Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานที่สอง (6)
ดีคอล ผู้มีพลังพิเศษฟื้นฟูสภาพ กำลังประสบกับสถานการณ์ชวนให้ลำบากใจ
เขายอมทำตามคำขอของไกด์อียอนอีแล้วมายังห้องผู้ป่วย VIP ของโรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษ โชคดีที่อียอนอีกับผู้ป่วยอยู่ด้วยกันพอดี แต่จู่ ๆ เจ้าตัวก็ถูกเรียกตัวฉุกเฉินจึงตะโกนบอกพวกเขาว่า “ผมต้องไปแล้วครับ!” ก่อนจะรีบวิ่งผลุนผลันออกจากโรงพยาบาลไป
“…”
“…”
หญิงสาวซึ่งเป็นผู้ป่วยได้แต่ลูบ ๆ คลำ ๆ มือทั้งสองข้างอย่างประหม่า ดีคอลถอนหายใจสั้น ๆ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาเธอ
“คุณมีอาการยังไงบ้างครับ?”
หากประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ เธอเจาะสายน้ำเกลืออยู่ก็จริงแต่ไม่เห็นอาการบาดเจ็บภายนอกที่ชัดเจนอย่างการใส่เฝือกหรือพันผ้าพันแผลเลย หญิงสาวแสดงท่าทีอึกอักแต่ก็ยอมเลิกแขนเสื้อผู้ป่วยขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาของดีคอลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“…”
“หมอบอกว่าฟกช้ำทั่วทั้งตัวน่ะค่ะ คุณพอจะฟื้นฟูได้หรือเปล่าคะ?”
ส่วนที่อยู่ใต้ร่มผ้าเป็นรอยจ้ำเลือดสีม่วงออกดำกระจายไปทั่ว เท่าที่ได้ฟังมา เห็นว่าเข้ารักษาตัวมาแล้วระยะหนึ่งนี่ ทำไมถึงยังเป็นขนาดนี้อยู่ล่ะ?
ดูยังไงนี่ก็ไม่ใช่บาดแผลจากการประสบอุบัติเหตุหรือไปกระทบกระแทกอะไรมา มันคือบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายอย่างแน่นอน ดีคอลนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเธอ
“ขอมือหน่อยครับ”
ผู้ป่วยกะพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลอกมองไปทั่วด้วยความกังวล จากนั้นจึงตัดสินใจค่อย ๆ ยื่นมือให้ชายหนุ่มตรงหน้า เรียวแขนขาวนวลของเธอดูราวกับกิ่งต้นเบิร์ชขาว
มือใหญ่ของดีคอลทาบทับมือของเธอ ปลดปล่อยพลังแล้วถ่ายโอนเข้าไปในตัวของอีกฝ่าย หญิงสาวสะดุ้งเฮือก
“มีแผลแบบนี้ทั่วทั้งตัวเลยเหรอครับ?”
“เอ่อ… ค่ะ”
ดีคอลไม่ได้ถามถึงสาเหตุของบาดแผลพวกนี้ เพราะเขาไม่ได้อยากรู้และถ้าถามไปก็จะเป็นการเสียมารยาทอีกด้วย ดูท่าทางเธอคงเพิ่งจะเคยเจอผู้มีพลังฟื้นฟูสภาพครั้งแรกจึงทำสายตาเป็นประกายใส่เขาไม่หยุด
หญิงสาวจับจ้องมาแทบจะไม่ละสายตาอย่างยาวนาน ดีคอลจึงเงยหน้าขึ้นบ้าง ถ้าให้พูดถึงความรู้สึกเมื่อแรกเจอ เขาก็รู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนกับเจ้ากวางที่ได้รับบาดเจ็บ
ตาสองชั้นกลมโตใต้แพขนตายาว เครื่องหน้าต่าง ๆ วางตำแหน่งได้เหมาะเจาะลงตัว ดีคอลก้มหน้าลงอีกครั้ง มือของเธอสวยและเรียวยาว เสียก็แต่มันซูบซีดจนดูมีแต่หนังหุ้มกระดูก
ดีคอลเลิกคิ้วขึ้นในขณะที่ตั้งสมาธิถ่ายพลังเข้าไป
มีบางอย่างแปลกประหลาด ปกติพลังของเขาน่าจะถูกส่งเข้าไปมากพอที่จะทำให้สภาพร่างกายกลับมาไร้บาดแผลแล้ว แต่ตอนนี้พลังของเขากลับไม่สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายของเธอได้อีก
ดีคอลเหลือบตาขึ้นมองผู้ป่วยอีกครั้ง
“ในบรรดาคนรอบตัวคุณ มีใครเป็นไกด์ระดับ S หรือเปล่าครับ?”
เจ้าของคำถามโคลงศีรษะน้อย ๆ เป็นเชิงสงสัย หญิงสาวอ้าปากค้างครู่หนึ่ง สีหน้าจากที่ยิ้มแย้มแปรเปลี่ยนไปเป็นเย็นชาโดยฉับพลัน
“ไม่มีค่ะ ทำไมถามเรื่องนั้นคะ?”
ปฏิกิริยาโต้ตอบอันแข็งกร้าวเป็นคำตอบที่ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องพูดออกเสียง เธอกำลังโกหก
กรณีที่พลังผ่านเข้าไปไม่ได้แบบนี้มีเหตุผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เป็นเพราะผู้ครอบครองภาชนะอันแข็งแกร่งจะเติมเต็มภาชนะของคนใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นร่างกายของเธอจึงพลังอัดแน่นอยู่ภายในจนไม่สามารถเปิดรับพลังอื่นเข้ามาได้อีก
ดีคอลรู้ว่าเธอเป็นไกด์ หากคนที่ถ่ายพลังให้คือ [เอสเปอร์] ระดับ S ก็ไม่น่าจะเติมเต็มพลังให้เธอได้เนื่องจากคุณสมบัติของพวกเขาต่างกัน พลังที่เขาถ่ายโอนให้ก็น่าจะถ่ายทอดเข้าไปได้อย่างราบรื่น ไม่ควรจะถูกสกัดกั้นไว้แบบนี้
สรุปได้ง่ายว่า ๆ มีระดับ S ผู้แข็งแกร่งและครอบครองคุณสมบัติรูปแบบเดียวกันเป็นผู้ใกล้ชิดของผู้ป่วย
ซึ่งก็คือไกด์ระดับ S
เท่าที่ดีคอลรู้มา ไกด์ระดับ S ในดิไอแลนมีเพียงองค์หญิงเอเลนาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ส่วนอียอนอีเพื่อนของเธอก็เป็นแค่ไกด์ระดับ A0
ถ้างั้นใครกันล่ะที่เติมพลังใส่ภาชนะของผู้ป่วยคนนี้จนเต็ม
“มีพลังของไกด์คนอื่นอัดแน่นอยู่ในตัวคุณ ไม่มีที่ให้พลังของผมเข้าไปมากกว่านี้แล้วครับ”
“…คะ?”
“ดูท่าจะมีไกด์ผู้ทรงพลังอยู่ใกล้ชิดคุณนะครับ เขาคนนั้นคงเติมพลังของตัวเองให้คุณโดยไม่รู้ตัว”
“เอ่อ…”
ดีคอลละมือออกโดยไม่สนใจท่าทีอึกอักพูดไม่ออกของหญิงสาว เขาลุกจากที่นั่งพร้อมทั้งพูดชี้แนะสั้น ๆ
“อยู่ห่างจากไกด์คนนั้นไว้สักพักนะครับ ผมต้องจับตาดูความคืบหน้าของอาการ เอาไว้อีกหนึ่งอาทิตย์ค่อยนัดกันใหม่แล้วกันครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ… คุณต้องมาเสียเวลาเพราะฉัน…”
“ผมว่าบาดแผลพวกนั้นน่าจะเป็นฝีมือของเอสเปอร์ กรณีที่เอสเปอร์ลงไม้ลงมือโดยใส่พลังของตัวเองลงไป บาดแผลก็จะหายยากและสร้างความเจ็บปวดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ถูกกระทำเป็นไกด์”
หญิงสาวก้มหน้าต่ำซ่อนสีหน้าเศร้าหมอง
“…งั้นเหรอคะ”
“ถึงยังไงผมก็ได้รับคำขอร้องมา ผมจะรับผิดชอบการรักษาให้ถึงที่สุดแน่นอนครับ”
“…ค่ะ ขอบคุณค่ะ กลับดี ๆ นะคะ”
ดีคอลก้มหัวเป็นเชิงลาก่อนจะออกไปจากห้องผู้ป่วย ทันทีที่พ้นประตูใหญ่ก็ควักโทรศัพท์ออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นจึงกดค้างที่เลข 0 เพื่อโทรด่วน
– มีอะไร
“ผมเองครับ”
– รู้แล้ว
“ไกด์อียอนอี เป็นระดับ S เหรอครับ?”
ไร้เสียงใด ๆ จากปลายสาย แต่รอไม่นานอีกฝั่งก็ตอบมาด้วยน้ำเสียงรำคาญ
– ฉันกำลังทำงาน ถามเรื่องนั้นทำไม
“ผมมารักษาคิมอึยบินตามที่คุณบอก แต่พลังในภาชนะของผู้หญิงคนนั้นมัน…”
– ฉันยุ่งอยู่ เข้าประเด็นเลย
“…ไม่เป็นไรครับ ถ้ายุ่งอยู่เดี๋ยวผมวางก็ได้”
– ถูกแล้วที่ว่าหมอนั่นเป็นระดับ S อย่าไปปากพล่อยที่ไหนตามใจชอบแล้วกัน
“ไม่มีที่ให้ผมปากพล่อยหรอกครับ”
– เรื่องอื่นล่ะ
“ผมปล่อยข้อมูลเท็จให้ฝ่าบาทครับ ท่านน่าจะไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมาสักระยะ”
– ดูแลคิมอึยบินด้วย อียอนอีจะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเธอ
ดีคอลกะพริบตาอย่างเชื่องช้าขณะตอบรับคำของอีกฝ่าย ได้ยินเสียงแว่ว ๆ มาจากปลายสายว่า “คุณเอสเปอร์แทฮาจิน! ระดับมลพิษเท่าไหร่ครับ?” ดูท่าอียอนอีที่รีบร้อนวิ่งออกไปคงเป็นเพราะต้องรีบไปหาเอสเปอร์แทฮาจิน ณ สถานที่เกิดดอร์
ตู๊ด
ดีคอลมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายอย่างไร้เยื่อใย ชายหนุ่มบ่นพึมพำด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“คงจะรู้อยู่แล้วสินะ”
ตอนนี้แทฮาจินน่าจะรู้แล้วว่าไกด์อียอนอีคือเด็กในห้องทดลองคนนั้น ดีคอลซึ่งเคยเป็นหนูทดลองในสถาบันวิจัยเช่นเดียวกับแทฮาจินจำได้ตั้งแต่วินาทีที่ฟื้นฟูร่างกายให้อียอนอีในรถไฟใต้ดิน ว่าเขาเป็นคนคนเดียวกับเด็กในสถาบันวิจัยบาเซน
สิ่งเปลี่ยนแปลงมีเพียงทรงผมที่สั้นลง และเค้าโครงหน้าที่ดูโตขึ้นเท่านั้นเอง ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นคนเดียวกัน ดีคอลผู้มีความทรงจำครบถ้วนต่างจากแทฮาจินย่อมจำอีกฝ่ายได้ไม่ยาก
ทว่าดีคอลจงใจไม่บอกความจริงข้อนั้นให้แทฮาจินรู้
‘ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องบอกสักหน่อย’
เขาไม่คิดจะทำให้สถานการณ์วุ่นวายไปมากกว่านี้ ดีคอลไม่ชอบการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในชีวิตส่วนตัวคนอื่น แทฮาจินพูดถึงเด็กคนนั้นและสั่งให้ตามหาเป็นครั้งคราวก็จริง แต่คนที่ดีคอลนึกว่าตายไปแล้วกลับปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียอย่างนั้น
หลังจากพบเขา ดีคอลก็เริ่มตามสืบเงียบ ๆ
เห็นว่าอียอนอีมักจะไปไหนมาไหนโดยสวมหมวกกับหน้ากากตั้งแต่สมัยอยู่ศูนย์ไลบรัมจ์ เพราะแบบนั้นจึงตามหาตัวได้ยาก
‘ก็ไม่แปลก เขาเป็นถึงลูกชายของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนี่นะ’
สมัยที่ยังใช้ชีวิตในฐานะหนูทดลองกับแทฮาจิน ดีคอลมีสภาพไม่ต่างจากซากศพที่ถูกพรากความคิดและความรู้สึกไป ทุกครั้งที่เด็กชายผิวพรรณดี สวมใส่แต่เสื้อผ้าหรูหรามาหาแทฮาจิน เขาก็ไม่ได้มีความคิดใด ๆ ในหัว เด็กคนนั้นคงแค่มาเยี่ยมชมพวกเขาเหมือนลิงที่ถูกขังอยู่ในสวนสัตว์
แม้เขาจะเป็นลูกชายแท้ ๆ ของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแต่ดีคอลก็ไม่ได้พาลไปแค้นเคืองอะไรอีกฝ่าย เพราะคนที่กระทำเรื่องโหดเหี้ยมคือผู้อำนวยการสถาบันสถาบันวิจัย ไม่ใช่อียอนอี
ทั้งแทฮาจินและเขาต่างก็แยกแยะได้ว่าไม่ควรเอาความผิดของพ่อไปลงกับคนเป็นลูก เพราะแบบนี้แทฮาจินถึงได้ปล่อยให้ความรู้สึกผิดกัดกินจิตใจตลอดเวลาที่ผ่านมา
‘ต่อให้บอกว่าเจอเด็กคนนั้นแล้ว ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรอก’
ความจริงนั้นจะมีความหมายที่สำคัญอะไรต่อแทฮาจินหรือเปล่านะ?
นี่เป็นส่วนที่ดีคอลเองก็สงสัย เพราะไม่ว่าเหตุผลจะเป็นยังไง แทฮาจินก็ทอดทิ้งเด็กคนนั้นไปแล้ว ทั้งยังดูไม่ได้คิดถึงแทบขาดใจหรือแสดงท่าทีเจ็บปวดอะไรมากมายอีกด้วย
นาน ๆ ครั้งถึงจะเอ่ยปากถามสักทีว่า ‘เด็กคนนั้นน่ะ ยังหาไม่เจออีกเหรอ?’
‘เดี๋ยวสักวันก็คงรู้เองละมั้ง’
ดีคอลคิดว่าแทฮาจินเป็นผู้มีพระคุณในชีวิต เขากลายมาเป็นมือเป็นเท้าให้อีกฝ่าย แทรกซึมเข้าไปตบตาองค์จักรพรรดิกับประธานสภาสูงพร้อมกับรับบทบาทหน่วยสอดแนมอย่างเต็มใจ
การไป ๆ มา ๆ ระหว่างประธานสภาสูงชาซึงกยุนกับองค์จักรพรรดิไม่ใช่งานที่สามารถทำได้ด้วยความกล้าหาญในระดับคนปกติทั่วไป
คนอื่น ๆ ไม่มีใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ของดีคอลกับแทฮาจิน พวกเขาน่าจะเข้าใจว่าทั้งสองไม่มีความเกี่ยวข้องกัน กระทั่งโดเบอร์แมนที่เป็นเลขาก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่
‘นายช่วยชีวิตฉันไว้’
จะหลบหนีออกไปตัวคนเดียวก็ย่อมได้ แต่แทฮาจินกลับพาเขาหนีออกไปพร้อมกัน อีกใจก็รู้สึกขอบคุณ แต่อีกใจก็สงสัย เพราะแทฮาจินไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้เลย ขนาดเด็กชายที่ตัวเองรักนักรักหนากลับกล้าทิ้งไว้ แต่ดันพาตัวเขาออกมาพร้อมกัน
ดีคอลนึกย้อนกลับไปถึงภาพในอดีต
เสียงหนึ่งเอ่ยถามเขาโดยอาศัยจังหวะช่วงที่พวกนักวิจัยไม่อยู่
‘พลังของนายก็ตื่นขึ้นแล้วเหมือนกันใช่ไหม?’
นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กชายในแคปซูลข้าง ๆ เอ่ยปากคุยกับเขาเป็นครั้งแรกทั้ง ๆ ที่เห็นหน้ากันทุกวัน เขาถูกนำไปทำการทดลองอย่างทารุณยิ่งกว่าหนูทดลองคนอื่น ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับมีท่าทีนิ่งเฉย ไม่ร้องไห้หรือดิ้นรนเลยสักนิด
เด็กชายคนนั้นมีดวงตาสีแดงเข้มและอะไรบางอย่างที่ดูโดดเด่น
เขารอดชีวิตอยู่ในสถาบันวิจัยบาเซนมาอย่างยาวนานที่สุดเช่นเดียวกันกับดีคอล
‘ฉันสัมผัสได้ถึงพลังแปลก ๆ จากตัวนาย มันคล้าย ๆ กับฉัน แสดงว่าเป็นเอสเปอร์สินะ… พลังตื่นมาเป็นความสามารถแบบไหนล่ะ?’
ดีคอลในตอนนั้นไม่เคยเปล่งเสียงพูดมาก่อนจึงทำเพียงแค่ส่ายหน้า เมื่อเขาทำแบบนั้น แทฮาจินจึงพูดต่อ
‘พลังของนายต้องมีประโยชน์แน่ ๆ อีกไม่นานฉันคิดจะหนีไปจากสถาบันวิจัยนี้น่ะ ถ้านายช่วย ฉันจะพานายออกไปด้วย’
-…
‘จะเลือกอะไรก็เป็นสิทธิ์ของนาย จะตายอยู่ที่นี่ก็เชิญ ฉันไม่ได้สนใจนักหรอก’
ดีคอลในตอนนั้นครุ่นคิดด้วยความลังเลใจ
หนีออกไปจากขุมนรกนี่งั้นเหรอ?
เรื่องนั้น… เป็นไปได้หรือไง?
ทว่าดีคอลมองเห็นความเป็นไปได้จากน้ำเสียงเจือความมั่นใจของอีกฝ่าย เด็กชายที่อดทนต่อการทดลองอันโหดร้ายมาได้อย่างกล้าหาญ แถมยังชักจูงลูกชายของผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมาเป็นเพื่อนของตัวเอง
ก็น่าจะพอเป็นไปได้…
ดีคอลพยักหน้าด้วยความรู้สึกเหมือนกับหมาจนตรอก เขาไม่เคยสนใจในสิ่งใด และไม่เคยใช้ชีวิตโดยปรารถนาให้ตัวเองมีชีวิตรอด
แต่ตอนนี้เขาเกลียดความเจ็บปวดพวกนั้นเหลือเกิน ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับอีกฝ่าย บางทีแทฮาจินผู้เฉลียวฉลาดคงจะใคร่ครวญดูแล้ว ว่าหากหนีออกไปตัวคนเดียวก็ยากที่จะรอด และถ้าจะพาลูกชายของสถาบันวิจัยหนีไปด้วยก็ยิ่งต้องแบกรับความเสี่ยงเข้าไปใหญ่
ไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่สนใจเหตุผลหรอก
ขอแค่ได้ออกไปจากที่นี่ ต่อให้ต้องควักเครื่องในออกมาสังเวยก็ยอมทั้งนั้น
น่าตกใจที่แทฮาจินทำสิ่งที่ตัวเองลั่นวาจาไว้ได้สำเร็จจริง ๆ
พลังของเขาช่างน่าตกใจ และในที่สุดดีคอลก็สามารถหลบหนีออกมาจากขุมนรกแห่งนั้นได้
ไม่ต้องทนเจ็บปวดอีกแล้ว
“…”
ด้วยเหตุนี้ การอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่ให้เขาก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก เพราะถึงอย่างไรชีวิตของเขาไม่ต่างอะไรจากขยะไร้ค่าอยู่แล้ว อย่างน้อยตอนนี้เขากำลังเรียนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตให้สมกับเป็น [มนุษย์] หากอีกฝ่ายต้องการ ไม่ว่าอะไรเขาก็จะทำให้สำเร็จ
ถึงแม้ว่าแทฮาจินจะเป็นมนุษย์ที่อยู่รอดได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีเขาก็เถอะ
“หรือว่าเขาจะรู้อยู่แล้ว”
ระหว่างที่ฟื้นฟูร่างกายให้อียอนอีในรถไฟใต้ดิน ดีคอลถามไกด์หนุ่มว่า [เคยบาดเจ็บที่หัวหรือเปล่า]
อียอนอีตอบว่าไม่เคย
วันนั้นดีคอลพบร่องรอยว่ามีความทรงจำบางส่วนถูกบังคับให้ลบเลือนหายไปจากหัวของอีกฝ่าย
‘บางทีน่าจะเป็นฝีมือของแทฮาจิน’
เขาเลยปล่อยมันไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
แต่แทฮาจินจะรู้หรือเปล่านะ?
ว่าความทรงจำของอียอนอีถูกลบออกไปแค่ [เสี้ยวหนึ่ง]
ชิ้นส่วนความทรงจำของอียอนอีที่ดีคอลตรวจสอบดูถูกดึงออกไปแค่เศษเสี้ยวเดียวที่ปลายสุดเท่านั้น เดาว่าแทฮาจินในตอนที่ยังใช้พลังพิเศษได้ไม่ชำนาญ คงตั้งใจจะลบความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเองออกไป แต่กลับล้มเหลว
หรือไม่ก็คงเป็นเพราะคุณสมบัติของอียอนอีอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเกินไป จนพลังพิเศษของแทฮาจินใช้ได้ผลแค่นิดเดียวแล้วถูกดีดกระเด็นออกมา
“จำเป็นต้องบอกหรือเปล่านะ…”
ไม่หรอกมั้ง
ดีคอลคิดว่าแทฮาจินเป็นผู้มีพระคุณ แต่ไม่ได้สนใจเรื่องความรู้สึกหรือชีวิตส่วนตัวของฝ่ายนั้น ว่ากันตามตรง ด้วยความสามารถในการฟื้นฟูของเขาเองก็น่าจะสามารถฟื้นฟูความทรงจำที่ถูกดึงออกไปให้กลับคืนมาได้
ทว่าเขาไม่ดันทุรังทำแบบนั้นหรอก
ไม่เห็นจะจำเป็นเลยสักนิด
ดีคอลเติบโตขึ้นมาในสภาพไร้ความรู้สึกและเป็นคนที่ใช้ชีวิตราวกับซากศพเดินได้
“โชคชะตาบันดาลมาให้เราเจอกันอีกครั้ง…”
ดีคอลคิดอย่างเลือนรางในขณะเดินไปขึ้นรถ
พวกเราที่รอดชีวิตมาจากขุมนรกแห่งนั้น
ที่ปลายสุดของเส้นทาง พวกเราจะมีสีหน้าอย่างไรกันบ้างนะ…