Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานที่สอง (5)
หากถามว่าเขาสนใจเด็กคนนั้นในเชิงชู้สาวหรือเปล่า ก็คงต้องตอบว่าไม่ใช่ สำหรับฮาจินในขณะนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะตายวันหรือตายพรุ่ง ความรู้สึกที่เรียกว่าความรักถือเป็นอะไรที่ไกลตัวพอสมควร เขาเพียงแค่รู้สึกขอบคุณที่แวะเวียนมาหา รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเป็นเหมือนแสงสว่างที่ช่วยฉุดรั้งกอบกู้ชีวิตอันมืดมนของเขา รู้สึกขอโทษที่หลบหนีออกมาคนเดียว และรู้สึกผิดเวลาที่คิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาในบางครั้ง
จนกระทั่งมาถึงวันที่ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กคนนั้นถูกชำระล้างออกไปบางส่วนเนื่องจากผลกระทบของสภาวะคลั่ง
‘ส่วนใหญ่มักจะสูญเสียความทรงจำที่เจ้าตัวมองว่าสำคัญไปครับ’
คำพูดของหมอผุดขึ้นมาในสมอง
ดูเหมือนว่าอียอนอีจะมีความสำคัญกว่าที่ตัวเขาคิดเสียอีก
นอกจากจะชอบมาเข้าฝันนาน ๆ ทีแล้ว ยังมาในรูปแบบของผีผมยาวไร้หน้าอีก เพราะแบบนั้นเขาจึงมักจะตีความไปว่ามันเป็นฝันร้ายน่ะสิ
“คุณเอสเปอร์ ผมว่าร่างกายของผมน่าจะมีปัญหาแล้วแหละครับ…จู่ ๆ ก็ไกด์ดิงไม่ได้อีกแล้วครับ”
นั่นมันเป็นเพราะฉันอยากจะรั้งนายไว้ยังไงเล่า
แทฮาจินเอนตัวไปคว้าอียอนอีเข้ามากอดโดยไม่พูดอะไร คนตัวเล็กกว่าได้แต่ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของอีกคน น้ำเสียงลนลานดังอู้อี้อยู่ข้างหู
“…ทำอะไรครับ?”
มุมปากได้รูปกดรอยยิ้มเบาบางพร้อมกับตอบกลับไปว่า
“ไกด์ดิงผ่านการสัมผัสร่างกายไงครับ”
เขาว่าพลางเปิดเส้นทางที่ปิดกั้นเอาไว้ให้อีกครั้ง หว่างคิ้วของยอนอีขยับเข้าหากันเมื่อการไกด์ดิงดำเนินไปอย่างราบรื่นจนน่าแปลกใจหลังจากที่พวกเขากอดกันแล้ว
“พรุ่งนี้ผมคงต้องไปตรวจร่างกายหน่อยแล้วละครับ ไม่สิ…อาจจะไม่ใช่ผม ร่างกายของคุณเอสเปอร์มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ?”
“ก็คงงั้นมั้งครับ”
ดวงหน้าเล็ก ๆ ขาวนวลเกยอยู่บนลาดไหล่กว้าง แทฮาจินยกท่อนแขนขึ้นมา ใช้มือใหญ่โอบรั้งต้นคอของยอนอีให้ร่างกายของพวกเขายิ่งแนบสนิท เส้นผมนุ่มไล้เคลียบนปลายนิ้ว แว่วเสียงลมหายใจเบา ๆ ที่ข้างหู
‘อียอนอีคือเด็กคนนั้นงั้นเหรอ’
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือความจริง
หัวใจอันด้านชาของเขาเต้นระรัวอย่างไร้เหตุผล รู้สึกราวกับได้รับชิ้นส่วนที่หายไปมาเติมเต็มชีวิตใหม่อีกครั้ง
เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าต่อไปควรทำตัวกับอียอนอียังไงและควรชดเชยสำหรับความผิดต่าง ๆ ที่เคยทำเอาไว้ยังไงดี นึกแล้วก็อยากจะย้อนเวลากลับไปซัดหน้าตัวเองสักยก ทำอะไรไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
‘เฮ้อ’
หว่างคิ้วเข้มขมวดเป็นปมยุ่ง
ตอนนี้เขาแค่อยากจะขอบคุณอะไรก็ตามที่นำพามาให้เจอเด็กคนนั้น
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดในห้อง
“ที่ผ่านมา สบายดีไหมครับ”
เป็นคำถามที่เจ้าตัวเข้าใจความหมายของมันอยู่คนเดียว
คิ้วของยอนอีที่กำลังไกด์ดิงผ่านการกอดอยู่จึงกระตุกเล็กน้อย
“…ถามอะไรของคุณเนี่ย? เจอหน้ากันแทบทุกวัน ทำไมถึงถามอย่างนั้นล่ะ?”
ปลายนิ้วของฮาจินไล้ต้นคออีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน ยอนอีก็เริ่มรู้สึกได้ถึงอาการแปลก ๆ ของคนตัวโตกว่าจึงปิดปากเงียบ
เป็นอะไรของเขากันนะ?
ลมหายใจพรูออกทางจมูกช้า ๆ พยายามสลัดความสับสนพวกนั้นออกไปจากหัว วันนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำดีกับแทฮาจิน ต่อให้อึดอัดยังไงก็ต้องทนให้ได้ ยังดีที่การไกด์ดิงราบรื่นดีจึงพอจะวางใจได้หน่อย
“พอกอดไว้แบบนี้แล้ว คุณตัวเล็กกว่าที่ผมคิดอีกนะครับเนี่ย คุณยอนอี”
ฮาจินพูดเช่นนั้นขณะโอบกอดคนตัวเล็กที่ว่าเอาไว้นิ่ง ๆ
ถึงแม้ว่ายอนอีจะส่งเสียงหัวเราะขึ้นจมูกเมื่อฟังจบ แต่ก็ไม่ได้ผลักเขาออกไป ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยมีคนพูดว่าเขาตัวเล็กนี่แหละ
‘จะอวดว่าตัวเองตัวใหญ่มากสินะ’
“ไม่นึกเลยว่าจะเด็กกว่าผมสองปี”
เสียงพึมพำของแทฮาจินยิ่งทำให้งงเข้าไปใหญ่ ทำไมถึงพูดเหมือนเป็นเรื่องแปลกใหม่ ทั้ง ๆ ที่รู้ประวัติของเขาดีอยู่แล้วด้วย
‘ก็ตอนนั้นนายตัวใหญ่กว่าฉันอีกนี่นา’ แทฮาจินครุ่นคิดในใจ
เขาเคยประทังชีวิตด้วยสารอาหารในตู้แคปซูลเพียงอย่างเดียวจึงค่อนข้างตัวแคระแกร็นหากเทียบเด็กวัยเดียวกัน ก็เลยเข้าใจผิดว่าอียอนอีอายุมากกว่า
เมื่อตอนเด็ก แทฮาจินมองว่าคนตรงหน้าเป็นบุคคลที่เขาไม่อาจเอื้อมและไม่สามารถจับต้องได้ เสื้อผ้าดี ๆ บนร่างกายและผิวขาวละเอียดราวกระเบื้องเคลือบเป็นตัวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเด็กคนนี้มีสถานะต่างจากหนูทดลองคนอื่น ๆ
แทฮาจินที่ถูกกักขังในแคปซูลยักษ์จึงสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่ายโดยมีกระจกคั่นกลางเท่านั้น โชคดีที่เด็กน้อยอียอนอีมีความฉลาดหลักแหลม เขาควบคุมอุปกรณ์เครื่องมือให้ปล่อยของเหลวออกจากแคปซูลเวลามาที่ห้องทดลอง เด็กชายในโหลแก้วจึงมีโอกาสได้เปล่งเสียงจากปากตนเอง
สำหรับแทฮาจิน อียอนอีผู้เฉลียวฉลาดดูราวกับเป็นพระเจ้าผู้บันดาลได้ทุกสรรพสิ่งเลยทีเดียว ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมาหา จิตใจของเขาก็จะลิงโลดราวกับสาวกผู้เปี่ยมศรัทธาซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากศาสดาก็มิปาน
ถ้าไม่มีกระจกกั้นกลางระหว่างเราก็คงจะดี
อยากอยู่ใกล้เธอให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
ไม่อยากให้เธอกลับไปเลย
ทว่ายอนอีมักจะรีบร้อนหนีไปจากที่นั่นด้วยสีหน้ารู้สึกผิด มวลของเหลวแสนอึดอัดไหลเอ่อท่วมเติมเต็มแคปซูลอีกครั้ง เขาเกลียดช่วงเวลาที่เราต้องแยกจากกันเหลือกัน
เด็กคนนั้นเป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิต และเป็นคนที่เขาไม่อาจเอื้อมโดยแท้จริง
‘ถ้าตอนนั้นฉันสัมผัสนายได้ละก็…’
ฉันจะทิ้งนายไว้ที่นั่นหรือเปล่านะ…
แทฮาจินยิ้มอย่างขมขื่น เพราะรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว
ท่อนแขนแข็งแกร่งกระชับกอดให้แน่นขึ้นจนร่างสูงโปร่งของยอนอีแทบจะจมไปในแผ่นอกกว้าง
“…พูดตามตรง ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็จะทำแบบเดิมอยู่ดี เพราะผมเป็นมันเป็นไอ้สวะใจดำนี่นา”
ฮาจินในตอนนั้นก็เห็นแก่ตัวไม่ต่างกับตอนนี้แม้แต่น้อย ถึงอย่างไรเรื่องการหลบหนีและการเอาชีวิตรอดของตัวเองก็ยังสำคัญกว่าเด็กน้อยน่ารักคนนั้น เขาในวัยเด็กทั้งโง่เขลาและอ่อนต่อโลก ไม่ว่าอะไรก็คงทำได้ทุกอย่าง ขอแค่หนีออกไปจากขุมนรกแห่งนั้นได้ก็พอ
เพราะแบบนั้น ทุกครั้งที่นึกถึงเด็กน้อยที่เคยคิดว่าตายไปแล้วขึ้นมาเป็นครั้งคราว ใจเขาก็มีเพียงความรู้สึกผิด แต่ไม่ได้รู้สึกเสียดายกับสิ่งที่ทำลงไป
ต่อให้ย้อนเวลากลับไปอีกสักกี่ครั้ง ทางเลือกของเขาก็คงไม่เปลี่ยนแปลง
เด็กคนนั้นเป็นแสงสว่างในชีวิต แต่ฮาจินเลือกที่จะให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่า
เขาพยายามอ้างเหตุผลว่าถึงอย่างไรเด็กคนนั้นก็เป็นลูกของผู้อำนวยการสถาบันวิจัย คงไม่ถูกทรมานเท่ากับเขา และอีกฝ่ายคงอดทนจนกว่าเขาจะแข็งแกร่งพอที่จะกลับมาช่วยได้แน่ ๆ
เพราะแบบนั้นแทฮาจินจึงเกลียดชังตัวเอง เขาทิ้งมนุษย์เพียงคนเดียวที่ดีต่อเขาในขุมนรกแห่งนั้นไว้ในกองเพลิงได้หน้าตาเฉย
เขาเห็นแก่ตัว
มันเป็นแบบนั้นมาตลอด
และเขาก็ไม่คิดจะหลีกหนีจากความจริง
“ใช่ครับ คุณมันสวะจริง ๆ นั่นแหละ ผมกล้ายืนยันเลย”
แม้ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอะไรแต่ยอนอีก็เห็นด้วยกับคำพูดของเขา หัวกลม ๆ ที่แนบอยู่บนบ่าผงกหงึกหงัก ฮาจินหัวเราะเบา ๆ มันเป็นคำพูดที่เขาอยากจะได้ยินจากอีกฝ่ายมากเหลือเกิน
“ผมชื่ออะไรครับ”
“แทฮาจินครับ”
“คุณล่ะชื่ออะไร”
“…วันนี้คุณเป็นอะไรกันแน่ครับ? หรือว่ามีคนวางยาในแก้วชาของคุณ?”
ยอนอีผละตัวออกเล็กน้อยและจ้องมองเขาด้วยแววตางุนงง ก่อนจะโดนรั้งตัวกลับเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง
“ตอบมาสิครับ”
“…อียอนอีครับ”
ยอนอีทุบหลังเขาดังตุ้บตั้บพลางพูดเสียงอู้อี้
“คุณเอสเปอร์ ค่ามลพิษไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ ไกด์ดิงเสร็จแล้ว”
คนถูกกอดนั่งนิ่งรอให้เขาเป็นคนปล่อยมือ ฮาจินลูบหลังหัวของยอนอีช้า ๆ อีกครั้งก่อนจะยอมปล่อยตัวอีกฝ่ายเป็นอิสระ ยอนอีออกไปจากห้องปฏิบัติการทันที ฝีเท้านั้นไร้ซึ่งความลังเล เพียงแค่พูดเสริมขึ้นมาสั้น ๆ ก่อนออกไปเท่านั้น
“เมื่อกี้ตอนอยู่ที่วัง ผมอาจจะไม่ทันได้บอก... แต่วันนี้คงจะถือว่าเป็นวิกฤตการณ์อย่างหนึ่งในชีวิตผมก็ว่าได้ ก็นั่นแหละครับ ที่รอดมาได้เพราะคุณเอสเปอร์ช่วยไว้แท้ ๆ จากนี้ไปผมจะตั้งใจทำงานนะ ถ้างั้นขอตัวก่อนครับ”
ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวนั่งลงบนเตียงแล้วยกมือขึ้นมาปิดหน้า เขาหัวเราะจืดเจื่อนให้กับคำพูดเมื่อครู่
…บางทีวิกฤตการณ์ทุกอย่างของนายอาจมีฉันเป็นตัวต้นเหตุก็ได้ คนที่บีบบังคับให้นายต้องถอดหน้ากากทั้งที่ตั้งใจใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ มาตลอดก็คือฉัน คนที่รังแกนายอยู่ตลอดก็คือฉัน
แต่กลับมาขอบคุณที่ฉันช่วยนิด ๆ หน่อย ๆ เนี่ยนะ
การกระทำนั้นทำให้รู้สึกผิดตีตื้นขึ้นยิ่งกว่าเดิม อียอนอีเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยนตั้งแต่เด็กแล้ว
ฮาจินขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ
ไม่รู้หรอกว่าในจินตนาการน่ารัก ๆ ของยอนอี เขาจะเป็นสวะได้แค่ไหน แต่ที่มั่นใจคือเขาชั่วได้มากนั้นเป็นร้อยพันเท่าแน่นอน
“เฮ้อ”
พริบตานั้น วีรกรรมมากมายที่เคยทำกับอีกฝ่ายก็ไหลบ่าเข้ามาในหัว
บัดซบ…
เขากำลังสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าเสียใจทีหลัง เป็นความรู้สึกที่ห่างหายจากเขาไปนานมากแล้ว
ฮาจินเลื่อนมือมาลูบหน้าตัวเองแรง ๆ ก้มลงมองร่างกายท่อนล่างที่เริ่มแข็งตัวอย่างน่าหงุดหงิด ขนาดรู้ว่ายอนอีคือเด็กคนนั้นแล้ว เพียงแค่โอบกอดเบา ๆ ก็เผลอมีอารมณ์ขึ้นมาเสียได้ เขากัดฟันกรอด เพราะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังทำผิดศีลธรรม แอบลักลอบกระทำความผิดอย่างลับ ๆ
ช่วงนี้มักจะเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้นบ่อย ๆ อียอนอีปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบบางอย่างได้อย่างน่าประหลาดและแทฮาจินก็มักจะนึกถึงร่างงาม ๆ กับใบหน้าสวย ๆ นั้นทุกครั้งที่ช่วยตัวเอง
“แม่ง ให้ตายสิวะ…”
ทำไมชอบเข้ามาวิ่งเล่นในหัวคนอื่นเขาให้วุ่นวายใจอยู่เรื่อย
ฮาจินปลดหัวเข็มขัดแล้วรูดซิปลงอย่างงุ่นง่าน เมื่อกวาดฝ่ามือกับเตียงก็รู้สึกถึงไออุ่นที่ยอนอีเหลือทิ้งไว้ มืออีกข้างรูดรั้งท่อนเนื้อร้อนจากโคนจรดปลาย
‘อย่างกับหมาติดสัดไม่มีผิด’
ลำท่อนตั้งตระหง่านถูกชักรูดขึ้นลงอย่างหนักหน่วง ในหัวพลันนึกถึงเส้นผมนุ่มลื่นที่ได้สัมผัสเมื่อครู่ เขาอยากลองถูไถส่วนแข็งขืนเข้ากับมัน ขึ้นคร่อมร่างขาว ๆ ที่บิดเร่าอยู่ข้างใต้แล้วสอดแทรกตัวตนเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย
“อา…”
เอสเปอร์หนุ่มถูกความต้องการทางเพศเข้าครอบงำโดยสมบูรณ์ ท่อนแขนแข็งเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามผิวหนัง เสียงฝ่ามือเสียดสีกับท่อนเนื้อดังเป็นจังหวะระรัวก้องทั่วห้องปฏิบัติการ หยาดน้ำใสเหนียวหนืดไหลย้อยลงมาจากส่วนหัว อาบชะโลมลำท่อนจนเปียกชุ่ม เสียงคำรามต่ำ ๆ ราวกับสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งดังครางเครือในลำคอ
“อืม บัดซบ อียอนอี…”
ยิ่งจินตนาการถึงไกด์หนุ่มที่หวีดร้องไม่เป็นภาษา ความรู้สึกใกล้จะถึงปลายทางของฝั่งฝันก็ยิ่งถาโถมเข้ามา
ร้องอีก ร้องอีกสิ
ณ วินาทีนี้ ถึงแม้จะต้องทำอะไรแย่ ๆ เขาก็ยอมทุกอย่าง ขอแค่ได้เห็นน้ำตาของอียอนอีก็พอ
แรงขยับมือรัวเร็วดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อุ้งมือหนาบีบคั้นรูดจากโคนไปถึงหัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะงอตัวคุดคู้
น้ำกามฉีดพ่นออกมาเต็มฝ่ามือ ของเหลวมีสีขุ่นข้นราวกับตอกย้ำถึงจินตนาการอันแสนสกปรกของเขา แทฮาจินมองฝ่ามือที่เปรอะเปื้อนแล้วเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด
ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้อีกครั้ง
ว่าตัวเองเป็นสวะโดยกมลสันดานเลยทีเดียว