Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door Prologue (3)
ยอนอีปิดปากเงียบสนิท อันที่จริงแทฮาจินเคยเห็นใบหน้าที่ไร้สิ่งปกปิดของเขาแล้ว เมื่อลองจินตนาการถึงการแต่งตัวของเขา คนอื่น ๆ จะสามารถมองเห็นใบหน้าของยอนอีได้แค่ครึ่งหนึ่งของดวงตาเท่านั้น การปกปิดใบหน้าเช่นนี้ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตมาได้หลายปีโดยไม่มีปัญหาใด ๆ มากวนใจ
‘คิดว่าสนุกหรือไงล่ะที่ต้องใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้น่ะ’
คนที่ตัดสินคนอื่นตามใจชอบโดยไม่สนเหนือสนใต้นั้นมีไม่น้อย แต่ไม่ว่าคนอื่นจะมองยังไง ยอนอีก็ไม่คิดจะเสียเวลาอธิบายอยู่แล้ว
“ไม่รู้หรือไงครับว่า ยิ่งปกปิด ยิ่งชวนให้ค้นหา”
เขาพูดนิ่ง ๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ ยอนอีจึงแค่นหัวเราะในลำคอ
“ถ้าเป็นพวกโรคจิตอย่างคุณแทฮาจินก็คงจะคิดแบบนั้นแหละครับ”
“พวกโรคจิตอย่างผมน่ะ มีเยอะนะครับ”
“ผมไม่เห็นจะเคยเจอเลยครับ”
แทฮาจินยกยิ้มมุมปาก
“คงเป็นเพราะคุณเอาแต่หลับตาเดินละมั้งครับ”
……ทำไมฉันจะต้องมาต่อล้อต่อเถียงกับไอ้โรคจิตนี่ด้วย ยอนอีถอนหายใจเฮือกใหญ่และหลับตาแน่น
“การเตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ! เริ่มการตรวจสอบได้!”
เหล่าผู้บริหารระดับสูงที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกันหันมาจับจ้องที่ชายหนุ่มทั้งสองโดยพร้อมเพรียง พวกเขาต่างก็มีความคาดหวังอยู่ลึก ๆ ในใจ เพราะแทฮาจินไม่ได้ทำอย่างนี้บ่อย ๆ เขาเป็นคนที่มีเซนส์ดีอย่างน่าอัศจรรย์ หากชายคนนี้เอ่ยปากให้ลองทำอะไรบางอย่าง ผลลัพธ์มักจะออกมาตามที่เขาคาดคะเนไว้เสมอ
วิ้งงง!
ยอนอีหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง สัมผัสได้ว่ามวลพลังภายในภาชนะกำลังถูกดูดเข้าไปในเครื่องตรวจสอบ ชายหนุ่มเพ่งสมาธิไปที่พลังในมือทั้งสองข้าง แต่แล้วพลังที่หมุนวนอยู่รอบ ๆ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของเครื่องก็ไปปะทะเข้ากับพลังอันไม่คุ้นเคยที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งเข้า พลังของแทฮาจินนั่นเอง
พลังอันดิบเถื่อนและน่าเกรงขามพุ่งเข้ามาราวกับจะฉีกกระชาก หมอนั่นตั้งใจจะจับมวลพลังของยอนอีไว้และเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของพลังนี้ออกมา เมื่อรู้แบบนั้นเขาจึงเบี่ยงพลังไปทางอื่นอย่างนุ่มนวลและหลบสิ่งที่ไล่ตามมาได้อย่างหวุดหวิด
ถ้าต้องการให้ระดับที่ต้องการปรากฏขึ้นบนหน้าจอก็ต้องนำพามวลพลังผ่านเส้นทางที่นำไปยังเซ็นเซอร์ตรวจจับให้ได้ แต่ทว่าพลังของแทฮาจินกลับดักรออยู่ตรงหน้าเส้นทางนั้นประหนึ่งผู้รักษาประตูเรียบร้อยแล้ว
เห็นได้ชัดว่าหมอนี่ทุ่มสุดตัวเพื่อจะกระชากหน้ากากของเขาให้ได้ในวันนี้
‘ท่าจะไม่ดีแล้วสิ’
ยอนอีไม่สามารถหลบเลี่ยงพลังของแทฮาจินไปได้ตลอด อีกทั้งยังไม่สามารถทะลวงผ่านเส้นทางที่อีกฝ่ายดักรออยู่ได้เช่นกัน
‘ทำยังไงดี?’
ยอนอีขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ แต่แล้วรูม่านตาของยอนอีกลับขยายกว้างขึ้น
เขาพบวิธีแล้ว
ในตอนแรกมวลพลังของยอนอีได้แต่เฝ้าระวังพลังของแทฮาจินอยู่ห่าง ๆ ทว่าตอนนี้เขาได้ตัดสินใจจะปล่อยให้มวลพลังแล่นออกไปตรงจุดที่นำไปสู่เส้นทาง และในจังหวะที่พลังของแทฮาจินขยายตัวขึ้น พลังของยอนอีก็คว้าดึงพลังของอีกฝ่ายเอาไว้และลากออกมาจากเส้นทางโดยสุดแรง สายพลังทั้งสองปะทะกันเหนือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยอนอีไม่ปล่อยให้โอกาสนี้เสียเปล่า ชายหนุ่มฉีกพลังของตัวเองออกเป็นสองส่วนทันที
‘อึก.…..!’
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันทำให้เขาเกือบส่งเสียงร้องออกมา
ครึ่งหนึ่งของพลังที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วนเกาะเกี่ยวพลังของแทฮาจินไว้แน่น ก่อนจะที่มันจะเริ่มถูกกัดกินและสลายไปเองในที่สุด ส่วนมวลพลังที่เหลือของยอนอีสามารถลอดผ่านเข้าไปในเส้นทางได้สำเร็จ แน่นอนว่าเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อผลการตรวจสอบระดับ B0 อีกด้วย
วิ้งงง!
หลังจากตรวจจับพลังอย่างหนึ่งได้ เครื่องตรวจสอบก็เริ่มดูดพลังทั้งหมดที่เหลือในเส้นทางเข้าไปโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้พลังของแทฮาจินถูกดึงเข้าไปในเครื่องถอดรหัสด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้น เครื่องจักรขนาดใหญ่ก็เปล่งแสงสีเขียวกะพริบถี่อย่างน่ากลัวและสั่นกระเพื่อมราวกับจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ติ๊ง!
〔เอสเปอร์ระดับ S+〕
〔ไกด์ระดับ B0〕
ผลการตรวจของแทฮาจินและยอนอีปรากฏขึ้นบนหน้าจอในเวลาเดียวกัน
“เฮ้อ……”
ยอนอีลืมตาขึ้นมองดูหน้าจอพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความรู้สึกแสบร้อนราวกับถูกเตะอัดอย่างแรงที่ลิ้นปี่ยังคงหลงเหลืออยู่ไม่หายไปไหน แทฮาจินก้มลงมองยอนอีด้วยสายตาอ่านไม่ออก สีหน้าของเขาแลดูหัวเสียไม่น้อย
“นาย……”
“ว้าว ไม่อยากเชื่อว่าวันนี้จะได้เห็นผลระดับ S+ กับตาตัวเองนะครับเนี่ย!”
บรรดาผู้บริหารระดับสูงต่างปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดี ส่วนผลประเมินของยอนอีที่อยู่ในระดับ B0 ดังเดิมก็ถูกเมินไปโดยปริยาย เพราะตัวอักษร S+ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนั้นเป็นภาพที่หาได้ยากอย่างยิ่ง ผู้บริหารระดับสูงบางคนถึงกับแอบควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้เสียด้วยซ้ำ
“เอสเปอร์แทฮาจิน ไม่เป็นไรนะครับ! คนเรามันพลาดกันได้ครับ!”
“จริงครับ ได้มาเห็นของดีเป็นขวัญตาแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันครับ”
ฮาจินไม่ได้พูดอะไรตอบ เขาทำเพียงแค่ยืนจ้องยอนอีที่กำลังควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติเงียบ ๆ คนถูกจ้องเช็ดเหงื่อเย็น ๆ ที่ขมับก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่ายตรง ๆ ท่ามกลางเสียงดังอึกทึกภายในห้อง เขากลับได้ยินเสียงของอียอนอีอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
“บอกแล้วไงครับว่า ผมอยู่ในระดับ B0 จริง ๆ”
“คุณอียอนอี”
“หวังว่าเราคงไม่มีเรื่องให้ต้องมาเจอหน้ากันอีกนะครับ”
อียอนอีพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและหันหลังกลับทันที ฝ่ายฮาจินได้แต่ยืนกำหมัดแน่นจนปรากฏรอยเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหลังมือ
อียอนอีคงคิดว่าอีกฝ่ายหมดความสงสัยในตัวเองแล้ว
แต่ทว่าความสงสัยของฮาจินได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแน่ใจจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ต่างหาก
‘ฉีกพลังงั้นเหรอ?’
สิ่งที่เรียกว่าพลังนั้น เปรียบได้ง่าย ๆ กับเลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งมีทั้งความละเอียดอ่อนและความซับซ้อน ดังนั้นถ้าหากระดับไม่สูงพอ อย่าว่าแต่ควบคุมได้ตามใจเลย แม้แต่การดึงมันออกมาใช้ยังถือว่าเป็นเรื่องยากเสียด้วยซ้ำ
ฮาจินไม่เคยได้ยิน ไม่เคยพบเจอกับเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย
ไอ้บ้าที่กล้าฉีกพลังของตัวเองเป็นสองส่วน
นั่นน่าจะเป็นการกระทำที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย เพราะการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการฉีกเนื้อตัวเองออกเป็นชิ้น ๆ เลย
หากเป็นเอสเปอร์ทั่วไปคงไม่มีทางมองออกว่าอียอนอียอมลงทุนฉีกพลังของตัวเอง ผู้ที่สามารถสัมผัสพลังเหนือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ราวกับมองเห็นด้วยตาเปล่ามีเพียงผู้มีพลังพิเศษจำนวนแค่หยิบมือเท่านั้น
อย่างนายจะเป็นระดับบีไปได้ยังไง?
‘คิดว่าจะตบตาฉันได้งั้นเหรอ’
ฮาจินหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ทั้งที่กำลังจะถูกตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังแล้ว ทว่าอียอนอีกลับดูไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด ราวกับมั่นใจเสียเต็มประดาว่าผลจะออกมาเป็นระดับ B0 ตามที่ต้องการ
แต่ฮาจินขอเอาทุกอย่างมาเป็นเดิมพันได้เลยว่าอียอนอีไม่ได้อยู่ในระดับ B0 อย่างแน่นอน
‘ทำไมถึงได้ใจเย็นขนาดนั้น’
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปกวาดตามองเพดานห้องห้องแล็บทันที ในนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดเพราะผลการตรวจสอบระดับพลังถือเป็นความลับสุดยอดที่ทางศูนย์ต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ฮาจินจึงมุ่งหน้าออกไปยังโถงทางเดิน โดยไม่สนใจพวกผู้บริหารระดับสูงแม้แต่น้อย
“……”
สิ่งที่ควรจะมี ตอนนี้กลับไม่มีเสียแล้ว
ชายหนุ่มพุ่งตรงไปยังห้องรักษาความปลอดภัยทันทีด้วยใบหน้าถมึงทึง ภายในห้องมีหน้าจอแสดงผลกล้องวงจรปิดวางเรียงรายอยู่เต็มผนังฉายให้เห็นทุกซอกทุกมุมของโถงทางเดิน
เขาชี้ไปตรงตำแหน่งของหน้าจอเดียวที่เป็นสีดำมืดจากในบรรดาทั้งหมด
“กล้องนั้นคือใต้ดินชั้น 3 หรือเปล่าครับ”
“อ่า ใช่ครับ ว่าแต่…… คุณทราบได้ยังไงครับ?”
“เปิดภาพของจอนั้นช่วงบ่ายถึงบ่าย 2 ให้ทีครับ”
เจ้าหน้าที่ห้องรักษาความปลอดภัยกะพริบตาปริบ ๆ เพราะยังตกตะลึงกับการบุกรุกเข้ามาอย่างกะทันหันของชายหนุ่มผู้นี้อยู่
‘คนคนนี้คือระดับ S ที่เขาร่ำลือกันน่ะเหรอ.…..?’
แม้ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้มีพลังพิเศษ แต่ผู้มีพลังพิเศษระดับ S ไม่ใช่บุคคลที่จะพบเจอได้ง่าย ๆ เมื่อบังเอิญไปประสานสายตากับนัยน์ตาสีแดงก่ำของชายหนุ่มเข้า เจ้าหน้าที่ก็สะดุ้งจนตัวโยน ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการตามคำสั่งอย่างลนลาน
เสียงกดคีย์บอร์ดและเสียงคลิกเมาส์ดังอยู่ไม่นาน เจ้าหน้าที่คนเดิมก็เอียงคอด้วยความฉงนสงสัย
“เอ๊ะ?”
เขาเริ่มคลิกเมาส์ซ้ำ ๆ อีกครั้ง
“ไม่มีบันทึกหลังจากเวลาบ่ายโมงครึ่งเลยครับ ทำไมล่ะเนี่ย?”
ในตอนนั้นเองเจ้าหน้าที่คนข้าง ๆ ก็พูดขึ้นราวกับเป็นเรื่องปกติ
“อ๋อ กล้องวงจรปิดใต้ดินชั้น 3 ใช่ไหม? เมื่อกี้นี้ฉันเพิ่งไปซ่อมมา เพราะว่าจอมันดับน่ะสิ”
“นี่น่ะเหรอซ่อมแล้ว?”
“พูดอะไรของนาย? ก็กล้องวงจรปิดมันเล่นหายไปทั้งอันเลย แต่สงสัยฉันคงลืมติดตั้งอันใหม่เข้าไปละมั้ง”
ฮาจินเอื้อมมือไปที่เมาส์และใช้ท่อนแขนหนาดันเก้าอี้ของเจ้าหน้าที่ออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกดันออกโดยไม่ทันตั้งตัวถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ขนาดโดนผลักแค่นิดเดียวยังรู้สึกเจ็บเหมือนแขนจะช้ำก็มิปาน
พวกเอสเปอร์เป็นสัตว์ประหลาดอย่างที่คนเขาว่ากันจริง ๆ ด้วย
ฮาจินเพ่งมองจอมอนิเตอร์และตรวจดูบันทึกกล้องวงจรปิดในลิฟต์ ภาพที่อียอนอีลงมาที่ชั้นใต้ดิน 3 ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง
และในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง 47 นาที อียอนอีขึ้นลิฟต์กลับมาอีกครั้งพร้อมเงยหน้ามองกล้องวงจรปิด เผยรอยยิ้มมุมปากก่อนจะส่ายหน้าไปมา
ราวกับกำลังเยาะเย้ยใครบางคนอยู่
กร๊อบ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเมื่อเมาส์ที่ยังใช้การได้ดีอยู่เมื่อสักครู่นี้มีสภาพบิดเบี้ยวราวกับเศษกระดาษทิชชู่ในมือของเอสเปอร์ระดับ S ไปเสียแล้ว
เอสเปอร์หนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองขณะจ้องมองไปที่จอมอนิเตอร์ในชั่วอึดใจหนึ่ง
“บ้าไปแล้วชัด ๆ”
ปัง!
ชายหนุ่มหุนหันออกจากห้องไปโดยปิดประตูโครมใหญ่ไล่หลัง จนเจ้าประตูที่น่าสงสารต้องส่งเสียงร้อง เอี๊ยด ออกมาอย่างเจ็บปวด
อันที่จริงแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ยอนอีฉีกพลัง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังสองจิตสองใจเหมือนกันว่าจะทำได้หรือเปล่า ตอนที่ทำได้สำเร็จก็รู้สึกโล่งใจอยู่หรอก แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก็ทำให้ประหลาดใจไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
“เจ็บใช่เล่นนะเนี่ย”
ยอนอีชะงักฝีเท้าในขณะที่กำลังเดินตรงไปยังซอยที่จอดรถเอาไว้ เขาหยุดบ่นพึมพำและตีหน้าผากตัวเองดังป้าบ
“อา ลืมสนิทเลย……”
เขาชูมือซ้ายขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นกล้องวงจรปิดตรงโถงทางเดินของห้องแล็บก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือขาวสะอาดของชายหนุ่ม ตอนแรกเขาคิดว่าจะดูดกลืนเอาไว้ก่อนแล้วค่อยเอาไปคืนไว้เหมือนเดิม แต่ดันเดินตัวปลิวออกมาเสียได้ ยอนอียื่นนิ่งสักพักก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
ช่วยไม่ได้
แทฮาจินเป็นพวกจมูกไวยิ่งกว่าอะไรดี ป่านนี้คงรับรู้ถึงความผิดพลาดนี้ไปเรียบร้อยแล้วละ
‘ยังไงก็ไม่ได้จัดการกล้องวงจรปิดในลิฟต์ด้วยอยู่แล้วนี่นา’
หลังจากแวะซื้อนมหนึ่งกล่องที่ร้านสะดวกซื้อและหยุดยืนตรงหน้าถังขยะ ยอนอีก็ประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ส่งผลให้กล้องที่อยู่กลางฝ่ามือมีสภาพบี้แบนผิดรูป จากนั้นจึงปัดมือทั้งสองข้างด้วยท่าทีสบาย ๆ
ตอนนี้แทฮาจินคงหัวเสียน่าดู
เครื่องตรวจสอบแสดงผลออกมาว่าเป็นระดับ B0 ถึงสองครั้งด้วยกัน ดังนั้นตอนนี้จึงไม่น่าจะมีใครกังขาในระดับของยอนอีอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีที่สุดก็คือการที่เขาไม่มีธุระให้ต้องไปพบเจอกับแทฮาจินอีก ในที่สุดหมอนั่นก็หมดข้ออ้างในการตามรังควานเขาเสียที
พอคิดได้แบบนั้น นมที่กำลังดื่มอยู่ก็มีรสชาติหอมหวานราวกับน้ำผึ้งขึ้นมาทันที ยอนอีเดินตรงไปที่รถพร้อมกับนึกย้อนเหตุการณ์ในอดีต
บุพเพอาละวาดของเขากับแทฮาจินมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกันนะ?