Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานที่สอง (1)
ยอนอีไม่สามารถปิดปากเงียบได้อีกต่อไป
หรือว่าพ่อจะยอมรับเขาเป็นลูกเพราะตอนนี้ได้เป็นไกด์ระดับ A0 และได้เข้าสังกัดของแทฮาจินแล้วงั้นเหรอ?
นึกแล้วก็น้ำท่วมปาก ยอนอีไม่เคยอยากจะเกิดเป็นลูกชายของเขาเลยแม้แต่นิด นับตั้งแต่เข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะ ยอนอีก็แก้ไขปัญหาเรื่องเงินทองและอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเองมาโดยตลอด
เพราะฉะนั้นพ่อแย่ ๆ อย่างคุณไม่มีสิทธิ์มาแนะนำผมว่าเป็นลูกชายหรอก
“อย่างนั้นสินะ ถอดแบบมาจากแม่ไม่มีผิด”
ไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิถูกอกถูกใจอะไรนักถึงได้จับจ้องเขาไม่ละสายตา ยอนอีปิดปากเงียบ สีหน้าเรียบตึงทันที หลังจากแม่ผู้ล่วงลับไปแล้วถูกเอ่ยถึงโดยไม่ทันตั้งตัว
พ่อคิดอะไรอยู่กันแน่? ในเมื่อปล่อยปละละเลยไม่เคยมาสนใจใยดีกันอยู่แล้ว ก็ควรทำอย่างนั้นต่อไปสิ
ปิศาจอย่างพ่อจะจับเขาไปเป็นหนูทดลองผู้สละชีวิตในการทดลองครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเขาไม่อยากลงเอยอย่างนั้นจึงหนีออกมาจากขุมนรกที่เรียกว่าสถาบันวิจัยมาได้หลายปีแล้ว
เอเลนากับริคาร์โดมองอียอนอีสลับกับอีฮงจุนด้วยแววตาสับสน ยอนอีจึงหันหน้าหลบไปอีกทาง ก่อนจะประสานสายตากับแทฮาจินเข้าพอดี
อีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาของคนที่มีความคิดมากมายตีกันในหัว อัดแน่นไปด้วยความสับสนราวกับติดอยู่เขาวงกตไร้ทางออก
‘ดูเหมือนหมอนั่นจะไม่รู้ว่าฉันเป็นลูกชายของอีฮงจุนสินะ’
ยอนอีเคยคาดเดาไว้ในใจว่าระดับแทฮาจินน่าจะพอรู้อยู่แล้ว แต่ผิดคาดที่เขาไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้เลยสักนิด ใบหน้าตึงเครียดของอีกคนช่างตรึงสายตาจนไม่อาจเบือนหน้าหนีได้
กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?
หรือว่าจะผิดหวัง?
‘ที่ฉัน…มีสายเลือดเดียวกับอีฮงจุนน่ะเหรอ?’
จู่ ๆ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา
นัยน์ตาสีอ่อนยังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของคนข้าง ๆ ขณะที่ขยับริมฝีปากพูดกับองค์จักรพรรดิ
“แต่พวกเราตัดความสัมพันธ์กันตั้งนานแล้วครับ จะเรียกว่าเป็นพ่อลูกก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะฉะนั้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวหน้าศูนย์วิจัยอีฮงจุน ผมขอปฏิเสธครับฝ่าบาท”
คำพูดพวกนี้ เขาตั้งใจพูดเพื่อแทฮาจินได้รับรู้และยอมเชื่อ ยอนอีไม่เคยต้องการความเชื่อใจจากผู้ชายคนนี้ แต่อย่างน้อยขอแค่ให้เขาเลิกทำสีหน้าที่ดูอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่ากำลังรู้สึกยังไงเสียที
พริบตานั้น ดวงตาสีโกเมนของแทฮาจินฉายแวววูบไหวเล็กน้อย
ยอนอีละสายตาจากแทฮาจินไปทางผู้เป็นพ่อ ถึงแม้จะถูกลูกชายตัดความสัมพันธ์อย่างเปิดเผย แต่เขาก็ยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้เหมือนเคย ดวงตาอันว่างเปล่าคล้ายกับกำลังจ้องมองหนูทดลองปราดมองยอนอีแวบหนึ่ง
“ดูเหมือนว่าลูกชายของผมจะยังไม่หายโกรธน่ะครับ ก่อนหน้านี้ก็เคยหนีออกจากบ้านด้วย เขาเป็นเด็กที่จิตใจค่อนข้างอ่อนไหวจึงอาจจะทำตัวเสียมารยาทไปบ้าง อย่าถือสาหาความเลยครับฝ่าบาท”
พูดจบอีฮงจุนก็เดินผ่านยอนอีไปและเลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมานั่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน
องค์จักรพรรดิมองสองพ่อลูกสลับกันไปมา ไม่ได้มีความคิดที่จะตำหนิพวกเขาแม้แต่น้อย กลับกันแล้วถึงกับมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสียด้วยซ้ำ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเป็นเอสเปอร์ระดับ A ก็จริง แต่มันสมองของเขาอยู่เหนือกว่าระดับ S คนอื่น ๆ เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในดิไอแลนก็ล้วนแล้วแต่ผ่านมือของอีฮงจุนมาทั้งสิ้น
นับวันอำนาจของราชวงศ์ก็ยิ่งเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ แต่เป็นเพราะอีฮงจุนยังอยู่ในสังกัดราชวงศ์ ทำให้อำนาจที่เริ่มจะจืดจางกลับมาเปล่งรัศมีได้อีกครั้ง
องค์จักรพรรดิปลื้มปิติอย่างยิ่งที่พ่อลูกคู่นี้นำพามาแต่ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ
คนพ่อเป็นนักวิจัยที่เก่งที่สุดในโลก
ส่วนคนลูกก็เป็นไกด์ระดับ A0 อีกทั้งยังอยู่ในสังกัดของแทฮาจิน
จะมีสิ่งใดยอดเยี่ยมไปกว่านี้อีกเล่า?
องค์จักรพรรดิส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ สถานการณ์อึมครึมที่เกิดขึ้นถูกจัดการให้ผ่อนคลายลงในชั่วพริบตา
“ในเมื่อมันเป็นเรื่องระหว่างพ่อลูก ฉันก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปแทรกแซงอยู่แล้วละ ที่สำคัญ… วันนี้มีแต่บุคลากรล้ำค่ามารวมตัวกันทั้งที การประชุมตามกำหนดการครั้งนี้น่าจะสนุกขึ้นอีกเยอะ ช่างเพลินหูเพลินตาจริงเชียว”
บุคคลที่นั่งประจำที่โต๊ะอาหารมีทั้งระดับ S ซึ่งถูกรับรองอย่างเป็นทางการถึงสามคน ยอนอีที่ความจริงแล้วอยู่ระดับ S ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยที่มีสมองปราดเปรื่องที่สุดในโลก รวมไปถึงองค์จักรพรรดิผู้ปกครองประเทศ ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงอยากเข้ามามีส่วนร่วมในที่แห่งนี้ด้วยทั้งนั้น
อีฮงจุนนั่งนิ่งไม่ได้ปริปากพูดอะไรต่อ ชายวัยกลางคนเพ่งสายตาไปทางแทฮาจินแทนที่จะเป็นยอนอี ฝ่ายคนถูกจ้องมองเองก็หันมาเผชิญหน้าเงียบ ๆ บรรยากาศเย็นยะเยือกก่อตัวขึ้นระหว่างคนต่างวัยทั้งสอง
‘อะไรกัน?’
บรรยากาศที่เป็นอยู่ในตอนนี้สามารถเรียกได้ว่าเลวร้าย เดาได้ว่าสองคนนี้น่าจะปะทะสายตากันอย่างนี้ทุกครั้งที่มีการประชุม ถ้าอย่างนั้นแทฮาจินก็คงจะรู้จักด้านน่ารังเกียจของอีฮงจุนเป็นอย่างดีเช่นกัน
ยอนอีเริ่มสับสนขึ้นมานิดหน่อย
มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่าอคติอยู่ในใจกันทุกคน บ่อยครั้งที่คนเรามักจะตัดสินคนเป็นลูกจากพ่อแม่ของพวกเขา เพียงแค่คิดว่าแทฮาจินอาจจะนึกถึงอีฮงจุนขึ้นมาทุกครั้งที่เห็นตัวเอง ยอนอีก็รู้สึกความดันขึ้นแล้ว
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ลำแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่งในห้องอาหารอันกว้างขวาง เหล่าผู้มีพลังพิเศษเคลื่อนย้ายพาบรรดาสมาชิกสภาสูงมายังที่ประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ช่วงอายุของพวกเขาค่อนข้างหลากหลาย บ้างก็ดูยังหนุ่มสาว บ้างก็ดูมีอายุมากแล้ว แต่โดยเฉลี่ยก็น่าจะราว ๆ ช่วงวัยกลางคน
ประธานสภาสูงไม่มาเข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจในฐานะผู้นำรัฐบาล เขามักจะรับรายงานผลการประชุมผ่านทางรายงานของเหล่าสมาชิกสภาสูงคนอื่น ๆ เสียมากกว่า
ดังนั้นตำแหน่งผู้นำการประชุมจึงตกเป็นขององค์จักรพรรดิไปโดยปริยาย
เหล่าผู้ที่สวมเครื่องแบบสีขาวยืนตัวตรงและโค้งศีรษะลงคำนับแด่องค์จักรพรรดิอย่างนอบน้อม
“ถวายบังคมดวงสุริยันแห่งดิไอแลน”
พวกเขาถวายคำนับแด่องค์ชายรัชทายาทและองค์หญิงเป็นลำดับถัดไป ก่อนแยกย้ายกันไปจับจองที่นั่งที่ยังว่างอยู่ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนสถานที่ประชุมอย่างกะทันหัน แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นเหลือเชื่อ ใครมาเห็นเข้าก็คงคิดว่าห้องอาหารถูกจัดเป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่แรกแล้ว
‘ให้ตายเถอะ…นี่ไม่ใช่ที่ที่ฉันควรอยู่ชัด ๆ’
แต่ถึงอย่างไรก็ยังมองไม่เห็นทางที่จะปลีกตัวออกไปได้ แทฮาจินยังคงเอาแต่แข่งจ้องตากับอีฮงจุนไม่เลิก ส่วนคนอื่น ๆ ก็ทำเพียงนั่งตัวตรงแน่วเหมือนกับกำลังรอให้องค์จักรพรรดิเริ่มพูด
ถ้าโพล่งขึ้นมาว่า 「ผมขอตัวก่อนนะครับ」 ในสถานการณ์เช่นนี้ละก็…
“อ้อ จริงสิ ได้ยินว่าบุคลากรทรงคุณค่าก็อยู่ที่นี่ด้วยรึ เอเลนา”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่องค์หญิงทันที สีหน้านิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึกแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้างุนงง นัยน์ตาสีมรกตอ่อนใสชวนให้นึกถึงฤดูร้อนอันอบอุ่นวูบไหว ปราดมองยอนอีแวบหนึ่งแล้วเลยผ่านไป
ยอนอีกัดกระพุ้งแก้มตัวเองเบา ๆ ด้วยความประหม่า
จะว่าไปตอนที่ออกมาจากรถไฟใต้ดินเมื่อไม่นานมานี้ก็เคยมีนักข่าวคนหนึ่งถามคำถามประมาณนี้อยู่เหมือนกัน
– องค์หญิงเอเลนาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเอสเปอร์แทฮาจินซุกซ่อนบุคลากรทรงคุณค่าไว้ สามารถบอกได้ไหมคะว่าเขาคือใคร!
ตอนนั้นยอนอีก็รู้สึกร้อนตัวอยู่ไม่น้อยที่ถูกพูดถึง แต่ตอนนั้นเขาคิดว่ามันเป็นแค่ข่าวซุบซิบธรรมดา ๆ จึงเลือกที่จะปล่อยผ่านไป ขอแค่คนในข่าวลือเงียบ ๆ ไว้ เดี๋ยวคนก็เลิกลือกันไปเอง ถึงอย่างไรองค์หญิงก็ไม่น่าจะทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรองอย่างนั้น
แต่ปรากฏว่าตอนนี้ แม้แต่องค์จักรพรรดิก็รู้เรื่องด้วยงั้นเหรอ?
สิ่งที่ต้องการจะรู้คือองค์หญิงเป็นคนเล่าความลับของเขาให้องค์จักรพรรดิฟังจากปากตัวเอง หรือว่าองค์จักรพรรดิพูดขึ้นมาเพราะได้ยินจากคนอื่นกันแน่
ถ้าเป็นอย่างแรก ยอนอีก็คงไม่สามารถมององค์หญิงในแง่ดีได้อีกต่อไป ท่าทางที่ดูหนักแน่นและเชื่อถือได้ของเธอทำให้เขายอมเชื่ออย่างโดยไม่ลังเลใจ หากองค์หญิงเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลของเขาต่อสื่อและเที่ยวเล่าไปทั่วพระราชวัง เขาก็เริ่มจะมีน้ำโหแล้วเหมือนกัน
ต่อให้เป็นองค์หญิงก็ไม่ควรทรยศหักหลังความเชื่อใจอันน้อยนิดของคนอื่นแบบนี้
เอเลนานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบกลับไปโดยไม่สามารถหลบเลี่ยงสายตาขององค์จักรพรรดิได้
“…ลูกไม่เคยบอกว่าอยู่ที่นี่นะคะ ฝ่าบาท”
แสดงว่าเธอพูดเองจริง ๆ
แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรกับองค์หญิงแต่แรก แต่ก็ห้ามความรู้สึกเหมือนถูกปล้นความไว้ใจไปไม่ได้ ยอนอีจ้องเธอเขม็งด้วยสีหน้าเย็นชาในขณะที่เอเลนาไม่กล้าแม้แต่จะหันมาสบตา ดูจากปฏิกิริยาแล้ว ดูท่าทางเธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนเหมือนกันว่าองค์จักรพรรดิจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุม
เธอคงจะยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้างจึงไม่พูดออกมาตรง ๆ ว่า ยอนอีมีพลังระดับ S แค่พูดอ้อม ๆ ประมาณว่า 「มีบุคลากรชั้นเยี่ยมคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นแล้วค่ะ」…
มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นเลย
“น่าแปลกจริง ไม่เหมือนกับที่พ่อได้ยินมาเลยนะ เอเลนา”
องค์จักรพรรดิเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย นัยน์ตาสีเขียวเข้มหรี่ลงกวาดมองสมาชิกในที่ประชุม แต่มุ่งเน้นความสนใจไปที่ยอนอีเป็นพิเศษ สายตาของอีฮงจุนก็เบือนมาจับจ้องที่ผู้เป็นลูกตั้งแต่เมื่อสักครู่นี้แล้วเช่นเดียวกัน
ถ้าหากความลับที่ว่าเขาเป็นไกด์ระดับ S ถูกเปิดเผยขึ้นที่นี่ พ่อจะต้องกลับมาให้ความสนใจเขาอีกครั้งแน่นอน ลูกชายที่เข้าใจว่าเป็นผลงานอันล้มเหลว แท้จริงกลับเป็นอัญมณีล้ำค่าที่เสาะหามานาน บางทีอาจจะถึงกับลากยอนอีไปทำการทดลองที่สถาบันวิจัยก็ได้
เขาลงทุนลงแรงปิดบังเรื่องที่เป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อนมาตั้งนาน เกิดพ่อพาตัวกลับไปมีหวังถูกจับได้แน่ ๆ เพราะในสถาบันวิจัยของพ่อมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพทุกประเภทเสียขนาดนั้น
‘เวร…ซวยแล้วไง’
หลังจากรู้เรื่องพลังของตัวเองตอนอายุ 15 ปี เขาก็อุตส่าห์เก็บซ่อนความลับมาได้ตั้ง 10 เพื่อไม่ให้ถูกพ่อจับไปทดลองจนต้องชิงจบชีวิตตัวเองเหมือนแม่และเพื่อไม่ให้ตนถูกปล่อยให้ตายเหมือนกับเด็กคนนั้น
ความพยายามทั้งหมดของเขาจะจบลงในชั่วพริบตาจริง ๆ น่ะเหรอ?
“ใครก็ได้ช่วยตอบที ว่าบุคลากรท่านนี้มีความสามารถในด้านไหนกัน?”
หัวข้อบทสนทนายังไม่เปลี่ยนไปง่าย ๆ เพราะองค์จักรพรรดิต้องการได้ยินคำตอบที่ชัดเจนและไม่มีใครที่โง่พอที่จะเบี่ยงประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมาไปเป็นเรื่องอื่นดื้อ ๆ แน่
ที่แย่ไปกว่านั้นคือยอนอีไม่สามารถโบ้ยให้คนอื่นเป็นบุคลากรผู้มีความสามารถคนใหม่ที่ว่าได้ เพราะทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะและผู้สืบทอดสายเลือดสูงส่งซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือ ดังนั้นสิ่งที่องค์จักรพรรดิอยากรู้ก็คือ 「อียอนอี」 ลูกชายที่ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยซ่อนไว้มาตลอดเป็นผู้มีความสามารถแค่ไหน
ห้องอาหารถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน
แต่แล้วคนที่ทำลายมันลงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากเอสเปอร์แทฮาจิน
ในที่สุดเขาก็เปิดปากพูดหลังจากนั่งเงียบมานานโดยไม่แตะต้องน้ำชาตรงหน้าเลยแม้แต่จิบเดียว
“ดูเหมือนว่าบุคลากรที่ฝ่าบาทกล่าวถึงจะหมายถึงไกด์ในสังกัดของผมนะครับ”
ลำคอแข็งแกร่งตั้งตรงแม้จะอยู่ต่อหน้าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แผ่นหลังกว้างแนบชิดพนักพิงเก้าอี้ ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าแทฮาจินไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่นิด สายตาที่จ้องตอบองค์จักรพรรดิดูจะเหนื่อยหน่ายเป็นพิเศษ หลังจากเห็นอย่างนั้น ดวงตาขององค์จักรพรรดิก็ฉายประกายลึกลับบางอย่าง
“โอ้ น่าแปลกใจจริงเชียว นึกไม่ถึงเลยว่าเอสเปอร์แทฮาจินจะออกตัวพูดแทนเช่นนี้”
ดูเหมือนว่าแทฮาจินจะเป็นคนที่รับมือยากสำหรับองค์จักรพรรดิเช่นเดียวกัน คำพูดคำจาจึงได้ดูพินอบพิเทาเช่นนี้
“ฝ่าบาทกล่าวเกินไปครับ”
“แล้วไกด์อียอนอีเป็นบุคลากรชั้นเลิศในด้านใดล่ะ?”
ยอนอีมองแทฮาจินด้วยสายตาเป็นเชิงถามว่าอีกฝ่ายจะเปิดเผยความลับเรื่องที่เขาเป็นไกด์ระดับ S ที่นี่จริง ๆ น่ะเหรอ?
ยิ่งต่อหน้าอีฮงจุนยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่
บางครั้งหมอนั่นก็ทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขามาตลอด ทั้งกลั่นแกล้งสารพัด ทั้งบอกกันซึ่ง ๆ หน้าว่าเหม็นขี้หน้าเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน ดังนั้นถ้าหากเขาตั้งใจจะกลั่นแกล้งยอนอีจริง ๆ เพียงแค่โยนระเบิดเรื่องไกด์ระดับ S ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลายแล้ว
หัวใจของยอนอีวูบโหวงด้วยความลุ้นระทึก
ในชั่วพริบตาอันเลวร้าย แทฮาจินก็ตอบองค์จักรพรรดิกลับไป