Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (16)
“เรื่องนี้พูดไม่ได้สินะคะ…อะแฮ่ม แน่นอนอยู่แล้วสิคะ คุณอียอนอีน่ะระดับ S ชัด ๆ แถมน่าจะเป็น S+ ด้วยซ้ำไป ค่ามลพิษของคุณฮาจินพุ่งไป 92 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้เหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์เอง ต่อให้ใช้เวลานานหน่อย แต่การทำแบบนี้ให้สำเร็จด้วยตัวคนเดียวมันเป็นงานที่ยากสุด ๆ ค่ะ”
“ดิออน นายคิดว่าไง?”
“ก็คงงั้นละมั้งครับ” ดิออนที่กำลังเอาคางเกยหัวเตียงขณะพิจารณาคนหลับบนเตียงตอบคำถามของแทฮาจินแบบขอไปที
แต่เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทง ชายหนุ่มจึงเบนสายตาไปอีกทางและเห็นว่าแทฮาจินกำลังส่งสายตาเอาเรื่องมาให้
ดิออนยักไหล่และพูดต่อ “พี่ก็รู้ทุกอย่างแล้วถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ รู้ว่าเขาเป็นระดับ S แล้วก็อยากจะให้พวกเราเห็น แถมตัวพี่เองก็อยากจะเห็นความสามารถของเขาด้วย…ไม่ใช่หรือไงครับ?”
“ว่าแต่ คุณคาดเดาเรื่องเซอร์โวดิงมาก่อนแล้ว แต่ก็ยอมให้เขาทำงั้นเหรอคะ?”
“หา? จริงเหรอครับพี่? พี่โดนเขาเซอร์โวดิงเหรอครับ?”
ไม่มีทางที่จะไม่รู้ เซอร์โวดิงคือการกำราบพลังของเอสเปอร์ แต่พลังของฮาจินแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก จนถึงตอนนี้จึงไม่เคยมีไกด์คนไหนเซอร์โวดิงให้เอสเปอร์หนุ่มคนนี้ได้สำเร็จเลย
แน่นอนว่าเคยมีคนลองมากมาย ฮาจินไม่เคยปล่อยไกด์ที่ลองเซอร์โวดิงให้ตัวเองไปเฉย ๆ เพราะสัมผัสของมันช่างน่าสะอิดสะเอียนสิ้นดี ก็รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่มีทางเอาชนะได้ แต่ยังกล้าลองดี แทฮาจินจึงจัดการเก็บค่าเสียเวลาจากคนพวกนี้อยู่บ่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม องค์หญิงเอเลนาถือเป็นข้อยกเว้นพิเศษ แทฮาจินยอมปล่อยผ่านไม่เอาเรื่องแม้เธอจะเคยลองเซอร์โวดิงให้กับเขา เพราะเธอเป็นองค์หญิง แถมยังแกล้งทำเล่น ๆ แบบเปิดเผยอีกต่างหาก จะต่อว่าแรง ๆ ไปก็กระไรอยู่
‘ไกด์ระดับ S+…’
การเซอร์โวดิงของอียอนอีไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดว่ายอมหรือไม่ยอมให้ทำด้วยซ้ำ เนื่องจากตอนนั้นเป็นวินาทีก่อนที่เขาจะคลุ้มคลั่ง ดวงตาของเขาจึงเลื่อนลอยมองภาพเบื้องหน้าไม่เห็น อีกทั้งการไกด์ดิงของอียอนอีก็ช่างน่าหลงใหล มันให้ความรู้สึกราวกับถูกช่วงชิงดวงวิญญาณไปชั่วขณะ เป็นสัมผัสเหมือนกับมีอะไรอุ่น ๆ และส่งกลิ่นหอมหวานลามเลียส่วนลึกในจิตใจที่ทุกข์ระทมของเขา
ความรู้สึกราวกับตัวเขากำลังจมดิ่งอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึก แล้วก็มีบางอย่างฉุดดึงเขาขึ้นไปใกล้กับดวงอาทิตย์
เป็นสัมผัสที่ทำให้รู้สึกดีถึงขนาดนั้นเลยละ
เอสเปอร์คนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า ตอนที่ได้รับการเซอร์โวดิง เอสเปอร์จะรู้สึกเหมือนสามารถทำอะไรเพื่ออีกฝ่ายได้ทุกอย่าง
‘ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งฉันจะเห็นด้วยกับคำพูดนั้น’
“จากนี้ไปจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกแล้วครับ”
ฮาจินพูดอย่างหนักแน่น ขืนถูกเซอร์โวดิงให้อีก เขาอาจจะถูกอียอนอีจูงจมูกไปนู่นมานี่และยอมจงรักภักดีต่ออีกฝ่ายเหมือนหมาตัวหนึ่งก็ได้ แค่คิดก็พูดไม่ออกแล้ว การไกด์ดิงแค่ครั้งเดียวเปลี่ยนความคิดเขาไปได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย
“แล้วจะเอายังไงต่อคะ? ไกด์ระดับ S+ เชียวนะ…ฉันว่าเราควรประกาศให้เป็นทางการไปเลยค่ะ เขาจะต้องเป็นกำลังให้ดิไอแลนได้อย่างมหาศาลแน่นอน”
“ประกาศไม่ได้ครับ”
“เรื่องนั้นคุณยอนอีเขาต้องเป็นคนตัดสินใจเองสิคะ”
“ไกด์ยอนอีเขาไม่มีทางให้ประกาศเรื่องนี้ออกไปแน่นอนครับ”
เขาไม่ได้ตั้งใจจะเผยความลับของอียอนอีให้คนทั้งโลกได้รู้ตั้งแต่แรก เรื่องสภาวะคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้นในวันนี้แค่ให้เจ้าหน้าที่เหยียบเป็นความลับภายในก็เพียงพอแล้ว แถมเรื่องที่อีกฝ่ายไกด์ดิงให้เขาก็มีเพียงดิออนกับเอเลนาที่รู้
ต่อให้เอเลนาจะเป็นเจ้าหญิงหรืออะไรก็ตาม ฮาจินก็ไม่คิดจะเปิดโปงเรื่องอียอนอีอยู่ดี ขอแค่อีกฝ่ายเลิกโกหกว่าตัวเองเป็นไกด์ระดับ B ต่อหน้าเขาก็พอแล้ว
อียอนอีชอบวิ่งหนี ไม่ก็หลบเลี่ยงหรือซ่อนตัว แล้วแทฮาจินก็เกลียดท่าทางแบบนั้นสุด ๆ เท่านั้นเอง
“ไม่เข้าใจเลยค่ะ สำหรับฉัน เขาเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่ควรปกปิดไว้เลยนะคะ”
“องค์หญิงเอเลนา”
สิ้นเสียงเรียก เอเลนาก็ชะงักกึก ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก
นานมากแล้วที่แทฮาจินไม่ได้เรียกเธอแบบเต็มยศ สีหน้าก็ถมึงทึงน่ากลัวอีกต่างหาก
ปกติเขาเป็นคนทำอะไรมีเหตุผล แต่ก็มีบางครั้งที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเสียก่อน แน่นอนว่าเรื่องการคลุ้มคลั่งในวันนี้ถือเป็นกรณีอย่างหลัง
จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ แทฮาจินอยู่ในสถานะที่ต้องดูดีในสายตาเธอ เพราะในดิไอแลน ไกด์ระดับ S ที่จะดูแลเขาได้อย่างเหมาะสมก็มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่า การดูแลคนนิสัยแบบนั้นให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
แต่ตอนนี้ ไกด์ที่มีความสามารถเหนือกว่าเธอได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว…
ไม่แน่ว่าคุณค่าของเธอที่มีต่อแทฮาจินอาจจะลดลงมาหน่อยเสียแล้วสิ
เอเลน่าลอบยิ้มพลางคิดในใจ
‘ถ้าบังคับดึงตัวอียอนอีมามอบตำแหน่งให้ แทฮาจินอาจจะออกจากประเทศไปเลยก็ได้’
ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม แต่แทฮาจินเป็นคนพูดจริงทำจริง ต่อให้จากดิไอแลนไป ประเทศไหนก็ต้องอ้าแขนต้อนรับอย่างยินดีทั้งนั้น เห็นว่ามีประเทศที่ขอร้องให้เขามาอยู่ โดยบอกว่าจะยกประเทศให้เลยเสียด้วยซ้ำ
นี่ดิไอแลนกำลังจะได้ระดับ S+ มาเพิ่มคนหนึ่ง แต่กลับต้องเสียระดับ S+ ไปคนหนึ่งแทนงั้นเหรอเนี่ย
เพียงแค่จินตนาการ เอเลนาก็ได้ยินเสียงทุกคนร่ำร้องว่ากำลังรบของประเทศไม่เพียงพอแล้ว อีกฝ่ายไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นแทฮาจินที่เธอไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ กระทั่งนกกระจอกที่บินผ่านไปยังรู้เลยว่าเขามีอิทธิพลต่อประเทศชาติในระดับไหน
‘แล้วก็ไม่รู้ทำไม…’
เธอรู้สึกว่าถ้าทุกอย่างไปได้สวย ดิไอแลนก็น่าจะครอบครองบุคลากรระดับ S+ ทั้งสองคนนี้ไว้ได้
คิดได้แบบนั้นแล้วความกังวลก็เจือจางไปจากความคิดขององค์หญิงแห่งดิไอแลน เอเลนาตรงเข้าดึงหูของดิออนที่ยังคงเชยชมยอนอีซึ่งหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องอยู่
“ก็ดีค่ะ คุณเล่นพูดซะขนาดนั้น ฉันจะไปทำอะไรได้ ไว้ถ้าคุณยอนอีตื่นแล้วก็คุยกันให้ดี ๆ เสร็จแล้วค่อยติดต่อมานะคะ”
“ได้ครับ” แทฮาจินตอบรับสั้น ๆ เพราะเขากำลังยุ่ง
เอสเปอร์หนุ่มมองสำรวจห้องทำงานที่ตอนนี้เละเทะไม่มีชิ้นดีในขณะที่มือก็กดส่งข้อความไปที่ไหนสักที่
20 นาฬิกา 18 นาที <ช่วยซ่อมให้กลับมาเป็นสภาพเดิมด้วย ที่อาคารกลางของศูนย์ชั้น 20 น่าจะเสียหายไปประมาณครึ่งหนึ่ง>
<ครับ> 20 นาฬิกา 19 นาที
เอเลนาจ้องมองท่าทางเฉยเมยของแทฮาจินอยู่อีกสักพักแล้วจึงเดินออกไป จังหวะที่กำลังจะพาดิออนออกไปข้างนอก เธอก็นึกขึ้นได้ว่าลืมบอกอะไรแทฮาจินไปอย่างหนึ่ง
“อ้อ จริงสิ ท่านพี่ฝากมาถามว่าทำไมเมินการติดต่อของเขา อย่าลืมไปหาก่อนที่เขาจะบุกมาด้วยตัวเองนะคะ”
ฮาจินจงใจขมวดคิ้วแล้วพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว บรรยากาศรอบข้างจึงกลับมาเงียบอีกครั้ง
อียอนอียังคงนอนกรนเสียงดัง ฟี้ ๆ อยู่ในท่าเดิมไม่เปลี่ยน เขาลองจับหน้าผากเพื่อตรวจดูอาการ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีไข้อะไร เรื่องที่ผู้ชายตรงหน้าเป็นถึงระดับ S+ ทำให้เขารู้สึกบางอย่างแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งไกด์ดิงแบบนั้น แถมยังเซอร์โวดิงแบบนั้นแล้ว ไข้ก็ยังไม่ขึ้นสักนิดเลยเหรอเนี่ย
ถ้าหากองค์หญิงเอเลนาทำการไกด์ดิงแบบเดียวกันนี้ เธอคงจะยอมแพ้กลางทางแล้วเอาแต่นอนพักอย่างเดียวเป็นอาทิตย์ไปแล้ว เพราะยังไงเธอก็ยกความปลอดภัยของตัวเองมาเป็นที่หนึ่งอยู่ดี
ฮาจินจับจ้องอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีแดงก่ำกวาดมองห้องทำงานของตัวเองที่พังหายไปครึ่งห้องอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ตั้งแต่ตอนที่ระดับมลพิษสูงเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ สติของเขาก็แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว เขาอยากฆ่าทุกคนในประเทศนี้ให้ตายไปซะ รวมถึงอียอนอีด้วย ฮาจินเอาสติที่เหลืออยู่มาใช้ไปกับการข่มกลั้นต่อความบ้าคลั่งนั้น เขาจึงจำอะไรไม่ได้
เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ห้องทำงานของตนมีสภาพราวกับผ่านสงครามขนาดนี้ได้เลย
‘ทำยังไงของเขากันนะ’
เอเลนากับดิออนน่าจะคิดว่าการที่ชั้น 20 ครึ่งหนึ่งเสียหาย เกิดจากการกระทำของแทฮาจินที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เนื่องจากภาวะคลุ้มคลั่ง พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักคำ
ฮาจินเดินเข้าไปใกล้กำแพงที่ถล่มลงแล้วยกมือขึ้นแตะ สิ่งที่เคยเป็นกำแพงบัดนี้ได้สลายกลายเป็นผุยผงแล้ว เขามั่นใจว่า สิ่งที่ทำลายกำแพงนี้คือพลังของเขาเองไม่ผิดแน่
‘พลังของฉันน่าจะถูกรวมอยู่ในมือขวานี่’
เพราะเขาเป็นคนกำหนดขอบเขตเอาไว้แบบนั้น
แล้วอียอนอีฉกชิงพลังของเขาไปปล่อยใส่กำแพงด้วยวิธีการไหนกัน
อีกอย่างคือทำไมต้องปล่อยใส่กำแพง
ในเมื่ออียอนอีไม่ใช่เอสเปอร์ แล้วไกด์จะทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง
ยิ่งคิด หว่างคิ้วของชายหนุ่มก็ยิ่งเกิดรอยยับย่นจากการขมวดคิ้ว
เดิมทีอียอนอีมีเปลือกหุ้มตัวเองไว้หลายชั้น แต่ไม่รู้ทำไม ต่อให้กะเทาะเปลือกออกมากแค่ไหนก็ยังดูเหมือนจะไม่มีวันหมดเสียที
ฮาจินจ้องมองอียอนอีอย่างไม่สบอารณ์
‘ทำไมฉันจะต้องมาสนใจนายถึงขนาดนี้ด้วย?’
ฮาจินเสยผมของตัวเองขึ้นด้วยแรงอารมณ์ นัยน์ตาสีแดงก่ำของเขาสั่นระริกด้วยความอ่อนล้า
อียอนอีช่างเป็นคนที่รับมือได้ยากจริง ๆ