของตัวเอง เหนือกว่าหลี่ว์จิ้นเสียนอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลับยังคงถูก ฝ่ายตรงข้ามกดดันจนขยายอิทธิพลออกไปไม่ได้ จ้าว
书呆子
เหลียนจ าเป็นต้องยอมรับความห่างชั้นระหว่างตัวเอง กับหลี่ว์จิ้นเสียน แต่ที่นี่เป็นแนวป้องกันสุดท้ายก่อนที่ กองทัพของหลี่ว์จิ้นเสียนจะไปถึงด่านหานกู่แล้ว ไม่ว่า อย่างไรเขาก็ต้องสกัดเอาไว้ให้ได้
เมื่อได้ยินว่าจ้าวเหลียนตั้งใจจะใช้วิธียื้อเวลา สายตาเหลยเถิงเฟิงจึงเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย และไม่ได้ พูดอะไรมากอีก
ครั้นเหลยเถิงเฟิงกลับมาภายในกระโจมตัวเอง ก็มี ทหารรักษาการณ์มาส่งรายงานการรบของกองทัพซีหลิง ทันที แม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปเกือบพันลี้ แต่รายงานการสู้ รบระหว่างกองทัพซีหลิงและกองทัพตระกูลม่อกลับส่งถึง มือเหลยเถิงเฟิงภายในเวลาไม่เคยเกินหนึ่งวันตลอด เมื่อ มองไปยังจดหมายลับในมือ เหลยเถิงเฟิงค่อยๆ นั่งลง พร้อมกุมหน้าผากที่เหนื่อยล้าของตัวเอง แล้วจึงเอ่ยถาม ว่า “ท่านพ่อมีวิธีการอันใดหรือไม่” เดิมที การน ากองทัพ
书呆子
ซีหลิงกว่าแสนคนมาถึงที่นี่อย่างลับๆ ก็เป็นการวางแผน อย่างง่ายๆ ช่วยไม่ได้นัก สิ่งของที่อยู่ในมือของม่อจิ่งหลี นั้นส าคัญยิ่ง เขาจึงจ าต้องเปิดเผยก าลังทหารเพื่อให้ ได้มาซึ่งรายชื่อเหล่านั่น เมื่อเทียบกับกองก าลังนับหมื่น แล้ว การสามารถพลิกหมากลับและพลิกทั้งกระดานเกม ในช่วงเวลาวิกฤติได้ต่างหากถึงจะเป็นสิ่งต าหนักเจิ้น หนานอ๋องต้องการ
ทหารรักษาการณ์กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่าน อ๋องบอกว่า สิ่งที่ซื่อจื่อท านั้นถูกต้อง เพียงแต่…ยังคงต้อง รีบถอนตัวจากทางตัน ณ ขณะนี้โดยเร็วที่สุด การสู้รบ ทางทิศตะวันตกไม่ได้เป็นผลดีต่อซีหลิง ท่านอ๋องสงสัย ว่าม่อซิวเหยาส่งกองทัพใหญ่จ านวนเกือบสองแสนนาย ไปโดยวางแผนที่จะอ้อมหลังกองทัพของเรา ซื่อจื่อโปรด รีบไปที่ด่านอวี้หมิงที่อยู่ห่างไปสามร้อยลี้จากทาง
书呆子
ตะวันตกของด่านหานกู่เพื่อสกัดกั้นกองทหารนี้ไว้ภายใน เวลาครึ่งเดือนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เหลยเถิงเฟิงตกใจโดยพลัน พูดด้วยเสียงขรึมว่า “สองแสนนาย? กองทัพตระกูลม่อเอาคนจ านวนมาก แบบนั้นมาจากไหนกัน” พลังทั้งหมดตระกูลม่อมีไม่ถึง หนึ่งล้านนาย ก่อนหน้านี้ที่ท าลายกองก าลังนับล้านไป อย่างน้อยตระกูลม่อก็น่าจะได้รับความเสียหายไป มากกว่าสองแสนนาย ต่อให้นับว่เอาากองทัพตระกูลม่อ ไม่เสียหายแม้แต่คนเดียว และนับรวมกับทหาร รักษาการณ์ทุกหนทุกแห่ง ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่กองทัพ ตระกูลม่อจะหาทหารได้อีกสองแสนนายเพื่อลอบโจมตี กองทัพซีหลิงจากด้านหลัง
ทหารรักษ์การณ์พูดว่า “ซื่อจื่อลืมไปแล้วหรือว่า ระบบรับทหารของต าหนักติ้งอ๋องแตกต่างจากแคว้นอื่น ท่านอ๋องคาดการณ์ว่าถ้าติ้งอ๋องยินยอมล่ะก็ อย่างมาก
书呆子
สุดจะสามารถระดมก าลังทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี อีกล้านคนได้ภายในหนึ่งเดือน และระดมนายทหารใหม่ จ านวนสองล้านนายได้ภายในสามเดือน” บัดนี้ สามารถ กล่าวได้ว่าภายในขอบเขตการควบคุมของต าหนักติ้งอ๋อง เป็นใหญ่เหนือกว่าประเทศอื่น และการที่เพิ่งเอาชนะเป่ย หรงมาได้ไม่นานยิ่งท าให้ขวัญก าลังใจของต าหนักติ้งอ๋อง เร่าร้อนดั่งเพลิงไฟ ติ้งอ๋องอยากจะระดมทหารและม้านั้น เป็นเรื่องที่ง่ายเสียยิ่งกว่าง่ายพ่ะย่ะค่ะ”
เหลยเถิงเฟิงรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ปัญหาเรื่องก าลังทหารของกองทัพตระกูลม่อเป็นเรื่องที่ พวกเขาวางใจมาตลอด แต่ไหนแต่ไรกองทัพตระกูลม่อ ไม่ได้มีก าลังพลเยอะเท่าไรนัก แต่กลับลืมมองรวมไปถึง พื้นหลังของต าหนักติ้งอ๋องและพลังในการเรียกระดมพล ของกองทัพตระกูลม่อ ม่อซิวเหยาต้องการขยายกอง
书呆子
ก าลังเมื่อใด เขาก็สามารถเติมทรัพยากรกองก าลังของ เขาได้อย่างไม่ขาดสาย
“ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ท่านอ๋องสั่งให้น ามาบอกแก่ ซื่อจื่อ” ทหารรักษาการณ์พูดอย่างนอบน้อม ขณะที่ เหลยเถิงเฟิงก าลังมองเขาอยู่ ทหารรักษาการณ์จึงพูด กระซิบว่า “ท่านอ๋องบอกว่า ซื่อจื่อไม่จ าเป็นต้อง สนใจม่อจิ่งหลีมากเกินไป เขาสู้พระชายาติ้งอ๋องไม่ได้ ซื่อจื่อโปรดถอนตัวออกห่างมาโดยไวที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
เหลยเถิงเฟิงตกตะลึงโดยพลัน ครานี้เขาเข้าใจ เจตนาของท่านพ่อเขาแล้ว เสด็จพ่อไม่ได้ตั้งใจที่จะ ร่วมมือกับม่อจิ่งหลีมาตั้งแต่ต้น ท่านพ่อไม่ชอบม่อจิ่งหลี มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ที่จัดการเช่นนี้และร่วมมือเป็น พันธมิตรกับม่อจิ่งหลี ก็แค่เพียงเพื่อจะใช้ม่อจิ่งหลี มาถึงเยี่ยหลีไว้เท่านั้น เพราะถึงอย่างไร แค่ม่อซิวเหยา คนเดียวก็จัดการได้ยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหาก
书呆子
เพิ่มเยี่ยหลีมาอีกคน เกรงว่าแม้แต่ต าหนักเจิ้นหนานอ๋อง ก็คงรับไม่ไหว เมื่อใดก็ตามที่บรรลุเป้าหมาย ม่อจิ่งหลีก็ จะไร้ประโยชน์ ดังนั้น ม่อจิ่งหลีจะชนะหรือแพ้ก็ไม่ เกี่ยวข้องกับต าหนักเจิ้นหนานอ๋องอีก หากในท้ายที่สุด ต าหนักเจิ้นหนานอ๋องเป็นฝ่ายชนะต าหนักติ้งอ๋อง การ ให้ม่อจ่งหลีพ่ายแพ้ย่อมถือว่าดีที่สุด เพราะหลังจากนั้น ต าหนักเจิ้นหนานอ๋องจะถือว่าเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่หากต าหนักเจิ้นนานอ๋องพ่ายแพ้ เช่นนั้นก็จะยิ่ง เก็บม่อจ่งหลีเอาไว้ไม่ได้ เพราะเขาต้องกลายเป็นภัยพิบัติ อันร้ายแรงต่อต าหนักเจิ้นหนานอ๋องอย่างแน่นอน
เหลยเถิงเฟิงขมวดคิ้วนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงย หน้าขึ้นพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว กลับไปบอกท่านพ่อว่า ข้า จะออกจากสนามรบที่นี่โดยเร็วที่สุด ให้ท่านพ่อรักษาตัว ด้วย” ทหารรักษาการณ์พยักหน้าและถอยออกไปอย่าง นอบน้อม “ข้าน้อยขอตัว”
书呆子
ภายในกระโจมขนาดใหญ่ เหลยเถิงเฟิงเงียบไป นาน ถึงจะเอ่ยปากพูดขึ้นว่า “ทหาร”
ผู้ชายที่ท่าทางเหมือนทหารรักษาการณ์คนหนึ่ง ปรากฏตัวที่หน้าประตู “พ่ะย่ะค่ะซื่อจื่อ”
“ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้พระชายาติ้งอ๋องแทนข้า ที ข้าอยากคุยกับนาง” เหลยเถิงเฟิงกล่าว
ภายในสายตาของทหารรักษาการณ์เผยประกาย ประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยังคงตอบรับอย่างสุภาพว่า “ข้าน้อยรับบัญชา”
ณ ริมล าธารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ห่างจากค่างใหญ่ของ ทั้งสองกองทัพไปสิบกว่าลี้ เยี่ยหลีก าลังทอดมองน้ าที่ไหล ตามธรรมชาติอย่างสบายๆ ด้วยท่าทางที่เฉยเมย บนพื้น หญ้าริมล าธาร วัชพืชที่เหี่ยวแห้งไปบางส่วนก่อนหน้านี้ ได้งอกเป็นต้นอ่อนใบเขียวแล้ว ท าให้ทัศนียภาพแต่เดิมที่ แห้งแล้งและหนาวเย็นมีความอบอุ่นและความหวังขึ้นมา
书呆子
เล็กน้อย ฉินเฟิงและจั๋วจิ้งยืนเคียงข้างกันด้านหลังไม่ไกล จากเยี่ยหลี แต่ละคนต่างก็คิดถึงเรื่องของตัวเอง
“เหลยซื่อจื่อ ในเมื่อมาแล้วเหตุใดถึงไม่ออกมาพบ กันสักหน่อยเล่า” ทันใดนั้น ฉินเฟิงและจั๋วจิ้งก็มองไปที่ ป่าข้างหลังพร้อมกัน ฉินเฟิงเอ่ยปากกล่าวขึ้น
“คนติดตามของพระชายาติ้งอ๋องเป็นมือฉมังสมค า ล่ าลือจริงๆ ข้าชื่นชมนัก” เหลยเถิงเฟิงเดินออกจากป่า และพูดด้วยรอยยิ้ม เยี่ยหลีลุกขึ้นยืน และหันหน้ากลับมา ยิ้มให้ “เหลยซื่อจื่อเป็นผู้เก่งกาจหาตัวจับยากเช่นกัน ไฉนเลยจะเหมือนกับเยี่ยหลี ที่ไร้ความสามารถต้องให้มี คนติดตามข้างกายเพื่อหลีกเลี่ยงจากภัยที่ไม่คาดคิด” มุม ปากของเหลยเถิงเฟิงกระตุกขึ้นอย่างไม่ทันสังเกตเห็นได้ ถ้าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ไม่มีความสามารถ เช่นนั้นในใต้ หล้านี้ก็คงมีคนที่มีความสามารถเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน แล้ว ในเวลาเดียวกัน ในใจเหลยเถิงเฟิงก็รู้สึกประหลาด
书呆子
ใจกับความระแวดระวังของเยี่ยหลี แม้ว่าเหลยเถิงเฟิงจะ ลงมือน้อยครั้งมาก และมีเพียงไม่กี่คนในโลกนี้ที่สามารถ รู้ทักษะของเขาอย่างลึกซึ้ง แต่เยี่ยหลีกลับไม่ลืมว่า เขามี พ่อที่เป็นหนึ่งในสี่ยอดฝีมือแห่งใต้หล้า และลักษณะ ร่างกายของเหลยเถิงเฟิงก็ไม่เลวเลย หากไม่ผิดไปจากที่ คาดคิด ศิลปะการต่อสู้ของเหลยเถิงเฟิงก็ต้องไม่เลวอย่าง แน่นอน
“พระชายาพูดล้อเล่นเสียแล้ว ได้พบกับพระชายา …คนที่พบกับเรื่องไม่คาดคิดก็ล้วนเป็นผู้อื่นทั้งสิ้น” เหลย เถิงเฟิงพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ
เยี่ยหลีไม่สนใจการเสียดสีของเขาและยิ้มเรียบๆ “บัดนี้กองทัพทั้งสองก าลังต่อสู้กัน ที่เหลยซื่อจื่อขอ พบเยี่ยหลีเป็นการส่วนตัว คงไม่ใช่เพราะอยากจะพูดถาก ถางเยี่ยหลีสักประโยคสองประโยคกระมัง”
书呆子
เหลยเถิงเฟิงยิ้มอย่างเฉยเมย “หากพระชายายินดี ข้าก็จะไม่ยืดเยื้อ ตอนนี้ข้ารู้ว่าพระชายารีบร้อนอยากจะ ไปรวมกับแม่ทัพอวิ๋นถิงที่ด่านหานกู่ ใช่หรือไม่” เยี่ยหลี พยักหน้าเล็กน้อย เรื่องบางเรื่องบนสนามรบสามารถ ปิดบังได้ก็จริง ทว่าบางสิ่งต่อให้อยากปิดบังอย่างไรก็ไม่ อาจปิดบังจากผู้อื่นได้ อย่างน้อย ทิศทางการเคลื่อนพล ของกองทัพตระกูลม่อในเวลานี้ ก็ไม่สามารถปิดบังคน อย่างเหลยเถิงเฟิงได้
书呆子
ตอนที่ 395-2 กำรเจรจำและกำรหำประโยชน์ในสนำม รบ
“หากข้าจับมือกับแม่ทัพจ้าว พระชายามั่นใจว่าจะ ไปถึงด่านหานกู่ได้ภายในครึ่งเดือนหรือไม่” เหลยเถิงเฟิง ถาม
“ไม่ในใจ” เยี่ยหลีพูดอย่างใจเย็น การจะจบการสู้ รบอย่างรวดเร็วจ าเป็นต้องพิจารณาทั้งเรื่องเวลา ภูมิศาสตร์ และการประนีประนอม และในหลายๆ ครั้ง จะไม่สามารถขาดปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งไปได้เลย และไม่ใช่ ว่าการศึกทุกครั้งเราจะเป็นฝ่ายควบคุมความได้เปรียบ มิ เช่นกันบางการต่อสู้คงไม่ต้องสู้กันถึงสามปี ห้าปีหรอก แม้ว่าตอนนี้ก าลังทหารของเขาไม่ได้อยู่ในฝ่ายได้เปรียบ แต่ไม่ว่าเป็นเยี่ยหลีหรือหลี่ว์จิ้นเสียนต่างก็มั่นใจว่าตัวเอง สามารถเอาชนะจ้าวเหลียนและเหลยเถิงเฟิงได้ แต่ ปัญหาคือ…จ าเป็นต้องใช้เวลานานอย่างยิ่ง
书呆子
เหลยเถิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับความ ตรงไปตรงมาของเยี่ยหลี แต่ในไม่ช้า เขาก็เข้าใจชัดเจน ว่า เยี่ยหลีรู้ถึงเจตนาการมาของตนเองเช่นกัน มิฉะนั้นคง จะไม่พูดตรงๆ เช่นนี้ จึงพูดด้วยรอยยิ้มข่มขืนอย่างช่วย ไม่ได้ว่า “ดูเหมือนจะปิดบังพระชายาไม่ได้ ข้าวางแผนที่ จะถอนทัพจากไปโดยทันที จึงขอให้พระชายาเอื้ออ านวย ด้วย”
เยี่ยหลีพูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ว่า “เอื้ออ านวยต่อ ผู้คน และเอื้ออ านวยต่อตัวเอง เชิญซื่อจื่อตามสบายได้ เลย”
เหลยเถิงเฟิงมองไปที่เยี่ยหลีด้วยความสงสัย “พระ ชายาทราบสาเหตุที่ข้าถอนทัพหรือ”
เยี่ยหลียิ้มบางๆ และกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าเพื่อไปช่วย เจิ้นหนานอ๋องคุ้มกันปีกของกองทัพหรอกหรือ”
书呆子
“ในเมื่อพระชายารู้…หากปล่อยข้าไป จะไม่ได้เป็น การท าลายแผนการณ์ของติ้งอ๋องหรือ” แม้จะผ่านไป หลายปี เหลยเถิงเฟิงก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าใจผู้หญิงคน นี้ แต่หลังจากประสบและได้ยินเรื่องจริงของนางมา มากมาย เหลยเถิงเฟิงก็จ าต้องเผชิญหน้ากับนางอย่าง ระมัดระวัง เยี่ยหลีทอดมองไปที่ล าธารเล็กๆ ตรงหน้า และพูดอย่างใจเย็น “ถ้าปล่อยให้ซื่อจื่อไป แผนการณ์ ของท่านอ๋องเพียงแต่อาจจะถูกท าลายเท่านั้น อีกทั้ง…ก็ ไม่แน่ว่าซื่อจื่อจะสามารถสกัดได้กระมัง แต่ถ้าหากข้าไม่ ปล่อยให้ซื่อจื่อไป กองทหารหลายแสนนายของอวิ๋นถิงก็ จะต้องเดือดร้อนทันที สิ่งใดส าคัญมากกว่า สิ่งใดส าคัญ น้อยกว่า ข้าจะไม่อาจเข้าใจชัดเจนได้หรือ”
เหลยเถิงเฟิงตกตะลึงโดยพลัน และในที่สุดก็ ประสานสองมือให้เยี่ยหลี “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้า ขอบคุณพระชายาที่ยินยอม ข้าขอตัวก่อน”
书呆子
“ระวังตัวด้วย ข้าไม่ส่ง” เยี่ยหลีพยักหน้า
เยี่ยหลีลาเหลยเถิงเฟิงด้วยสายตา เมื่อเห็นเงาร่าง ของเหลยเถิงเฟิงหายไปในป่าแล้ว จั๋วจิ้งพลันกล่าวอย่าง เคร่งขรึมว่า “พระชายา ซีหลิงมาครั้งนี้ นับว่าทอดทิ้งม่อ จิ่งหลีเสียแล้ว” เยี่ยหลียิ้มและพูดว่า “เดิมทีเหลยเจิ้นถิง ก็ไม่ได้มองม่อจิ่งหลีอยู่ในสายตาอยู่แล้ว” แต่เดิม ความสามารถม่อจิ่งหลีและเหลยเจิ้นถิงก็ไม่เท่าเทียมกัน แล้วจะขอให้เหลยเจิ้นถิงปฏิบัติต่อม่อจิ่งหลีในฐานะ สหายร่วมมือได้อย่างไร ตั้งแต่ต้นจนจบ ม่อจิ่งหลีเป็น เพียงเครื่องมือให้เหลยเจิ้นถิงใช้การเท่านั้น
“เหลยเถิงเฟิงถอนตัว แล้วม่อจิ่งหลียังสูญเสีย มู่จิ้งหมินและมู่หยางไปอีก เกรงว่าคงจะแบกรับไว้ไม่ได้ นานพ่ะย่ะค่ะ” จั๋วจิ้งกล่าว ฉินเฟิงขมวดคิ้วพูดว่า “ถึง กระนั้น ก าลังทหารของม่อจิ่งหลีก็ยังเหนือกว่าพวกเรา
书呆子
คงไม่น่าเป็นไปได้หากพวกเราคิดอยากกลับไปช่วยเหลือ ท่านอ๋องในช่วงนี้”
เยี่ยหลียิ้มจางๆ “เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าม่อจิ่งหลีจะ ทนได้นานแค่ไหนแล้ว”
ฉินเฟิงและจั๋วจิ้งนึกขึ้นได้พร้อมกันว่าตอนที่พวก เขาไปที่หนานจิงก่อนหน้านี้ ได้เตรียมการบางอย่างเอาไว้ ม่อจิ่งหลีจะทนได้นานเท่าไร ก็เป็นเรื่อง…ที่ยากจะพูด โดยแท้จริง
เหลยเถิงเฟิงจากไปอย่างรวดเร็ว รีบเร่งและไร้เยื่อ ใย กว่าจ้าวเหลียนกับหลี่ว์จิ้นเสียนจะกลับมาจากศึกใหญ่ ภายในค่ายทหารก็ว่างเปล่าเสียแล้ว จ้าวเหลียนท าอะไร ไม่ได้ ได้แต่เพียงสั่งให้คนขี่ม้าเร็วน าเรื่องนี้ไปรายงาน ต่อม่อจิ่งหลี
เมื่อข่าวไปถึงค่ายใหญ่ของม่อจิ่งหลี ม่อจิ่งหลีก าลัง เดือดดาลราวฟ้าผ่า ซึ่งไม่ใช่เหตุผลอื่นใด แต่เป็นเพราะมู่
书呆子
หยางโหวที่ถูกคุมขังอยู่ในกองทัพได้หายตัวไปอย่าง ลึกลับ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความโกรธของม่อจิ่งหลีพุ่ง ทะยานขึ้นตลอด แม่ทัพและทหารในค่ายใหญ่ทั้งหมด ต่างไม่กล้าเอ่ยปากพูดอันใด และระมัดระวังตัวเป็นอย่าง มาก กลัวแต่เพียงว่าจะมีอะไรตรงไหนที่เผลอท าให้ฝ่า บาททรงกริ้วหนักขึ้น
ม่อจิ่งหลีรู้สึกลึกๆ ว่าการออกรบครั้งนี้ไม่ราบรื่นมา ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ และเมื่อไม่กี่วันมานี้ยิ่งท าให้เขา รู้สึกหนักใจและคิดไม่ตก ประการแรก เขาสงสัยว่าจวนมู่ หยางโหวทรยศต่อเขาและหันไปพึ่งต าหนักติ้งอ๋อง แต่ เรื่องยังไม่ทันเปิดเผยชัดเจน มู่หยางกลับบังอาจฆ่าทหาร รักษาการณ์ของเขา เขาจึงส่งเกาหมิงมุ่งหน้าไปจับมู่ หยางไว้ กลับนึกไม่ถึงว่ามู่หยางกับเกาหมิงจะตกไปอยู่ใน มือของกองทัพตระกูลม่อด้วยกัน และมู่หยางยังฆ่าตัว ตายเสียอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ หากมองจากมุมมองของ
书呆子
คนภายนอกมาเกรงว่า ก่อนหน้าที่เขาเคยสงสัยว่าจวนมู่ หยางโหวหันไปพึ่งพาต าหนักติ้งอ๋องนั้น คงเป็นตนที่โดน ต าหนักติ้งอ๋องกลั่นแกล้งจนเป็นเหมือนตัวตลกกระโดด คานที่โง่เง่าอย่างไรอย่างนั้นแล้ว
ขณะที่ม่อจิ่งหลีก าลังพิจารณาว่าเขาควรจะปล่อยมู่ หยางโหวมาพูดกล่อมดีๆ หรือฆ่าเพื่อตัดปัญหาให้สิ้นซาก ไปเลยดีนั้น ก็ได้ข่าวว่ามู่หยางโหวหายตัวไปจากค่าย ทหารอย่างลึกลับ ม่อจิ่งหลียังไม่ทันได้มีเวลาปลดปล่อย ความเดือดดาล จดหมายจากม้าเร็วของจ้าวเหลียนก็ยิ่ง ท าให้ม่อจิ่งหลีกระอักออกมาเป็นเลือดทันที บาดแผลที่ ถูกเยี่ยอิ๋งแทงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้ไม่ได้เบาเลย และจริงๆ ก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ เมื่อม่อจิ่งหลีมาเดือดพล่าน ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายวันนี้ ท าให้ครานี้ ความโกรธที่พุ่ง เข้าจู่โจมสู่หัวใจจึงท าให้เขาส าลักออกมาเป็นเลือดใน ที่สุด
书呆子
“ฝ่าบาท!” เหล่าแม่ทัพทั้งหมดที่อยู่เบื้องล่างเห็น เหตุการณ์ดังนั้นก็พากันตกใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าในจดหมาย นั้นเขียนเรื่องอะไรกันแน่ถึงได้ท าให้ฝ่าบาทต้องพิโรธถึง เพียงนี้
ม่อจิ่งหลีโบกมือและเดินมาข้างหน้าเพื่อจะขอให้ ขันทีช่วยพยุงและเช็ดคราบเลือดที่มุมปากของเขาออก ม่อจิ่งหลียิ้มพูดว่า “เหลยเถิงเฟิงตัวดี! จงไปถ่ายทอด ค าสั่งของข้าให้แม่ทัพจั๋วโย่วอี้น าทัพไปสกัดกั้นทัพเหลย เถิงเฟิง! จับพวกมันทั้งหมด อย่าให้หลุดรอดไปได้แม้แต่ คนเดียว!”
“ฝ่าบาท!?” แม่ทัพทั้งหมดพากันอุทานออกมา อย่างอดไมได้ เหตุผลที่พวกเขาเชื่อมั่นที่จะเดินทางทัพไป ทางเหนือก็เพราะเป็นพันธมิตรกับซีหลิง บัดนี้ การ เผชิญหน้ากับกองทัพตระกูลม่อยังไม่เห็นว่าจะมีชัยชนะ
书呆子
ก็กลับจะหันไปสู้กับพันธมิตรของตัวเองเสียแล้ว สุดท้าย แล้ว สิ่งที่รอพวกเขาอยู่คงมีแต่เพียงจุดจบเท่านั้น
“ฝ่าบาทโปรดทรงทบทวนอีกครั้งด้วยเถิดพ่ะย่ะ ค่ะ” แม่ทัพที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดก้าวขึ้นมา ยืดตัวตรง กล่าวว่า “บัดนี้ กองทัพของเราก าลังเผชิญหน้ากับ กองทัพตระกูลม่อ หากขัดแย้งขึ้นมากับกองทัพซีหลิงอีก เกรงว่าจะเป็นการท าให้ต าหนักติ้งอ๋องได้รับประโยชน์ มากที่สุด พวกกระหม่อมเอง…สิ่งส าคัญที่สุดส าหรับ กองทัพของเราตอนนี้คือการท าลายกองทัพตระกูล ม่อจ านวนแสนกว่านายของอวิ๋นถิงที่อยู่นอกด่านหานกู่ นะพ่ะย่ะค่ะ ถึงตอนนั้นแม้ว่ากองทัพของพระชายาติ้ งและกองทัพหลี่ว์จิ้นเสียนจะบุกมาถึงหน้าด่านหานกู่ พวกเขาก็ไร้ก าลังที่จะสู้ได้อยู่ดี และต้องตกหลุมพรางอยู่ กลางวงล้อมกองทัพของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้พ่ะย่ะ ค่ะ”
书呆子
การท าลายพันธะสัญญาของเจิ้นหนานอ๋องซื่อจื่ อแห่งซีหลิงอย่างกะทันหัน ท าให้ทุกคนทั้งประหลาดใจ และโกรธมากจริงๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะโมโหจนไม่สนใจ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับม่อจิ่งหลี ตอนนี้แม้ว่าเหลยเถิง เฟิงจะพาผู้คนจากไป และปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับ กองทัพตระกูลม่อตามล าพัง พวกเขาก็ยังไม่ถึงจุดที่พ่าย แพ้โดยสมบูรณ์ แต่หากฝ่าบาทงัดข้อกับเจิ้นหนานอ๋อง ซื่อจื่อขึ้นมา เช่นนั้นพวกเขาคงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้อง สงสัย แต่หลี่ว์จิ้นเสียนไม่ได้มีอิทธิพลอะไร รอให้พวกเขา จัดการภายในให้เสร็จแล้วค่อยเปิดศึกก็ยังได้
ม่อจิ่งหลีเงียบไปครู่ใหญ่ และในที่สุดก็พ่นลมอย่าง ไม่พอใจออกมา ซึ่งนับว่าเขารับฟังค าแนะน าของ ผู้ใต้บังคับบัญชา ม่อจิ่งหลีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสู้กับเหลย เถิงเฟิงในเวลานี้ก็ไม่เป็นผลดีอันใด แต่เมื่อครู่เขาเพิ่งถูก ต าหนักติ้งอ๋องตบหน้าอย่างรุนแรงมา แล้วพอหันหน้า
书呆子
กลับมายังถูกต าหนักเจิ้นหนานอ๋องตบหน้าเข้าให้อีก ไม่ ว่าอย่างไรม่อจิ่งหลีก็ไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์นี้ได้เลย
ผ่านไปนาน ถึงจะได้ยินม่อจิ่งหลีพูดขึ้นด้วย น้ าเสียงเคร่งขรึมว่า “รวบรวมกองก าลังทั้งหมด ภายใน สามวันข้าต้องได้หัวของอวิ๋นถิง!” ม่อจิ่งหลีที่โมโหจนไม่ อาจหาที่ระบายได้จึงได้แต่เอาอารมณ์ไปลงกับอวิ๋นถิงที่ ก าลังประจ าการอยู่นอกด่าน
“ข้าน้อยรับพระบัญชา!” แม่ทัพทั้งหมดที่อยู่เบื้อง ล่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเงียบๆ เมื่อ เปรียบเทียบกับเหลยเถิงเฟิงแล้วอวิ๋นถิงย่อมจัดการได้ ง่ายกว่า อีกทั้งดูจากทั้งความได้เปรียบเสียเปรียบหรือ สถานการณ์การต่อสู้ อวิ๋นถิงล้วนเป็นเป้าหมายแรกที่ พวกเขาจ าเป็นต้องก าจัด
เมื่อโบกมือให้ทุกคนกลับไปแล้ว จึงเหลือม่อจิ่งหลี อยู่คนเดียวในกระโจมขนาดใหญ่อันเงียบสงัด สีหน้าของ
书呆子
เขาดูย่ าแย่มากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องไม่กี่วันที่ผ่านมาประดัง ประเดเข้ามามากเกินไป ตอนนี้เมื่อได้สติกลับมาแล้ว ใน ที่สุดเขาก็เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าการทรยศของจวนมู่หยาง โหวล้วนเป็นแผนการของต าหนักติ้งอ๋องมาตั้งแต่ต้น และ เขาเองก็ได้สูญเสียผู้ใต้บัญชาสองคนที่มีความสามารถ มากที่สุดไปแล้ว เวลานี้ ม่อซิวเหยาและเยี่ยหลีต้องก าลัง หัวเราะเยาะเขาอยู่ในความมืดแน่นอน
书呆子
ตอนที่ 395-3 กำรเจรจำและกำรหำประโยชน์ในสนำม รบ
เพล้ง! ม่อจิ่งหลีปัดมือ เครื่องเรือนทั้งหมดที่ ประดับอยู่บนโต๊ะพลันร่วงลงบนพื้นทันที บ่าวรับใช้ใน ค่ายไม่มีใครกล้าเดินไปเก็บกวาด พากันคุกเข่าลงหดตัว นิ่งอย่างหวาดกลัวอยู่บนพื้น
“ม่อซิวเหยา! เยี่ยหลี… ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไป แน่!” เสียงของม่อจิ่งหลีเย็นชาร้ายกาจราวกับเสียงที่ดัง มาจากขุมนรก
มู่หยางโหวเพิ่งรู้สึกตัว ภาพเบื้องหน้าท าให้เขาสติ หลุดลอยไปแวบหนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่ห้องขังในค่ายของทหารฉู่ แต่เป็นคุกใต้ดินอันมืดมิด เขาหัวเราะฝืดเฝื่อน ที่ฮ่องเต้ ย้ายเขามาอยู่ที่นี่ เพราะกลัวว่าจะมีคนมาช่วยแหกคุก ออกไปหรือ ดูท่าจะคิดมากไปเสียหน่อย เขามอบอ านาจ
书呆子
ของจวนมู่หยางโหวให้มู่หยางไปหมดแล้ว จะมีใครที่ไหน มาช่วยเขาอีกเล่า
เขาหมดสติไปเป็นเวลานาน จึงรู้สึกปวดเมื่อยไป ทั้งตัว มู่หยางโหวขยับร่างกายลุกขึ้นนั่ง ครั้นเมื่อเห็นร่าง คนที่อยู่ไม่ไกลก็พลันชะงักงันไปทันที
ทันใดนั้น สีหน้ามู่หยางโหวก็ซีดเผือก ริมฝีปาก เหี่ยวย่นและคล้อยลงเล็กน้อยนั้นสั่นระริก เขามอง ‘คน’ คนนั้นที่อยู่อีกห้องหนึ่งด้วยล าตัวสั่นเทา หากจะเรียกให้ ถูกคนนั้นควรเรียกว่า ‘ศพ’ เสียมากกว่า ดวงตาทั้งคู่ ของมู่หยางเบิกค้าง รอยเลือดวงกว้างบริเวณท้อง กลายเป็นสีด าไปแล้ว และยังมีรอยแผลอันโหดร้าย บริเวณล าคอ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาเสียชีวิตไปนาน แล้ว
“หยางเอ๋อร์!” มู่หยางโหวตะโกนร้องเสียงดังลั่น ร่างกายอันชราภาพของเขาเคลื่อนไหวตามความเร็วไม่
书呆子
ทัน จึงล้มคะม าลงบนขอบกรงประตู น่าเสียดายที่เขาถูก รั้วประตูเหล็กของห้องขังขวางกั้นไว้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ สามารถแตะต้องร่างที่นอนตายอยู่ตรงนั้นได้ ทันใดนั้นมู่ หยางโหวพลันน้ าตาไหลพราก “หยางเอ๋อร์… หยางเอ๋อร์! ใครกัน… ใครกันที่ฆ่าเจ้า!”
ในคุกที่ว่างเปล่า มีเพียงเสียงร้องโหยหวนของเขา ดังก้องไปทั่ว มู่หยางโหวล้มตัวลงตรงมุมห้องขังอย่างไร้ เรี่ยวแรง จ้องมองศพลูกชายตนอย่างเหม่อลอย ขณะ นั้นเอง ในหัวเขาพลันมีความคิดเกิดขึ้นมากมาย มู่หยาง เป็นลูกชายเพียงหนึ่งเดียวของเขา และเป็นความหวัง เพียงหนึ่งเดียวของเขา การสูญเสียมู่หยางไป ก็ เหมือนกับทุกอย่างบนโลกใบนี้ไร้ซึ่งความหมายใดๆอีก ต่อไป จวนมู่หยางโหว…สูญสิ้นแล้ว…
เขาสร้างชื่อเสียงมาทั้งชีวิต หวังเพียงท าให้จวนมู่ หยางโหวยิ่งใหญ่เกรียงไกรด้วยฝีมือตนเอง แต่บัดนี้
书呆子
จวนมู่หยางโหวกลับสิ้นสลายลงด้วยน้ ามือของตน ลูก ชายเพียงหนึ่งเดียวของตนก็มานอนตายอยู่ต่อหน้าเขา เขาท าผิดไปจริงๆ หรือ
“หยางเอ๋อร์… ท าไม ท าไมไม่เอาชีวิตข้าไปแทน ท าไมต้องฆ่าลูกชายข้า! ฮ่องเต้! ฮ่องเต้! จวนมู่หยางโหวมี เพียงความภักดีแท้ๆ…”
“ฮ่องเต้ที่มู่หยางโหวเอ่ยถึง… คือม่อจิ่งฉีหรือม่อจิ่ง หลีกันหรือ” เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างนอก ประตูบานใหญ่ในคุกที่แต่เดิมถูกปิดแน่นไว้ถูกผลักออก ในทันใด แล้วชายชุดด าสูงสง่าคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
“ฉินเฟิง?! เจ้าเป็นคนฆ่าหยางเอ๋อร์รึ!” มู่หยางโหว ตกใจ เดิมทีเขาคิดว่าเป็นฝีมือของม่อจิ่งหลี แต่แท้จริง แล้วเขากลับมาตกอยู่ในมือของต าหนักติ้งอ๋อโดยไม่รู้ตัว ก็ใช่… เมื่อนึกย้อนกลับไป ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาจู่ๆ ตนก็ หมดสติไป หากเป็นม่อจิ่งหลี คงไม่จ าเป็นต้องท าเช่นนี้
书呆子
ฉินเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพูดน้ าเสียงราบเรียบว่า “ในเมื่อมู่หยางโหวทราบดีแล้ว คิดว่าคงรู้ว่าเหตุใดตนจึง ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้” ส าหรับการจากไปของมู่หยาง ฉิน เฟิงอาจรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ส าหรับจุดจบของมู่หยาง โหวแล้ว ฉินเฟิงไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย ทหารตระกูลม่อ ให้ความส าคัญกับความซื่อสัตย์ภักดีเป็นที่หนึ่ง มู่หยาง โหวคอยประจบประแจงม่อจิ่งหลีมาโดยตลอดตั้งแต่เมื่อ ครั้นม่อจิ่งฉีเพิ่งล้มป่วยยังไม่ถึงตาย เรื่องที่เขาเกือบจะ พรากชีวิตพระชายาเอกและซื่อจื่อน้อยไปในครานั้นยิ่งท า ให้ต าหนักติ้งอ๋องแค้นเคือง หากมองในมุมของมู่หยาง โหวเขาอาจเป็นเพียงคนที่ปฏิบัติตามค าบัญชา แต่มองใน มุมของต าหนักติ้งอ๋องแล้ว โดยเฉพาะส าหรับม่อซิวเหยา แล้ว นี่ถือเป็นความผิดมหันต์ มีโทษถึงตาย เรื่องนี้อาจจะ ไม่เกี่ยวกับความผิดชอบชั่วดี แต่ผู้แข็งแกร่งกว่าย่อมมี สิทธิ์ก าจัดศัตรูของตน
书呆子
มู่หยางโหวอดสั่นสะท้านไม่ได้ เขาหลับตาลงอย่าง เจ็บปวด เมื่อเห็นคนของต าหนักติ้งอ๋องแล้ว ยังไม่เข้าใจ อีกหรือ เขาใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด แต่ ส าหรับผู้อื่น เขากลับเป็นตาแก่จอมประจบผู้มีอ านาจ แต่ ไร้ซึ่งวิญญาณความเป็นแม่ทัพ ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ ต าหนักติ้งอ๋องล่มสลาย เขาจึงคิดท าทุกวิถีทางเพื่อเข้า หาม่อจิ่งฉี เขาไม่ยุ่งเรื่องการเมืองอย่างหนานโหว และไม่ ลอบช่วยต าหนักติ้งอ๋องอย่างตระกูลหวา ฮ่องเต้สั่งให้เขา ท าอะไรเขาก็ท าอย่างนั้น เขาเป็นขุนนางมิใช่หรือ ใน ฐานะที่เป็นขุนนาง การเชื่อฟังค าบัญชาของฮ่องเต้ถือ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรมนองครองธรรม แม้ว่า… จะ เป็นเรื่องที่ผิดก็ตาม
แต่ในตลอดชีวิตของเขาความผิดหนึ่งเดียวคือการ น าทหารล้อมพระชายาเอกไว้ เพราะเรื่องนี้ ท าให้หนทาง ถอยหลังของจวนมู่หยางโหวถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ดังนั้น
书呆子
เมื่อเขาเห็นว่าม่อจิ่งฉีจะไม่ไหวแล้ว จึงรีบเอนเอียงเข้า หาม่อจิ่งหลีทันที เขาไม่สามารถพึ่งพิงต าหนักติ้งอ๋องได้ อย่างหนานโหวและตระกูลเหลิ่ง และไม่มีความกล้า พอที่จะพนันด้วยความเป็นความตายของครอบครัวอย่าง หวากั๋วกงที่เดิมพันด้วยตระกูลหวา เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อ และมีอ านาจในมือ เพื่อให้ต าหนักมู่หยางโหวได้สืบทอด ต่อไปรุ่นต่อรุ่น ทว่าตอนนี้… ความพยายามและความ ตั้งใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท้ายที่สุดก็ยังคงสูญเปล่า
“ต าหนักติ้งอ๋อง… ต าหนักติ้งอ๋อง… ท าไม! ตอนนั้น ข้าเพียงปฏิบัติตามค าบัญชา” มู่หยางโหวตะคอกด้วย ความเดือดดาล เขาไม่ยอม เรื่องในตอนนั้น หากเขา เลือกได้ เขาจะเป็นศัตรูกับต าหนักติ้งอ๋องอย่างไม่รู้จักที่ ต่ าที่สูงหรือ บางที… เขาอาจเคยมีความคิดเช่นนี้เป็นครั้ง ครา หากต าหนักติ้งอ๋องสิ้นซากไป ต าหนักมู่หยางโหวจะ
书呆子
แทนที่ได้หรือไม่… แต่ว่า นั่นเป็นเพียงความคิดชั่วแวบ หนึ่งเท่านั้น
ฉินเฟิงพูดน้ าเสียงราบเรียบ “ตอนที่ออกมา ท่าน อ๋องฝากค าพูดมาให้มู่โหว”
มู่หยางโหวมองเขา รอฉินเฟิงพูดต่อ “ท่านอ๋อง บอกว่า ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เคยประสบ ข้าย่อมตอบ แทนคืนเป็นร้อยเท่า ตอนนั้นท่านอ๋องไว้ชีวิตมู่หยางไว้ บัดนี้ท่านขอคืน”
มู่หยางโหวยอมจ านน หลังจากที่เกิดเรื่องในครา นั้น สุดท้ายม่อซิวเหยาก็ปล่อยมู่หยางกลับมา เขาเอง รู้สึกโชคดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ม่อซิวเหยาคิดว่าการกระท า เช่นนั้นยังท าให้เขารู้สึกสะเทือนน้อยเกินไปหรอกหรือ
书呆子
ตอนที่ 396-1 จดหมำยลับที่มำกะทันหัน
ฉินเฟิงมองมู่หยางโหวที่ราวกับสติหลุดลอยไป เขา หลุบตาลงพูดว่า “ข้าน้อยขอน าตัวมู่หยางไปก่อน มู่โหว ยังพอมีเวลา ลองคิดให้ดีเถิด” เมื่อพูดจบ ฉินเฟิงก็ตบมือ สองสามที องครักษ์ที่อยู่ข้างนอกจึงเข้ามายกร่างของมู่ หยางจากไป
“ช้าก่อน!” มู่หยางโหวรีบเรียกเขาไว้อย่างร้อนรน “พวกเจ้าจะพาหยางเอ๋อร์ไปไหน”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพูดว่า “พระชายาเอกมีค า บัญชาให้ฝังศพมู่หยาง” อันที่จริงนี่ไม่ใช่ค าบัญชาเดิมของ ท่านอ๋อง แต่ในเมื่อเรื่องส าคัญจัดการเรียบร้อยแล้ว การ ฝืนค าสั่งเล็กๆ น้อยๆ ท่านอ๋องก็คงไม่สนใจอะไร
เมื่อเห็นว่ามู่หยางโหวไม่มีปฏิกิริยาอะไร ฉินเฟิงจึง หันหลังเดินจากไป
书呆子
“เหตุใด… พวกเจ้าท าได้อย่างไรกัน” เสียงแห้งผาก ไร้เรี่ยวแรงของมู่หยางโหวดังตามหลังมา “ไส้ศึกในจวนมู่ หยางโหว… คือใครกัน” ฉินเฟิงหันศีรษะกลับไปอย่าง ประหลาดใจ ไม่คิดว่าจวบจนตอนนี้มู่หยางโหวยังมีจิตใจ มาใส่ใจเรื่องนี้อีก
“เหยาจี” ฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ
มู่หยางโหวพลันชะงัก เขาเคยสงสัยเหยาจี แต่ สุดท้ายก็ลบความคิดนี้ทิ้งไป สาเหตุคือเพราะมู่เลี่ย สตรี นางหนึ่งแม้จะโกรธเกลียดผู้ชายคนหนึ่งอย่างไร ก็มิอาจ ท าลายบิดาผู้ให้ก าเนิดลูกของตนได้
ราวกับว่าฉินเฟิงอ่านความคิดของมู่หยางโหวออก เขาพูดขึ้นว่า “มู่เลี่ยไม่ใช่ลูกชายของมู่หยาง”
“อะไรนะ” มู่หยางโหวชะงักไปอีกครั้ง “ผู้หญิงคน นั้น… ลูกของผู้หญิงคนนั้น… เช่นนี้นี่เอง เช่นนี้นี่เอง…” ฉินเฟิงรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดแล้ว แต่กระนั้นเขาก็มิได้
书呆子
ต้องการอธิบายให้คนที่ใกล้จะหมดอายุขัยฟัง ฉินเฟิง มองมู่หยางโหวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกไป ใน ชั่วขณะที่ปิดประตูลงนั้น เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งก็ดังขึ้น จากข้างใน แต่ส าหรับฉินเฟิงแล้ว เสียงหัวเราะนั้นเหมือน เสียงร้องไห้เสียมากกว่า
ฉินเฟิงถอนหายใจเบาๆ ส่ายศีรษะแล้วเดินจากไป
ณ ดินแดนไกลออกไป ม่อซิวเหยาก าลังนั่งเหม่ออยู่ ด้านหลังกองสมุดพับด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายอยู่ในค่าย เฟิ่งจือเหยาเข้ามาเห็นสภาพของเขา จึงเลิกคิ้วถามว่า “เป็นอะไรหรือ ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนก็คิดถึงพระชายาแล้ว หรือ” ม่อซิวเหยามองค้อนเขาทีหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ผู้ โดดเดี่ยวเดียวดายอย่างเจ้าจะไปเข้าใจคนมีครอบครัวได้ อย่างไร”
เฟิ่งจือเหยากรอกตามองบน ที่เขากลายเป็นคน เดียวดายเป็นเพราะใครกันเล่า ตลอดสองสามปีมานี้เขา
书呆子
ไม่เคยได้หยุดพักเลย เฟิ่งจือเหยาสะบัดจดหมายลับใน มือสองสามที ก่อนโยนไปให้อีกฝ่ายแล้วพูดขึ้นว่า “จดหมายจากฉินเฟิง ดูเหมือนว่าพระชายาจะไม่คิดถึง เจ้าเลย แม้แต่จดหมายไต่ถามสักฉบับก็ไม่มีให้เจ้า”
ม่อซิวเหยายกมือขึ้นหยิบจดหมายมา พูดเพียง สั้นๆ อย่างเย็นชาว่า “ไสหัวไป”
หลังจากเปิดจดหมายแล้ว เนื้อหาในจดหมายท าให้ คิ้วที่ขมวดกันเป็นปมของม่อซิวเหยาคลายลงไปมาก เขา ขย ากระดาษ แล้วกระดาษก็กลายเป็นผุยผงหายไป เฟิ่งจือเหยาอยู่กับม่อซิวเหยามาหลายปี ย่อมรู้จักเขาดี เขาถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่า “มีข่าวดีอะไรท าให้เจ้าดีใจ เช่นนี้หรือ” อารมณ์ของม่อซิวเหยาแตกต่างจากตอนที่ เขาเพิ่งเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่าจดหมายลับของฉิน เฟิงต้องมีข่าวดีอะไรเป็นแน่
书呆子
“หรือว่าพระชายาและท่านแม่ทัพหลี่ว์จัดการม่อ จิ่งหลีได้แล้ว และก าลังเตรียมตัวกลับมา เป็นไปไม่ได้นี่ …” ขอเพียงม่อจิ่งหลีไม่ใช่คนสมองกลวง อย่างไรก็ไม่ พ่ายแพ้เร็วเช่นนี้แน่นอน
ม่อซิวเหยาพูดขึ้นว่า “มู่หยางตายแล้ว”
“นี่ถือเป็นเรื่องดีอะไรกัน” เฟิ่งจือเหยากลอกตา มู่ หยางอาจจะถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือผู้สืบทอดในหมู่แม่ ทัพต้าฉู่ แต่ยังคงห่างไกลจากคุณสมบัติที่ม่อซิวเหยาจะ ให้ความส าคัญมากนัก มู่หยางตายแล้ว ม่อซิวเหยา จ าเป็นต้องดีใจเช่นนี้เชียวหรือ เฟิ่งจือเหยารู้สึกตงิดใจ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงตั้งสติขึ้นได้ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยน พูดว่า “ต าหนักมู่หยางโหวสูญสิ้นแล้วหรือ”
เฟิ่งจือเหยารู้ว่ามีผู้คนจ านวนน้อยนักที่รู้ว่าม่อซิว เหยาเคียดแค้นมู่หยางโหว แต่เฟิ่งจือเหยาย่อมเป็นหนึ่ง ในคนที่รู้ หลายปีมานี้ ม่อจิ่งฉี เหรินฉีหนิง และเฮ่อเห
书呆子
ลียนล้วนตายไปแล้ว คงถึงครามู่หยางโหวแล้ว เพียงแต่ ว่ามู่หยางตายอย่างไม่เป็นธรรมเท่าไรนัก เมื่อครั้นอยู่ เมืองหลวง เฟิ่งจือเหยาเคยมีความสัมพันธ์กับมู่หยางอยู่ บ้าง เขาจึงท าได้เพียงนึกเสียดายอยู่ในใจ
ม่อซิวเหยาพยักหน้าเล็กน้อย เฟิ่งจือเหยาคิดครู่ หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ตาเฒ่ามู่หยางโหวถือว่าเป็นหนึ่งใน ลูกน้องสองสามนายที่มีมันสมองของม่อจิ่งหลี จวนมู่ หยางโหวสูญสิ้นแล้ว เกรงว่าม่อจิ่งหลีก็คงอยู่ต่อไปได้อีก ไม่นาน หากเป็นเช่นนี้ หลังจากทางฝั่งพระชายาเสร็จสิ้น ภารกิจแล้วคงจะน าทัพกลับมารวมกับพวกเราเพื่อล้อม กองทัพใหญ่ซีหลิงได้” ในขณะที่เฟิ่งจือเหยาก้มหน้าคิด อยู่นั้น ก็พลันดีใจขึ้นมา คิดเช่นนี้แล้ว ศึกสงครามครั้งนี้ อาจจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ก็เป็นได้
ม่อซิวเหยาพูดน้ าเสียงราบเรียบว่า “มิแน่หรอก ทหารของม่อจิ่งหลีอยู่เหนือหลี่ว์จิ้นเสียนลิบลับ มิหน าซ้ า
书呆子
ยังมีเหลยเถิงเฟิง… เหลยเถิงเฟิงออกจากค่ายทหารฉู่ กลับไปด่านอวี้หมิงแล้ว กว่าอาหลีจะก าจัดม่อจิ่งหลีได้ เกรงว่าด่านอวี้หมิงคงถูกเหลยเถิงเฟิงล้อมไว้อย่างแน่น หนาแล้ว”
เฟิ่งจือเหยาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ พูดด้วยความ สงสัยว่า “เจ้าส่งเหอซู่น าทหารไปด่านอวี้หมิงแล้วมิใช่ หรือ”
ม่อซิวเหยายิ้มให้เขาทีหนึ่ง “ใครบอกเจ้าว่าเห อซู่น าคนไปด่านอวี้หมิงแล้วหรือ”
“เช่นนั้นขอถามท่านอ๋อง!” เฟิ่งจือเหยากัดฟันพูด “เหอซู่พาทหารสองแสนนายไปที่ไหนกัน!” ไม่แปลกใจที่ เฟิ่งจือเหยาจะโมโห แต่เดิมทหารตระกูลม่อก็น้อยกว่า ซีหลิงอยู่แล้ว ในตอนที่พวกเขาก าลังสู้รบกับเหลยเจิ้นถิ งอย่างดุเดือดนั้น ม่อซิวเหยากลับโยกย้ายก าลังทหารสอง แสนนายไป หากเพียงแค่ต้องการอ้อมไปล้อมด้านนอก
书呆子
ของเหลยเจิ้นถิงไว้ ก็คงไม่เป็นไร แต่ว่าตอนนี้ม่อซิวเหยา กลับบอกว่าไม่ได้ไป! ท่านติ้งอ๋องคิดว่าสงครามคือ การละเล่นหรืออย่างไร หรือว่าแม่ทัพอย่างพวกเขาโง่ เขลาเกินไป จึงมิสามารถคาดเดาความคิดอันล้ าลึกของ ติ้งอ๋องได้
ม่อซิวเหยาเห็นฮึดฮัดของเฟิ่งจือเหยาแล้วก็รู้สึก อารมณ์ดีนัก “ด่านอวี้หมิงห่างจากเราไปหนึ่งพันกว่าลี้ อีกทั้งยังมีหนทางที่ยากล าบาก แต่ระยะห่างจากด่า นหานกู่มีไม่ถึงสามร้อยลี้ อีกทั้งยังเป็นทางเรียบ ถึงแม้ เหอซู่จะออกตัวก่อนเหลยเถิงเฟิง เฟิ่งซาน… เจ้าจะให้ เหอซู่ไปถึงด่านอวี้หมิงก่อนเหลยเถิงเฟิงอย่างไร เจ้าคิด ว่า ด้วยความชาญฉลาดของเหลยเถิงเฟิง จะทิ้งช่องโหว่ เช่นนี้ให้พวกเราหรือ เขาส่งเหลยเถิงเฟิงไปหาม่อจิ่งหลี ตั้งแต่แรก ก็เพื่อป้องกันสิ่งนี้”
书呆子
เฟิ่งจือเหยาชะงัก พยายามสงบใจตนเอง ถามขึ้น ว่า “หมายความว่า ท่านอ๋องไม่คิดจะไปแย่งชิงด่านอวี้ หมิงตั้งแต่แรกอยู่แล้วใช่หรือไม่”
ม่อซิวเหยายักไหล่ ยิ้มพูดว่า “ในเมื่อรู้อยู่แต่แรกว่า มิสามารถท าได้ เหตุใดต้องฝืนเล่า”
“แล้วเหอซู่อยู่ที่ใด” เฟิ่งจือเหยารู้สึกเส้นเลือดบน หน้าผากเต้นตุบๆ
ม่อซิวเหยายิ้มพูดว่า “ไม่อยู่ที่ด่านอวี้หมิง ก็ย่อม อยู่ที่อื่น”
เฟิ่งจือเหยาหันศีรษะไปด้านข้างเพื่อดูแผนที่ที่ แขวนอยู่บนผนังอย่างสับสน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะ ถามขึ้นว่า “ด่านหานกู่?” ม่อซิวเหยาอมยิ้มไม่ตอบ เฟิ่งจือเหยาหมดค าพูด กลอกตามองฟ้า แล้วจึงมองม่อ ซิวเหยาอย่างเงียบๆ พยายามกล้ ากลืนค าด่าทั้งหมดลงไป เขาถอนหายใจพูดว่า “เมื่อมีพระชายาและท่านแม่ทัพห
书呆子
ลี่ว์คอยควบคุม เหลยเถิงเฟิงอาจไม่สามารถกลับไปที่ด่า นอวี้หมิงได้ก็เป็นได้”
ม่อซิวเหยาพูดว่า “แม้จะเป็นเช่นนี้ ทหารทั้งสอง ฝ่ายก็คงถึงในเวลาไม่ต่างกันมากนัก มิหน าซ้ า… เกรงว่า ถึงตอนนั้นแม่ทัพของอวิ๋นถิงคงถูกท าลายล้างหมดแล้ว หลี่ว์จิ้นเสียนและอาหลีอาจตกอยู่ในก ามือของม่อจิ่งหลี เพราะก าลังพลที่น้อยกว่า”
เฟิ่งจือเหยาพยักหน้า เห็นด้วยกับสิ่งที่ม่อซิวเหยา พูด อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีกลยุทธ์มากมายเพียงใด เขา สิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของม่อซิวเหยา “ซึ่งก็หมายความว่า พวกเรายังคงต้องเผชิญหน้ากับเหลยเจิ้นถิงอยู่หรือ”
书呆子
ตอนที่ 396-2 จดหมำยลับที่มำกะทันหัน
ม่อซิวเหยายิ้มพูดว่า “อย่างนี้ถึงจะสนุกมิใช่หรือ หลังจากเหลยเจิ้นถิงแล้ว… ข้าก็หาศัตรูเทียบเคียงไม่ได้ อีกเลย อีกอย่าง เฟิ่งซาน เจ้าไม่คิดหรือว่าสองปีมานี้ทุก อย่างราบรื่นมากเหลือเกิน” เฟิ่งจือเหยาให้ความเงียบ แทนค าตอบ ศึกสงครามสองปีมานี้ ราวกับว่ามีเทพยดา คอยช่วยเหลือทหารตระกูลม่อ ทุกอย่างราบรื่นเกินไป ราบรื่นจนเขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าในสนามรบจะส าเร็จ ราบรื่นไปตลอดได้อย่างไร เหลยเถิงเฟิงเป็นยอดฝีมือใน ศึกสงครามที่หาได้ยากนัก หากต้องการสู้รบกับเขาด้วย วิธีการที่รวดเร็วและฉับไวนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ม่อซิวเหยายกมือขึ้นตบไหล่เขาเบาๆ ยิ้มพูดว่า “มิ ต้องร้อนรน เราชนะอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าช้าหรือเร็ว”
เฟิ่งจือเหยาพยักหน้า ยิ้มอย่างสง่าพูดว่า “แน่นอน หากชนะเหลิยเจิ้นถิงไม่ได้ เจ้าจะถูกคนอื่นหัวเราะเอา”
书呆子
บังเอิญมีเจ้าตัวเล็กคนหนึ่งนั่งมองตาปริบๆ ราวกับก าลัง เฝ้ามองความอับอายของใครบางคนอยู่ข้างหลัง ม่อซิว เหยาช าเลืองมองเขา “ความอับอายของข้าไม่ใช่ใครที่ ไหนจะเห็นได้”
ณ สนามรบด่านหานกู่ แต่เดิมทหารฉู่ได้เปรียบ อย่างท่วมท้น แม้ทหารตระกูลม่อจะกล้าหาญชาญชัย อย่างไร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองก าลังทหารที่มี มากกว่าตนเองหลายเท่าก็ยากนักที่จะพลิกสถานการณ์ ทว่าน่าเสียดายที่ม่อจิ่งหลียังไม่ทันได้ใจ ทหารคนใหม่ใน ชุดด านายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในสนามรบอย่างชวนสงสัย เสียก่อน เหล่าทหารชุดด าลุกฮือขึ้นไปราวกับคลื่นสีด าซัด กระหน่ า ทหารตระมูลม่อที่แต่เดิมเหนื่อยล้าเต็มทน เมื่อ เห็นกองหนุนเข้ามา จึงฮึกเหิมและลุกฮือตามไป ชัยชนะ ของทหารฉู่จึงค่อยๆ ถูกโจมตีกลับไป ทหารสองฝั่งเริ่มฆ่า ฟันกันอย่างดุเดือด
书呆子
บนด่านหานกู่ ม่อจิ่งหลีก าลังมองดูสถานการณ์ เบื้องหน้า สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม่ ทัพที่ยืนอยู่ข้างเขาไร้ซึ่งความกล้าที่จะวิพากวิจารณ์ เหมือนเมื่อครู่นี้อีก พวกเขาได้แต่นิ่งเงียบเกรงกลัวว่าจะ ขัดใจม่อจิ่งหลีเข้า
“คนนั้นคือผู้ใด” ม่อจิ่งหลีจ้องมองไปที่แม่ทัพใน ชุดด าผู้กล้าหาญในสนามรบ พลางถามเสียงขรึม
แม่ทัพที่อยู่ด้านข้างสังเกตดูอีกครั้ง เขาใช้ความคิด อยู่ครู่หนึ่งจึงรายงานว่า “ทูลฮ่องเต้ คนนั้นน่าจะเป็นแม่ ทัพคนใหม่ของทหารตระกูลม่อ เหอซู่พ่ะย่ะค่ะ”
“เหอซู่?” ม่อจิ่งหลีขมวดคิ้ว พลางใคร่ครวญชื่อที่ ไม่คุ้นเคยชื่อนี้
“เหอซู่คนนี้แต่เดิมเป็นทหารธรรมดานายหนึ่งที่อยู่ ภายใต้การดูแลของมู่หรงเซิ่น จากต าแหน่งทหารธรรมดา นายหนึ่ง เขาใช้เวลาไม่ถึงแปดปีก็ได้ขึ้นเป็นต าแหน่ง
书呆子
หัวหน้าทหาร หลังจากเป่ยหรงและเป่ยจิ้งรุกราน เขา ไม่ได้ย้ายไปทางใต้ตามค าบัญชา แต่กลับรวบรวมเหล่า ทหารพ่ายแพ้เกือบสองแสนนายอ้อมไปด้านข้างของฉู่… ฉางซิ่ง ขวางทหารเป่ยจิ้งไว้ไม่น้อย จากนั้นก็เข้าหา ต าหนักติ้งอ๋อง และได้รับความไว้วางใจจากพระชายา แต่ว่า… มีข่าวว่า เหอซู่คนนี้ แต่เดิมเป็นคนของพระชายา ติ้งอ๋องอยู่แล้ว” คนข้างกายรีบรายงานสิ่งที่ตนรู้ “ใน เวลาที่เหอซู่เข้าไปเป็นทหารของมู่หรงเซิ่นเป็นช่วง หลังจากที่พระชายาติ้งอ๋องอยู่ที่ด่านซุ่ยเสวี่ยไม่นาน อีก อย่าง ได้ยินมาว่าพระชายาติ้งอ๋องมีองครักษ์ลับติดตาม อยู่สี่นาย ภายหลังพระชายาติ้งอ๋องยกเลิกต าแหน่ง องครักษ์ลับไป ทว่าทุกคนรู้เพียงว่ามีจั๋วจิ้ง หลินหาน และเว่ยลิ่นสามนายเท่านั้นที่ยังคงตามติดพระชายาติ้ง อ๋อง ดังนั้นแล้ว…”
书呆子
“ดังนั้น เหอซู่คนนี้จึงเป็นหมากตัวหนึ่งที่เยี่ยหลี วางไว้ในต้าฉู่เมื่อสิบปีก่อน!” ม่อจิ่งหลีพูดเสียงขรึม
“…” เมื่อแม่ทัพข้างกายเห็นม่อจิ่งหลีโกรธเป็นฟืน เป็นไฟ จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
ม่อจิ่งหลีกวาดตามองสถานการณ์เบื้องล่างอีกครั้ง การทะลักเข้ามาอย่างกะทันหันของทหารสองแสนนายนี้ แม้ม่อจิ่งหลีจะกล้าหาญเพียงใด กลับกลายเป็นว่าทหารฉู่ ที่สู้รบมานานแล้วค่อยๆ อ่อนแรงลง ม่อจิ่งหลีส่งเสียง ฮึ เขาเดินสะบัดแขนเสื้อหันหลังจากไป ปล่อยให้เหล่าแม่ ทัพต่างมองหน้ากันไปมา
“ท่านแม่ทัพหลี่ นี่…” ม่อจิ่งหลีเดินจากไปอย่างไม่ แยแส สร้างความล าบากใจให้คนในนั้น พวกเขาไม่ สามารถเดาได้เลยว่าฮ่องเต้ต้องการให้เดินหน้าหรือถอย ทัพ
书呆子
“เฮ้อ ถอยทัพเถิด” ท่านแม่ทัพหลี่ผู้มียศทหาร สูงสุดถอนหายใจอย่างไม่มีทางเลือก ดูท่าการรบครั้งนี้ พวกเขาคงชนะไม่ได้แล้ว ไม่ถอยทัพแล้วจะท าอย่างไรได้ อีก
นอกด่านหานกู่ เมื่อเห็นทหารฉู่ค่อยๆ ถอยร่นกลับ เข้าไปในด่าน ร่างกายของอวิ๋นถิงจากแต่เดิมที่มีเพียง ความห้าวหาญและฮึกเหิมพลันอ่อนแรงลง เขาล้มลงนั่ง บนพื้น ไม่สนใจศพมากมายที่นอนแน่นิ่งเรียงรายอยู่แถว นั้น เขาล้มตัวลงนอนไป ลืมตามองเหอซู่ที่เดินเข้ามา อวิ๋ นถิงฉีกปากฝืนยิ้มอย่างยากล าบากก่อนจะพูดขึ้นว่า “สหาย ขอบคุณเจ้ามาก ข้าคิดว่าข้าต้องตายแล้วแน่ๆ” ในขณะที่พูดนั้น เปลือกตาก็ค่อยๆปิดลงมา
สองวันมานี้ อวิ๋นถิงเหนื่อยล้าเหลือเกิน ครั้งนี้เป็น ครั้งแรกของเขาที่ต้องน าทัพทหารด้วยตัวคนเดียว ความ กดดันย่อมมีมากเป็นธรรมดา ม่อจิ่งหลีก็ไม่รู้ไปทานยาผิด
书呆子
ที่ไหนมา เขาไม่สนใจความว่างเปล่าข้างหลังของตนเอง เลย เอาแต่รวบรวมก าลังทหารรอบด้านมาล้อมและโจมตี ตน สองสามวันนี้ ในความทรงจ าของอวิ๋นถิง นอกจาก การทานข้าวสองมื้อแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงการสู้รบเท่านั้น หากเหอซู่มาช้าอีกเพียงครึ่งชั่วยาม อวิ๋นถิงไม่แน่ใจว่าตน จะฝืนทนไหวอีกต่อไปหรือไม่
เหอซู่เองก็ไม่สนใจความสกปรกและศพที่นอน เกลื่อนกลาด เขานั่งลงถามว่า “พระชายาสั่งให้เจ้าต้อง เฝ้าที่นี่ห้ามไปไหนหรือ”
อวิ๋นถิงสะลึมละลือพลางส่ายศีรษะ เหอซู่เลิกคิ้ว ถาม “เช่นนั้นเจ้าจะฝืนทนเพื่อสิ่งใดกัน หากข้าไม่มา พระชายาและท่านแม่ทัพหลี่ว์ก็มาไม่ทัน หากเจ้าตายก็ คงตายเพราะความโง่เขลา” พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ส าคัญ ทางการทหารเสียหน่อย ที่ตั้งส าคัญอยู่ที่ม่อจิ่งหลี
书呆子
ต่างหาก หากรู้ว่าไม่ชนะสู้ถอยสักยี่สิบสามสิบลี้จะเป็น อันใดไป
“ข้า… ข้าน าทัพครั้งแรก… จะพ่ายแพ้ตั้งแต่แรกได้ อย่างไร อย่างไรข้าก็ไม่ถอย…” ในขณะที่พูดอุบอิบอยู่นั้น ศีรษะของอวิ๋นถิงก็เอนไปข้างหนึ่ง และผล็อยหลับไปใน ที่สุด
ทหารที่ท าความสะอาดสนามรบเดินมาหา มองอวิ๋ นถิงที่นอนอยู่บนพื้นราวกับศพแล้วก็มองไปที่เหอซู่อย่าง ล าบากใจ “ท่านแม่ทัพ…” เหอซู่ลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนล าตัว เล็กน้อย ก่อนจะโบกมือยิ้มพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก แม่ ทัพอวิ๋นเหนื่อยมากแล้ว ยกเขากลับไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับ” ทหารสองนาย นายหนึ่งยกศีรษะ อีก นายยกขา น าตัวอวิ๋นถิงกลับไปในค่าย ในระหว่างนี้ อวิ๋ นถิงขมิบปากสองสามทีก่อนจะหลับลึกไป
书呆子
ในค่ายทหารของหลี่ว์จิ้นเสียนที่อยู่ไม่ไกลจากด่า นหานกู่ ก็เพิ่งผ่านการรบครั้งใหญ่มาเช่นกัน แต่หลี่ว์จิ้ง เสียนและเยี่ยหลีผ่อนคลายกว่าอวิ๋นถิงมาก หลี่ว์จิ้นเสียน ได้อ่านจดหมายลับที่เพิ่งส่งมาจากด่านหานกู่ ก็อด หัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “มิน่าพระชายาจึงไม่ร้อนรน ที่แท้ก็ รู้อยู่แต่แรกว่าท่านอ๋องส่งทหารกองหนุนไป ควรต้องสั่ง สอนอวิ๋นถิงเจ้าหมอนี่เสียหน่อยแล้ว”
เยี่ยหลียิ้มพูดว่า “เพิ่งจะน าทัพคนเดียวครั้งแรก ย่อมกดดันเป็นธรรมดา ท่านแม่ทัพอย่างเคร่งครัดกับเขา เกินไปนักเลย ล าบากเขาแล้วที่ต้องฝืนมาหลายวัน” หลี่ว์ จิ้นเสียนพยักหน้า อันที่จริงเขารู้สึกพึงพอใจกับลูกศิษย์ที่ เพิ่งรับเข้ามาคนนี้เป็นอย่างมาก ที่บอกว่าจะสั่งสอน เขา แค่พูดให้เยี่ยหลีฟังเท่านั้น เมื่อฟังน้ าเสียงของเยี่ยหลีที่ ไม่ได้คิดจะสั่งสอนอวิ๋นถิงแล้ว หลี่ว์จิ้นเสียนจึงค่อยวางใจ ลง
书呆子
เมื่อคุยเรื่องอวิ๋นถิงจบ หลี่ว์จิ้นเสียนพูดเสียงขรึมว่า “ขอเพียงสู้รบอีกสนาม จ้าวเหลียนก็คงทนรับไม่ไหวแล้ว ถึงตอนนั้นเราจะอยู่เหนือด่านหานกู่ โจมตีขนาบทัพต้าฉู่ พร้อมกับอวิ๋นถิงและเหอซู่ได้”
เยี่ยหลีพยักหน้าพูดว่า “ท่านแม่ทัพพูดถูก แต่ถึง จะเป็นเช่นนี้ ทหารของม่อจิ่งหลีก็ยังคงมีอีกห้าแสนนาย ยังไม่นับรวมทหารที่ทยอยเข้ามาส าทับภายหลัง หาก ต้องการเอาชนะในทันทีเกรงว่าจะไม่ง่าย”
หลี่ว์จิ้นเสียนยิ้มพูดว่า “พระชายามิต้องเป็นห่วง ขอเพียงเรากุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ ม่อจิ่งหลีจะมีทหาร อีกกี่นายก็ไม่ต้องกังวล ก่อนหน้านี้ปล่อยให้เขาได้เปรียบ บัดนี้เราอยู่เหนือกว่าเขาแล้ว แม้เขาจะมีทหารอีกกี่ล้าน นายก็มิต้องกลัว” มิหน าซ้ า เมื่อพวกเขารวมตัวกับอวิ๋ นถิงได้ ก าลังทหารทั้งหมดก็มีถึงห้าแสนนาย จึงไม่ต้อง ห่วงเรื่องม่อจิ่งหลีเลยแม้แต่น้อย
书呆子
ตอนที่ 396-3 จดหมำยลับที่มำกะทันหัน
เยี่ยหลียิ้มถ่อมตนพูดว่า “ข้ารีบร้อนไปเอง” อันที่ จริงนางไม่มีประสบการณ์ท าศึกสงครามมากนัก มีเพียง ไม่กี่ครั้ง แต่ก็เป็นการสู้รบด้วยวิธีการที่รวดเร็วฉับไว แผนการตอนนี้ของหลี่ว์จิ้นเสียนเห็นได้ชัดว่าต้องการ ทรมานม่อจิ่งหลีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท าให้เยี่ยหลีผู้ถนัด ความรวดเร็วรู้สึกไม่เคยชินนัก แต่ก็ท าให้นางรู้จุดด้อย ของตนเองได้ในทันที นางจึงพยายามปรับตัวให้ได้มาก ที่สุด
หลี่ว์จิ้นเสียนยิ้มพูดว่า “พระชายากล่าวเกินไปแล้ว หากต้องการท าลายม่อจิ่งหลีให้สิ้นซากภายในคราเดียว นั้นมิใช่สิ่งที่ท าไม่ได้ แต่หากต้องการล้างผลาญศัตรูแทบ ทุกนายเหมือนหุบเขาหุยเฟิงในครานั้นกลับเป็นเรื่องที่ ยากยิ่งกว่า หากทหารต้าฉู่เพียงพิการแล้วหนีออกไป เกรงว่าผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็จะหวนกลับคืนมามี
书呆子
อ านาจอีกครั้ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สู้ลงมือช้าๆ เสียยัง ดีกว่า สู้จนกว่าม่อจิ่งหลีจะไม่มีแรงสู้”
เยี่ยหลีพยักหน้าพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณ ท่านแม่ทัพที่เตือน”
หลี่ว์จิ้นเสียนรีบปฏิเสธอย่างมิบังอาจ เยี่ยหลีอมยิ้ม ในใจคิดถึงหมากที่วางไว้ในหนานจิงในตอนนั้น อาจจะถึง เวลาเรียกใช้แล้ว หลี่ว์จิ้นเสียนพูดถูก แทนที่จะเร่งรัดม่อ จิ่งหลีให้เขามีโอกาสหวนกลับมามีอ านาจอีกครั้ง สู้ใช้ ความอดทนเสียหน่อยดีกว่าเร่งรัดให้ทุกอย่างจบลงใน คราเดียว
ณ ค่ายใหญ่ทหารฉู่ ม่อจิ่งหลีที่ก าลังนั่งอ่านฎีกาจู่ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา ใบหน้าที่เคร่งเครียดปรากฏ แววประหลาดใจ เขากระชับเสื้อคลุมสีเหลืองสดบนตัว เขาเล็กน้อย
书呆子
หลังจากนั้นสองวัน ทหารตระกูลม่อและทหารฉู่ พร้อมกับทหารซีลู่ก็เปิดฉากรบกันอีกครั้ง ในที่สุดทหารฉู่ ก็ทนรับการโจมตีของทหารตระกูลม่อไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ท้ายสุดท่านแม่ทัพใหญ่ จ้าวเหลียนของทหารซีลู่บาดเจ็บสาหัสและถูกจับกุม
การปะทะกับทหารฉู่และการปะทะกับซีหลิงเป่ย หรงนั้นย่อมแตกต่างกัน พูดตามตรงแล้ว นอกจากการ ฟาดฟันกันของผู้มีอ านาจเบื้องบนแล้ว ทหารฉู่ชั้น ธรรมดากับพลทหารตระกูลม่อ รวมถึงคนสามัญชน ของต้าฉู่และสามัญชนของซีเป่ยไม่มีความแตกต่างใดๆ เลย พวกเขาไม่เคยคิดว่าหลังจากศึกสงครามระหว่าง ทหารตระกูลม่อและต้าฉู่แล้ว จะเป็นศัตรูกันตราบวัน ตาย ดังนั้นในตอนนั้นที่สามัญชนต้าฉู่มากมายหนีไปซี เป่ย สามัญชนซีเป่ยจึงยอมรับพวกเขาอย่างไม่มีข้อกังขา เพราะว่าแต่เดิมพวกเขาเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ก็
书呆子
เหมือนกับสามัญชนซีเป่ยที่ไม่เคยคิดว่าต าหนักติ้งอ๋องจะ ลงหลักปักฐานในดินแดนเล็กๆ อย่างซีเป่ย สามัญชนต้าฉู่ ก็ไม่เคยคิดว่าต าหนักติ้งอ๋องและทหารตระกูลม่อจะทิ้ง พวกเขาไป
ดังนั้น ศึกสงครามครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงมีการออม มือให้กันเล็กน้อย ในเมื่อการสู้กันเองไม่ใช่เรื่องที่ท าให้มี ความสุข ไม่ว่าทหารตระกูลม่อหรือทหารฉู่ ปกติแล้วจะ ไม่ฆ่าเชลยศึกและทหารฝ่ายตรงข้ามที่บาดเจ็บสาหัส เมื่อทหารฉู่พยายามสุดความสามารถแล้วยังไม่สามารถ เอาชนะทหารตระกูลม่อ เหล่าทหารชั้นผู้น้อยจึงยอมแพ้ และวางอาวุธลงแต่โดยดี ซึ่งก็ไม่ท าให้รู้สึกผิดแล้ว
ความล้มเหลวของจ้าวเหลียนท าให้ม่อจิ่งหลี ฉุนเฉียวมาก การเผชิญหน้ากับทหารตระกูลม่อที่น าทัพ โดยหลี่ว์จิ้นเสียนและเยี่ยหลีที่คืบคลานเข้ามานั้น ม่อจิ่ง หลีตัดสินใจละทิ้งทหารที่อยู่ในด่านหานกู่อย่างเด็ดเดี่ยว
书呆子
ส่วนตนหนีไปก่อนที่เยี่ยหลีและคนอื่นๆจะมาถึง เรื่องนี้ ท าให้ทุกคนในทหารตระกูลม่อไร้ค าพูดใดๆ อวิ๋นถิงหัวรั้น ไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียว ส่วนม่อจิ่งหลีก็ถอยเร็ว เกินไป ด้วยชัยภูมิที่มีสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติของด่า นหานกู่ หากบังคับบัญชาได้เหมาะสม การยึดครองอย่าง น้อยสองสามเดือนย่อมไม่ใช่ปัญหา ถึงตอนนั้นกองหนุน ของทหารฉู่ก็คงมาถึงแล้ว
แม้การยอมแพ้และสละดินแดนของม่อจิ่งหลีจะท า ให้ทหารฉู่เสียขวัญก าลังใจมากเพียงใด แต่ก็ยังน าพามา ซึ่งปัญหามากมายให้กับเยี่ยหลี หากม่อจิ่งหลีหนีกลับไป เจียงหนานแล้วไม่ออกมาอีกเลยย่อมเป็นเรื่องดี แต่ด้วย นิสัยของม่อจิ่งหลีแล้ว เขาย่อมซ่อนตัวเพื่อรอให้กองหนุน มาถึงแล้วออกมาอาละวาดอีกครั้ง ซึ่งท าให้ยืดเยื้อเวลา การรบของทหารตระกูลม่อและทหารฉู่ออกไปอีก
书呆子
และก็เป็นไปตามคาด เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน เมื่อทหารกองหนุนที่มาช่วยทหารฉู่ใกล้ถึงทางเหนือ ม่อ จิ่งหลีก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วที่ เป็นพันธมิตรกับซีหลิงอย่างคลุมเครือในการโจมตีทหาร ตระกูลม่อ ครั้งนี้ม่อจิ่งหลีปรากฏตัวในฐานะฮ่องเต้ต้าฉู่ เขาออกมาป่าวประกาศไปทั่วว่าต าหนักติ้งอ๋องหักหลังต้า ฉู่ และหลังจากม่อซิวเหยาวางแผนท าลายล้างต้าฉู่แล้ว จะตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ ต่างต่างนานา อีกทั้งยังแจกแจง ความผิดของม่อซิวเหยาทั้งสี่สิบเก้าข้อ เพื่อแสดงให้เห็น ว่าการที่ต้าฉู่ประกาศศึกกับต าหนักติ้งอ๋องเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง และเป็นการสนองโองการเบื้องบน
เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่มีผลกระทบใดๆต่อทหารตระกูล ม่อ ส่วนประกาศที่ส่งให้ทหารตระกูลม่อ เยี่ยหลีเพียงแค่ อ่านผ่านตาแล้วส่งต่อให้อวิ๋นถิง หลังจากอวิ๋นถิงอ่าน เสร็จก็ส่งเสียง ฮึ ออกมาอย่างไม่พอใจนัก แล้วประกาศ
书呆子
ใบนั้นก็กลายเป็นที่รองขาโต๊ะในทันที หากท่านอ๋องสนใจ บัลลังก์ คงขึ้นครองราชย์ไปนานแล้ว ยังต้องรอให้ม่อจิ่ง หลีมาป่าวประกาศอีกหรือ มิหน าซ้ า ม่อจิ่งหลีคิดว่าคน ใต้หล้าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรืออย่างไร ทหารตระกูล ม่อไม่เคยแย่งชิงดินแดนแม้เพียงเศษเสี้ยวจากต้าฉู่เลย บัดนี้หลังจากที่ทหารตระกูลม่อตัดขาดความสัมพันธ์ กับต้าฉู่มานานแสนนาน ไม่ว่าจะจะมองจากมุมใด ต า หนักติ้งอ๋องยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อวิ๋นถิงก็อดชื่นชมความคิดการณ์ ไกลของท่านอ๋องมิได้ ต้องรู้ก่อนว่าคนจงหยวนไม่ เหมือนกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ พวกเขาเรียกขานตนเองว่า เป็นกลุ่มชนที่มากด้วยพิธีรีตอง ไม่ว่าจะเป็นคนในราช ส านักหรือสามัญชนทั่วไป พวกเขาล้วนเป็นความส าคัญ กับพิธีกรรมเป็นอย่างยิ่ง หากตอนนั้นต าหนักติ้งอ๋องยก ทัพเข้าประจันหน้ากับกองทัพต้าฉู่ในทันที ถึงแม้
书呆子
ท้ายที่สุดกองทัพตระกูลม่อจะได้ครอบครองใต้หล้า แต่ ด้วยความสัมพันธ์ของต าหนักติ้งอ๋องและต้าฉู่ ต่อไปใน หนังสือประวัติศาสตร์ก็คงหนีไม่พ้นต้องถูกผู้คนสาบเช่ง ไปตลอดกาล
“เรียนพระชายา มีจดหมายลับจากคุณชายเฟิ่ง ซานพ่ะย่ะค่ะ” ในขณะที่ทุกคนก าลังเหน็บแนมอย่างไม่ พอใจกับการกระท าของม่อจิ่งหลีนั้น เสียงขององครักษ์ก็ ดังขึ้นจากนอกกระโจม
เยี่ยหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย “เฟิ่งซานหรือ น าเข้ามา” เฟิ่งจือเหยาอยู่กับม่อซิวเหยา โดยปกติแล้วเฟิ่งจือเหยา จะไม่เขียนจดหมายหานางด้วยตนเอง นอกเสียจากว่า… เกิดเรื่องที่เกินก าลังความสามารถหรืออ านาจของ เฟิ่งจือเหยาที่จะควบคุมได้ เยี่ยหลีพลันหนักใจ ยื่นมือไป รับจดหมายที่องครักษ์ส่งมาให้
书呆子
จดหมายถูกปิดผนึกด้วยตราประทับคลั่ง จ่าหน้ายัง ถูกประทับด้วยสัญลักษณ์จดหมายลับสูงสุดของ ต าหนักติ้งอ๋อง แสดงว่าเนื้อหาในจดหมายนี้ต้องต่างจาก จดหมายทั่วไปเป็นแน่
เยี่ยหลีสงบจิตใจลง นางแกะจดหมายออก เมื่อ กวาดตาอ่านรอบหนึ่งแล้ว มือที่ถือจดหมายพลันสั่นเทา จดหมายในมือร่วงลงบนพื้น ล าตัวเยี่ยหลีอ่อนแรงจนนาง ล้มนั่งลงบนเก้าอี้ อวิ๋นถิงที่นั่งอยู่ข้างๆตกใจ รีบเดินขึ้นมา “พระชายา!”
บนแผ่นกระดาษขาวนั้น ลายมือของเฟิ่งจือเหยาดู ยุ่งเหยิงและร้อนรน มีเพียงค าสั้นๆว่า “ท่านอ๋องอาการ สาหัส โปรดรีบกลับมา”