Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (17)
“อึก ฮึก ทะ ที่รัก…ได้โปรดอย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ฉันเจ็บ ฮึก เจ็บจะตายอยู่แล้ว…!”
ณ ใต้ดินชั้น 5 สถาบันวิจัยคุณสมบัติแห่งเมืองหลวง
อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงขวดปริมาตรและเครื่องจักรล้ำสมัยซึ่งถูกติดตั้งอยู่ภายในสถาบันวิจัยอันกว้างขวางจนแน่นขนัด แต่ละอย่างมีสภาพเอี่ยมอ่องไร้ร่องรอยการใช้งาน ราวกับมีการสับเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทุกวัน
แคปซูลขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นแถวอยู่ ณ ฝั่งหนึ่งของห้องวิจัย ด้านในมีเหล่ามนุษย์ร่างกายเปลือยเปล่าถูกห่อหุ้มด้วยสารละลายคุณสมบัติ มีท่อสอดเข้าไปในจมูกเพื่อช่วยในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย
ผนังอีกด้านมีบรรดาไข่มากมายขนาดพอ ๆ กับไข่นกกระจอกเทศถูกแช่อยู่ในแคปซูล สภาพของพวกมันมีรอยร้าวเป็นหย่อม ๆ บนเปลือก
และหญิงสาวที่ถูกพันธนาการทั้งมือและเท้าอยู่บนเตียง เธอกรีดร้องคร่ำครวญราวกับคนเสียสติ พอจับใจความได้แค่ พอได้แล้ว ไว้ชีวิตฉันเถอะ
ชายวัยกลางคนจรดปากกาหมึกซึมลงบนบันทึกรายงาน ก่อนจะส่งเสียงในลำคอ
“ไหนคุณบอกว่าอยากเป็นผู้มีพลังพิเศษไม่ใช่หรือไง”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างแรง เธอไม่เคยพูดแบบนั้น แค่บอกว่าอยากลองเป็นผู้มีพลังพิเศษดูเท่านั้นเอง เมื่อเห็นท่าทางของคนที่ถูกมัดไว้บนเตียง เขาจึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองลวก ๆ ความเหนื่อยล้าปรากฏชัดบนสีหน้าของชายวัยกลางคน
“หรือเธอจะให้ฉันใช้แชฮยอนเป็นหนูทดลองแทนล่ะ?”
สิ้นประโยค ดวงตาของหญิงสาวก็เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก เธอดิ้นรนสุดชีวิตแม้จะถูกมัดไว้อย่างแน่นหนากระทั่งผิวหนังบริเวณข้อมือและข้อเท้าถูกเสียดสีจนถลอกและมีเลือดไหลซึม เสียงอันทุกข์ทรมานจากการตะเกียกตะกายของหญิงสาวดังลั่นออกมาจากเตียงที่สั่นสะเทือน
“ยะ อย่าแตะต้องแชฮยอนนะ! ลูกชายคุณแท้ ๆ ทำไมถึงได้……! หยุดทีเถอะ! ขอร้องละ!”
“เงียบ ๆ หน่อย เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า จะนึกว่าผมทรมานคุณอยู่นะ”
ชายคนนั้นแกะเข็มฉีดยาที่บรรจุหีบห่อไว้อย่างดี จากนั้นจึงดูดยานอนหลับขึ้นมาจนเต็มหลอด เขาล็อกแขนอีกฝ่ายไว้แน่นเพื่อไม่ให้ภรรยาของตนบาดเจ็บและทำการฉีดยาเข้าสู่ร่างกาย ใบหน้าบูดเบี้ยวและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาของหญิงสาวค่อย ๆ สงบลง เปลือกตาของเธอปรือปรอยจนกระทั่งปิดลงในที่สุด
“หมายเลข KWL-47…หลับภายใน 6 วินาที”
เสียงปากกาเสียดสีกับกระดาษดังขึ้นขณะที่เขาจดบันทึกข้อมูลดังกล่าวลงไป หารู้ไม่ว่า ณ มุมหนึ่งของห้องวิจัยใต้ดินชั้น 5 มีเด็กชายคนหนึ่งนั่งน้ำตาคลอพร้อมกับยกสองมือขึ้นมาปิดปากตัวเองอย่างเสียขวัญ
เด็กชาย อีแชฮยอน ลูกของหญิงสาวผู้ถูกพันธนาการคนนั้นและลูกชายคนที่สองของหัวหน้าสถาบันวิจัย
ช่วงนี้พ่อมักอารมณ์ไม่ดี เพราะมีผู้มีพลังพิเศษจำนวนมากบุกเข้ามาในสถาบันวิจัยในระหว่างที่พ่อไปเข้าเฝ้าบุคคลในพระราชวัง ภายในสถาบันมีสภาพเละเทะไปหมด อีกทั้งรายงานและเอกสารที่พ่อเฝ้าเก็บรักษามาอย่างดีก็หายไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากเหตุการณ์นั้น พ่อก็หักโหมและเร่งทำการทดลองอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเก่า มีพลเมืองคนธรรมดาถูกจับเข้ามาในสถาบันวิจัยไม่เว้นแต่ละวัน
แชฮยอนรู้สึกหวาดกลัว
อย่างน้อยก่อนหน้านี้พ่อก็ไม่เคยแตะต้องตัวเขากับแม่ แต่ทว่าตอนนี้ พ่อทุ่มทุกอย่างเพื่อการทดลองจนไม่สนใจกฎที่ตัวเองเป็นคนตั้งไว้แล้ว เสียงกรีดร้องของแม่ที่ดังเสียดแทงแก้วหูเมื่อสักครู่นี้สงบเงียบลง เขาได้ยินว่าพ่อกำลังจดบันทึกอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษ
ความเงียบงันนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
แชฮยอนกลั้นหายใจ เด็กชายรุดออกมาจากใต้ดินชั้น 5 และรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอนซึ่งอยู่ชั้น 3 อย่างรวดเร็ว
ต้องหนี
ไม่งั้นตายแน่
ใช่แล้ว เขายังเหลือพี่ชายอยู่อีกคน...แต่ตอนนี้พี่จะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?
แชฮยอนมุดเข้าไปในผ้าห่มและยกเข่าขึ้นมากอดจนตัวคุดคู้ พี่ชายคงไม่ยอมช่วยหรอก เพราะแม่เคยบอกว่าเขาเกลียดแชฮยอนกับแม่ คนคนนั้นหนีออกไปจากบ้านโดยไม่เหลือเยื่อใยใด ๆ ให้กับครอบครัวแม้แต่น้อย
สิ้นหวังเหลือเกิน
สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นในคลองสายตาหลังจากฟื้นขึ้นคือใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของผู้ชายวัย 30 กลาง ๆ คนหนึ่งซึ่งกำลังยื่นแก้วใส่น้ำมาให้เขา ทันทีที่หยัดกายขึ้น อาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัวเริ่มจากบริเวณช่วงลำคอเป็นต้นไป
“อึก...”
“วันที่ 3 ก็น่าจะปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัวแบบนี้แหละครับ ดื่มน้ำก่อนเถอะครับ”
หลังจากกวาดตามองไปรอบห้องจึงได้รู้ว่าที่นี่คือห้องทำงานของแทฮาจิน ยอนอีมั่นใจว่าตนเองช่วงชิงพลังอีกฝ่ายมาและทำลายห้องนี้จนเละเทะไม่เหลือชิ้นดีแล้ว แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับดูสะอาดสะอ้านเรียบร้อยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นไปได้ยังไงกัน หรือหมอนั่นจะเรียกผู้มีความสามารถในการฟื้นฟูสภาพมาที่นี่?
ความสามารถในการฟื้นฟูสภาพเป็นพลังพิเศษที่หาได้ยากแม้แต่ในหมู่เอสเปอร์ด้วยกันเอง เนื่องจากเป็นที่ต้องการในหลายพื้นที่จึงมีความต้องการตัวค่อนข้างสูง กระทั่งในดิไอแลนอันกว้างใหญ่ก็มีผู้มีความสามารถประเภทนี้อยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ยอนอีเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำที่ชายคนนั้นยื่นให้ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะใส่อะไรไว้ก็เป็นได้
“ผมชื่อโดเบอร์แมนครับ เป็นเลขาของคุณเอสเปอร์แทฮาจินและเป็นเอสเปอร์ระดับ A ด้วยครับ”
“…ผมหลับไปนานเท่าไหร่ครับ?”
“คุณหลับไปสองวันเต็ม ๆ ตอนนี้เป็นเวลา 4 โมงเย็นแล้วครับ”
“แล้วเอสเปอร์แทฮาจินล่ะครับ?”
“คุณเอสเปอร์ออกไปจัดการเยลโลว์ดอร์ตั้งแต่ช่วงสาย อีกไม่นานก็คงกลับมาครับ”
ยอนอีส่ายหน้าและพูดต่อ “ไม่ใช่ครับ ผมจะถามว่าสภาพร่างกายของหมอนั่น เอ๊ย ของเอสเปอร์คนนั้นเป็นยังไงบ้างน่ะครับ”
คำพูดที่ไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากปากของคนป่วยทำให้โดเบอร์แมนถึงกับเบิกตากว้าง ทั้งที่เพิ่งฟื้น แต่สิ่งที่เขาถามกลับเป็นเรื่องเกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของคนที่เกิดอาการคลั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเสียนี่ ไกด์ที่เพิ่งฟื้นได้ไม่นานมีสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่โดเบอร์แมนหรี่ตาลงน้อย ๆ
‘คนคนนี้เป็นไกด์ระดับ S จริงเหรอ?’
หลังจากเงียบไปสักพัก เลขาหนุ่มก็ตอบกลับมา
“ปกติดี ไม่ต้องเป็นห่วงครับ”
เป็นห่วงบ้าอะไรกันล่ะ
ยอนอีแค่นหัวเราะในลำคอ แค่สงสัยเฉย ๆ ว่าไอ้คนที่ตัวเองทุ่มแรงทั้งหมดในการไกด์ดิงให้ ตอนนี้มีสภาพยังไงบ้างก็เท่านั้นเอง ยอนอีสะบัดคอจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบเพื่อคลายกล้ามเนื้อและยกมือขึ้นมานวดคลึงบริเวณขมับ ในตอนนั้นเองที่เขาพบว่าข้อมือตัวเองว่างเปล่า
“นาฬิกาผมล่ะ…?”
“ตอนนี้คุณไกด์อียอนอีถูกจัดให้อยู่ในช่วงพักร้อนครับ ส่วนนาฬิกา ทางเราได้เป็นตัวแทนนำไปคืนให้เรียบร้อยแล้วครับ”
พักร้อนงั้นเหรอ เป็นคำที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้วจริง ๆ พอได้ยินคำนั้นจึงทำให้เขานึกถึงบางอย่างที่ลืมไปแล้วขึ้นมา
‘วันนี้ต้องลองไปที่โรงพยาบาลดูสักหน่อยแล้ว’
แต่สุดท้ายความคิดนั้นก็เป็นอันต้องล้มเลิก ยอนอีตัดสินใจว่าวันนี้เขาจะพักผ่อนให้เต็มที่ ก่อนที่จะหลับไปเขาได้เจอกับองค์หญิงและผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่าดิออนด้วย แม้มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะมากมาย แต่ยอนอีก็ตั้งใจจะหยุดคิดถึงมันเพื่อให้สมองของเขาได้ผ่อนคลายจากความเครียดลงบ้าง
ชายหนุ่มเอนกายลงนอนและเหม่อมองเพดานนิ่ง ๆ อีกครั้ง
“ได้ยินว่าคุณช่วยชีวิตคุณเอสเปอร์ของพวกเราไว้ เพื่อเป็นการตอบแทน ผมจึงอยากเสนอให้คุณถามได้สามคำถาม และผมจะตอบอย่างตรงไปตรงมา ดีไหมครับ?”
เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจไม่เบา
แรกเริ่มเดิมที ยอนอีไม่ค่อยสงสัยอะไรในตัวแทฮาจินมากขนาดนั้นอยู่แล้ว แต่ในระหว่างที่เซอร์โวดิงเพื่อระงับอาการคลั่งของเขาอยู่นั้น ยอนอีได้อ่านความรู้สึกและความคิดของแทฮาจินอยู่ชั่วครู่จึงทำให้เริ่มสงสัยบางอย่างขึ้นมาสองสามเรื่อง
ยอนอีหันหน้าไปทางที่เลขาหนุ่มยืนอยู่
โดเบอร์แมนยิ้มแย้มอย่างใจดี รอยยิ้มของเขาประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลานับตั้งแต่วินาทีที่ยอนอีลืมตาขึ้นมาจนกระทั่งถึงตอนนี้ ดูแล้วเขาน่าจะไม่ได้โกหก อย่างไรก็ตาม ยอนอีรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เลขาของแทฮาจินจะเป็นคนที่สุภาพขนาดนี้
‘ไม่อยากเชื่อว่าจะทนอยู่ข้างหมอนั่นได้’
แสดงว่าคนคนนี้คงมีดีอยู่พอตัว
“ถามอะไรก็ได้เหรอครับ?”
“ถ้าเป็นสิ่งที่ผมรู้ก็ถามได้หมดครับ”
จะว่าไปเลขาที่มีความสามารถคนนี้ก็พูดจาเกลี้ยกล่อมคนอื่นได้ไม่เลวเหมือนกัน ในตอนแรก ยอนอีไม่คิดจะสนทนากับเขาเลยสักนิด แต่เพราะคำพูดเชิงเย้าแหย่ของอีกฝ่ายจึงทำให้รู้สึกอยากตอบโต้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยอนอีเอ่ยถามคำถามแรกด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ไร้อารมณ์
“อืม ผมถูกประกาศว่าเป็นไกด์ระดับ S แล้วใช่ไหมครับ?”
“ไม่ครับ คุณเอสเปอร์เขาห้ามไว้น่ะครับ”
หมอนั่นเนี่ยนะห้ามไว้?
ยอนอีหน้านิ่วคิ้วขมวด นั่นเป็นคำพูดที่ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด ต่อให้บอกว่าโลกแตกตอนนี้เขาก็ไม่แปลกใจแล้ว
ถึงอย่างนั้นใบหน้าเปื้อนยิ้มของโดเบอร์แมนก็ยังยืนยันได้กลาย ๆ ว่าเขาพูดความจริง ยอนอีจึงเริ่มยิงคำถามถัดไปทันที
“เอสเปอร์แทฮาจินมีครอบครัวไหมครับ?”
คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้ตอบทันที โดเบอร์แมนกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อเรียบเรียงคำพูดในหัว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
“ผมเองก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเช่นกันครับ เขาเป็นคนไม่ชอบคุยเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่……เท่าที่นึกออกก็คงมีแต่เรื่องที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งน่ะครับ”
ยอนอีไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษที่ถามคำถามนั้น แต่เป็นเพราะความคิดของเขาที่อ่านได้ในระหว่างโซเวอร์ดิงนั้นช่างดูน่าเจ็บปวดมากสำหรับคนคนหนึ่งจึงทำให้คาดเดาไปเรื่อยว่า แทฮาจินอาจจะมีปมเรื่องครอบครัว และตอนนี้ยอนอีก็ได้คาดคะแนไปล่วงหน้าแล้วว่าการไม่มีครอบครัวน่าจะส่งผลกระทบต่อเอสเปอร์หนุ่มคนนั้นในระดับหนึ่ง
เมื่อเบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่างจึงเห็นว่าวันนี้ท้องฟ้าค่อนข้างครึ้มทีเดียว
ในที่สุด ยอนอีก็ถามคำถามที่หม่นหมองพอ ๆ กับกลุ่มเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าออกมา
“คุณก็รู้สึกสงสารเอสเปอร์แทฮาจินใช่ไหมครับ”
“…”
ความเงียบของโดเบอร์แมนพอจะเป็นคำตอบให้กับคำถามนี้ได้แล้ว
“เป็นแบบนี้นี่เอง”
ยอนอีเหม่อมองท้องฟ้าพลางคิดว่าความรู้สึกและความคิดของคนเราช่างเป็นสิ่งไม่แน่นอน
คนรักที่เคยรักกันมากจนแทบจะยกอวัยวะให้ได้เมื่อวาน กลับกลายเป็นคนที่ทำร้ายกันด้วยคำพูดที่พ่นออกมาในวันนี้
คนที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจเมื่อวาน กลับดูเหมือนสุนัขเปียกฝนน่าสงสารในบางครั้ง
นี่คือผลลัพธ์จากการรับรู้จิตใจของแทฮาจินในระหว่างเซอร์โวดิง
กว่าจะถึงจุดที่คิดจบชีวิตตัวเอง คนเราจะต้องผ่านอะไรมาบ้างกันนะ ยอนอีเองก็เคยผ่านอดีตที่ยากลำบากมาเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยคิดอยากตัดช่องน้อยแต่พอตัวเลยสักครั้ง กลับกันแล้วเขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อเสียมากกว่าจึงทนกัดฟันใช้ชีวิตโดยมองข้ามหลาย ๆ สิ่งมาตลอด
‘แทฮาจินคงจะเคยสิ้นหวังถึงขั้นนั้นสินะ’