Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (15)
วินาทีที่ระดับมลพิษข้ามผ่าน 92 เปอร์เซ็นต์ ยอนอีก็ตัดสินใจประทับริมฝีปากเข้ากับอวัยวะเดียวกันของแทฮาจิน เขาถ่ายโอนพลังที่ไม่เคยเผยออกมาให้ใครได้รู้เลยสักครั้งในรอบหลายปีแล้วเริ่มทำการดูดกลืนความคลุ้มคลั่งของอีกฝ่าย
ภาชนะแห่งวิญญาณส่งเสียงร้องอื้ออึงก่อนจะส่งน้ำให้ออกมาด้านนอก น้ำที่เอ่อทะลักไหลไปทางแทฮาจิน จากนั้นยอนอีจึงเริ่มดำเนินการ [เซอร์โวดิง]
เซอร์โวดิงคือการที่ไกด์กดพลังของเอสเปอร์เอาไว้แล้วไกด์ดิงโดยการบีบบังคับ เพิกเฉยต่อความคิดเห็นของอีกฝ่าย กดให้เอสเปอร์ต้องตกเป็นรอง กรณีที่ความคิดหรือความรู้สึกของเอสเปอร์จะถูกไกด์อ่านออกนั้นเกิดขึ้นได้ยาก แต่ยอนอีกำลังเผชิญกับกรณีหายากที่ว่านั่นด้วยตัวเอง ณ ที่นี่ตอนนี้
ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความว่างเปล่า การเผชิญหน้ากับความตาย
และการยอมรับ
‘สภาวะคลุ้มคลั่งนี้เป็นของจริงงั้นเหรอ?’
ไม่อยากจะเชื่อ ผู้ชายเสียสติคนนี้รู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้ลงโลงจากการกระทำของตน ไม่ใช่เพราะว่าเขามีความหมายต่อแทฮาจินถึงขนาดนั้น แต่เป็นเพราะแทฮาจินไม่ได้มองว่าชีวิตของตัวเองสำคัญเลยต่างหาก
ยอนอีอ่านความคิดของอีกฝ่ายขณะบดเบียดริมฝีปากให้แนบสนิท ความเจ็บปวดของแทฮาจินถูกเปิดเผยตรงหน้า…แต่ช่างน่าขำที่แวบหนึ่งยอนอีกลับรู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายขึ้นมา คนเราต้องมีชีวิตแบบไหนมาถึงเป็นได้ขนาดนี้กันนะ…
บางทีสิ่งที่เขาควรทำ อาจจะเป็นการปล่อยให้แทฮาจินตายไปทั้งแบบนี้
‘ชีวิตแบบนี้ ตายไปซะยังจะดีกว่า’
นี่เป็นความคิดของแทฮาจินที่เขาอ่านได้เมื่อครู่
ไม่เข้าใจเอาซะเลย เขาไม่ได้จงใจจัดฉากทุกสิ่งอย่างขึ้นมาเพื่อแกล้งกันงั้นเหรอ? แค่ต้องการทำให้คนที่ตัวเองรังเกียจต้องตกที่นั่งลำบากไม่ใช่หรือยังไงกัน?
‘ทำไม…คุณถึงเป็นฝ่ายทุกข์ทรมานซะเองล่ะ?’
เขาดันชายหนุ่มรูปร่างใหญ่โตไปทางเตียงนอน แทฮาจินนอนลงอย่างว่าง่าย ขณะที่ยอนอีขึ้นคร่อมบนตัวอีกฝ่าย น้ำตาของเขาก็ไหลเป็นสายลงมาอาบแก้มอย่างไม่รู้สาเหตุ ริมฝีปากของพวกเขาถูกดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง พร้อมกันนั้นคนด้านบนก็ยกมือขวาขึ้นทาบบริเวณหัวใจของเอสเปอร์หนุ่ม สัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นอย่างผิดปกติ
ยอนอียื่นมือซ้ายไปวางซ้อนทับบนมือขวาของแทฮาจิน พยายามจะดูดกลืนพลังที่ยังคงพยศและกระตุ้นสภาวะคลุ้มคลั่งไม่ยอมหยุด การต่อต้านของมันรุนแรงจนทำให้ทั่วทั้งร่างเจ็บปวดแสนสาหัส ยอนอีเป็นเอสเปอร์ระดับ A พลังของแทฮาจินผู้เป็นเอสเปอร์ระดับ S จึงหนักอึ้งจนแทบทนไม่ไหว
ถ้าหากว่าเขาไม่ได้มีคุณสมบัติซ้อน ภาชนะอาจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ แล้วก็ได้
‘ห้ามดูดกลืนสิ่งนี้เข้าไป’
สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนแบบนั้น
ยอนอีค่อย ๆ ดูดกลืนพลังของชายหนุ่มทีละนิดอย่างระมัดระวัง แทนที่จะย่อยมัน ยอนอีเลือกที่จะปล่อยพลังออกไปทางกำแพงแทน บึ้ม! พลังพุ่งไปเจาะกำแพงห้องทำงานเป็นรูโหว่ เป็นพลังที่น่าตกใจไม่ใช่น้อย
เมื่อทำขั้นตอนนี้ซ้ำไปซ้ำมาประมาณสิบรอบ ชั้นยี่สิบก็หายกว่าไปครึ่งชั้น สภาวะคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นโดยการบีบบังคับจากเจ้าตัวเองได้สงบลงแล้ว หลังจากนั้นงานก็ง่ายขึ้นอีกหน่อย แค่กลืนกินมวลพลังของแทฮาจินเข้าไป ชำระล้าง แล้วส่งกลับไปคืนไปให้เจ้าของเท่านั้น
ยอนอีแตะนาฬิกาของชายหนุ่มทั้งที่ริมฝีปากยังสัมผัสกันอยู่ ระดับมลพิษอยู่ที่ 48 เปอร์เซ็นต์แล้ว
‘ให้ตายสิ…ทั้งที่ไกด์ดิงด้วยพลังทั้งหมดของระดับ S ไปตั้งสองชั่วโมงแล้วแท้ ๆ’
ยัง 48 เปอร์เซ็นต์อยู่เลยเนี่ยนะ
นี่เป็นครั้งแรกที่ยอนอีได้สัมผัสอาการหมดแรงนับจากวันที่พลังตื่นขึ้น รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย ภาชนะยังคงส่งเสียงอื้ออึงและยังไม่สงบลงเท่าไหร่ ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนี่ทำให้ยอนอีคิดว่า เขาคงต้องจบชีวิตลงที่นี่แล้ว
“ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
“โอ๊ย เงียบไว้สิครับ บรรยากาศกำลังดีเลยแท้ ๆ”
“ดูยังไงถึงได้บอกว่าบรรยากาศดีเนี่ย? เละตุ้มเป๊ะขนาดนี้”
ชายหญิงคู่หนึ่งพากันเดินเข้ามาทางกำแพงที่ถูกเจาะทะลวงเป็นรูกว้าง ยอนอีวุ่นอยู่กับการไกด์ดิงจึงไม่มีช่องว่างให้หันกลับไปมอง ถึงแม้ในใจจะคิดว่า โอ๊ย ฉิบหายแล้ว ก็ตาม
ตามแผนเดิมคือถ้าไกด์ดิงเสร็จเมื่อไหร่ เขาจะรีบเผ่นไปล้างปากที่อื่นทันที แต่แผนที่วางไว้กลับเป็นอันต้องล้มครืนเพราะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เข้าจนได้
ในที่สุดยอนอีก็ถอนริมฝีปากออก คงเพราะชุลมุนอยู่กับการช่วยชีวิตจนไม่ทันได้คิดอะไร ริมฝีปากของยอนอีจึงปริแตกจนมีเลือดไหลซึม และถึงกระนั้นยอนอีก็ยังไม่ผละมือออกจากหัวใจของแทฮาจิน
ยัง 44 เปอร์เซ็นต์อยู่เลย
“โอ้โห…จริงเหรอเนี่ย?”
ชายหญิงคู่นั้นเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวยกมือเรียวสวยขึ้นปิดปากพลางอุทานออกมา ส่วนชายหนุ่มก็ไม่รู้ว่าตื่นตาตื่นใจอะไรขนาดนั้นถึงได้จ้องมองใบหน้าของยอนอีเสียจนน่าอึดอัด
“ว้าว พี่ครับ พี่ชายคนนี้หล่อสุด ๆ ไปเลยละ”
“ดิออน คุณคนนี้ดูท่าจะเป็นไกด์ระดับ S นะ…อุ๊ย ตายจริง”
“เอ๋? จริงเหรอครับ? ในประเทศนี้มีไกด์ระดับ S นอกจากพี่อยู่ด้วยเหรอครับเนี่ย”
“ทำให้สภาวะคลุ้มคลั่ง 92 เปอร์เซ็นต์สงบลงได้ขนาดนี้ ขนาดฉันยังหืดขึ้นคอเลย”
ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างเมินคำพูดของอีกฝ่ายเหมือนกำลังคุยคนละเรื่องกัน ยอนอีเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจสองคนนั้น เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำยังไงต่อ แต่ขืนลุกลี้ลุกลนพูดอะไรออกไปก็รังแต่จะทำให้เรื่องมันยุ่งยากขึ้นเท่านั้น
“ไม่เหนื่อยเหรอคะ? เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการต่อให้เองค่ะ”
นั่นนับเป็นคำพูดที่น่ายินดีที่สุดเท่าที่ยอนอีเคยได้ยินมา แต่น่าเสียดายที่ทำแบบนั้นไม่ได้ การเซอร์โวดิงเป็นวิธีการรักษาที่เอื้อประโยชน์ให้กับไกด์เป็นอย่างมาก ทว่ามีข้อเสียคือไกด์ส่วนมากไม่สามารถไกด์ดิงให้จนกว่าระดับมลพิษของเอสเปอร์จะอยู่ในระดับที่มั่นคงได้
หากหยุดกลางคัน เอสเปอร์อาจเสียชีวิตลงด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น ด้วยเหตุนี้ ไกด์ที่มีภาชนะเปราะบางจึงหลีกเลี่ยงการเซอร์โวดิง เพราะเกรงว่าจะถูกช่วงชิงน้ำในภาชนะไปจนหมด
‘ถึงแม้ว่าถ้าภาชนะอ่อนแอก็คงไม่มีทางได้ลองวิธีเซอร์โวดิงก็เถอะ’
ยอนอีใช้วิธีการดังกล่าวโดยท่องจำผลข้างเคียงนี้ไว้ในใจ เขามั่นใจว่าตัวเองจะทำให้มันจบลงได้โดยเร็ว แต่สิ่งที่เขาไม่ทันได้คำนึงถึงก็คือการปรากฏตัวของชายหญิงที่สันนิษฐานว่าเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ S ตรงหน้านี่แหละ
“เอ๋…?”
ยอนอีปิดปากเงียบสนิทขณะทำการไกด์ดิงหัวใจต่อ หญิงสาวก็คงรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์ประหลาดจึงได้เบิกตาโตเท่าไข่ห่าน
“…คงไม่ใช่หรอกใช่ไหมคะ?”
“ทำไม? อะไรเหรอ?”
“เดี๋ยวสิ… จริงเหรอเนี่ย? คุณทำแบบนั้นกับแทฮาจินเหรอ?”
“โอ๊ย แล้วมันอะไรล่ะครับ! อย่าคุยกันตามประสาไกด์สิครับ”
ยอนอีเพิ่งเคยเจอไกด์ระดับ S นอกจากตัวเองเป็นครั้งแรก
แม้พลิกโลกทั้งใบหา ไกด์ระดับ S ก็มีไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับเอสเปอร์ระดับ S ที่มีอยู่ประมาณสิบคนแล้วถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยจนน่าใจหาย
หญิงสาวยื่นใบหน้าเข้าไปตรงปลายจมูกของยอนอี ดวงตาสีเขียวอ่อนของเธอช่างดึงดูดจนยากจะละสายตา
“ฉันเสียมารยาทไปสินะคะ ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตแนะนำตัวก่อนแล้วกันค่ะ ฉันชื่อเอเลนา เลอ ดิไอแลน แล้วคุณล่ะคะ?”
‘เลอ ดิไอแลน’
นามสกุลอันสูงศักดิ์ของราชวงศ์ดิไอแลน
ดวงตาของยอนอีเบิกกว้างในชั่วขณะหนึ่ง แต่พอลองคิดดูก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจขนาดนั้น ราชวงศ์มักเลือกเกี่ยวดองกับผู้ที่มีสายเลือดสูงค่าเพื่อรักษาอำนาจไว้สืบมา เมื่อสายเลือดของผู้มีคุณสมบัติสูงมารวมตัวกัน การให้กำเนิดระดับ S จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว เพียงแค่มีโอกาสน้อยมาก ๆ เท่านั้นเอง
“ยินดีที่ได้พบครับองค์หญิง ผมชื่ออียอนอีครับ”
คราวนี้องค์หญิงเป็นฝ่ายเบิกตากว้าง ปกติเวลาถวายบังคมคนในราชวงศ์จะต้องแจ้งระดับและคุณสมบัติของตัวเองพร้อมกันด้วยเสมอ หากแต่วิธีการถวายบังคมของชายหนุ่มถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เธอจึงอนุมานได้ว่า อียอนอีจงใจที่จะไม่เอ่ยถึงระดับของตัวเอง
‘ถ้างั้นเด็กคนนี้มีคุณสมบัติอะไรกันนะ?’
เอเลนายิ้มละไมขณะครุ่นคิด ทันใดนั้น ดิออนที่กำลังใช้นิ้วจิ้มแก้มของแทฮาจินก็โคลงหัวและพูดขึ้น
“พี่”
“ว่าไง?”
“พี่ชายคนนี้ เหมือนไม่ได้หลับอยู่เลยนะ”
“เฮ้อ…เจ้าเด็กนี่ พูดแบบนั้นออกมาคุณฮาจินเขาก็แย่สิ”
ว่าไงนะ?
ยอนอีขมวดคิ้วมุ่นเพราะนึกว่าตัวเองหูฝาดไป ในตอนนั้นเอง แทฮาจินที่นอนนิ่งอยู่ใต้ร่างยอนอีมาตลอดก็ค่อย ๆ ปรือตาขึ้น เจ้าตัวจ้องดิออนด้วยสายตาเย็นชา เมื่อถูกจ้องมากเข้า ดิออนก็สะดุ้งเฮือกก่อนจะเกาหัวตัวเองแกรก ๆ แล้วถอยห่างจากเตียงไปอย่างไวว่อง
“ง่า งี้นี่เองสินะครับ”
“คุณฮาจิน ไม่ได้เจอกันนานนะคะ สบายดีหรือเปล่า?”
เอเลนาพูดพลางหัวเราะคิกคักจากด้านหลังของยอนอี ส่วนคนถูกถามก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าเต็มทน
“สนุกไหมครับ”
“ใครกันแน่คะที่สนุก? น่าจะเป็นคุณมากกว่าละมั้ง อ๋า…ทำไมฉันถึงไม่ได้เป็นเอสเปอร์กันนะ ไม่งั้นคงได้รับการไกด์ดิงจากคุณยอนอีไปแล้ว ว่าไหมคะ?”
นาฬิกาของแทฮาจินบอกให้รู้ว่าค่ามลพิษของเขาเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ซึ่งพ้นขีดอันตรายและค่อนข้างสงบนิ่งมากแล้ว การเซอร์โวดิงที่เคยดำเนินไปอย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุดจึงจบลงด้วยเช่นกัน ยอนอีกุมหน้าผากที่ปวดจี๊ด พร้อมกับเคลื่อนตัวออกจากร่างกายของเอสเปอร์หนุ่ม พอลงจากเตียงมายืนด้วยขาตัวเอง ร่างกายเขาก็สูญเสียการควบคุมจนซวนเซเจียนจะล้ม หากแต่มีมือของใครสักคนช่วยจับไหล่และพยุงเขาเอาไว้ก่อน
ยอนอีรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่ไม่อยากคุ้นเคยด้วยเลยสักนิด พอเหลือบตาไปมองก็เห็นว่าเป็นแทฮาจินจริง ๆ เขาสะบัดมืออีกฝ่ายออกอย่างแรง อาการปวดหัวส่งความเจ็บปวดให้ลุกลามไปทั่วร่าง
เมื่อเห็นแบบนั้น เอเลน่าก็รีบรุดเข้ามาลูบหลังยอนอีด้วยสายตาห่วงใย
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่คุณจะไม่น็อกไปน่ะ ไม่ไหวใช่ไหมล่ะคะ? ถ้างั้นนอนพักหน่อยไหม?”
ยอนอีรู้สึกไม่ไหวแล้วจริง ๆ อย่างที่เธอบอก ความง่วงงุนกดทับบนเปลือกตาจนต้องยกมือขึ้นมาขยี้ป้อย ๆ
“เฮ้อ”
เขาหมุนตัวไปมองแทฮาจิน ไม่สิ เขม้นมองเลยต่างหาก แต่อย่างน้อยแทฮาจินก็คงมีความละอายใจอยู่บ้าง เจ้าตัวจึงปิดปากสนิท ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่เฉียบแหลมดี
ยอนอีแสดงอาการหงุดหงิดออกมาเต็มที่พร้อมกับโบกมือไล่อีกฝ่ายไปให้พ้นทาง แทฮาจินลุกขึ้นจากเตียงไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างแต่โดยดี ไกด์หนุ่มดันมือของเอเลนาที่กำลังลูบหลังให้ตนอยู่ ก่อนจะคว่ำหน้าลงกับเตียงและปิดสวิตช์ร่างกายลงภายใน 5 วินาทีเท่านั้น
คนบนเตียงส่งเสียงกรนเบา ๆ ดัง ฟี้ฟี้ ยอนอีหลับเป็นตายไม่ต่างอะไรจากสลบไป ความเงียบที่ชวนให้รู้สึกวูบโหวงเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง ดิออนที่สังเกตท่าทีของฮาจินแต่ปิดปากเงียบมาตลอดกลับระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น
“นี่พี่ ว่าง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับเนี่ย?”
“อธิบายสถานการณ์มาก่อนเลยค่ะ รู้ไหมคะว่าพวกเราตกใจขนาดไหนที่จู่ ๆ ก็เกิดสภาวะคลุ้มคลั่งของคุณแทฮาจินขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเนี่ย แถมวันนี้ยังขึ้นไปตั้ง 92 เปอร์เซ็นต์ เกือบถูกจับตายแล้วนะ”
ถึงจะได้รับการไกด์ดิงทันเวลาจนรอดตายมาได้ก็เถอะ
แม้จะถูกเอเลนาตำหนิทางน้ำเสียง แต่ฮาจินก็ไม่ตอบโต้อะไร เอสเปอร์หนุ่มหลุบตามองใบหน้าด้านข้างของยอนอีนิ่ง ๆ จากนั้นจึงตรวจดูนาฬิกาตัวเอง ระดับมลพิษตอนนี้อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์
เป็นตัวเลขที่เขาไม่ได้เห็นมานานแล้ว
“ระดับ S ใช่ไหมครับ?”
เอเลนากอดอกพร้อมกับแค่นหัวเราะ
“ฮึ ก่อเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ฉันได้เห็นเหรอคะ?”
“ก็มีเหตุผลหลายอย่างครับ”
“ถึงอย่างนั้นก็เกินไปอยู่ดี เห็นว่าเมื่อก่อนพอคุณทำแบบนี้จนถึงก่อนที่จะคลุ้มคลั่งจริง ๆ ความทรงจำคุณก็จะหายไปบางส่วนด้วยนี่คะ มั่นอกมั่นใจอะไรขนาดนั้นถึงได้…”
เมื่อฮาจินใช้สายตาดุดันเป็นการห้ามปรามโดยไร้ซึ่งคำพูด เอเลนาก็เงียบปากลงทันที