Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานที่สอง (4)
ไม่เข้าใจนักหรอกว่าทำไมแทฮาจินถึงไม่เรียกใช้บริการผู้มีพลังเคลื่อนย้ายแต่ยอนอีก็ยังเดินตามหลังเขาขึ้นไปนั่งบนรถซุปเปอร์คาร์สีม่วงเงียบ ๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลใสแอบชำเลืองมองสีหน้าอันไม่ปกตินักของอีกฝ่าย
รถคันหรูเคลื่อนตัวออกจากพระราชวังโดยสวัสดิภาพ ยอนอีรู้สึกอึดอัดคล้ายกับคนหายใจไม่ทั่วท้องจึงแอบลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ กับตัวเอง
กว่าชั่วโมงแล้วที่พวกเขามุ่งหน้าออกเดินทางกลับไปที่ศูนย์ แต่คนข้าง ๆ กลับไม่พูดอะไรเลยสักคำ ใบหน้ารูปสลักจ้องมองตรงไปยังถนนโดยไม่วอกแวก บังคับพวงมาลัยรถด้วยมือข้างเดียวเหมือนเคย
จู่ ๆ ภาพที่เขาเอาแขนพาดกับหน้าต่างรถในตอนนี้ก็มีภาพของเขาในห้องประชุมเมื่อสักครู่เข้ามาซ้อนทับ
‘ผิดคาดเลยจริง ๆ’
นึกว่าแทฮาจินจะขูดเลือดขูดเนื้อ ใช้งานเขาเยี่ยงทาสเป็นอย่างเดียว ไม่นึกเลยว่าจะออกตัวปกป้องคนอื่นเขาก็เป็นด้วย อีกฝ่ายไม่เพียงแต่รักษาสัญญาแต่ยังช่วยแก้เผ็ดองค์หญิงเอเลนาให้อีกต่างหาก ถึงจะรู้อย่แก่ใจว่าทำไปตามข้อตกลง แต่ยอนอีก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่หน่อย ๆ เหมือนกัน
เป็นเพราะแทฮาจิน เขาถึงหลบหนีออกมาจากรัศมีสายตาของพ่อได้อย่างปลอดภัย
ยอนอีชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยสายตาระแวดระวังก่อนจะพูดอ้อมแอ้ม
“ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ”
ชายหนุ่มเหลือบมามองหน้าคนข้าง ๆ แวบหนึ่ง และรีบหันกลับไปมองทางเพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง แต่เพราะแทฮาจินเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจึงไม่ค่อยกระอักกระอ่วนใจกับบรรยากาศเช่นนี้เท่าไหร่
กลับกันแล้ว มันเป็นบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการใช้ความคิดเสียด้วยซ้ำ
ในระหว่างนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำของแทฮาจินก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“คุณมีพี่สาวไหมครับ”
อยู่ดี ๆ โชเฟอร์กิติมศักดิ์คนนี้ก็แปลงร่างเป็นนายทะเบียนสอบถามเรื่องครอบครัวเสียอย่างนั้น นี่นับเป็นคำถามที่ถือว่าดีเลย์มากเพราะพวกเขาทำงานมาด้วยกันตั้งสองเดือนกว่าเข้าไปแล้ว ยอนอีไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายถามทำไมจึงตอบกลับแบบส่ง ๆ
“มีน้องชายต่างแม่อยู่หนึ่งคนครับ”
จะว่าไปก็ไม่ได้เจอเด็กคนนั้นมาตั้ง 9 ปีแล้ว เขาเป็นน้องคนละแม่ แถมยังเป็นลูกของแม่เลี้ยงใจร้ายที่คอยกลั่นแกล้งเขาอีก ยอนอีจึงไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าเจ้าเด็กนี่เท่าไหร่ ชื่อของเด็กคนนั้นคืออีแชฮยอน ไม่รู้เหมือนกันว่าไปได้นิสัยนี้มาจากใคร แต่เขาก็เป็นเด็กที่มีความใสซื่ออยู่ในตัวพอสมควร
เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งจะอายุแค่ 2 ขวบเอง
ดูเหมือนว่าอีแชฮยอนจะได้รับยีนของผู้เป็นแม่มาเต็ม ๆ จึงเติบโตขึ้นเป็นคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีการตื่นขึ้นของพลัง เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ยอนอีได้รู้ตอนอ่านข่าวเกี่ยวกับแม่เลี้ยงซึ่งเป็นนักแสดงหญิง
“แล้วที่ที่เคยอยู่ตอนเด็กล่ะ”
ถัดจากคำถามเรื่องครอบครัวก็สืบประวัติเรื่องที่อยู่ต่อ เมื่อกี้ก็เพิ่งจะถูกเปิดเผยว่าเป็นลูกชายของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไปหยก ๆ มันสมองอย่างอีกฝ่ายคงจะพอเดาได้ไม่ยากว่าเขาเติบโตมาจากที่ไหน
แต่วันนี้ถือว่าแทฮาจินทำความดีความชอบไว้เยอะ จะยอมตอบให้แบบไม่เหวี่ยงก็แล้วกัน
“ผมเคยอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัยในเมืองบาเซนจนถึงอายุสิบสองครับ แม่ผมเสียไปตอนนั้น…แล้วผมก็ย้ายมาอยู่ที่สถาบันวิจัยกลางของเมืองหลวงเพราะมาเข้าโรงเรียนที่นี่น่ะครับ”
“…”
“ผมหนีออกจากบ้านตอนอายุสิบห้า ไม่รู้ว่าเมื่อกี้นี้คุณสังเกตเห็นหรือเปล่า แต่พ่อผมเขาไม่ปกติ หรือให้พูดตรง ๆ ก็คือเขาบ้าไปแล้วครับ ที่จริงผมตั้งใจว่าจะหลบหน้าเขาไปตลอดชีวิต แต่พอได้มาเจอกันแบบนี้แล้วผมโคตรจะหงุดหงิดเลย”
หวังว่าแทฮาจินจะไม่เข้าใจผิดไปเอง ถ้ายังมีตาอยู่ก็น่าจะมองออกว่าเขาไม่มีความสนิทสนมใด ๆ กับผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแม้แต่น้อย ถ้าอีกฝ่ายไม่หน้ามืดตามัวถึงขนาดโยงเรื่องเอาเองว่าอีฮงจุนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาได้เข้ามาทำงานในเมืองหลวง รวมถึงเรื่องสาเหตุที่ได้เข้ามาพัวพันกับตนเองก็คงดี
แต่ถ้าหากแทฮาจินทึกทักเอาเองว่าเขาเป็นสายให้กับอีฮงจุนละก็ เรื่องราวน่าจะวุ่นวายมากขึ้นอีกเป็นกองแน่ ๆ ใจจริงแล้วเขาอยากกำจัดพ่อด้วยน้ำมือตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องห้ามใจไว้เพราะมันเป็นศีลธรรมขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์
ยอนอีพิงศีรษะกับหน้าต่าง ทอดสายตามองดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อันที่จริงเขามองไม่เห็นอะไรหรอกเพราะตอนนี้ท้องฟ้ามืดไร้แสงอาทิตย์แล้ว มองเห็นก็แต่เงาสะท้อนของแทฮาจินที่กำลังขับรถอยู่เท่านั้น
เขาเหม่อมองภาพนั้นอย่างใจลอย ราวกับกำลังชื่นชมภาพประติมากรรมอันสวยงาม
“เฮ้อ”
เอสเปอร์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่รู้ว่าเขากำลังสับสนเรื่องอะไรอยู่ หว่างคิ้วหนาเข้มถึงได้ยับย่นเช่นนั้น อีกฝ่ายยกแขนข้างที่เท้ากับกระจกรถขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเองแรง ๆ หลายที ฝ่ามือหนาใหญ่ของเขาปกปิดใบหน้าไปมากกว่าครึ่ง เห็นเพียงริมฝีปากแวบ ๆ ผ่านช่องว่างระหว่างข้อนิ้วเรียวยาว
“ได้ไงวะ แม่งเอ๊ย…”
ชายหนุ่มมีท่าทางสับสนมากกว่าเดิมจนสบถออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘เขาช็อกเรื่องที่ฉันเป็นลูกชายของอีฮงจุนขนาดนั้นเลยเหรอ?’
มันก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจจริง ๆ นั่นแหละ แต่สำหรับคนที่รักษาความเยือกเย็นไว้ได้แม้กระทั่งในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างแทฮาจิน มันก็ออกจะดูแปลก ๆ อยู่สักหน่อย ยอนอีไม่อยากถามเซ้าซี้เลยนั่งสงสัยอยู่ในใจเงียบ ๆ
ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ไฟแจ้งเตือนสีเหลืองก็กะพริบบนนาฬิกาของแทฮาจินพร้อมกับมีข้อความปรากฏขึ้นว่า 「โปรดระวังระดับมลพิษที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว」 นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกโพลงเมื่ออ่านข้อความจบ
“อะไรเนี่ย…! คุณโอเคไหมครับ!”
มีบางครั้งที่แทฮาจินอยู่ในภาวะสับสนจนสูญเสียการควบคุมจิตใจ ภายในภาชนะจึงสับสนอลหม่านจนทำให้เกิดการปนเปื้อนมลพิษขึ้นอย่างฉับพลัน นัยน์ตาสีน้ำตาลใสจ้องมองผู้เป็นนายด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าอีกคนได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจด้วยเรื่องอะไรกันแน่?
ยอนอีไม่รอช้า รีบคว้ามือหนามากอบกุมไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเสียงร้องจากนาฬิกาจึงค่อย ๆ สงบลงและปรากฏค่าระดับมลพิษอยู่ที่ 63 เปอร์เซ็นต์ ไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าภาชนะที่เหมือนสัตว์ประหลาดของเขาจะทำให้เลือดปนเปื้อนได้เร็วขนาดนี้
“คุณตกใจที่ผมเป็นลูกชายของคนคนนั้นเหรอครับ? ผมก็ไม่ได้อยากจะเกิดเป็นลูกเขานักหรอกนะ”
คำพูดอธิบายจากปากเขาฟังดูลนลานอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าทำไมแทฮาจินถึงยิ่งกระชับฝ่ามือที่กอบกุมกันอยู่ยิ่งกว่าเดิม จะปล่อยก็ไม่กล้าปล่อยเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าสู่สภาวะคลั่งขึ้นมาอีก
แทฮาจินยังคงบังคับพวงมาลัยรถด้วยมือข้างเดียว ใบหน้าหล่อเหลาแสดงออกว่ากำลังมีความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว
“ผมต้องการให้คุณไกด์ดิงให้ พอจะมีเวลาไหมครับ?”
แล้วที่ทำอยู่ไม่ใช่การไกด์ดิงหรือยังไง ไอ้ซื่อบื้อนี่…
ยอนอีที่ตอนแรกมีท่าทีลุกลี้ลุกลนรีบเช็กสถานะมลพิษของคนป่วยอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่ตอนนี้ระดับเริ่มจะคงที่แล้ว
“ผมปวดหัวหนักมาก แต่ว่าต้องกลับไปที่ห้องปฏิบัติการณ์ แล้วคุณล่ะครับ”
“…”
โอ้โห ถึงกับทำสำออยเลยงั้นเหรอ?
แล้วเขามีสิทธิ์เลือกอะไรได้ไหมเนี่ย
ปวดหัวหนัก แต่ยังต้องไปห้องปฏิบัติการณ์ คำพูดพวกนี้จะเหมือนเป็นการออกคำสั่งกลาย ๆ ว่าให้เขาตามไปรักษาต่อนั่นแหละ
ถ้าจะเป็นอีหรอบนี้แล้วจะมาถามหาความเห็นกันทำไมตั้งแต่แรก ตลกชะมัด
‘ทนไว้ อดทนไว้’
แย่หน่อยที่วันนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำดีกับแทฮาจินให้มากเป็นพิเศษ
“…ผมก็ต้องไปด้วยอยู่แล้วสิครับ”
“แล้วโรงพยาบาลล่ะ?”
“อ๋อ อนุญาตให้ผมไปได้เหรอครับ? งั้นช่วยส่งผมลงตรงหน้าโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษทีนะครับ”
“ไปห้องปฏิบัติการณ์กันดีกว่าครับ”
ยอนอีแค่นหัวเราะขึ้นจมูก
จะปล่อยมือที่จับกันอยู่แล้วเปลี่ยนไปแตะข้อมือไกด์ดิงตอนนี้เลยก็ได้ แต่แทฮาจินกลับกุมมือเรียวบางไว้แน่นจนสลัดไม่หลุด
นี่น่ะเหรอ ท่าทางของคนที่บอกว่าปวดหัวมาก
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ทั้ง ๆ ที่เขาตั้งใจไกด์ดิงอย่างเต็มที่แล้ว แต่ผลการรักษาที่ได้มันช้าผิดปกติไปมากโข เหมือนกับมีบางอย่างพยายามปิดขวางเส้นทางของแทฮาจินไว้อยู่ หว่างคิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
อาการอย่างนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาที่เอสเปอร์ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่แทฮาจินซึ่งกำลังบ่นว่าปวดหัวจะไม่ให้ความร่วมมือกับเขาเลยนี่นา
ถ้างั้นมันเป็นเพราะอะไรกันแน่?
เจ้าของดวงหน้าขาวโคลงหัวไปมาขณะครุ่นคิดและเพ่งสมาธิกับการไกด์ดิงไปด้วย
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 20 ของอาคารบริหารส่วนกลาง
“แฮ่ก นี่มัน อะไรกัน แฮ่ก...”
แขนเสื้อข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมบริเวณหน้าผากพร้อมกับลมหายใจหอบถี่ ไกด์คนเก่งเงยหน้าขึ้นมองเอสเปอร์ข้างกายที่สูงใหญ่กว่าตนถึง 10 เซนติเมตรอย่างไม่เข้าใจ
“มีบางอย่างแปลก ๆ นะครับ ตอนนี้ผมไกด์ดิง แฮ่ก มาตั้งเป็นชั่วโมงแล้ว แต่ทำไมมันยัง 45 เปอร์เซ็นต์อยู่เลยล่ะครับ?”
ยอนอีพยายามไกด์ดิงให้อีกฝ่ายมาตลอดทาง แต่ไม่ได้ผลเลยสักนิด มือทั้งสองที่ผละออกจากกันครู่หนึ่งแค่ตอนที่ลงจากรถยังคงกุมกันแน่น แม้ว่าเหงื่อจะแตกพลั่กเต็มฝ่ามือ แต่ดูเหมือนแทฮาจินจะไม่รังเกียจและไม่คิดที่จะปล่อยมือจากเขาเลยสักนิด
“มันอาจจะฟังดูเหลวไหล แต่ค่าความเข้ากันของพวกเราไม่ได้ลดลงใช่ไหมครับ?”
ค่าความเข้ากันของพวกเขาอยู่ที่ 81 เปอร์เซ็นต์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับดวงชะตาที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เรื่องแค่นี้ยอนอีรู้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้สมองรู้สึกสับสนมากจนพูดอะไรบ้า ๆ แบบนั้นออกไป
ทำไมการไกด์ดิงถึงไม่ได้ผล
แทฮาจินจ้องมองคนข้างกายที่หอบหายใจกระชั้นและพยายามกลับไปเพ่งสมาธิที่การไกด์ดิงอีกครั้ง
มันไม่มีทางสำเร็จอยู่แล้วเพราะเขาขัดขวางทุกเส้นทางที่อียอนอีพยายามจะเจาะเข้ามาด้วยตัวเอง ฮาจินต้องการเวลาอยู่กับยอนอีมากขึ้นอีกหน่อยเพราะยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่ เขาอยากจะใช้เวลาคิดโดยที่มีอีกคนคอยอยู่ข้าง ๆ ไปด้วย
ถึงแม้ว่ามันจะเสี่ยง แต่นี่ก็เป็นวิธีรั้งตัวไกด์คนเก่งเพียงวิธีเดียวที่เขานึกออก
คนตัวโตจับมือดึงคนตัวเล็กกว่าเข้าไปในห้องปฏิบัติการณ์ มีเพียงแค่แสงไฟสลัวจากโคมไฟเพียงดวงเดียวภายในห้องอันมืดมิด
ตอนนี้เขาไม่มีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับอียอนอีในที่ที่สว่างไสวกว่านี้เลย
“ทำไมถึงไม่ได้ผลเนี่ย?”
หัวคิ้วเรียวสวยยังคงขมวดเป็นปมแน่นขณะจ้องมือที่จับกันอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งครียด ราวกับว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วช่วยอะไรได้
เอสเปอร์หนุ่มลากอีกคนมานั่งลงบนเตียง ยอนอีกำลังจดจ่ออยู่กับอย่างอื่นจึงถูกลากไปมาอย่างกับตุ๊กตาตัวหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของห้องนั่งมองเขาจากเก้าอี้ข้างเตียง
“ไม่ได้เหรอครับ”
“ผมไม่เข้าใจ ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ? แปลกชะมัด…สงสัยว่าจะเป็นผลกระทบจากอาการช็อกอย่างหนักที่ได้เจออีฮงจุนในวันนี้น่ะครับ”
ภาพแสงไฟจากเมืองหลวงส่องสว่างในยามค่ำคืน เปล่งประกายระยิบระยับอยู่อีกฟากหนึ่งของหน้าต่างซึ่งอยู่ด้านหลังอียอนอี ถึงแม้จะถูกบดบังด้วยเงา แต่เขากลับมองเห็นดวงหน้าขาวนวลของอีกคนได้อย่างชัดเจนในความรู้สึก
แทฮาจินคลี่ยิ้มราวกับสิ้นหวังในชีวิต
‘หน้าตาเป็นแบบนี้เองสินะ’
ในช่วงอายุสิบแปดปีที่เขาใช้ชีวิตในสภาพสติไม่อยู่กับร่องกับรอย แทฮาจินเกิดสภาวะคลั่งเป็นครั้งแรกในชีวิต และด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบที่รุนแรงของร่างกายทำให้เขาหมดสติไปกว่า 3 สัปดาห์และสูญเสียเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำไปเมื่อได้สติกลับมา
หมอบอกเขาว่า
‘อาการเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ หากเอสเปอร์ระดับ S เกิดสภาวะคลั่งเป็นครั้งแรกครับ’
กรณีที่คนไข้สูญเสียความทรงจำไปบางส่วนอย่างเขา ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เอสเปอร์คนนั้นมักจะสูญเสียความทรงจำที่เจ้าตัวให้ความสำคัญไป
เป็นช่วงเวลาที่แทฮาจินรู้สึกท้อแท้อย่างยิ่ง
ทั้งที่จำอย่างอื่นได้หมด แต่ทำไมต้องลืมแค่ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย สิ่งที่เขารู้คือเธอจะต้องเป็นคนที่สวยมาก ๆ เธอทำให้เขารู้สึกถึงแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางความเจ็บปวดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าเธอคนนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร
ผมยาว เป็นเด็กผู้หญิง น่าจะอายุมากกว่าเขา…
นอกจากลักษณะภายนอกอันเลือนรางแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เขานึกออกเลยสักนิด
หลังจากพักฟื้นจนหายดีแล้ว เขาก็เริ่มทำการสืบเสาะเพื่อตามหาตัวเด็กคนนั้นเป็นบ้าเป็นหลัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงแค่คำตอบที่ว่า 「อีฮงจุนไม่มีลูกสาวอายุประมาณนั้น หรือถ้ามีก็น่าจะตายไปแล้ว」
สถาบันวิจัยบาเซนที่พวกเขาเคยมีความทรงจำร่วมกันก็หายไปไม่เหลือแม้กระทั่งร่องรอย สืบทราบจนได้รู้เพียงแค่สถาบันวิจัยถูกเคลื่อนย้ายไปที่เมืองหลวงและในสถาบันวิจัยนั้นก็มีแค่เพียงลูกชายอายุยังน้อยของอีฮงจุนเท่านั้นที่อาศัยอยู่
เรื่องที่ว่าภรรยาคนแรกของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยตัวเอง เขาก็รู้เช่นกัน
แทฮาจินรู้สึกคล้ายลมหายใจติดขัดอย่างฉับพลัน
เขาทิ้งเธอเพื่อเอาชีวิตรอด
ทั้งที่ทิ้งเธอคนนั้นไว้เพราะตั้งใจว่าจะกลับมาช่วย แต่กลับกลายเป็นว่าเธออาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ได้
เค้นสมองอย่างไรก็นึกใบหน้าของเธอไม่ออก...
ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ
เพราะเธอบอกชื่อเขาไม่เคยซ้ำเลยสักวัน
เธอคนนั้น…คืออียอนอีอย่างนั้นเหรอ?
ทุกสิ่งทุกอย่างสอดคล้องกันเหมาะเจาะราวกับรูปจิ๊กซอว์ที่พบชิ้นส่วนสุดท้ายมาเติมเต็ม
ลูกของอีฮงจุน ลูกของหญิงงามคนนั้น สถาบันวิจัยบาเซน สถาบันวิจัยที่ย้ายไปยังเมืองหลวง อียอนอีที่หนีออกจากบ้านในช่วงที่เขากำลังไล่ออกตามหา…
“เมื่อก่อนคุณเคยไว้ผมสั้นมาก่อนหรือเปล่าครับ”
ยอนอีหันขวับมามองอีกคนทันทีที่ได้ยินคำถามจี้ใจดำ
“ผมเคยไว้ผมยาวจนปิดตาครับ แต่เอสเปอร์แทฮาจินเป็นคนทำให้ผมต้องไปตัดออกไม่ใช่เหรอครับ เล่นเปลี่ยนกฎระเบียบอย่างกับเล่นขายของ คิดดูแล้วก็ไร้สาระชะมัดยาด”
“ตอนเด็กก็ไว้ผมหน้าม้าจนยาวปิดตาด้วยเหรอครับ?”
“ดูท่าวันนี้คุณจะสนใจอดีตของผมเป็นพิเศษนะครับเนี่ย”
ยอนอีพ่นลมออกมาทางจมูกเป็นเสียงหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาสีอ่อนกลอกมองด้านข้างอย่างใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของตน
“มันอาจจะฟังดูตลกหน่อยนะครับ พอดีว่าแม่ผมที่เสียไปแล้วเคยอยากมีลูกสาว ชื่อผมก็ฟังดูเหมือนชื่อผู้หญิงใช่ไหมล่ะครับ? นั่นแหละครับ แม่ผมท่านเป็นคนตั้งให้ เพราะอย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ ผมก็เลยไว้ผมยาวจนถึงเอวตามที่แม่ขอแล้วก็ถือตุ๊กตาหมีเดินไปทั่ว ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่นัก”
“…”
“ผมไม่ชอบที่แม่ร้องไห้ทุกคืนและคิดเอาเองว่าถ้าทำแบบนี้แม่จะเลิกร้องไห้ แต่สุดท้ายท่านก็ไปจากผมอยู่ดี”
เจ้าของเรื่องราวยิ้มอย่างขมขื่น
ฮาจินปิดปากเงียบสนิท ดูเหมือนว่าอียอนอีจะจำเขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ตอนที่ทิ้งอีกฝ่ายไว้และหลบหนีออกจากสถาบันวิจัยบาเซน พลังของฮาจินตื่นตัวก่อนเวลาอันควรในวัยเพียงสิบสามปี และสามารถหนีรอดไปได้ด้วยพลังพิเศษที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่คุ้นชิน ก่อนออกไปจากสถาบันวิจัย เขาได้ไปหาอียอนอีเป็นครั้งสุดท้าย
ในตอนนั้น เด็กที่เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งหน้าตาดูเหมือนจะกำลังร้องไห้อยู่
‘อย่าไปนะ พาฉันไปด้วยสิ’
– ฉันขอโทษ พลังของฉันตอนนี้ยังทำไม่ได้หรอก
‘แต่ฉันกลัวนี่นา พาฉันไปกับนายด้วยไม่ได้เหรอ?’
– ฉันจะกลับมารับนะ สัญญาเลย
‘ถ้านายไป ฉันจะอยู่ยังไงล่ะ…ฉันอาจจะเศร้าตายไปเลยก็ได้นะ’
ไม่มีเวลาแล้ว นอกจากตัวเขาเองก็ยังมีหนูทดลองอีกคนที่ต้องดูแล หากไม่รับหนีไปเสียตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ฮาจินวางมือบนศีรษะของอียอนอีและใช้พลังพิเศษที่ยังไม่คุ้นชิน ทำการ「กลืนกิน」ความทรงจำของเด็กน้อยคนนั้น เพื่อทำให้เขาลืมคนที่ชื่อแทฮาจินไปเสีย
ด้วยความหวังว่าเด็กคนนั้นจะไม่ต้องเจ็บปวดใจและเฝ้ารอคอยจนกว่าเขาจะกลับมาช่วย
เขาลบความทรงจำที่เกี่ยวกับตัวเองออกไปด้วยความตั้งใจเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้เอง อียอนอีจึงไม่หลงเหลือความทรงจำในวัยเด็กที่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย พอตระหนักได้ถึงเรื่องนั้น แทฮาจินจึงไม่สามารถเปิดเผยออกไปได้ว่าพวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย เขารู้สึกโล่งใจที่ในที่สุดก็ได้พบเธอคนนั้นสักที หลังจากต้องทนอยู่ด้วยความรู้สึกผิดมาทั้งชีวิต
‘ไม่นึกเลยว่าจะยังมีชีวิตอยู่’
ในขณะเดียวกัน การกระทำอันโหดร้ายที่เขาเคยกระทำต่ออียอนอีในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็แวบผ่านเข้ามาในหัวราวกับภาพแฟลชแบ็ก
ฮาจินมุดหน้าลงบนฝ่ามือ
‘ฉัน…ทำอะไรลงไปบ้างเนี่ย?’
ดวงตาสีโกเมนกลอกไปมาอย่างสับสน เอสเปอร์หนุ่มเงียบไปสักพักเพราะไม่สามารถพูดเรื่องความทรงจำที่เคยมีร่วมกันได้ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งฟังดูราวกับเป็นเสียงถอนหายใจเสียมากกว่า
“…คุณน่าจะเข้ากับผมยาวนะครับ”
“หึ ๆ ถ้างั้นก็ช่วยเปลี่ยนกฎกลับไปเหมือนเดิมได้ไหมล่ะครับ? จะได้ไว้ผมยาวได้ไง”
มุมปากอิ่มผุดรอยยิ้มขึ้นจาง ๆ ก่อนจะกลับไปทำหน้าเคร่งขรึม จดจ่ออยู่กับการทำงานเหมือนเดิม ฮาจินเจาะทะลุบางเส้นทางที่ถูกขวางไว้อยู่ให้ เพื่อที่จะไม่ให้ดูน่าสงสัยมากเกินไป
“โอ๊ะ? อยู่ดี ๆ ก็ได้เฉยเลยครับ”
ไกด์คนเก่งว่าพลางทำหน้าตาจริงจัง มวลพลังอันสดชื่นไหลเวียนเข้ามาในร่างกาย
แทฮาจินรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง