Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (11)
ยอนอีใช้ชีวิตมาแบบขาดมนุษยสัมพันธ์ เขาไม่มีแม้กระทั่งใจที่อยากจะผูกมิตรกับคนอื่น เพราะอย่างนั้นเขาจึงค่อนข้างอ่อนด้อยในเรื่องการคาดเดาจิตใจของคนอื่น ยอนอีเคยคิดว่าถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องสุงสิงกันก็จบแล้ว แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเองคนเดียวล้วน ๆ
แทฮาจินเพิ่งจะบอกว่า เหตุผลที่ไม่ไล่เขาไปไกล ๆ เพราะเหม็นขี้หน้าเขาเนี่ยนะ
‘ปกติมันต้องกลับกันไม่ใช่เหรอ?’
สิ่งที่ได้ฟังช่างเป็นถ้อยคำขัดแย้งที่เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว
ยอนอีส่ายหน้า
“เราพอแค่นี้เถอะครับ”
เสียงของเขาฟังดูราวกับคนที่ปลงตกในชีวิต กว่า 1 เดือนมาแล้วที่ยอนอีต้องก่อสงครามประสาทเงียบ ๆ กับหมอนี่ ก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกหัวรั้นกัดไม่ปล่อย แต่ดูท่าเขาคงมองอะไรง่ายดายเกินไป
ถ้าแทฮาจินไม่คิดจะหยุดจริง ๆ ต่อให้เขาตายไปก็คงไล่ตามมาจนสุดขอบนรกแน่นอน เพราะฉะนั้นยอนอีจึงตัดสินใจว่า จะยอมยกธงขาวตามที่หมอนี่ต้องการ
เพราะไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่แทฮาจินต้องการคงจะเป็นการที่เขายอมศิโรราบให้
“ผมยอมแพ้แล้วครับ”
แชะ แชะ เสียงจุดไฟแช็กซิปโป้ดังขึ้น เดาว่าอีกฝ่ายคงกำลังสูบบุหรี่ต่ออีกมวน
“แฟนเหรอครับ?”
“…?”
“ไกด์คิมอึยบินน่ะ”
คำถามที่ไม่คาดคิดถูกโพล่งออกมาจากปากของเอสเปอร์หนุ่ม ยอนอีขมวดคิ้วฉับก่อนจะหันกลับมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย บุหรี่ในมือถูกขยี้กับกำแพงจนมอดดับ
“คุณเอสเปอร์แทฮาจิน”
“ครับ”
“ผมเพิ่งขอยอมแพ้ไปไม่ถึงยี่สิบวินาทีด้วยซ้ำนะครับ แล้วเอสเปอร์ที่เคยช่วยชีวิตไว้เมื่อก่อนหน้านี้ก็เป็นแฟนของอึยบินด้วย อย่าแตะต้องเพื่อนผมสิครับ ผมอุตส่าห์ยอมยกธงขาวให้คุณขนาดนี้แล้วนะ”
อันที่จริง ยอนอีไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอธิบายต่อ แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้ แทฮาจินก็คงจะเบนเป้าหมายไปก่อกวนอึยบินแทนเขา การโดนกลั่นแกล้งมากครั้งเข้า ก็ยิ่งทำให้ยอนอีอ่อนไหวจนสูญเสียความเยือกเย็นไปเรื่อย ๆ จนได้
“แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะครับ ก็ผมไม่ยอมรับการยอมแพ้ของคุณสักหน่อยนี่นา”
“…”
ริมฝีปากของแทฮาจินวาดรอยยิ้มบาง บุหรี่ถูกคาบไว้ตรงกลางริมฝีปากได้รูปอย่างหลวม ๆ
‘สิ่งที่หมอนี่ต้องการไม่ใช่การทำให้ฉันยอมจำนนงั้นเหรอ?’
แค่คิดยอนอีก็ปวดหัวจี๊ดแล้ว
‘ถ้างั้นต้องทำยังไงถึงจะทำให้สงครามประสาทเฮงซวยนี่จบลงได้ล่ะ?’
สงสัยว่าเกมนี้จะเป็นเกมเดิมพันชีวิต หมายความว่าเกมนี้จะจบลงได้ก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายกันไปข้างเท่านั้น
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การเปลี่ยนกฎระเบียบแบบนั้นมันไม่ขี้โกงไปหน่อยหรือไง ใช้อำนาจในทางมิชอบแบบนั้นก็ได้เหรอครับ?”
“การใช้สิ่งที่ตัวเองมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ก็นับว่าเป็นความสามารถนะครับ”
“ไม่เห็นจะเข้าใจเลยครับ พอดีผมไม่เคยเห็นใครใช้อำนาจเพื่อความสะใจของตัวเองแบบนี้มาก่อน”
“เดิมทีสิ่งที่เรียกว่าอำนาจก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วนี่ครับ ถ้าคุณนึกน้อยใจ ก็ถอดหน้ากากระดับ B ออกซะสิ”
แทฮาจินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มผู้มีร่างกายใหญ่โตอย่างกับยักษ์ปักหลั่นปัดฝุ่นที่เปื้อนเสื้อผ้าออกดังพึ่บพั่บ ท่าทางเหล่านั้นไม่ได้ดูสบาย ๆ ในสายตายอนอีเลย
ทั้งตอนนอนอยู่บนพื้นดาดฟ้าเมื่อครู่นี้ ตอนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าที่ห้อง 702 ของอาคารพยาบาลฉุกเฉิน และตอนถือดาบเปื้อนเลือดบนภูเขาอย่างโหดเหี้ยมก็ด้วย
ไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะทำอะไรก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ทุกการกระทำของเขาดูราวกับกำลังข่มขู่คนมอง เรียกได้ว่า สิ่งนี้เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของเขาก็ว่าได้
“การฝึกภาคปฏิบัติสิ้นสุดลงแล้วครับ ขอให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาด้วยครับ”
ยอนอีตั้งใจมาเข้าร่วมการฝึกภาคปฏิบัติครั้งนี้โดยถึงกับเลื่อนการไกด์ดิงตอนบ่ายออกไป เขาหน้ามืดตามัวจนมองอะไรไม่เห็นทั้งนั้นนอกจากการเล่นงานหมอนั่นให้สะใจสักครั้ง แต่ไหงผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้เขาคับอกคับใจกว่าเดิมล่ะเนี่ย
ยอนอีม่อยหน้าอย่างผิดหวังพร้อมกับเดินผ่านแทฮาจินไป อีกฝ่ายวิ่งลงบันไดตามหลังไกด์ระดับ B มาโดยไม่ได้พูดอะไร
“คุณเก่งใช้ได้เลยนี่”
ทว่าในระหว่างนั้น เสียงที่ได้ยินไล่หลังมาก็ทำให้ยอนอีต้องชะงักเท้า คนพูดเองก็หยุดเดินและโคลงหัวเล็กน้อย เป็นท่าทางที่ดูกวนประสาทสิ้นดี
“น่าสนใจนะว่าไหมครับ ไกด์ระดับ B ที่โดนโยกย้ายมาจากต่างเมืองมีพรสวรรค์ในการยิงปืนซะขนาดนี้เนี่ย”
คนที่เรียนยิงปืนเป็นงานอดิเรกไม่ใช่อะไรที่เห็นได้ดาษดื่น ยอนอีไม่มีอะไรจะตอบจึงยิงคำถามกลับไปแทน
“แล้วทำไมคุณเอสเปอร์ถึงไม่ร่วมฝึกด้วยล่ะครับ?” อีกฝ่ายได้ฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ
“เสียดายเหรอครับ”
“ครับ ถ้าคุณจะช่วยมาเป็นคู่มือให้กันสักหน่อย ผมคงไม่คาใจขนาดนี้หรอก”
“ไกด์อียอนอีครับ”
“ครับ”
พริบตาที่อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นแซนดัลวูดหนัก ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมหรือเปล่าก็ลอยอวลมาแตะจมูก ยอนอีปลดปืนไรเฟิลที่สะพายอยู่บนบ่าลงและจ่อปากกระบอกปืนเย็นเฉียบไปที่ลิ้นปี่ของแทฮาจิน
‘คิดจะทำบ้าอะไรอีก?’ ยอนอีคิดในใจพลางขมวดคิ้วมุ่น
“การฝึกซ้อมมันไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย ถ้าจะยิงก็เอาเป็นตอนลงสนามจริง วินาทีที่ผมเผลอ ตอนที่ทุกคนไม่มีสติ ยิงตอนนั้นน่าจะสะใจกว่านะครับ”
พอพูดจบ มือใหญ่ ๆ ของอีกฝ่ายก็ตบปุลงมาบนกระหม่อมของยอนอี ภาพของแทฮาจินที่กำลังขยุ้มเส้นผมของไกด์ในระหว่างรับการปรนเปรอด้วยปากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนฉายวาบเข้ามาในหัวราวกับแฟลชแบ็ก ในขณะที่ยอนอีกำลังหัวเสียได้ที่ อีกฝ่ายก็เอียงศีรษะแล้วยื่นหน้าเข้ามาแนบชิด
“เขตที่มีดอร์ปรากฏขึ้นได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่นอกกฎหมายจนกว่าเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง หมายความว่าแม้แต่รัฐบาลก็เข้ามาแทรกแซงอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่ได้”
“คุณเอสเปอร์ คุณกำลัง…”
“เพราะฉะนั้นความสามารถอันโดดเด่นของคุณน่ะ เอาไปใช้ในที่แบบนั้นเถอะครับ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่หรอกที่มีคนมากวนตอนนอน”
แทฮาจินแสยะยิ้มแบบที่เขาทำมาตลอด นัยน์ตาสีโกเมนสุกใสฉายแววเย็นยะเยือก มีเพียงมุมปากเท่านั้นที่ยกขึ้นอย่างน่ารังเกียจ เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน
กร๊อบ
เอสเปอร์หนุ่มใช้มือเพียงข้างเดียวบดขยี้ปลายกระบอกปืนที่จ่อมายังลิ้นปี่ของตัวเองอย่างง่ายดายราวกับขยำกระดาษ
‘…นี่กำลังโกรธที่โดนปลุกตอนหลับอยู่งั้นเหรอ?’
แถมยังใจดีสอนให้อีกว่า ถ้าจะยิงก็ไปยิงในสถานที่เกิดเหตุ จะได้ไม่โดนจับเข้าคุก
ยอนอีพูดอะไรไม่ออกจนได้แต่อ้าปากค้าง เขารู้สึกได้ครู่หนึ่งว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องมายังริมฝีปากของตน แต่แล้วแทฮาจินก็ชิงเดินลงบันไดไปก่อน
ในตอนนั้น ยอนอีก็ตระหนักได้ถึงความเป็นจริงที่พยายามมองข้ามมาตลอดหลายข้อ
อย่างแรก สงครามนี้ไม่มีทางสิ้นสุดลงถ้าแทฮาจินไม่ยอมรามือ
อย่างที่สอง แทฮาจินไม่ได้มองว่าเขาเป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม
อย่างที่สาม พวกเรายังเกลียดขี้หน้ากันเหมือนเดิม
“จะประกาศผลแล้วนะครับ”
ครูฝึกที่ยืนบนแท่นพูดขึ้นก่อนที่เขาจะยืนนิ่งอึ้งเหมือนเครื่องช็อตกะทันหัน เจ้าตัวคงคิดว่า ตัวเองตาฝาดไปหรือเกิดข้อผิดพลาดอะไรสักอย่างขึ้นกับใบประกาศผลจึงตรวจสอบมันซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้ง
แต่แล้วในที่สุด เขาก็กระแอมเล็กน้อยเพื่อเคลียร์กล่องเสียงแล้วเริ่มประกาศอย่างเป็นทางการ
“…ผู้ที่ทำคะแนนได้มากที่สุดในการฝึกครั้งนี้ คือคุณอียอนอี ไกด์ระดับ B ครับ โดยได้รับบาดเจ็บสี่ครั้ง ทำให้คนบาดเจ็บเก้าคน และทำให้คนเสียชีวิตสิบห้าคนครับ ดังนั้นจะบวกคะแนนเพิ่มให้ทั้งสิ้น 93 คะแนนครับ”
“มีไกด์มาร่วมฝึกด้วยเหรอ?”
“ตั้ง 93 คะแนน บ้าชัด ๆ”
“เฮ้ย ใครมันโดนไกด์ระดับ B ฆ่าตายบ้างวะ? กูว่าเลิกเป็นเอสเปอร์เถอะว่ะ กร๊าก!”
“ก็กูไง แม่งเอ๊ย…”
“กูด้วย โคตรซวย…”
เกิดความชุลมุนย่อม ๆ ขึ้นที่จุดรวมพล พวกเอสเปอร์ส่วนหนึ่งพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนพวกเอสเปอร์ที่ถูกยอนอีฆ่าในการฝึกก็กำลังตั้งใจเล่าเหตุการณ์อย่างออกรส
“บ้าน่า! หมอนั่นเป็นไกด์ระดับ B เองเหรอ? แน่ใจหรือเปล่า? ฉันถูกไอ้หมอนั่นมันสับขาหลอกในห้องน้ำนะเว้ย!”
“ส่วนผมโดนเชือดตอนไปยิงเขาที่หน้าแข้งน่ะครับ โคตรช็อกเลย…”
น่าเสียดายที่ยอนอีออกไปจากตรงนั้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนครูฝึกที่ยังยืนอยู่บนแท่นก็ไม่ได้สนใจการพูดคุยไร้สาระของพวกเอสเปอร์ เพราะถึงยังไงการห้ามปรามเอสเปอร์ฝูงใหญ่ที่กำลังเจี๊ยวจ๊าวเป็นนกกระจอกแตกรังให้สงบลงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจร่ายผลการฝึกของคนอื่น ๆ ออกมาเหมือนหุ่นยนต์ต่อไป และนี่คือคำพูดทิ้งท้ายของเขา
“…ครับ และเราจะมอบคะแนนพิเศษเพิ่มให้อีก 5 คะแนน สำหรับผู้ที่ทำให้แทฮาจิน เอสเปอร์ระดับ S เสียชีวิตได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับคะแนนคือ ไกด์อียอนอีครับ”
“…?”
ความเงียบงันปกคลุมรอบบริเวณ เหล่าเอสเปอร์ที่ชุลมุนอยู่กับการโหวกเหวกโวยวายต่างพากันปิดปากเงียบ พวกเขามองหาร่องรอยของแทฮาจินซึ่งตอนนี้ได้หายไปจากที่นี่แล้ว และเมื่อรู้ว่าเอสเปอร์หนุ่มไม่อยู่ พวกเขาจึงเริ่มปริปากพูดกันอีกครั้ง
“ไกด์คนนั้นมันเสียสติไปแล้วเหรอ? บ้าระห่ำอะไรปานนั้น”
“ก็บอกแล้วไง! ว่าตอนที่อยู่ในห้องน้ำมันข่มขู่ฉันแล้วถามเรื่องเอสเปอร์แทฮาจินน่ะ!”
“แต่คุณเอสเปอร์แทฮาจินก็นอนอยู่บนดาดฟ้าทุกครั้งที่มีฝึกซ้อมไม่ใช่เหรอครับ? เห็นว่าถ้าเผลอไปกวนเข้าได้เจอความฉิบหายของจริงแน่”
“ฉิบหายจริง ๆ ฉันยืนยันได้เลย น่าจะสักครึ่งปีที่แล้ว มีเด็กใหม่ไปกวนเอสเปอร์แทฮาจินตอนฝึกซ้อมรับสถานการณ์ล่วงหน้าเลยโดนตัดแขนเป็นไอ้ด้วนเลยนี่”
“น่าจะมีใครบอกไกด์คนนั้นสักหน่อยสิ ว่าห้ามเข้าออกดาดฟ้าน่ะ”
ทันใดนั้น โมแป ชายหนุ่มที่ก่นด่ายอนอีไม่ยอมหยุดปากก็ตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นเป็นจังหวะรัวเร็ว เหงื่อกาฬเริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมกับสะกิดแขนโอวิน
“เฮ้ย ๆ โอวิน...”
“ครับ?”
“คือ…คนที่บอกว่าเอสเปอร์แทฮาจินอยู่บนดาดฟ้าคือฉันเอง… ถ้างั้นฉันจะซวยไหมวะ?”
โอวินที่กำลังตั้งใจเงี่ยหูฟังถึงกับเบิกตากว้างก่อนจะพยักหน้าจนหัวสั่นหัวคลอน