Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (13)
ในตอนนั้น แทฮาจินรู้สึกเหมือนตัวเองเกือบจะเผลอหักคออีกฝ่าย เขาจึงต้องสะกัดกลั้นอารมณ์ของตัวเองอย่างยากลำบาก การไกด์ดิงที่ดูดเอาพลังไปชำระล้างช่างชวนให้ลุ่มหลงเสียจนตัวเขาเองยังประหลาดใจ รู้สึกได้ว่าร่างกายส่วนล่างกำลังเกิดความต้องการ การที่มันตอบสนองต่อจูบของอียอนอีโดยไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดและสัญชาตญาณเท่านั้น
ขณะที่นึกถึงเรื่องเมื่อตอนนั้น ฮาจินก็กุมหน้าผากด้วยความหงุดหงิด
“ช่างเรื่องนั้นไปก่อน...แล้วสถาบันวิจัยล่ะ?”
– อ้อ เรื่องนั้น…ผมลักลอบเข้ามาได้สำเร็จครับ มีเอกสารภายในถูกจัดเก็บไว้บางส่วน ผมก็เลยทำสำเนามาด้วย แต่ฐานข้อมูลเข้าถึงไม่ได้เลยครับ
“ได้ยังไงกัน ความช่วยเหลือของฉันก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่”
“ครับ…แน่นอนว่าความช่วยเหลือจากคุณน่ะมากพอแล้วครับ แต่หัวหน้าสถาบันวิจัยน่าจะทำการซิงก์ฐานข้อมูลเข้ากับร่างกายมนุษย์ด้วยตัวเองน่ะครับ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญบอกคือถ้าไม่ได้รับความยินยอมและไม่มีข้อมูลทางพันธุกรรมของหัวหน้าสถาบันก็ไม่มีทางเข้าถึงฐานข้อมูลได้เลยครับ
“ข้อมูลทางพันธุกรรมงั้นเหรอ...ถ้างั้นนายก็คงจะสืบเรื่องครอบครัวของหัวหน้าสถาบันวิจัยมาแล้วใช่ไหม?”
– ครับ ตรวจสอบมาเรียบร้อยแล้ว แต่เห็นว่ามีลูกชายหนึ่งคนกับภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว และมีลูกชายอีกคนกับภรรยาคนที่สองด้วยครับ
ได้ยินรายงานแล้วฮาจินก็จมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง
เขานึกถึงข่าวลือที่แพร่กระจายท่ามกลางกลุ่มคนระดับสูงเกี่ยวกับภรรยาคนแรกของหัวหน้าสถาบันวิจัย ว่ากันว่าหัวหน้าสถาบันวิจัยผู้คลั่งไคล้การทดลองคนนั้นใช้ภรรยาของตัวเองเป็นหนูทดลอง เธอทนไม่ไหวจึงกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน และจบชีวิตตัวเองลงในที่สุด
ภรรยาคนแรกของเขาเป็นสุภาพสตรีที่งดงามจนน่าหลงใหล แต่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า หญิงงามมักอับโชค เธอเองก็คงจะเป็นหญิงงามผู้อับโชคคนนั้นเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาคนแรกของหัวหน้าสถาบันวิจัยยังเป็นผู้หญิงที่ฮาจินเคยรู้จัก
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เคยรู้จัก แต่รู้จักดีเลยต่างหาก
“เฮ้อ” ดวงตาของแทฮาจินหม่นแสงลง
เมื่อนึกถึงผู้หญิงคนนั้น หัวสมองเขาก็มักจะหยุดทำงานไปเสียดื้อ ๆ เอสเปอร์หนุ่มจึงถอนหายใจยาวออกมา
ภรรยาคนที่สองของหัวหน้าสถาบันวิจัยเป็นดาราสาวผู้มีชื่อเสียง ในขณะนั้นหญิงสาวผู้ทะเยอทะยานคนนี้มีวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีแต่กลับแต่งงานกับหัวหน้าสถาบันวิจัยที่มีอายุมากกว่าตนเกือบสองรอบ การแต่งงานของคนทั้งสองได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพราะเป็นการจับคู่กันของดาราสาวผู้โด่งดังและหัวหน้าสถาบันวิจัยผู้ทรงอำนาจระดับสั่นคลอนรากฐานของประเทศชาติได้เลยทีเดียว
ฮาจินพลิกหน้าเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลของหัวหน้าสถาบันวิจัย
ทั้งสองคนแต่งงานกันเข้าสู่ปีที่สิบสองแล้ว
“ลูกชายคนที่สองอายุเท่าไหร่นะ?”
– เป็นที่ทราบกันว่าอายุสิบเอ็ดปีครับ ส่วนเรื่องที่เคยบอกให้ผมไปสืบมาเมื่อคราวก่อน...หัวหน้าสถาบันวิจัยไม่มีลูกสาวอายุมากกว่ายี่สิบเจ็ดปีครับ มีแค่ลูกชายอายุยี่สิบห้าปีและสิบเอ็ดปีแค่สองคน”
“…”
– แน่นอนว่าอาจจะมีก็ได้ แต่จากข้อมูลที่ผมสืบมาพบว่าไม่มีครับ ถ้าหากเขามีลูกสาวคนโตแบบลับ ๆ ตามที่คุณเอสเปอร์บอกจริง ๆ เด็กคนนั้นน่าจะตายไปก่อนหน้านี้…
“หุบปาก”
– …
“คราวหน้าไว้ค่อยคุยกัน”
ตู๊ด
สายถูกตัดไปแล้ว แต่คนที่อยู่ปลายสายกลับสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของผู้เป็นนาย โดเบอร์แมนกลืนน้ำลายที่เกิดขึ้นตามกลไกของร่างกายดังเอื๊อก
เอสเปอร์แทฮาจินอ่อนไหวต่อเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหัวหน้าสถาบันวิจัยเป็นพิเศษ เขาพอจะรู้เหตุผลแบบคร่าว ๆ ก็จริง แต่ก็ยากจะคาดเดาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เอสเปอร์หนุ่มถามเกี่ยวกับเรื่องลูกสาวคนโตของหัวหน้าสถาบันวิจัยอยู่เป็นครั้งคราว
“ดูท่าฉันคงทำอะไรผิดไปสักอย่างสินะ”
เป็นเรื่องแล้วไง พรุ่งนี้เขาต้องกลับไปที่ศูนย์แต่จู่ ๆ ก็เกิดปอดแหกขึ้นมา โดเบอร์แมนล้วงซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตของเขา
[ใบลาออก]
เขาพกซองนี้ไปไหนมาไหนได้เจ็ดปีแล้ว ถ้ายื่นซองนี้ให้แทฮาจิน ฝ่ายนั้นคงแสยะยิ้มแล้วชักดาบออกมาจากฝักแน่นอน
โดเบอร์แมนถอนหายใจ ถึงจะคิดนู่นคิดนี่สะระตะ แต่ปัญหาใหญ่คือเขาผูกพันกับเอสเปอร์คนนี้มากเกินไปแล้วน่ะสิ
ถ้าจะทำตัวนิสัยไม่ดีก็อย่ามาดูแลครอบครัวให้สิ
แล้วก็ไม่ต้องให้เงินเยอะ ๆ ด้วย
โดเบอร์แมนเหยียดยิ้มพลางส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง
***
“ครับ ไว้เจอกันคราวหน้าครับ”
หลังจากเข้าพบหัวหน้าทีมไกด์ระดับ B ที่ควรจะได้เจอกันตั้งนานแล้วเสร็จเรียบร้อย ยอนอีก็มุ่งหน้าตรงไปยังชั้น 5 ของอาคารส่วนกลางทันที
เดิมทีเมืองหลวงมีผู้มีพลังพิเศษอยู่เยอะเป็นทุนเดิม จึงมีช่องโหว่ในระบบการบริหารจัดการหรือการแบ่งหน้าที่ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นึกว่าจะถึงขนาดที่เขาเพิ่งจะได้รับการจัดสรรแบ่งห้องทำงานและเพิ่งได้รับข้อบังคับในการจัดทำรายงานเอาป่านนี้
ยอนอีเปิดประตูผางเข้าไปในห้องที่เขียนว่า [ห้องทำงานไกด์ระดับ B] อย่างไม่ลังเลแล้วส่อดส่ายสายตาหาที่ว่าง แต่ไม่รู้ทำไมบรรยากาศในห้องทำงานถึงได้เย็นยะเยือกพิลึก
‘เป็นเพราะข่าวลือของฉันงั้นเหรอ?’
แต่แล้วไง ใครจะไปสน
ยอนอีเดินผ่านโต๊ะหลายตัวเข้าไปด้านใน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก ตัวแข็งทื่อไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ๆ ในห้อง
ป้ายชื่อที่เขียนไว้ว่า [ไกด์อียอนอี] ถูกวางเด่นหราอยู่บนโต๊ะ โดยมีเอสเปอร์แทฮาจินกำลังนั่งเอกเขนกอยู่ด้านหน้าในท่าเหยียดขาราวกับจะประกาศถึงการปรากฏตัวของตัวเองด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ความสะทกสะท้าน
ดวงตาสีโกเมนสุกใสจ้องใบหน้าของยอนอีเขม็ง
“ห้องหัวหน้าทีมคงอยู่ไกลมากสินะครับ”
“…ก็ไกลอยู่นะครับ”
“อยู่ตึกข้าง ๆ นี่เองไม่ใช่เหรอ”
“…แล้วคุณเอสเปอร์ มาที่นี่ทำไมเหรอครับ?”
“ตั้งใจจะมายื่นข้อเสนอน่ะครับ”
พวกไกด์คนอื่น ๆ นั่งประจำที่ของตัวเองไม่ขยับเขยื้อนไปไหน สายตาของทุกคนแม้จะโฟกัสอยู่บนจอมอนิเตอร์แต่หูต้องกำลังเงี่ยฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่แน่นอน ยอนอีเม้มปากแน่นแล้วเขม้นมองฮาจิน
“ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะครับ”
“ทำไมล่ะครับ ที่นี่เงียบดีออก”
“แล้วมันไม่มีที่อื่นแล้วหรือไงครับ?”
“ที่ไหนล่ะ?”
“ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ลุกขึ้นสิครับ”
ยอนอีขยับมือชี้ไปทางประตู แทฮาจินตอบกลับด้วยอาการไหวไหล่เบา ๆ ทันทีที่ออกมาจากห้องทำงานไกด์ ยอนอีก็เริ่มเปิดบทสนทนาทันที
“เมื่อกี้เห็นว่าไวท์ดอร์โผล่มาพร้อมกันสองบานนี่ครับ มัวมาเล่นสนุกอยู่ที่นี่จะดีเหรอ?”
“ผมจัดการเสร็จแล้วและกลับมาพักแล้วครับ”
“พูดอะไรของคุณ ยังแจ้งเตือนได้ไม่ถึงหนึ่งชั่งโมงเลย…”
ไวท์ดอร์เป็นดอร์ระดับต่ำสุด สัตว์ประหลาดส่วนใหญ่ที่ออกมามักจะอ่อนแอ อีกทั้งขอบเขตของดอร์ก็เล็กจึงไม่ค่อยเป็นปัญหาสักเท่าไหร่ ติดอยู่อย่างเดียวคือมันมักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ สมัยยอนอีทำงานที่ศูนย์ไลบรัมจ์ ขนาดจะจัดการไวท์ดอร์ก็ยังต้องใช้เวลามากโขทีเดียว
แต่ถ้ามีเอสเปอร์ฝีมือระดับประเทศถูกเพิ่มเข้ามาช่วยจัดการก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เมื่อคิดได้แบบนั้นยอนอีก็จ้องมองแทฮาจินด้วยความรู้สึกแปลกใหม่พลางคิดในใจ
‘ทำไมพระเจ้าถึงลำเอียงมอบความสามารถให้คนขวางโลกแบบนี้กันนะ’
หลังจากก้าวเข้าไปในลิฟต์ แทฮาจินก็ใช้นิ้วเรียวยาวกดปุ่มชั้น 20 ยอนอีเคยได้ยินว่าถ้าเป็นคนจิตใจดี มือก็จะสวย แต่ไม่รู้ทำไมหมอนี่ถึงได้มือสวยนักทั้งที่จิตใจเป็นแบบนั้น
“สรุปแล้วข้อเสนอคืออะไรครับ?”
ในชั้น 5 ห้องทำงานหลายห้องจะถูกสร้างเรียงรายกันไป แต่ชั้น 20 กลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอย่างกับเป็นคนละตึกกัน สิ่งที่มองเห็นเมื่อเดินตามอีกฝ่ายไปคือพื้นที่กว้างขวางอันยากจะให้คำนิยามว่าเป็นห้องทำงานหรือห้องนอนกันแน่
ฮาจินนั่งลงที่ขอบเตียงซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ ภายนอกมองเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงยามค่ำคืนซึ่งถูกประดับประดาไปด้วยดวงไฟหลายสีสัน
“ระดับมลพิษอยู่ที่ 76 เปอร์เซ็นต์”
ดูท่าวันนี้เอสเปอร์หนุ่มคงไม่มีแผนจะเปลื้องผ้าให้ใครดู เจ้าตัวจึงไม่ได้ถอดเครื่องแบบออก เพียงแค่ยื่นข้อมือหนาของตัวเองออกมาด้านหน้าเท่านั้น แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่ยอนอีก็เลือกที่จะเมินเฉย
“มาหาผมที่ออฟฟิศเพื่อเสนอเรื่องแบบนี้เหรอครับ?”
“ผมปวดหัวมากครับ รู้สึกเหมือนไข้ขึ้นด้วย”
คนเขายังไม่ถามสักคำ แต่แทฮาจินข้ามมาขั้นตอนไกด์ดิงเองเฉยเลย
ไหนจะบอกระดับมลพิษให้รู้ ไหนจะบอกอาการเบื้องต้นอีก
สีหน้าของอีกฝ่ายนิ่งเฉยอย่างมากสำหรับคนที่กำลังฟ้องว่าตัวเองป่วย อันที่จริงยอนอีก็อดนึกทึ่งในใจไม่ได้ ถ้าเป็นคนปกติที่มีระดับมลพิษเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ในร่างกายคงจะเจ็บปวดทุรนทุรายไปแล้ว แต่เอสเปอร์ตรงหน้ามีระดับมลพิษสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เขาน่าจะขยับนิ้วไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
หรือว่าเอสเปอร์ระดับ S จะมีความสามารถในการต้านทานต่อความรู้สึกเจ็บปวดกันนะ
“ขอโทษด้วยนะครับ แต่พอดีว่านี่ไม่ใช่งานที่ผมได้รับมอบหมาย คุณคงต้องเรียกไกด์ในสังกัดมาเองแล้วละครับ”
ยอนอีปฏิบัติงานไกด์ดิงแค่เวลาที่ถูกเรียกตัวผ่านทางนาฬิกา การขอให้ไกด์ดิงเป็นการส่วนตัวแบบนี้เป็นเรื่องที่ทำได้กับไกด์ในสังกัดเท่านั้น
โดยปกติแล้วการเรียกตัวคนมาไว้ใน [สังกัด] จะถูกสงวนไว้สำหรับเอสเปอร์ระดับสูงเท่านั้น เพราะ [เอสเปอร์] ที่ต้องเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับเผ่าพันธุ์สัตว์ประหลาดในสถานที่จริงมักจะได้รับการยกย่องเชิดชูจากมวลมหาประชาชน แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าไกด์ซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลังและเป็นฝ่ายถูกปกป้องอย่างมาก
‘ถึงจะต่างกันไปในแต่ละคน แต่ละระดับก็เถอะ’
ยอนอียักไหล่ ตอนที่ตั้งท่าจะหมุนตัวไปที่ประตู ฉับพลันไฟสีน้ำเงินก็สว่างขึ้นบนหน้าปัดนาฬิกา
มันคือสัญญาณเรียกตัว เขาแตะมันซ้ำ ๆ เพื่อตรวจสอบข้อความที่ถูกส่งเข้ามา
[เรียกตัวด่วน: เอสเปอร์ระดับ S แทฮาจิน อาคารส่วนกลางชั้น 20 ระดับมลพิษ 76%]
การที่สัญญาณเรียกตัวพุ่งมายังนาฬิกาของเขาทันทีที่บอกปฏิเสธไกด์ดิงให้อีกฝ่าย ทำให้สีหน้าของยอนอีเคร่งเครียดขึ้นมา ถ้าจำไม่ผิดการเรียกตัวผ่านทางนาฬิกาน่าจะต้องทำผ่านห้องควบคุมกลางถึงจะเรียกเข้ามาได้ไม่ใช่หรือยังไงกัน
ยอนอีหันกลับไปจ้องมองแทฮาจิน ชายหนุ่มโชว์นาฬิกาของตัวเองให้เห็นแวบหนึ่ง
“สำหรับผมเป็นกรณีพิเศษครับ เพราะถึงยังไงห้องควบคุมกลางก็อยู่ภายใต้การดูแลของผม”
ราชวงศ์มองเห็นอะไรในตัวเขาถึงได้มอบหมายให้แทฮาจินดูแลห้องควบคุมกลางกันนะ?
ยอนอีนึกอยากทุบนาฬิกาเฮงซวยนี่ทิ้งขึ้นมาชั่วขณะ แต่ก็ต้องข่มใจไว้เพราะราคาที่แพงลิ่วของมัน อันที่จริงเรื่องเงินไม่เป็นปัญหาต่อเขาเท่าไหร่ ปัญหาคือถ้าใช้บัตรพ่อ ชีวิตประจำวันของเขาก็จะถูกรายงานให้พ่อรู้น่ะสิ
หมอนี่มั่นใจแล้วว่าเขาไม่ใช่ไกด์ระดับ B เพราะเราเคยพูดคุยหยั่งเชิงกันหลายต่อหลายครั้ง แถมอีกฝ่ายยังเป็นระดับ S เหมือนเขา บางทีแทฮาจินอาจจะมีความสามารถมองทะลุเข้ามาในจิตใจของเขาก็ได้
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยอนอีมั่นใจ
‘แทฮาจินไม่รู้ว่าฉันเป็นระดับ S และเรื่องคุณสมบัติซ้อนนั่นก็ด้วย’
ชายหนุ่มน่าจะรับรู้เพียงผิวเผินว่ายอนอีไม่ใช่ระดับ B พูดให้ชัดเจนก็คือไม่มั่นใจว่ายอนอีเป็นตัวอะไรกันแน่ เพราะแบบนั้นถึงได้สับสนจนต้องมาหยั่งเชิงกันแบบนี้
บางทีแทฮาจินอาจคิดว่าเขาเป็นไกด์ระดับ A+ ก็ได้
“คุณรู้อะไรหรือเปล่า”
ระหว่างกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด แทฮาจินก็เอ่ยปากขึ้นทำลายความเงียบ สายตาของยอนอีเบนไปมองเอสเปอร์หนุ่มโดยไม่รู้ตัวเพราะน้ำเสียงแฝงความนัยของอีกฝ่าย เจ้าตัวกำลังยิ้ม ดวงตาวาดเส้นโค้งสวยงามต่างกับก่อนหน้านี้ที่ยกยิ้มเพียงริมฝีปาก
ยอนอีรู้สึกถึงลางมรณะ เห็นหมอนี่ยิ้มแบบนี้แล้วขนลุกชะมัด
“ดูให้ดีนะครับ”
นิ้วมือที่ทั้งเรียวยาวและขาวซีดเคาะลงบนนาฬิกาของตัวเอง หน้าจอสว่างวาบปรากฏให้เห็นตัวเลขระดับมลพิษ 76 เปอร์เซ็นต์ ยอนอีหรี่ตาลงพลางคิดในใจ ทำไมต้องให้ดูซ้ำสองด้วย?
แทฮาจินใช้มือข้างซ้ายที่สวมนาฬิกาส่งแรงบีบไปที่กล้ามเนื้อปลายแขนขวาอย่างแรง เมื่อออกแรงคล้ายจะบีบอัดกล้ามเนื้อให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว เส้นเลือดสีเขียวก็ปูดโปนขึ้นมาบนแขนขวาของเขาอย่างน่าขนลุกเนื่องจากระบบหมุนเวียนเลือดได้ถูกปิดกั้นไว้ เลือดที่คั่งค้างตั้งแต่ปลายแขนยาวลงมาถึงปลายนิ้วจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
ยอนอีเบิกตากว้าง