Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (28)
แทฮาจินที่เพิ่งกำจัดปีศาจกระทิงบนท้องฟ้าเสร็จไปหมาด ๆ หันขวับไปจ้องโดเบอร์แมนเขม็ง ทำเอาอีกคนสะดุ้งโหยงพลางขอโทษขอโพย โดเบอร์แมนชำเลืองดูท่าทีของผู้เป็นนายเล็กน้อย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ยอนอีและกระซิบกระซาบว่า
“มันเป็นพลังพิเศษที่แข็งแกร่งและเป็นประโยชน์ก็จริง แต่มีข้อเสียคือระดับมลพิษจะเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว คุณเอสเปอร์ถึงพยายามเลี่ยงที่จะใช้พลังพิเศษนี้เท่าที่ทำได้น่ะครับ ส่วนใหญ่เขาก็เลยใช้ดาบมากกว่า”
พออธิบายจบ โดเบอร์แมนก็กระโดดพุ่งตัวลงไปในทะเลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่เปลี่ยน เขาคว้าตัวเอสเปอร์คนหนึ่งที่เกือบจะถูกสัตว์ประหลาดจับกินเอาไว้ ก่อนจะใช้พลังเคลื่อนย้ายและหายวับไป ดูเหมือนเขาจะกำลังวุ่นอยู่กับการช่วยเคลื่อนย้ายเอสเปอร์ไปยังที่ปลอดภัย
เมื่อเบือนหน้ากลับมา สายตาก็ปะทะเข้ากับแผ่นหลังกว้างของเอสเปอร์คนเก่ง แทฮาจินไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย มีก็แต่เลือดของสัตว์ประหลาดที่สาดกระเซ็นไปทั่วทั้งร่างกาย
ยอนอีวางมือลงบนกระดูกสะบักของเขา ทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งใช้พลังพิเศษจัดการกับพวกสัตว์ประหลาดสะดุ้งเล็กน้อยและหันหน้ากลับมามอง
“จะเริ่มไกด์ดิงแล้วนะครับ”
เนื่องจากต้องทำการไกด์ดิงไปพร้อม ๆ กับที่อีกฝ่ายใช้พลังพิเศษ มวลพลังอันรุนแรงของแทฮาจินจึงสั่นกระเพื่อมราวกับจะเขย่าแกนโลกได้ ยอนอีหลับตาลงและเพ่งสมาธิไปกับการไกด์ดิง พลังของเอสเปอร์หนุ่มพุ่งเข้ามาด้านในเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกรากโดยที่ไม่ต้องออกแรงดูดออกมาเสียด้วยซ้ำ
ยอนอีปล่อยให้ภาชนะขยายใหญ่ขึ้น และในจังหวะที่รู้สึกได้ว่าพลังกำลังถูกชำระล้างอย่างรวดเร็วนั้นเอง
“ก๊าา! ก๊าา!”
“กี๊ กี๊ กี๊ซซซซ”
พิงก์ดอร์ที่เมื่อครู่กำลังปล่อยสัตว์ประหลาดออกมาประปรายก่อนหน้านี้ กลับเริ่มปล่อยปีศาจ ออกมาจนแน่นขนัดในชั่วพริบตาเดียว ภาพที่เห็นตรงหน้าใกล้เคียงกับคำว่านรกแตก กองทัพสัตว์ประหลาดทะลักออกมาจากประตูประหนึ่งภูเขาไฟระเบิด
“บัดซบ”
แทฮาจินใช้มือขวาฟันปีศาจกระทิงและใช้มือซ้ายสลายปีศาจอีกหลายร้อยตัวที่ออกมาจากประตูซึ่งอ้าออกกว้าง แต่จำนวนพวกมันมีมากจนเกินไป ชายหนุ่มจึงได้แต่ลดมือซ้ายลงและส่งเสียงแสดงความเจ็บปวดในลำคอเมื่อร่างกายมาถึงขีดจำกัด
ยอนอีสัมผัสได้ถึงเค้าลางของอาการคลั่งภายในร่างกายของแทฮาจิน ดวงหน้าอ่อนใสฉายแววเคร่งเครียดก่อนจะรีบพูดเตือนอีกฝ่าย
“หยุดใช้พลังเถอะครับ ร่างกายคุณเข้าขีดอันตรายแล้วนะ”
“แฮ่ก แฮ่ก อึก...”
เขาสลายสัตว์ประหลาดไปหลายร้อยตัว ทว่าพวกที่ออกมาจากประตูในตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพวกอสูรมายาซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์ อีกทั้งยังสร้างภาพหลอนได้อีกด้วย
ยอนอีนึกสงสัยอยู่เช่นกันว่าทำไมตัวเองจึงไม่ได้รับอิทธิพลจากภาพหลอนเลย แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นเพราะผู้ชายตรงหน้านี้ทำให้พวกมันสลายหายไปหมดนี่เอง
ชั่วพริบตาเดียวที่แทฮาจินหยุดชะงักไป อสูรมายาสยายปีกกว้างและเริ่มขัดขวางพวกเอสเปอร์ที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่กลางอากาศด้วยพลังในการสร้างภาพหลอนของมัน
“มะ แม่…อย่าไปนะครับ แม่…”
“ปล่อยนะโว้ย! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”
“ขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว ผม ผมไม่ได้ทำนะครับ…”
“เครื่องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังน่าจะพังแน่ ๆ! ฉันต้องได้ระดับ A สิ!”
เอสเปอร์ส่วนหนึ่งสูญเสียการควบคุมสติและร่วงหล่นลงสู่ทะเล โดเบอร์แมนพยายามอย่างสุดกำลังที่จะดึงพวกเขาขึ้นมา แต่เจ้าตัวก็น่าจะถูกก่อกวนด้วยภาพหลอนเช่นกัน เลขาหนุ่มสะบัดหัวไปมาบ่อยครั้งเพื่อเป็นการเรียกสติกลับมา
สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่คาดคิด แทฮาจินบดกรามแน่นก่อนจะกางมือซ้ายออกไปด้านหน้าเพื่อกำจัดพวกมันอีกครั้ง
“อึก...!”
เส้นเลือดบนฝ่ามือของเขาระเบิดจากด้านในจนเกิดเป็นรอยช้ำสีเข้มบนผิวหนัง ยอนอียกมือทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนแผ่นหลังของแทฮาจินและทำการไกด์ดิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ บัดนี้นาฬิกาของแทฮาจินระบุค่ามลพิษอยู่ที่ 89 เปอร์เซ็นต์
“พอเถอะครับ! คุณรับไม่ไหวแล้วนะ!”
ยอนอีตะโกนด้วยน้ำเสียงร้อนรน แทฮาจินใช้พลังมากว่าสองชั่วโมงเต็ม ๆ แล้ว ถึงจะอยู่ในระดับ S แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเหนื่อยไม่เป็น ยอนอีสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอบถี่จากฝ่ามือที่วางอยู่บนแผ่นหลังกว้างของคนตัวใหญ่กว่า
‘ต้องทุ่มสุดชีวิตขนาดนี้ทุกครั้งที่ออกมาสู้เลยเหรอ?’
ดังที่ใคร ๆ ก็พูดกัน มีแทฮาจินคนเดียวเท่ากับมีแสนยานุภาพกองทัพนับพันคน สัตว์ประหลาดที่เขาฆ่าและทำให้ดับสูญไปนั้นมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ณ ด้านหน้าสุดของประตูที่ทุกคนต่างหวาดกลัว จุดที่สัตว์ประหลาดไหลทะลักออกมา แทฮาจินมักจะไปถึงตรงนั้นก่อนใครเสมอ
‘ทำไมถึงต้องใช้ระเบิดมือหรือระเบิดอย่างอื่นไม่ได้ด้วยเนี่ย!’
แม้มันจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถใช้ได้อยู่ดี ยอนอีรู้สึกสิ้นหวังกับอาวุธฝั่งมนุษย์เหลือเกิน
ระเบิดเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองภายในสงครามระหว่างประเทศ แต่นอกจากจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เพราะไม่สามารถระบุขอบเขตความเสียหายอย่างชัดเจนได้แล้ว ระเบิดยังใช้ไม่ได้ผลกับพวกสัตว์ประหลาดระดับ 3 ขึ้นไปอีกด้วย
นานมาแล้ว เคยมีประเทศหนึ่งริเริ่มการใช้ระเบิดเป็นครั้งแรกเพื่อทำลายเยลโลว์ดอร์ ผลปรากฏว่า ประชาชนจำนวนมากล้มตายเนื่องจากอยู่ในวงรัศมีของระเบิด แต่พวกสัตว์ประหลาดระดับ 3 ขึ้นไปกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แถมยังออกอาละวาดได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก หลังจากสละชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปอย่างมหาศาล สุดท้ายมนุษยชาติก็ตระหนักได้ว่าการใช้ระเบิดเป็นทางเลือกที่ผิดมหันต์
แน่นอนว่าอาวุธประเภทปืนก็เช่นกัน
หากไม่ยิงเข้าที่หัวหรืออวัยวะสำคัญ พวกมันก็จะไม่ตาย ทำได้อย่างมากแค่หยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะเท่านั้น ซ้ำร้ายสัตว์ประหลาดบางประเภทยังมีผิวหนังที่แข็งแกร่งมากจนยิงไม่เข้า
ยอนอียังคงไกด์ดิงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับความอ่อนแอของมนุษยชาติไปด้วย
ทันใดนั้นเอง
“…!”
พิงก์ดอร์ปล่อยอสูรมายาออกมาเพิ่มอีกราว ๆ 20 ตัว ก่อนจะเกิดการสั่นสะเทือนที่ปากประตูอย่างรุนแรง
“ดอร์มัน…”
หมดช่วงเวลาแล้ว สัญญาณการปิดประตูของดอร์หมายความว่าจะไม่มีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาอีกแล้ว มหันตภัยครั้งนี้กำลังจะจบลงโดยสมบูรณ์
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเร็วเกินไปที่จะเบาใจ ขนาดกำลังจะปิดตัวลงมันยังอุตส่าห์แผลงฤทธิ์ด้วยการปล่อยสัตว์ประหลาดออกมาเป็นคลื่นลูกสุดท้ายให้ได้ปวดหัวกันต่ออีก
ต้องขอบคุณแทฮาจินที่ใช้พลังวิเศษกำจัดอสูรมายาไปก่อนหน้านี้ โดเบอร์แมนกับเอสเปอร์บางส่วนจึงตั้งสติขึ้นมาได้และพยายามช่วยคนอื่น ๆ ให้ปลอดภัย
ของเหลวสีเขียวไหลซึมออกมาจากร่างของพวกอสูรมายาในยามที่พวกมันมุ่งหน้าไปยังท้องทะเล ส่งผลให้เอสเปอร์ที่หนีออกมาไม่ทันถูกครอบงำด้วยภาพหลอนอีกครั้ง
ความคิดของยอนอีวิ่งเร็วจี๋เท่าที่หัวสมองจะเอื้ออำนวย
เขาควรทำยังไงกับสถานการณ์วิกฤตตรงหน้านี้ดี
แทฮาจินยกมือขึ้นมากุมท้องตัวเองและหายใจหอบอย่างหนัก ร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงแม้ว่ายอนอีจะยังคงไกด์ดิงต่อไปเรื่อย ๆ อยู่ก็จริง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ดั่งใจหวัง มวลพลังของแทฮาจินยังคงเดือดพล่านไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงเลยสักนิด ยอนอีขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแสดงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ดอร์ถูกเปิดออกมาได้สองชั่วโมงแล้ว…
“สองชั่วโมงงั้นเหรอ?”
ร่างกายของยอนอีเย็นวาบตั้งแต่หัวจดเท้าเมื่อฉากที่เลวร้ายที่สุดแล่นเข้ามาในหัว ดวงหน้าขาวผิน ไปมองบรรดาเอสเปอร์ที่กำลังถูกภาพลวงตาเล่นงาน มีบางคนทำท่าเหมือนกำลังบีบคอตัวเอง ปากอ้าพะงาบในสภาพขาดอากาศหายใจ
‘บ้าเอ๊ย…!’
โหมดกันพิษของนาฬิกาหมดเวลาแล้ว!
คนพวกนี้เป็นเอสเปอร์ในสังกัดไลบรัมจ์ ม่านกันพิษจากนาฬิกาของศูนย์ไลบรัมจ์มีเวลากันพิษมากสุดแค่สองชั่วโมง ซึ่งตอนนี้ก็ได้หมดเวลาลงแล้ว ร่างกายของพวกเขาจึงสัมผัสกับสารพิษโดยตรงอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“แฮ่ก แฮ่ก”
“บอกให้หยุดไงครับ!”
แทฮาจินไม่อาจปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ได้จึงกุมลำคอของตนไว้แน่นและยื่นท่อนแขน ออกไปเพื่อใช้พลังอีกครั้ง แม้จะได้รับการไกด์ดิงอย่างต่อเนื่อง แต่พลังของเขาก็ใกล้จะเข้าสู่สภาวะคลั่งเข้าไปทุกที การไกด์ดิงจึงดำเนินไปค่อนข้างช้ากว่าที่ควรไปมาก
ทันทีที่ชำระล้าง พลังก็ปนเปื้อนอีก นี่เป็นอาการคลั่งที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลันไม่ผิดแน่
ถึงยอนอีจะพยายามทุ่มสุดตัว ค่ามลพิษก็ลดลงเหลือ 86 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ถ้าอีกคนฝืนใช้พลังเหมือนเมื่อสักครู่นี้กำจัดปีศาจทั้งหมดที่เหลืออยู่ ภัยพิบัติของพิงค์ดอร์ก็น่าจะถูกปิดฉากลงได้ไม่ยากนัก
แต่การกระทำนั้นจะแลกมาด้วยระดับมลพิษที่พุ่งพรวดเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ แทฮาจินในสภาพสูญเสียสติสัมปชัญญะอาจคลั่งจนกำจัดทุกอย่างที่เข้ามาในคลองสายตาก็เป็นได้ ยอนอีคิดเช่นนั้นพลางกวาดตามองรอบบริเวณโดยเร็ว
โดเบอร์แมนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศรวมถึงเอสเปอร์ส่วนใหญ่ต่างก็สูญเสียการควบคุมสติไปโดยสมบูรณ์ ดูเหมือนว่าผู้มีพลังพิเศษที่มีระดับต่ำกว่า S จะไม่สามารถต้านทานการครอบงำของภาพหลอนได้ จึงกลายเป็นว่าตอนนี้เหลือเพียงยอนอีและแทฮาจินเท่านั้นที่ยังมีสติครบถ้วนสมบูรณ์อยู่
อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแทฮาจินมาถึงขีดจำกัดได้สักพักแล้ว เหงื่อกาฬไหลซึมบริเวณไรผม ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวไร้สีเลือด
‘ไม่มีทางเลือกแล้ว’
ยอนอีตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในวินาทีนั้น เขาหันไปบอกกับแทฮาจินสั้น ๆ ว่า
“ขอโทษนะครับ” ก่อนจะสับสันมือไปที่หลังคอของเอสเปอร์หนุ่มอย่างแรง แม้จะไม่ถึงขั้นกระดูกคอหัก แต่ก็ถือว่าหนักหน่วงอยู่พอสมควร ไม่ว่าเอสเปอร์ระดับ S จะมีร่างกายแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ถ้า อยู่ในสภาพที่ระดับมลพิษสูงถึง 86 เปอร์เซ็นต์ก็ร่วงได้เหมือนกัน
ยอนอีรีบเข้าไปประคองตัวแทฮาจินไว้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเซตกลงไปในทะเล
ไกด์หนึ่งเดียวที่ยังเหลือรอดอยู่ในบริเวณนี้ยื่นมือซ้ายออกไปและหลับตาลงเพื่อเพ่งสมาธิ เป้าหมายคือพวกเอสเปอร์จากไลบรัมจ์ที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษหลังจากรับสารพิษเข้าไปโดยตรง
ขอบเขตของเป้าหมายค่อนข้างกว้าง การดูดกลืนแค่เฉพาะสารพิษจึงเป็นไปได้ยาก เหงื่อเม็ดเป้งไหลลงมาตามหน้าผากนวลเมื่อยอนอีพยายามเพ่งสมาธิถึงขีดสุดจนเปียกซกทั้งตัวภายในเวลาไม่นาน
โชคยังดีที่เอสเปอร์พวกนี้เพิ่งสัมผัสกับสารพิษได้ไม่เท่าไหร่จึงยังมีปริมาณไม่มากนัก
ยอนอีเริ่มคิดหนักว่าจะดูดกลืนทุกคนที่อยู่ตรงนี้ หรือจะดูดกลืนพวกอสูรมายาที่ยังเหลือรอดอยู่ดี
“โธ่เว้ย”
การดูดกลืนสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายสำหรับตัวยอนอีเช่นกัน ถ้าหากไม่นำออกมาภายในหนึ่งชั่วโมง ทุกอย่างในนั้นจะถูกหลอมรวมกับภาชนะของยอนอีและดับสลายไป แต่เขาไม่เคยดูดกลืนปีศาจมาก่อนจึงไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาหรือเปล่า
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดนั้น เหล่าเอสเปอร์จากไลบรัมจ์ก็เริ่มทยอยแสดงอาการติดพิษอีกครั้ง
ต้องเลือกแล้วจริง ๆ
ในวินาทีที่ยอนอีกำลังตัดสินใจเลือก หูก็พลันได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากข้างตัวเสียก่อน
“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ผมคงมาเร็วกว่านี้ไปแล้วนะเนี่ย”
เมื่อหันไปมองก็เห็นใบหน้าที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยพบกันมาก่อน