Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (14)
“ทำอะไรของคุณน่ะ!”
น้ำเสียงหวาดผวาของเขาทำให้แทฮาจินยิ้มกว้างกว่าเดิม
ฝ่ายนั้นออกแรงกับแขนตัวเองมากขึ้นอีกหน่อย เลือดจับตัวกันอุดตันบนท่อนแขนอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย จากนั้นฮาจินก็อัดพลังใส่แขนขวาที่กลายเป็นสีดำคล้ำ พลังที่เคยหมุนเวียนเฉพาะภายในร่างกายก่อตัวขึ้นผสมกับเลือดในท่อนแขนขวากระทั่งจับตัวแข็งเป็นก้อน
เมื่อเจ้าตัวกระดิกมือสองสามครั้ง กลุ่มก้อนสีดำหน้าตาอัปลักษณ์ก็ปรากฏขึ้นบนมือขวา ขนาดของมันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นและเจ้า [อะไรบางอย่าง] สีดำนั่นก็พุ่งเข้าปะทะกันเหมือนน้ำวนราวกับจะกลืนกินอีกฝ่ายเข้าไปให้ได้
เขามองเห็นพายุลูกย่อม ๆ ที่ถูกย่อส่วนอยู่ในท่อนแขนของอีกฝ่าย
ยอนอีรับรู้ได้โดยการมองเพียงครั้งเดียว สิ่งนั้นคือพลังของแทฮาจิน
อีกฝ่ายทำให้ [น้ำ] ที่บรรจุอยู่ในภาชนะของตัวเองก่อขึ้นเป็นรูปร่างซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่า
พูดง่าย ๆ คือ การก่อน้ำขึ้นเป็นรูปร่างนับเป็นการใช้พลังพิเศษรูปแบบหนึ่ง แทฮาจินกำลังใช้พลังพิเศษ ขณะเดียวกันก็ลบล้างพลังพิเศษของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาชักนำให้พลังกับพลังกลืนกินกันเอง
‘ทำไมทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้น…!’
ต่อให้มีพลังมหาศาลแค่ไหน แต่การทำให้พลังสลายไปอย่างสูญเปล่าเป็นการกระทำที่สิ้นคิดอย่างยิ่ง เหมือนกับเศรษฐีมือใหม่ที่ยังใช้เงินไม่เป็นจึงเอาตู้นิรภัยใบโตไปโยนทิ้งทะเลเล่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ
“หยุดเถอะครับ! คุณบ้าไปแล้วเหรอ?!”
ยอนอีจับแขนซ้ายของอีกฝ่ายแล้วพยายามจะดึงออก ทว่าร่างกายของเอสเปอร์หนุ่มซึ่งกำลังปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของแทฮาจินอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัส
หน้าปัดนาฬิกาแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ระดับมลพิษอยู่ที่ 89 เปอร์เซ็นต์แล้ว
เขาปลุกสภาวะคลั่งขึ้นมาด้วยตัวเอง
สัญญาณเตือนสีแดงกะพริบขึ้นบนหน้าปัดนาฬิกาถี่รัวเมื่อรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้
“เอสเปอร์แทฮาจิน! เฮ้ บอกให้หยุดไงครับ!”
ยอนอีตะโกนสุดเสียง หากสภาวะคลุ้มคลั่งของเอสเปอร์ระดับ S เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ประเทศจะประกาศเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินทันที
ในกรณีของเอสเปอร์ทั่วไป หากค่ามลพิษเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ สมองจะรับผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ไหวทำให้สูญเสียการควบคุมสติและร่างกาย หากเกินกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ นาฬิกาที่สวมอยู่จะทำการระเบิดตัวเองเพื่อกำจัดเอสเปอร์คนนั้นเสีย ติดก็ตรงที่การระเบิดของนาฬิกาไม่มีความหมายใด ๆ ต่อเอสเปอร์ระดับ S เนี่ยสิ
เอสเปอร์ที่สูญเสียสติสัมปชัญญะเพราะสภาวะคลุ้มคลั่งจะมีความโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างถึงขีดสุด พวกเขาพร้อมบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น หากอ้างอิงตามประวัติศาสตร์ การคาดคะเนของยอนอีไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
ร่างกาย พละกำลัง และพลังพิเศษอันเหนือมนุษย์
จะมองว่าพวกระดับ S เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือสามัญสำนึกมนุษย์ก็ได้ และเมื่อครู่นี้ ระดับมลพิษซึ่งแสดงบนนาฬิกาของแทฮาจินก็ได้ขึ้นไปแตะที่ 90 เปอร์เซ็นต์เรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นเสียงสัญญาณเตือนภัยดัง หวออออ! ก็ระเบิดออกมาจากลำโพงของทุกตึก เสียงนั่นดังก้องไปทั่วศูนย์เพื่อประกาศให้ทุกคนรับรู้ถึงการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน
[ภาวะฉุกเฉิน! ประกาศเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน! เกิดสภาวะคลุ้มคลั่งของเอสเปอร์ระดับ S! ขอให้ไกด์ระดับต่ำกว่า B ทุกท่านอพยพไปด้านนอกเมืองหลวงทันที!]
ไม่ทันไรบนนาฬิกาของยอนอีก็มีไฟแดงกะพริบแจ้งเตือนให้อพยพออกนอกพื้นที่เช่นเดียวกัน
ไกด์ระดับต่ำกว่า B ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ในสถานการณ์ที่เกิดสภาวะคลุ้มคลั่งของเอสเปอร์ระดับ S ขืนอยู่ไปก็รังแต่จะเป็นภาระหรือกลายเป็นผู้รับเคราะห์ไปเสียเปล่า ๆ
เมื่อได้รับข้อความดังกล่าว ยอนอีก็รับรู้ได้ว่าสถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้นอีกขั้นแล้ว
ไกด์ระดับ B ตรงหน้ากำลังขมวดคิ้วด้วยความลนลาน แทฮาจินจ้องมองความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของอีกฝ่ายนิ่ง ๆ
‘จะรับมือยังไงล่ะ นายน่ะ’
เพื่อเป้าหมาย จำเป็นต้องมีทั้งอำนาจและพลัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นคือผู้ช่วยที่มีความสามารถต่างหาก
ยกตัวอย่างเช่น ไกด์ระดับ B ตัวปลอมที่อยู่ตรงหน้านี่ไงล่ะ
เพราะฉะนั้น แทฮาจินจึงจำเป็นต้องทดสอบดูก่อนที่จะยื่นข้อเสนอ ว่าไกด์คนนี้จะคู่ควรกับเขาหรือเปล่า
เอสเปอร์หนุ่มไม่ได้กังวลอะไรกับเหตุการณ์โกลาหลที่เกิดขึ้น เพราะต่อให้ยอนอีไม่ไกด์ดิงให้แล้วเลือกหนีไป ฮาจินก็ไม่อาละวาดถล่มศูนย์อยู่ดี ในเมื่อองค์หญิงแห่งดิไอแลนเป็น [ไกด์ระดับ S] เพียงหนึ่งเดียวในประเทศนี้ จะมีอะไรให้กังวลอีกเล่า
โดยปกติแล้วองค์หญิงจะไกด์ดิงให้เอสเปอร์ระดับสูงกว่า A+ เท่านั้น แต่กรณีที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดตัวเองซึ่งอาจสร้างอันตรายให้กับประชาชน เจ้าหญิงจะเป็นผู้รับชอบในการควบคุมสถานการณ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของไกด์ระดับ S อยู่แล้ว
บางทีอีกไม่นานก็คงจะมาถึงหน้าตึกแล้วละ
ต่อให้ไม่ใช่องค์หญิงแต่พวกระดับ S คนอื่น ๆ ก็น่าจะกำลังระดมพลกัน และถึงไม่ใช่อย่างนั้น แทฮาจินก็มั่นใจว่า ในวินาทีก่อนที่เขาจะเริ่มคลุ้มคลั่ง เขาจะสามารถทำให้ภาชนะสงบลงด้วยตัวเองได้
ดังนั้นจะไม่มีใครได้รับความเสียหายจากการระเบิดร่างตัวเองของเขาอย่างแน่นอน
ยอนอีเพิ่งมาที่เมืองหลวงได้ไม่นานจึงไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นนี้โดยละเอียดอะไรนัก ชายหนุ่มตะโกนจนเส้นเลือดที่คอปูดโปนไปหมด
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉินนะครับ! เอสเปอร์แทฮาจิน ฟังอยู่หรือเปล่าครับ!”
ศูนย์เมืองหลวงยืมพลังของแทฮาจินมาเพื่อฝึกซ้อมเสมือนจริงเป็นครั้งคราว สร้างสถานการณ์ให้ดำเนินไปจนถึงตอนก่อนที่เขาจะคลุ้มคลั่งเพื่อกระตุ้นให้พวกไกด์ปฏิบัติตัวตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ แต่วันนี้ไม่ใช่วันฝึกซ้อม และภาวะฉุกเฉินก็ได้เริ่มขึ้นแล้วด้วย
เจ้าหน้าที่ของศูนย์เริ่มเอะอะโวยวายอยู่ด้านนอกห้อง
“วันนี้ไม่ใช่วันฝึกซ้อมไม่ใช่เหรอ?”
“เพิ่งซ้อมไปได้ไม่ถึงสองเดือนเลย ห้องควบคุมมีอะไรพังหรือเปล่า?”
“นั่นสิ เอสเปอร์แทฮาจินคลุ้มคลั่งเนี่ยนะ น่าจะไม่มีเอสเปอร์คนไหนควบคุมพลังได้ดีเท่าเขาด้วยซ้ำ”
“อ๊ะ ดูนั่นสิครับ! เอสเปอร์ดิออนกับองค์หญิงไม่ใช่เหรอครับ?”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า ทันใดนั้น คนที่รวมตัวกันอยู่รอบข้างก็เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าอย่างพร้อมเพรียง ชายร่างสูงที่ดูยังหนุ่มฉีกยิ้มขี้เล่นในขณะที่ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล
เขาคือดิออน เอสเปอร์ระดับ S0
ส่วนคนที่ตามหลังมาคือเอเลนา ไกด์ระดับ S0 องค์หญิงแห่งดิไอแลน
ทั้งสองคนมักจะอยู่ที่ปราสาทหรือไม่ก็ออกไปทำงานนอกสถานที่บ่อยครั้ง ต่างกับแทฮาจินที่ใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการได้เห็นหน้าพวกเขาจึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ในศูนย์แห่งนี้ก็ตาม
“โอ๊ย แย่จริง ๆ เลย… รองเท้าบินนี่มันอึดอัดจนฉันไม่อยากจะใส่แล้ว”
เธอเขม้นมองรองเท้าเจ้าปัญหาที่ว่าอย่างหงุดหงิด รองเท้าบินเป็นสิ่งประดิษฐ์ของหัวหน้าศูนย์วิจัย สร้างขึ้นจากการสกัดศิลาเวททำให้สามารถบินบนท้องฟ้าได้ราวกับใช้พลังจิตของพวกเอสเปอร์ แน่นอนว่ามันมีราคาแพงระยับ อีกทั้งยังมีวิธีการใช้ที่ซับซ้อนมากด้วย
“เรื่องนั้นเป็นเพราะว่าพี่ไม่ยอมฝึกน่ะสิครับ”
ดิออนที่กำลังมองหญิงสาวข้างกายบ่นหงุงหงิงได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“อยู่ข้างนอกก็ต้องเรียกว่าองค์หญิงสิ ดิออน”
“ไม่มีใครสนใจหรอกครับ ว่าแต่ทำไมอยู่ ๆ พี่ฮาจินก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ล่ะ?”
“ก็จงใจทำน่ะสิ คุณฮาจินเขาทำอะไรตามใจตัวเองบ่อยออกนี่”
“ถึงกับจำเป็นต้องทำให้ตัวเองคลุ้มคลั่งเลยเหรอครับ? แบบนั้นมันจะปวดหัวเอานะ”
บทสนทนาของพวกเขาดังไปไม่ถึงคนที่ยืนรออยู่ห่าง ๆ สำหรับพวกเจ้าหน้าที่แล้ว ชายหญิงสองคนนี้ดูราวกับเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันเหมือนกิ่งทองใบหยกเท่านั้น
แม้สัญญาณเตือนภาวะฉุกเฉินจะดังลั่นจนแสบหู แต่บุคคลระดับสูงทั้งสองกลับทำเพียงแค่ยืนกอดอกดูสถานการณ์นิ่ง ๆ โดยไม่มีทีท่าจะเข้าไปด้านในอาคารแต่อย่างใด
“ยังไม่ถึงเวลา ไว้เกิน 93 เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยเข้าไปกันเถอะ”
“เอ๋ ทำไมล่ะครับ?”
“การที่เขาทำแบบนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างแน่นอน นายไม่คิดว่างั้นบ้างหรือไง?”
“อาจเป็นภาวะวิกฤติจริง ๆ ก็ได้นี่ครับ ครั้งนี้พี่ฮาจินอาจจะพลาด ควบคุมพลังตัวเองไม่อยู่ก็ได้”
“คุณฮาจินเป็นเอสเปอร์ระดับ S+ นะ เขาเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสไวกับพลังมาก แล้วคนแบบนั้นน่ะเหรอจะไม่รู้สึกถึงพลังของตัวเอง? เขาจงใจทำแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”
บรรยากาศตึงเครียดโอบล้อมชั้น 20
ยอนอีไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ในเมืองหลวงปกติได้รับการฝึกกันมาแบบไหนและดำเนินไปในรูปแบบใดบ้าง เขาคิดว่า บัดนี้คงถึงกาลล่มสลายของเมืองหลวงแห่งดิไอแลนด์แล้ว
ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงมวลพลัง 2 อย่างจากด้านนอกอาคารส่วนกลาง ดูท่าพวกระดับ S คนอื่นคงมารวมตัวกันเพื่อรับมือกับภาวะคลุ้มคลั่งของแทฮาจิน
ตอนนี้ค่ามลพิษเพิ่งจะข้ามพ้นไปแตะ 91 เปอร์เซ็นต์ได้หมาด ๆ หากถึง 93 เปอร์เซ็นต์เมื่อไหร่ พวกผู้มีพลังพิเศษระดับสูงก็คงจะเริ่มพังอาคารส่วนกลางแห่งนี้อย่างแน่นอน
‘ทำแบบนี้ทำไมกัน!’
ในขณะที่หัวใจเต้นถี่รัวจนอกแทบระเบิด ยอนอีก็ฉุกคิดได้ถึงแผนการชั่วร้ายในหัวแทฮาจิน
ไอ้คนบัดซบ
หมอนี่กำลังบีบบังคับให้เขาทำการไกด์ดิงในแบบที่ไกด์ระดับ B ไม่มีทางทำได้ อย่างที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่ายังไงยอนอีก็ต้องเป็นฝ่ายถอดหน้ากากออกด้วยตัวเองจนถึงกับยอมใช้สถานการณ์อันตรายแบบนี้ในการวางเดิมพันอันไร้สาระ
ทุกวินาทีที่ผ่านไป ความกังวลก็ยิ่งกัดกินไปจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ
เขาควรยอมเล่นตามหรือเมินเฉยต่อการเดิมพันของไอ้คนบ้าระห่ำนี่ดี
‘ทำไมฉันต้องมากังวลกับอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย…!’
แน่นอนว่าจะทิ้งหมอนี่ไว้แล้วหนีออกไปก็ย่อมได้ ยอนอีค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองสามารถออกจากตึกนี้ไปโดยไม่เป็นที่สะดุดตาของใครได้สบาย ๆ แต่การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนั่น อาจทำให้ทั้งเมืองหลวงต้องตกอยู่ในอันตราย
ยอนอีประสานสายตากับแทฮาจินซึ่งกำลังหายใจหอบกระชั้น
นัยน์ตาสีแดงก่ำของเขาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย มันฉายประกายวาวโรจน์และเพ่งมองมาทางเขา
‘ขอบใจนะ’
แว่วเสียงวิญญาณของเด็กน้อยผู้ล่วงลับกระซิบที่ข้างหู เด็กชายผู้มีความหลังกับอดีตของยอนอีอย่างใหญ่หลวง
‘ฉันติดหนี้ชีวิตนาย’
เด็กน้อยคนนั้นกำลังร้องไห้
‘ไปจากที่นี่ซะ เร็วเข้า’
เขาพูดด้วยสายตาที่บอกว่า อย่าไปเลย อยู่กับฉันเถอะ
ถึงแม้จะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายแต่อียอนอีในวัยเด็กก็เลือกที่จะจากไปในที่สุด ยอนอีเชื่อว่าการทิ้งเด็กคนนั้นไว้เป็นทางที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้แล้ว
‘…โล่งอกไปที’
ถึงอย่างนั้น เด็กน้อยก็พึมพำออกมาราวกับพูดคนเดียว น้ำตาของเขาเอ่อล้นจวนเจียนจะทะลัก
‘บ้าชะมัด…’
นึกยังไงก็นึกไม่ออก แล้วทำไมต้องนึกถึงคำพูดของเด็กคนนั้นขึ้นมาได้ในสถานการณ์แบบนี้ด้วย
ยอนอีใช้ชีวิตโดยยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางก่อนเสมอ บนโลกนี้ไม่มีสิ่งของใดราคาแพงไปกว่าสิ่งที่เรียกว่าชีวิตอีกแล้ว เขาจึงพร้อมที่จะทอดทิ้งใครสักคนหากถึงคราวจำเป็นจริง ๆ
แต่ตอนนี้ส่วนลึกของจิตใจกลับบอกว่า ไม่ควรทำเช่นนั้น
เป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อเด็กน้อยในความทรงจำได้ย้อนกลับมาทิ่มแทงใจอย่างเจ็บปวดเกินความคาดหมาย