Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (1)
หนึ่งเดือนก่อนเกิด 「เหตุการณ์ล้มเหลวในการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลัง」 ของยอนอี
ณ ช่วงเวลานั้น แทฮาจินยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทอะไรในชีวิตของยอนอีแต่อย่างใด
“เฮ้อ……”
เสียงถอนหายใจถูกเปล่งออกมาจากส่วนลึกในลำคอ ยอนอีกวาดตามองรอบ ๆ หอพักสำหรับไกด์หรือที่ซุกหัวนอนแห่งใหม่ของตนเองอย่างเอือมระอาใจ ถึงแม้ว่าการออกแบบจะดูดีสมกับเป็นอาคารโมเดิร์น และสีหน้าของไกด์ที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จะดูพึงพอใจ แต่สำหรับยอนอีแล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากขุมนรกเลยสักนิด
– ต้องให้ฉันเตือนอีกกี่ครั้ง? บอกแล้วไงว่าให้เลิกแต่งตัวปิดหน้าปิดตาสักที ไอ้ท่าทางมีพิรุธของแกน่ะ มันสร้างความอึดอัดให้ชาวบ้านเขานะโว้ย!
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของอดีตหัวหน้าศูนย์ เขาจ้องสีหน้าที่ไม่รู้สึกรู้สาของอีกคนเขม็ง ก่อนจะหันขวับไปทางอื่นอย่างเอือมระอา
และในวันต่อมา ยอนอีก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำการที่ 「เมืองหลวง」
พนักงานคนอื่นต่างเก็บความอิจฉาเอาไว้ไม่อยู่ หลังเห็นคำสั่งย้ายดังกล่าวถูกแปะหราอยู่บนบอร์ดประกาศ
– เดี๋ยวสิ คุณไปทำอีท่าไหนถึงได้มีคำสั่งให้ย้ายไปเมืองหลวงได้เนี่ย? น่าอิจฉาจัง ผมเองก็อยากลองใช้ชีวิตในเมืองหลวงบ้าง
– นั่นสิครับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ไปเมืองหลวงนะครับ
ยอนอีมองพวกเขาผ่านแว่นตาทรงเหลี่ยม
‘เมืองหลวงมีอะไรดีนักหนา วุ่นวายน่ารำคาญจะตายไป’
ยอนอีเคยนึกปรามาสหัวหน้าศูนย์ไว้ว่า ได้ตำแหน่งมาก็เพราะโชคช่วยล้วน ๆ ทว่าความจริงแล้ว เขากลับตาแหลมกว่าที่ยอนอีคิด อีกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ยอนอีเกลียดการเป็นจุดสนใจ ความอึกทึกครึกโครมและความแออัดพลุกพล่านเป็นที่สุด
การที่หัวหน้าศูนย์ส่งยอนอีมายังเมืองหลวงอันแสนวุ่นวายแห่งนี้ นับว่าเป็นการแก้แค้นที่น่าพิศวงอยู่ไม่น้อย พอรู้ตัวอยู่หรอกว่าหัวหน้าไม่ชอบขี้หน้าตัวเอง แต่ก็ไม่นึกว่าจะถึงขนาดยอมใช้อำนาจในทางมิชอบมากลั่นแกล้งกันขนาดนี้
‘ช่วยไม่ได้แหละนะ’
ยอนอีเป็นคนประเภทที่ยอมถูกฝัง ดีกว่ายอมถูกกลืนไปกับโลกภายนอกอยู่แล้ว
หลังจากหวนนึกถึงเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มก็เริ่มต้นบทสนทนากับเจ้าหน้าที่หอพัก
“ผมเพิ่งได้รับคำสั่งย้ายมา ชื่ออียอนอีครับ”
โชคยังดีที่ทางศูนย์เมืองหลวงไม่ได้วางกฎเกณฑ์เรื่องเครื่องแต่งกายไว้ให้รำคาญใจ พอเจ้าหน้าที่หอพักรับบัตรประจำตัวที่ยอนอียื่นให้ เขาก็เริ่มสอบถามข้อมูลอีกสองสามอย่าง
“มาจากศูนย์ไลบรัมจ์ใช่ไหมครับ? ยินดีต้อนรับนะครับ”
“ครับ”
“ได้รับนาฬิกาสำหรับไกด์แล้วใช่ไหมครับ?”
“ครับ ได้รับแล้ว”
“ไหนดูซิ ใช้คีย์การ์ดนี้ได้เลยครับ คุณไกด์อียอนอีอยู่ห้องหมายเลข 903 ครับ”
เจ้าหน้าที่ยังคงพูดคุยกับเขาด้วยไมตรีจิต ถึงแม้ว่าการแต่งตัวของยอนอีที่สวมหมวกปิดหน้าปิดตา ผมหน้าม้ายาวลงมาจนปิดตาครึ่งหนึ่ง แว่นตาทรงสี่เหลี่ยม และสวมหน้ากากอนามัยขนาดใหญ่จะดูมีพิรุธขนาดไหนก็ตาม ยอนอีรู้สึกทึ่งปนชื่นชมกับความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่คนนี้อยู่ในใจขณะยื่นมือออกไปรับคีย์การ์ด
“รูมเมตของคุณเป็นไกด์ระดับ A ชื่อคุณจองอูชอลครับ ขอให้โชคดีนะครับ”
ยอนอีหยุดชะงักขาที่กำลังจะเดินผละจากเคาน์เตอร์ไปที่ลิฟต์ทันที
“รูมเมตเหรอครับ?”
“ครับ”
“……ไม่มีห้องเดี่ยวเหรอครับ? ผมยินดีจ่ายส่วนต่างเต็มที่เลยครับ”
“เอ่อ ต้องขออภัยด้วยนะครับ แต่ว่า…… ห้องพักที่จัดสรรไว้ให้สำหรับไกด์ระดับ B เป็นห้องที่ต้องมีจำนวนผู้เข้าพักขั้นต่ำสองคนครับ ห้องเดี่ยวจะถูกจัดสรรไว้ให้สำหรับระดับ A ขึ้นไปครับ”
“แล้วทำไมรูมเมตของผมถึงมาอยู่ห้องคู่ ทั้งที่อยู่ระดับ A ล่ะครับ?”
“ฮะ ๆ คือว่า…… แม้แต่ระดับ A ก็มีแค่บางส่วนเท่านั้นแหละครับที่จะได้ใช้ห้องเดี่ยว”
ท่าทางจะถูกแบ่งชนชั้นออกไปตามความสามารถสินะ
เจ้าหน้าที่กล่าวขอโทษราวกับเป็นความผิดของตัวเอง เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วยอนอีก็ไม่อยากแสดงอาการวางก้ามต่อหน้าเขา เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
ยังไม่ทันไรชีวิตก็ชักจะเริ่มยุ่งยากเสียแล้ว อันที่จริงก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีบ้านในเมืองหลวง แต่ถึงจะมีบ้านพักส่วนตัวพร้อมอยู่แล้ว ศูนย์เมืองหลวงแห่งนี้ก็ต้องการให้พนักงานทุกคนมาอยู่ที่หอพักอยู่ดี
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย’
ศูนย์เมืองหลวงเป็นที่รู้กันว่างานยุ่งที่สุดจากในบรรดาศูนย์ทั่วทั้งประเทศ นอกจากต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยแล้ว ยังเกิดดอร์ (door) ขึ้นบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน ยอนอีจึงเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ยไว้ล่วงหน้าแล้วพอสมควร
‘แต่ทำไมต้องบังคับให้อยู่ห้องคู่ด้วย’
ยอนอีนึกเสียใจขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนที่เข้ารับการตรวจสอบระดับพลัง ตอนนั้นยอนอีมองว่าแค่ระดับ B ก็น่าจะเพียงพอในการใช้ชีวิตได้สบาย ๆ จึงตัดสินใจตบตาทุกคนเพื่อให้ได้ระดับ B มา ถ้ารู้แต่แรกว่าจะถูกเลือกปฏิบัติเพราะเรื่องระดับแบบนี้ สู้ตอนนั้นตัดสินใจเอาระดับ A มาเสียยังจะดีกว่า ใครมันจะไปดีใจที่ถูกเลือกปฏิบัติทั้งที่มีความสามารถโดดเด่นกันเล่า ถึงแม้ว่าทั้งหมดนี้ตัวเขาจะเป็นคนเลือกเองก็เถอะ
“ขอบคุณครับ”
ยอนอีเดินสะโหลสะเหลขึ้นไปยังชั้น 9 ของตึก โชคดีที่ห้องคู่มีขนาดไม่แคบจนเกินไปนัก และถึงแม้จะไม่ได้กว้างมาก แต่ก็ยังดีที่มีห้องนอนแยกกันคนละห้อง ส่วนห้องนั่งเล่นซึ่งอยู่ติดกับห้องครัวส่วนกลางนั้น ถ้าให้พูดแบบเกินจริงหน่อย ก็คงต้องบอกว่าเล็กเท่าแมวดิ้นตายเห็นจะได้
เมื่อเดินเข้าไป ยอนอีก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่สวมแค่กางเกงชั้นในกำลังยืนเกาพุงอยู่ด้านใน นัยน์ตาของเขาดูซึมกะทือในทีแรก แต่จู่ ๆ ชายคนนั้นก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ และขมวดคิ้วจ้องกลับมา
“อ๋อ นายคือไกด์ระดับ B คนนั้นใช่ไหม?”
“ครับ”
เจอกันครั้งแรกก็พูดห้วน ๆ ใส่กันเสียแล้ว พวกไร้มารยาทต้องเจอคนเสียมารยาทกลับซะบ้าง
ยอนอีพยักหน้าตอบส่ง ๆ และเดินผ่านอีกฝ่ายไป ทันทีที่เปิดประตูห้องนอนออกก็พบเตียง ตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเขียนหนังสืออย่างละหนึ่งถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ยอนอีเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่และตั้งใจว่าจะจัดข้าวของสักหน่อย แต่จู่ ๆ รูมเมตเจ้าปัญหาก็เปิดประตูผางเข้ามา
หักคะแนนไปอีกหนึ่ง
ไม่ทันไรก็ละเมิดชีวิตส่วนตัวกันแล้วเหรอ?
“เฮ้ย ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยหรือไง?”
ถ้าเป็นที่ศูนย์ก่อนก็คงจะไม่สนใจและปล่อยผ่านไปเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด หากแต่ความเชื่อของยอนอีที่ว่า การใช้ชีวิตโดยไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับใครน่าจะสบายใจกว่านั้นเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ เพราะการดันทุรังทำแบบนั้นมีแต่จะนำพาเรื่องน่ารำคาญเข้ามาเสียมากกว่า
‘ครั้งนี้ลองฝืน ๆ ดูหน่อยแล้วกัน’
“เมื่อกี้ผมพยักหน้าตอบแล้วนะครับ”
นี่คงเป็นมาตรฐานการเข้าสังคมของยอนอีแค่คนเดียว
“เฮ้อ ได้พวกไร้มารยาทมาเป็นรูมเมตจนได้สินะ”
จองอูชอลขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด
“ช่างเหอะ ไปทำอะไรให้กินหน่อยสิ หิวจะตายอยู่แล้ว”
ยอนอีแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเริ่มเอาของในกระเป๋าเดินทางออกมาจัดทีละอย่างสองอย่าง เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรสักคำแถมยังเมินกันหน้าตาเฉย จองอูชอลจึงใช้เท้าเตะกระเป๋าเดินทางดังปัก
“เมินฉันเหรอ?”
ยอนอีเจอแบบนี้มาจนชินแล้ว ในขณะที่ใช้ชีวิตโดยไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับใคร เขาต้องเผชิญหน้ากับคนประเภทนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ประเภทที่ชอบทำตัวอวดเบ่งไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบนี้น่ะ
รอยยิ้มแสยะผุดขึ้นใต้หน้ากาก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายชักจะเริ่มล้ำเส้น เขาจึงลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับจองอูชอลตรง ๆ ให้รู้แล้วรู้รอด
คราวนี้คนหาเรื่องก่อนถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เพราะเมื่อสักครู่นี้ยังไม่ทันได้สังเกตว่ารูมเมตของตนค่อนข้างตัวสูงพอสมควร ถ้าสูงกว่าเขาครึ่งคืบก็แสดงว่าน่าจะสูงประมาณ 183 เซนติเมตรทีเดียว
แถมไอ้คนประหลาดนี่ยังปกปิดหน้าตาด้วยหมวก แว่นตาและหน้ากากจนมองแทบไม่เห็นอะไรอีก
ยอนอีก้มลงมองใบหน้าที่กำลังตะลึงงันอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะดันหลังอีกฝ่ายให้ออกไปนอกประตู สุดท้ายจองอูชอลก็ถูกผลักออกไปด้วยพละกำลังอันมหาศาลเหนือความคาดหมาย ใบหน้าและหลังหูของเขากลายเป็นสีแดงแปร๊ดด้วยความโมโห จากนั้นจองอูชอลก็เริ่มแหกปากพร้อมกับเขย่าประตูห้องอย่างแรง
“เฮ้ย ไอ้เวร! เปิดประตูนะโว้ย! อยู่แค่ระดับ B แท้ ๆ กล้าดียังไง……!”
ยอนอีตั้งใจว่าจะจัดของและพักหายใจหายคอสักหน่อย แต่ดันมีสัญญาณเรียกตัวโผล่ขึ้นมาบนนาฬิกาข้อมือเสียก่อน เขาจ้องมองแสงสีเหลืองที่กะพริบไปมาไม่หยุดพลางคิดในใจ
‘แต่ตอนนี้มัน 2 ทุ่มแล้วนะ’
เรียกไปทำงานตอนนี้เหรอ?
เมื่อล่วงเลยเวลา 6 โมงเย็นไปแล้ว ศูนย์ไลบรัมจ์ซึ่งเป็นที่ทำงานเก่าของยอนอีจะไม่มีการเรียกตัวพนักงานใด ๆ อีก เนื่องจากมีไกด์ที่ทำงานกะกลางคืนสแตนบายอยู่
‘แต่พนักงานที่นี่ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาสินะ……’
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอื่นถึงได้อยากมาเมืองหลวงกันนักกันหนา ใครมันจะไปดีใจกับการต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นเสียแต่พวกซาดิสม์ที่ชอบทรมานตัวเองด้วยการโหมทำงานหนัก
ยอนอีหยิบหมวกที่ถอดไว้กลับมาใส่ดังเดิม และเดินตรงไปยังประตูทางเข้า
จองอูชอลที่กำลังรออยู่ในห้องนั่งเล่นจึงเดินตามมาหาเรื่องต่อทันที
“ไอ้เวรนี่ แกคิดจะลองดีใช่ไหม? เพิ่งได้เข้ามาเหยียบที่ศูนย์เมืองหลวงคงจะยังไม่รู้อะไร แต่ที่นี่เขาแบ่งกันด้วยระดับ กล้าทำตัวอย่างนี้ ระวังจะไม่เหลือปากไว้ให้กินข้าวนะโว้ย”
“ครับ”
ไม่ว่าจะไปที่ไหนในดิไอแลน ระดับก็เป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น ไม่เข้าใจเลยว่าจะพูดพล่ามเรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้กันอยู่แล้วให้ฟังทำไม ยอนอีใช้นิ้วก้อยแคะหูสองสามทีก่อนจะเดินผละจากห้องไป แว่วเสียงตะโกนดัง ‘เฮ้ย!’ จากด้านหลังแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ
ตำแหน่งการเรียกมาจากห้องฉุกเฉินหมายเลข 5 แต่ด้วยความที่ยังใหม่และไม่รู้ทาง เขาจึงต้องเปิดแผนที่ในนาฬิกาและหาตึกที่ว่านั่นให้เจอ เมื่อไปถึงก็พบว่าห้องฉุกเฉินหมายเลข 5 กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายพอสมควร คนเจ็บหลายคนนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ดูเหมือนว่าจะมีต้นเหตุมาจากดอร์ (door) ที่ปะทุขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้
หญิงสาวที่เป็นผู้ดูแลจัดเส้นทางให้เรียบร้อยเดินปรี่เข้ามาหายอนอีทันที่เห็นเขายืนประดักประเดิดอยู่ตรงทางเข้า
“คุณไกด์ใช่ไหมคะ?”
“ครับ”
เธอแตะนาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของยอนอีสองสามทีเพื่อตรวจสอบข้อมูล
“ระดับ B สินะคะ เพิ่งได้รับคำสั่งย้ายมาวันนี้ ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ”
“เฮ้อ ทำยังไงดีล่ะ ถ้าอย่างนั้นคงต้องเริ่มจากตรวจสอบค่าความเข้ากัน…… เชิญเข้ามาก่อนค่ะ เอสเปอร์ระดับ B น่าจะอยู่ที่ห้อง 104 ค่ะ”
หญิงสาวหรี่ตาลงเป็นเชิงเร่งให้รีบเดินไว ๆ หลังจากเห็นเขาเดินนวยนาดอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร ยอนอีจึงต้องแสร้งทำเป็นวิ่งอย่างเสียไม่ได้
ภายในห้อง 104 มีคนไข้อยู่ราว ๆ แปดคน ไกด์สองคนกำลังทำการไกด์ดิงในสภาพเหงื่อไหลโซมกาย สีหน้าของพวกเขาดูไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก และถึงแม้ว่ายอนอีจะเข้ามาแล้ว แต่ทุกคนต่างกำลังวิ่งวุ่นจนไม่มีใครสังเกตเห็นการมาถึงของเขาเลยสักคน
ยอนอีหันซ้ายหันขวามองหาคนที่ดูอาการหนักที่สุด จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ผู้ป่วยบนเตียงด้านในสุดของห้อง ผู้ชายคนนั้นหอบหายใจแรงและน้ำตาไหลพราก เมื่อยอนอีเดินเข้ามาใกล้