Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (10)
หลังจากได้ยินเสียงสบถด้วยความสับสน คราวนี้ยอนอีจึงเล็งไปที่เท้าซ้ายอีกนัด ปัง!
ไอ้เวรเอ๊ย! อีกฝ่ายสบถอย่างหัวเสีย การโจมตีที่ไร้ซึ่งความลังเลทำให้ไม่มีใครกล้าออกมาข้างนอก ยอนอีจึงหยิบสบู่ที่วางอยู่ตรงอ่างล่างหน้ามาไว้ในมือและโยนเข้าไปในห้องน้ำประหนึ่งเขวี้ยงระเบิด
อ๊าก!
ดูเหมือนจะมีคนอยู่ในห้องน้ำห้องที่สามด้วย ยอนอีจงใจเคาะห้องน้ำห้องสองดังตึงตังและเพิ่มความระวังตัวมากกว่าเดิม
จากนั้นเขาจึงเดินกลับไปห้องน้ำห้องที่สี่และปีนฝาชักโครกขึ้นไป ศัตรูที่อยู่ในห้องน้ำห้องที่สามกำลังเล็งปืนจ่อไปทางห้องน้ำห้องที่สองที่ยอนอีจงใจสร้างเสียงดังเอาไว้ แน่นอนว่ายอนอีเป่าหัวของอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเลจากขอบกำแพงห้องน้ำใต้เพดานในทันที
ปัง!
〔กะโหลกแตก สมองถูกทำลายไปกว่าครึ่ง คุณเสียชีวิตแล้ว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที〕
ชายคนนั้นแหงนหน้าขึ้นมามองยอนอีด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ยอนอีจึงจ่อปืนเล็งไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายและพูดว่า
“เอสเปอร์แทฮาจินอยู่ที่ไหนครับ”
“ผะ ผะ ผมจะไปรู้ได้ยังไง……”
ปัง!
งั้นก็ตายอีกรอบแล้วกัน
ยอนอีเดินดุ่ม ๆ ไปยังห้องน้ำห้องแรกซึ่งเป็นที่ซ่อนตัวของผู้ชายที่เสียเท้าทั้งสองข้างไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วยกปืนขึ้นมาจ่อเพื่อข่มขู่
“เดี๋ยวก่อนสิครับ! แบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอครับ? นี่เพิ่งแค่ช่วงครึ่งแรกเองนะ!”
“ทราบไหมครับว่าเอสเปอร์แทฮาจินอยู่ที่ไหน?”
“หาเอาเองสิ……โอ๊ย ไอ้เวรนี่!”
ปัง! ไหล่ซ้ายใช้การไม่ได้
“ถ้าบอกดี ๆ ผมก็จะไม่ฆ่าคุณครับ”
“แกเป็นใครกันวะ? ฉันเอสเปอร์ระดับ B+ เลยนะโว้ย อยากตายใช่.. อ๊าก! เจ้าบ้านี่!”
ปัง! หูซ้ายใช้การไม่ได้
“ไม่ชั้น 6 ก็ดาดฟ้า! ไสหัวไปไกล ๆ เลยไอ้เวร!”
“ขอบคุณครับ”
ปัง! คุณเสียชีวิตแล้ว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที
อุตส่าห์คิดไว้ว่าจะยอมเมตตาไว้ชีวิตถ้ายอมบอกสถานที่มาดี ๆ แต่หมอนี่กลับเอาแต่ด่าไม่เลิก ทั้งที่เขาก็ยิงได้อย่างถูกต้องแล้วในระหว่างการฝึก ดังนั้นยอนอีจึงตัดสินใจแล้วว่าจะฆ่ามันทิ้งไปซะ
“เฮ้ย ไอ้เวรนี่! ฉันก็ตอบแกแล้วนี่! ยิงหาพระแสงอะไรวะ! เฮ้ย! จะไปไหน!”
ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อล้อต่อเถียง เพราะยอนอีไม่ได้คิดจะมาตามล่าใครเพื่อหวังจะฆ่าอยู่แล้ว
แต่ถ้ามีใครยิงกระสุนพิเศษมาหรือแอบลอบยิงละก็ อย่าหวังเลยว่าเขาจะไม่ตอบโต้ ถึงแม้จะไม่ถึงกับฆ่าแต่ก็ต้องมีพิการ ใช้งานอวัยวะไม่ได้กันไปข้าง
การฝึกครั้งนี้ทำให้ยอนอีได้ดึงทักษะการยิงปืนที่ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเอาตัวรอดออกมาใช้อย่างเต็มที่ อาจจะโดนยิงเข้าที่แขนหรือหน้าแข้งบ้าง แต่ก็ยังไม่มีเสียงเตือนบอกให้หยุดการเคลื่อนไหว
“ไอ้หมอนั่นเป็นใครกัน? ทำไมถึงได้ยิงปืนเก่งขนาดนั้น?”
“ฉันเพิ่งถูกยิงตรงต้นขาเมื่อกี้นี้เอง……ถ้าเฉียดไปอีกนิดเดียวน่าจะไม่รอดแล้ว”
ความจริงแล้ว ปืนแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด ด้วยความที่จำนวนลูกกระสุนมีจำกัด และสัตว์ประหลาดก็ไม่ใช่สิ่งที่ตายง่าย ๆ ด้วยกระสุนเพียงแค่ไม่กี่นัด เพราะฉะนั้นเอสเปอร์จึงมักจะใช้พลังพิเศษหรือไม่ก็ดาบในการสู้จริงซะมากกว่า
เหตุผลนี้ทำให้มีเอสเปอร์เพียงไม่กี่คนที่มีความชำนาญในการใช้ปืนมากกว่ายอนอี
ปัง! คุณเสียชีวิตแล้ว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที
“เดี๋ยวก่อนนะ คุณคือคุณไกด์?! มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง……? เอ๊ะ……ไม่เห็นจะมีรอยแผลเป็นบนหน้าเลยนี่ครับ? เอ๊ะ?”
ยอนอียิงชายหนุ่มที่บังเอิญปะทะกันในระหว่างเลี้ยวมุมตึก แต่อีกฝ่ายคือโอวิน มาเซก้า เอสเปอร์ที่เขาทำการไกด์ดิงให้เมื่อวานนี้นั่นเอง
ไกด์ระดับ B ตบไหล่คนที่ยังขยับตัวไม่ได้เบา ๆ เป็นเชิงขอโทษก่อนจะจากไป ทิ้งให้อีกฝ่ายได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ และจ้องมองแผ่นหลังของฆาตกรไปจนลับสายตา
น่าเสียดายที่ไอ้เจ้าแทฮาจินไม่ได้อยู่ที่ชั้น 6
“เฮ้อ……ใจเย็น ๆ ก่อน”
แค่เปิดประตูนี้ออกไปก็เป็นดาดฟ้าแล้ว ยอนอีพยายามปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ถึงจะคาดการณ์ไว้ประมาณหนึ่งแล้ว แต่ไป ๆ มา ๆ เขากลับฆ่าคนไปมากกว่าที่คิดไว้เยอะโขทีเดียว แต่เอาเถอะ ศพทั้งหมดนั่นจะเอาไว้เป็นปุ๋ยถมหลุมศพของแทฮาจินก็แล้วกัน
มือขาวหมุนลูกบิดและถีบประตูดาดฟ้าเต็มแรง ตึง! เกิดเสียงดังสนั่นทั่วบริเวณ แต่กลับไม่มีใครยิงปืนสวนกลับมาจากดาดฟ้าเลย
คราวนี้ยอนอีจึงหันปลายกระบอกปืนขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเหนี่ยวไกดัง ปัง!
แต่ทว่าดาดฟ้าก็ยังคงเงียบสงัดไม่เปลี่ยนแปลง
เจ้าของร่างโปร่งบางจัดท่าทางให้อยู่ในท่าเตรียมพร้อมโดยไม่ลดความระแวดระวังลงพลางค่อย ๆ เดินเข้าไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ไอ้เวรนั่นได้ชดใช้เรื่องที่ทำให้เขาต้องเปิดเผยหน้าตาให้ได้
ยอนอีหมุนตัวโดยหันกระบอกปืนตามจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างว่องไว
“……”
ในที่สุดเขาก็พบแทฮาจิน อีกฝ่ายกำลังนอนสังเคราะห์แสงสบายใจเฉิบอยู่บนพื้นดาดฟ้านี่เอง เอสเปอร์หนุ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมารองศีรษะต่างหมอน ดูแล้วเหมือนกำลังอวดกล้ามแขนกำยำไปด้วยในที
เขาดูไม่มีทีท่าว่าจะอยากสู้เลยสักนิดเดียว
ปัง!
แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของยอนอีนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะดับมอดได้ง่าย ๆ เขาจึงยิงเข้าที่กลางหัวของแทฮาจินซึ่งกำลังนอนอยู่ 〔คุณเสียชีวิตแล้ว ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที〕 เสียงแจ้งเตือนน่ารำคาญ ดังลั่นออกมาจากเสื้อกราะของเขา แต่เจ้าตัวกลับยังคงนอนนิ่งสนิทไม่ไหวติง
‘ล้อกันเล่นหรือไง?’
ที่เขาต้องมาลำบากลำบนแบบนี้มันเป็นเพราะใครกันเล่า!
ยอนอีอุตส่าห์ลงทุนฝ่าฟันอุปสรรคขึ้นมาถึงตรงนี้ด้วยความมุ่งมั่น จนเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 8 นาทีนิด ๆ ก่อนการฝึกจะจบลง ดังนั้นนี่จึงเป็นการโจมครั้งสุดท้าย และยอนอีก็ฆ่าเขาได้ในที่สุด เรื่องทั้งหมดนี่ควรจะทำให้เขารู้สึกสะใจแท้ ๆ……
‘แต่ทำไมถึงหงุดหงิดอย่างนี้เนี่ย?’
อารมณ์เสียชะมัด ไม่เห็นจะสบายใจขึ้นสักนิด
อุตส่าห์ตั้งใจวิ่งขึ้นมาฆ่าหมอนี่ขนาดนี้แท้ ๆ แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดจะลุกขึ้นมาประจันหน้ากันด้วยซ้ำ ยอนอีขบริมฝีปากแน่น ก่อนจะจ่อปืนไปทางเอสเปอร์หนุ่มตัวปัญหาที่ยังคงนอนอยู่และลั่นไกอย่างต่อเนื่อง
ปัง! ปัง! ปัง!……
แค่นั้นยังสะใจไม่พอ ยอนอีเดินเข้าไปใกล้อีกคน และจ่อปากกระบอกปืนสไนเปอร์ไรเฟิลบนหน้าผากของเอสเปอร์หนุ่ม
แทฮาจินปรือเปลือกตาขึ้นช้า ๆ หลังจากรู้สึกถึงสัมผัสบางอย่างเย็น ๆ แนบบนผิว
ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ดวงตาสีโกเมนของเขาก็ไม่เคยเป็นสิ่งที่ยอนอีรับมือได้เลย
“ฝีมือคุณใช่ไหม”
ยอนอีเริ่มเดือดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงวินาทีที่ถูกยึดหน้ากาก หมวก และแว่นตาไป ใจนึกอยากฆ่าไอ้หมอนี่ให้ตายไปซะ ไม่รู้ว่าเขาเคยไปทำอะไรให้นักหนาถึงกับต้องมาก่อกวนชีวิตกันขนาดนี้ อุตส่าห์ซ่อนตัวมาได้นานถึง 4 ปีแล้วแท้ ๆ
แทฮาจินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับไม่รับรู้อารมณ์โมโหของคู่สนทนา
“นี่แหละ ใบหน้าที่ผมอยากจะเห็น”
ปัง! เสียชีวิตแล้ว
ปัง! เสียชีวิตแล้ว
ปัง! เสียชีวิตแล้ว……
ยอนอีเหนี่ยวไกปืนที่จ่ออยู่บนหน้าผากของเขาติดต่อกันแบบไม่ลืมหูลืมตา เสียงแจ้งเตือนซ้ำ ๆ ดังก้องทั่วดาดฟ้าอันเงียบสงบ ยอนอีกัดฟันข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลงแล้วกัดฟันพูด
“คุณทำอย่างนี้ทำไม ไหนบอกว่ารังเกียจผมไง ผมเองก็คิดไม่ต่างจากคุณนักหรอก เพราะงั้นพวกเราก็ไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวกันสิครับ”
“ผมแค่อยากจะถอดมันออกเท่านั้นเอง ไอ้หน้ากากที่คุณชอบนักหนานั่นน่ะ”
ยอนอีนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยพูดที่จุดเกิดเหตุตรงบริเวณภูเขาฮาร์ทเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมา
‘…ผมยังไม่มีความคิดถอดหน้ากากออกตอนนี้ เพราะงั้นช่วยเลิกยุ่งกับเรื่องของผมทีเถอะ’
หน้ากากที่พูดถึงในตอนนั้นเหมือนการบอกเป็นนัย ๆ ว่า เขาจะไม่ปลดตัวเองออกจากสถานะไกด์ระดับ B เป็นอันขาด แต่หมอนั่นเลือกที่จะถอดหน้ากากที่สวมบนหน้าออกก่อน เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
ยอนอีคิดแล้วก็ได้แต่นิ่งอึ้ง
‘หมอนี่มันคิดอะไรของมันกันแน่?’
แทฮาจินนอนมองใบหน้าของยอนอีที่เปลี่ยนอารมณ์ไปทุกชั่วขณะและยกมุมปากขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นรอยยิ้มที่เขามักจะมอบให้กับยอนอีอยู่บ่อย ๆ
“ก็ไกด์อียอนอีเตะตาผมมากจนน่าหมั่นไส้นี่ครับ ผมก็เลยอยากแกล้ง”
“ปกติผมไม่เคยทำตัวให้เป็นจุดสนใจเลยนะครับ”
แทฮาจินแสยะยิ้ม
“คำพูดแบบนั้นส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามมากกว่านะครับ”
ยอนอีถอนหายใจเฮือกใหญ่
คนแบบนี้ไม่ควรไปคบค้าสมาคมด้วยตั้งแต่แรก พวกโรคจิตประเภทที่ยิ่งเกลียดเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบแกล้งมากขึ้นเท่านั้น ถ้าได้รู้ก่อนหน้านี้ก็คงจะหาทางรับมือด้วยวิธีอื่นไปแล้ว
ยอนอีลดปืนที่แนบอยู่บนหัวของเอสเปอร์หนุ่มลง ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าเอวแล้วเบือนหน้าไปจ้องมองท้องฟ้าแทน พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อนจะพรูออกมา
ถ้าไม่ทำแบบนี้ เขาคงจะเผลอใช้ปืนสำหรับฝึกซ้อมเพ่นกบาลแทฮาจินเข้า และแน่นอนว่า การทำแบบนั้นกับเอสเปอร์ระดับ S ไม่ต่างอะไรกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงเลยแม้แต่นิด
“เฮ้อ”
วันนี้ฟ้าใส ไร้เมฆปกคลุมเลยสักก้อน
หน้ากากที่เคยทำให้หายใจลำบากก็หายไปแล้ว แว่นตาที่เคยบดบังการมองเห็นส่วนหนึ่งก็หายไปด้วยเช่นกัน ผมหน้าม้าที่เคยแยงตาบ่อย ๆ จนทำให้ตาอักเสบก็ไม่มีแล้วด้วย
เหลือเพียงความไม่สบอารมณ์และความหงุดหงิดเท่านั้นที่คุกรุ่นอยู่ในใจ แต่พอมองดูท้องฟ้าแล้วก็หาข้ออ้างให้ตัวเองรู้สึกสบายใจได้
ถึงยังไง มันก็เป็นแค่หน้ากากที่จะต้องถอดออกในสักวันหนึ่งอยู่ดี
ยอนอีไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า เขาจะรู้สึกได้รับอิสระด้วยวิธีการแบบนี้
“อากาศดีจริงๆ นะครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ
อาจเป็นเพราะความทรงจำในวัยเด็กที่มีความรู้สึกอ่อนไหวอันไร้ประโยชน์ฝังลึกอยู่มุมหนึ่งในใจ เขาจำได้ว่า เคยติดหนี้เด็กผู้ชายคนหนึ่ง
แต่เด็กคนนั้นได้ตายไปแล้ว
ในวันนั้น ท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งไร้เมฆบดบังเช่นวันนี้ ยอนอีจำไม่ได้แล้วว่า เด็กคนนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง และทำไมตัวเองถึงยังทุกข์ใจกับเด็กที่จำไม่ได้แม้กระทั่งหน้าตามาจนถึงตอนนี้…
ความรู้สึกผิดที่ทำลายชีวิตของเด็กคนนั้นจนหมดสิ้น ความหวาดกลัวที่มีต่อพ่อ และความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อโลก
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ยอนอีหวาดกลัวและเจ็บปวดที่จะเปิดเผยตัวเอง
“ถ้าจะกระโดดลงไปก็เชิญทางนู้นเลย”
เอสเปอร์หนุ่มช่วยชี้แนะอย่างใจดีขณะนั่งพิงหลังเข้ากับผนัง เมื่อมองตามปลายนิ้วของเจ้าตัวที่ชี้ไปทางอีกฟากของดาดฟ้า ยอนอีก็ได้แต่แค่นหัวเราะออกมา
‘ใครเขาจะกระโดดลงไปมิทราบ’
แทฮาจินเท้าศอกกับหัวเข่าของตัวเอง มืออีกข้างถือบุหรี่ ควันสีเทาก่อตัวขึ้นเป็นไอขมุกขมัวก่อนถูกสายลมพัดพาไป
“ขอสักมวนสิครับ”
แทฮาจินเหลือบขึ้นมองยอนอีด้วยสายตาอึ้ง ๆ แต่เอสเปอร์หนุ่มก็ยื่นบุหรี่หนึ่งมวนจากกล่องบุหรี่ให้โดยดี ยอนอีรับมาก่อนจะใช้ฟันคาบตรงก้นกรองไว้เบา ๆ จากนั้นจึงโน้มตัวลงไปต่อกับปลายบุหรี่ของอีกฝ่าย เมื่อดูดลมเข้าไปครู่เดียว สะเก็ดไฟก็ลุกโชติช่วง
พริบตาที่ใบหน้าขยับเข้ามาใกล้กัน แทฮาจินก็เกิดอาการตัวแข็งทื่อ ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
แค่ก แค่ก
อาจเป็นเพราะนานแล้วที่ยอนอีไม่ได้สูบบุหรี่ รสชาติของมันจึงขมปร่าไม่หอมหวานเอาเสียเลย เจ้าของร่างโปร่งบางเท้าแขนกับกำแพงขณะกวาดตามองทิวทัศน์ของพื้นที่อันกว้างขวางภายในศูนย์ ทอดสายตาระเรื่อยไปยังตัวเมืองอันเต็มไปด้วยแสงสีของเมืองหลวงที่อยู่ข้ามกำแพงไป
“ส่งผมไปอยู่พื้นที่อื่นเถอะครับ ถ้าคุณมีอำนาจถึงขั้นเปลี่ยนกฎระเบียบตามใจชอบได้ เรื่องแค่นี้คงไม่ยากเท่าไหร่มั้งครับ”
จู่ ๆ ยอนอีก็รู้สึกว่าควันที่ลอยวนไปทั่วปอดก่อนจะระบายออกมาสู่ภายนอกเริ่มจะหวานล้ำขึ้นมาแล้ว ทั้งที่เมื่อครู่นี้ยังฝาดเฝื่อนอยู่เลยแท้ ๆ
“ไม่รู้สิครับ ทำไมผมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ”
“ก็คุณเหม็นขี้หน้าผมไม่ใช่เหรอครับ”
“ถูกต้องครับ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็วจนยอนอีหลุดขำออกมาก่อนจะพูดต่อ
“เพราะแบบนี้ไง คุณถึงควรไล่ผมไปไกล ๆ ได้แล้ว”
“แล้วถ้าเป็นคุณไกด์ คุณจะทำตามคำขอของคนที่คุณเหม็นขี้หน้าไหมล่ะครับ?”
“…”