Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (9)
ในตอนที่แอบใช้เครื่องตรวจซึ่งอยู่ในสถาบันวิจัยของพ่อ และได้รู้ว่าตัวเองเป็นพวกคุณสมบัติซ้อน ก่อนถูกตรวจสอบระดับอย่างเป็นทางการ ยอนอีรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาต้องเก็บความลับนี้ลงหลุมศพไปกับตัวเองให้ได้
ชายหนุ่มคิดว่าใบหน้าของเขาก็เป็นสิ่งที่ควรปกปิดไว้เช่นกัน เผื่อว่าคนที่เคยเจอกันในสถาบันวิจัยจะจำได้ว่ายอนอีเป็น ‘ลูกชายของหัวหน้าสถาบัน’ ในระหว่างนั้น เขาไม่มีสิทธิฝันถึงชีวิตประจำวันอันสงบสุขเสียด้วยซ้ำ เพราะเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าชีวิตของเขาถูกกำหนดมาให้ยุ่งเหยิงวุ่นวายตั้งแต่แรก
นอกจากนั้นยอนอีก็ไม่ได้อยากมีปฏิสัมพันธ์กับใครเป็นพิเศษ
แบบนี้แหละดีแล้ว ถึงจะถูกมองว่าปิดหน้าปิดตาอย่างกับคนบ้าก็เถอะ
นับว่าโชคยังดีที่การตัดสินใจของยอนอีเป็นสิ่งถูกต้อง เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์เก่าได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
แต่ในบางครั้งเขาก็รู้สึกหดหู่เพราะความว้าเหว่และความอึดอัดที่ไม่รู้เหตุผล อาจเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ เป็นสิ่งที่ต้องการให้มีคนรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีใครใช้ชีวิตโดยไร้ตัวตนไปได้ตลอดหรอก
ด้วยเหตุนั้น เขาจึงปลดเปลื้องสิ่งที่ปิดบังตัวตนของตนเองออกและเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนทุกครั้งที่ไปพบอึยบิน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นาน ๆ ทีจะทำสักครั้งหนึ่ง
แต่นี่มันไม่ใช่……
‘เฮ้อ ซวยแล้วไง’
ลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาหายใจรดต้นคอของเขา แต่ถึงยอนอีจะทำตัวพิลึกพิลั่นยังไง พ่อของเขาก็ไม่เคยสนใจอะไร เขาเลิกสนใจยอนอีนับตั้งแต่วันที่ยอนอีบังคับเครื่องวัดคุณสมบัติให้ได้ผลออกมาเป็นไกด์ระดับ B แล้ว
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร ในเมื่อผลลัพธ์ไม่ออกมาตรงตามที่พ่อคาดหวังไว้ กลับกันแล้วยอนอีรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำที่พ่อเลิกยุ่งกับเขา แต่ก็ยังให้เงินสนับสนุนไม่อั้นเพราะไม่ว่าอย่างไรยอนอีก็ยังคงเป็นลูกในไส้
ยอนอีขยำหน้ากากใส่กระเป๋ากางเกงลวก ๆ และตรงกลับไปยังหอพักทันที พอเข้าไปในห้องก็เห็นจองอูชอลที่ขมวดคิ้วใส่และปิดประตูห้องเสียงดังปัง! เมื่อเห็นว่าเป็นเขาที่เดินเข้ามา
ยอนอีล้มตัวลงนอนคว่ำหน้ากับเตียงพลางส่งเสียงโอดครวญ
“กฎระเบียบ……กฎระเบียบบ้านแกสิ หน้ากากนับเป็นเครื่องแต่งกายได้ด้วยหรือไง?”
เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ดูเหมือนว่าอึยบินจะรู้ข่าวแล้วจึงส่งข้อความมา
《ยอนอี โอเคไหม? ทำยังไงดี ถ้าไม่มีหน้ากากก็ปิดหน้าไม่ได้แล้วสิ T_T》 13.07 น.
13.08 น. 《ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่โอเค》
《ถ้างั้นฉันเอามือไปปิดให้แทนดีไหม?》 13.08 น.
13.09 น. 《ไม่ตลกนะ》
《T____T》 13.09 น.
เขารู้สึกผิดต่ออึยบินอยู่หรอก แต่ ณ เวลานี้เขาตลกไม่ออกจริง ๆ การเดินเตร่ไปในที่ทำงานโดยไม่มีหน้ากากอนามัยอย่างที่เคยใส่ไปไหนมาไหนตลอดระยะเวลา 4 ปี คงไม่ต่างอะไรจากการแก้ผ้าล่อนจ้อนในที่สาธารณะเลยสักนิด
‘……อาจจะไม่เป็นไรก็ได้ ยังไงมาตรฐานความงามของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ อยู่แล้วนี่’
แค่ถอดหน้ากากออกอย่างเดียวเอง โชคดีจะตายที่ยังเหลือแว่นตาทรงเหลี่ยมพิลึก ๆ กับผมหน้าม้าที่ยาวลงมาปิดตาอยู่ พอคิดอย่างนั้นยอนอีก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
ยอนอีติดนิสัยยกมือขึ้นมาปิดปากเวลาต้องเผชิญหน้ากับผู้คนไปเสียแล้ว แต่ที่เกินคาดคือเขากลายเป็นจุดสนใจน้อยลงพอเลิกใส่หน้ากากอนามัย อาจเป็นเพราะของที่สร้างความมีพิรุธให้ตัวเองลดลงไปชิ้นหนึ่งละมั้ง
ถ้าแค่นี้ก็พอไหว ยอนอีบอกตัวเองไว้แบบนั้น
แต่ทว่า
“เปลี่ยนกฎอีกแล้วเหรอ?”
“เบื้องบนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย…….เล่นเปลี่ยนกฎกันทุกอาทิตย์เลย จะบ้าตาย”
แววตาของยอนอีที่จงใจยกมือขึ้นมาปิดส่วนล่างของใบหน้าสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาเดินแทรกฝ่าฝูงชนออกไปเงียบ ๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องไปที่กฎระเบียบฉบับแก้ไข
「ศูนย์เมืองหลวงซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์ดิไอแลนจะนำร่องการทำทรงผมสุภาพเรียบร้อย (จำเป็นต้องเห็นคิ้ว) เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่พนักงานศูนย์อื่น ๆ
ในกรณีที่จำเป็นต้องไว้ผมยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องยื่นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (ใบรับรองแพทย์, รายงานโดยละเอียด, ใบวินิจฉัยจากแพทย์ 2 คนขึ้นไป, รายงานความคืบหน้า, เอกสารชี้แจง, เอกสารประวัติครอบครัว เป็นต้น) ซึ่งเอกสารข้างต้นจะต้องทำการยื่นใหม่ทุกสัปดาห์หากต้องการต่อเวลา」
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
ยอนอีส่งเสียงที่ไม่ใช่แม้แต่การแค่นหัวเราะ แต่เป็นการระเบิดหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ จนผู้คนรอบข้างต่างหันมามองพร้อมกับซุบซิบนินทา
“โธ่ สงสัยคนนั้นคงต้องไปตัดผมซะแล้วละ”
เป็นเรื่องที่ตลกซะจนอยากลงไปขำกลิ้งกับพื้น
ยอนอีรู้สึกอย่างกับว่าพระเจ้ากำลังกลั่นแกล้งเขาอย่างไรอย่างนั้น
ชายหนุ่มผู้โชคร้ายขับรถออกไปด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย เขาขับตรงไปยังร้านตัดผมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับประตูใหญ่ โดยไม่มีสติจะคิดด้วยซ้ำว่าจอดรถถูกหรือเปล่าหรือขับทิ่มเสาไฟฟ้าไปแล้ว และเมื่อก้าวขาเข้าไปในร้าน บรรดาช่างตัดผมก็พากันมารุมมาตุ้มยื่นรูปดารามากมายให้เขาได้เลือก
“คนนี้เป็นนักแสดงชื่อว่า เพเคียน ค่ะ รู้จักไหมคะ? ทรงผมแบบนี้กำลังฮิตสุด ๆ ฉันว่าน่าจะเหมาะกับรูปหน้าของคุณลูกค้าพอดีเป๊ะเลยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ แค่……เล็มให้เห็นคิ้วก็พอครับ เอาแค่นี้แหละครับ”
“ทรงนี้ดีไหมคะ? นายแบบ จิน เซวิเลอร์ ทำทรงนี้แล้วฮิตติดลมบนเลยนะคะ”
“ไม่ครับ ขอแค่ให้เห็นคิ้วนิดหน่อยก็พอครับ”
ความหัวแข็งของคุณลูกค้าทำให้ช่างตัดผมได้แต่ทำหน้าเสียดาย
ฉับ ฉับ
อุ๊ยตาย คุณลูกค้าผมสุขภาพดีมากเลยนะคะ นุ่มลื่นอย่างกับแพรไหมเชียว
ฉับ
อยากดื่มอะไรไหมคะ? ไอซ์ทีร้านเราอร่อยมากเลยนะคะ
ระหว่างขึ้นเขียง ยอนอีหลับตาอยู่ตลอดและไม่กล้าแม้แต่จะมองกระจก เขาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งในขณะที่จ่ายเงิน เสร็จแล้วก็รีบบึ่งกลับไปขลุกตัวอยู่แต่ในหอพัก โทรศัพท์สว่างวาบขึ้นพร้อมกับแจ้งเตือนว่ามีข้อความถูกส่งมาจากอึยบิน แต่เขายังไม่มีอารมณ์จะหยิบมันมาอ่านเพราะยังหัวเสียไม่หาย
‘ไม่เป็นไร ไว้ค่อยหาแว่นที่ดูแปลกกว่าอันนี้มาใส่ก็ได้’
3 วันถัดมา
ณ วินาทีนั้นยอนอีรู้สึกได้เลยว่าชีวิตตัวเองกำลังจะป่นปี้ และเริ่มรู้สึกถึงสายตาที่กดดันจากคนรอบข้าง
‘เฮ้อ’
บอร์ดประกาศมีการอัปเดตอีกครั้ง ยอนอีพยายามสะกดกลั้นความดันที่พุ่งขึ้นสูงเอาไว้และเดินดุ่ม ๆ ไปตรงหน้าบอร์ดอย่างห้าวหาญ
อย่าบอกนะว่า……
พระเจ้าจะลงโทษเขาอีกแล้วเหรอ
เขาไล่สายตาอ่านตัวหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ
「เพื่อภาพลักษณ์อันดีงามของศูนย์ ทุกท่านจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีรูปลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อย (เช่น ไม่สวมแว่นตาที่ไม่มีเลนส์ เป็นต้น)
ในกรณีที่จำเป็นต้องสวมแว่นตาที่ไม่มีเลนส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องยื่นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (ใบรับรองแพทย์, รายงานโดยละเอียด, ใบวินิจฉัยจากแพทย์ 2 คนขึ้นไป, รายงานความคืบหน้า, เอกสารชี้แจง, ประวัติครอบครัว เป็นต้น)……」
โอเค
ยอนอีตัดสินใจยอมรับความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่ตัวเองเลือกจะเมินเฉยมาโดยตลอด
ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่ฝีมือของพระเจ้าหรอก
แต่มันเป็นแผนการของไอ้บ้าที่กุมอำนาจที่นี่ไว้และใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งเขาต่างหาก ถ้าไม่ใช่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งเป้ามาเพื่อเล่นงานเขาชัด ๆ
‘แบบนี้ก็ได้เหรอ? แม้แต่กฎระเบียบในโรงเรียนยังเปลี่ยนเล่นขนาดนี้ไม่ได้เลย……!’
ยอนอีถอดแว่นตาทรงเหลี่ยมที่ใส่อยู่ออกในทันที ก่อนจะหักครึ่งและขยำมันทิ้งเหมือนเป็นเศษกระดาษไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
ตอนนี้ไม่เหลืออะไรที่เขาจะใช้ปิดหน้าปิดตาแล้ว ถ้าแกล้งทาหน้าเป็นสีเขียวเพื่อพรางตัว เดี๋ยวก็คงมีการแก้กฎระเบียบอีกว่า
ห้ามทาหน้าเป็นสีเขียว
“มันน่าฆ่าให้ตายนัก”
ยอนอีได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว
วันนี้มีการฝึกภาคปฏิบัติ แม้ว่าไกด์จะสามารถเลือกเข้าร่วมได้อย่างอิสระ แต่ไกด์ส่วนมากมักจะไม่เข้าร่วมการฝึกภาคปฏิบัติที่เสี่ยงอันตราย ดังนั้นมันจึงกลายเป็นการฝึกเฉพาะของเอสเปอร์ไปโดยปริยาย
ตึก ตึก
เหล่าเอสเปอร์จำนวนกว่า 300 คนยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบในสนามกีฬาขนาดใหญ่มหึมาซึ่งถูกปูด้วยหญ้าที่ถูกตัดจนเหี้ยนเตียน ครูฝึกกำลังพูดอธิบายกฎพร้อมกับเคาะก้านไม้ไปมาบนไวท์บอร์ดอยู่บนแท่นที่ยกสูงขึ้น
“……เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การฝึกภาคปฏิบัติในครั้งนี้จึงเป็นการฝึกรายบุคคล ซึ่งรางวัลและคะแนนพิเศษที่ใช้ในการเลื่อนขั้นจะถูกมอบให้ตามผลลัพธ์ที่ได้ ปืนที่ทางเราแจกจ่ายให้ถูกบรรจุกระสุนพิเศษเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อยิงกระสุนพิเศษออกไป เสื้อเกราะประเภทตรวจจับความเสียหายที่ทุกท่านสวมอยู่จะจำแนกบริเวณและประเมินระดับของการบาดเจ็บไปจนถึงการเสียชีวิต ถ้าหากถูกประเมินว่าเสียชีวิต จะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลา 10 นาที นั่นหมายความว่าหลังจากผ่านไป 10 นาที ทุกท่านจะสามารถฟื้นขึ้นมาโจมตีศัตรูได้อีกครั้ง คะแนนจะถูกตัดเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ยิ่งฆ่าอีกฝ่ายหรือทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้จำนวนมากเท่าไหร่ คะแนนที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น กุญแจสำคัญคือตายให้น้อยและฆ่าให้มาก สำหรับเสื้อเกราะตรวจจับ ทางสถาบันวิจัยกลางแห่งดิไอแลน.…..”
หลังจากสิ้นสุดการอธิบายกฎการให้คะแนน เหล่าเอสเปอร์จึงได้รับการแจกจ่ายปืนที่ถูกบรรจุกระสุนพิเศษไว้ เพื่อความเท่าเทียมกันของอาวุธ ปืนที่ถูกมอบให้จึงเป็นปืนสไนเปอร์ไรเฟิลเหมือนกันทั้งหมด
เอสเปอร์ระดับ C ที่ทำหน้าที่แจกจ่ายปืนให้กับทุกคนทำตาโตเป็นไข่ห่าน ตั้งแต่รับการฝึกมา ยังไม่เคยเจอเอสเปอร์ลักษณะนี้มาก่อนเลย……
จะว่าสวยก็ไม่ใช่ จะว่าหล่อก็ไม่เชิง เป็นใบหน้าที่ยากจะให้คำนิยามได้ ส่วนสูงกำลังพอดี รูปร่างสมส่วน จนคนมองยังอดเสียดายแทนไม่ได้ที่ต้องเอาตัวมาเกลือกกลิ้งอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้
เอสเปอร์ระดับ C เผลอกวาดตาสำรวจรูปร่างหน้าตาของชายหนุ่มตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสะดุ้งเฮือกราวกับได้สติกลับคืนมา
“โอ๊ะ……เอ่อ เป็นกำลังใจให้นะครับ สู้ ๆ ครับ”
“ขอบคุณครับ”
ทุกคนเคลื่อนย้ายไปยังตึกปลอดคนซึ่งถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการฝึกโดยพร้อมเพรียงกัน
ตึกมีความสูง 6 ชั้นและไม่มีลิฟต์แม้แต่ตัวเดียว ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการฝึกภาคปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งภายในตึกจะมีเสาทรงเหลี่ยมตั้งอยู่ประปรายไว้สำหรับใช้ในการหลบซ่อนตัว
“การฝึกรอบที่ 1 จะเริ่มต้นแล้วนะครับ ในระหว่างการฝึกฝนไม่สามารถใช้พลังพิเศษได้ ขอให้ทุกท่านจดจำไว้ให้ดี เวลาจำกัดอยู่ที่สองชั่วโมงนะครับ เริ่มได้!”
เมื่อการฝึกเริ่มขึ้น แต่ละคนจะไปอยู่ในตำแหน่งตามหมายเลขชั้นที่ถูกกำหนดไว้ ตำแหน่งของยอนอีคือตรงกำแพงข้างห้องน้ำชั้น 3 เขารีบรุดเข้าไปในห้องน้ำทันที เพราะรับรู้ได้ว่าจะต้องมีใครสักคนซ่อนตัวอยู่ในนี้แน่ ๆ
ชายหนุ่มกลั้นหายใจและเอาตัวแนบชิดติดกับกำแพง แต่แล้วก็มีเสียงเบา ๆ เล็ดลอดออกมาจากด้านในห้องน้ำ
เสียงรองเท้าดังกระทบกับพื้น
ยอนอีจงใจทุบกำแพงที่ตัวเองยืนอยู่ดัง ตึง! ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดัง ปัง ปัง! ขึ้นเป็นจำนวนสองนัดตอบกลับมา ระยะเวลาที่เสียงปืนดังขึ้นติดกัน สั้นเกินกว่าที่จะออกมาจากปากกระบอกปืนสไนเปอร์ไรเฟิลเพียงกระบอกเดียวได้ แสดงว่าในนั้นจะต้องมีคนอย่างน้อยสองคนแน่นอน
เขาทุบกำแพงอีกรอบดัง ตึง!
ถึงคราวนี้จะไม่มีเสียงปืนตอบกลับมาแล้ว อีกฝ่ายคงกำลังระวังตัวแจและไม่กล้าออกมาเพ่นพ่านสักพักหนึ่ง ยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ดูไม่มีความเกรงกลัวอย่างยอนอีด้วยยิ่งแล้วใหญ่
ยอนอีก้มตัวลงนอนราบขนานไปกับพื้น รองเท้าผู้ชายคนหนึ่งโผล่ออกมาให้เห็นผ่านทางช่องแคบ ๆ ระหว่างห้องน้ำ ชายหนุ่มจึงยิงจ่อไปที่เท้าของศัตรูอย่างไม่ลังเล
เสียงปัง! ดังขึ้นแทบจะพร้อมกับเสียงที่เตือนว่า〔เท้าขวาใช้การไม่ได้〕 ซึ่งดังออกมาจากเสื้อเกราะของผู้ถูกล่า
“ฮะ โดนแล้ว……? ยังไม่ทันทำอะไรเลยนะ”