Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (18)
ยอนอีบังเอิญค้นพบช่องโหว่เล็ก ๆ ของชายหนุ่มผู้แข็งแกร่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากรู้ว่า ช่องโหว่นั้นมีต้นตอมาจากอะไรอยู่ดี
โดเบอร์แมนเผยอริมฝีปากขึ้น “คือว่าผม…”
เขาดูอึดอัดเหมือนไม่รู้ว่าควรต้องพูดยังไงดี
โดเบอร์แมนรู้สึกราวกับโดนจี้จุดอ่อน คำถามนี้เป็นสิ่งที่เขานึกไม่ถึงมาก่อน ทั้งที่อยู่เคียงข้างแทฮาจินมากว่า 7 ปีและเมินเฉยต่อสิ่งล่อตาล่อใจมากมายที่เข้ามาตลอดการทำงาน แทฮาจินเป็นคนประเภทที่ห่างไกลกับคำว่าอ่อนโยนอยู่หลายขุม และแน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ต่างกันนัก
แม้แทฮาจินจะเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจอะไรเท่าไหร่ แต่ถึงวันสำคัญทีไร เขาก็มักจะส่งของขวัญราคาแพงมาให้ที่บ้านเสมอ
เมื่อ 4 ปีก่อน
ตอนที่ภรรยาของเขาตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด หมอบอกให้เขาเลือกสละชีวิตใครสักคนเพื่อรักษาชีวิตของอีกคน ระหว่างภรรยากับลูกสาว โดเบอร์แมนต้องเผชิญกับความกดดันบนทางแยกแห่งความสิ้นหวัง
ไม่มีใครให้ติดต่อได้เลย
คงไม่มีใครช่วยแก้ปัญหานี้ได้แล้ว เขาคิดเช่นนั้น และเมื่อเล่าให้แทฮาจินฟัง อีกฝ่ายกลับตอบมาเพียงแค่ว่า 「แล้วยังไงต่อ?」
แต่แล้วในวันผ่าตัด
แทฮาจินมาที่โรงพยาบาลโดยไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้า เขามาพร้อมกับเอสเปอร์ที่มีความสามารถในการฟื้นฟูและรักษาซึ่งขึ้นสังกัดอยู่กับทางราชวงศ์ ในมือทั้งสองข้างของเขาถืออะไรบางอย่างมาด้วย
– คุณเอสเปอร์ มาได้ยังไง…
เขากำลังร้องไห้อยู่ น้ำตาจึงพากันไหลเป็นสายอาบใบหน้าจนเปียกชุ่ม เป็นครั้งแรกที่โดเบอร์แมนได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจให้แทฮาจินได้รับฟัง เขาไม่อยากรับบทเป็นเลขาผู้เก่งกาจในวันนั้นอีกแล้ว
– หมอบอกให้ผมเลือกแค่คนเดียวระหว่างภรรยากับลูกสาว…คุณเอสเปอร์ ผมต้องเลือกจริง ๆ เหรอครับ? ผมจะมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินชีวิตคนได้…
แทฮาจินมองดูอีกคนที่ร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เพียงแค่เอสเปอร์หนุ่มโบกมือ บรรดาเอสเปอร์ที่มาด้วยกันก็เดินเข้าไปในห้องผ่าตัดทันที ดูเหมือนเขาจะแจ้งให้หมอรับรู้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
แทฮาจินวางถุงกระดาษที่ถืออยู่ลงตรงข้างเก้าอี้ของเขา แต่เพราะยังไม่มีสติจึงไม่ทันได้เปิดดูว่าข้างในมีอะไร
– เลิกร้องไห้แล้วมาอธิษฐานกันดีกว่า
การผ่าตัดสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หมอบอกกับเขาว่า ถ้าไม่ได้การช่วยเหลือจากเอสเปอร์ทุกคนคงเกิดปัญหาขึ้นแน่นอน สุดท้ายแล้วแทฮาจินก็เป็นคนที่ช่วยให้เขาไม่ต้องตัดสินใจกับทางเลือกอันน่าสิ้นหวังพวกนั้น
หลังจากสถานการณ์เข้าที่เข้าทางหมดแล้ว โดเบอร์แมนเริ่มสบายใจขึ้นและได้มีเวลาได้เปิดถุงกระดาษใบใหญ่ที่ฮาจินให้ไว้ในวันนั้นออกดู ถึงแม้จะช้าไปสักหน่อยก็ตาม
ในถุงมียาบำรุงสำหรับภรรยาหนึ่งกล่องและรองเท้าสำหรับลูกสาวอีกหนึ่งกล่อง
“…”
ถึงแม้จะไม่มีคำอวยพรใด ๆ เขียนแนบมา แต่โดเบอร์แมนกลับรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างท่วมท้นจนมือสั่นไม่หยุด
นั่นหมายความว่า แทฮาจินรู้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนผ่าตัดแล้วว่าทั้งแม่และลูกสาวจะรอดทั้งคู่
เรื่องราวในวันนั้นอาจเป็นเหตุผลของคำตอบก็ได้
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่โดเบอร์แมนคิดว่า จะต้องติดตามคนคนนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อให้แทฮาจินจะเป็นแค่ขยะในสายตาคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับโดเบอร์แมนแน่นอน
เขาก็เป็นแค่คนที่แสดงความรู้สึกได้แย่คนหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่อียอนอีกลับเลือกใช้คำว่า 「สงสาร」 ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีคำที่ฟังดูอ่อนแออย่างนั้นอยู่ในสมองของเขาเลย
ในที่สุดโดเบอร์แมนที่เว้นช่วงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง
‘อ้อ นี่เราสงสารเขางั้นเหรอ...’
ความเงียบสงัดปกคลุมห้องได้ไม่นาน ชายหนุ่มที่กำลังถูกพูดถึงก็เปิดประตูผางเข้ามา
แทฮาจินกลับมาพร้อมเลือดชุ่มโชกไปทั้งตัว เขาเหลือบมองโดเบอร์แมนกับยอนอีแวบเดียว ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องอาบน้ำ แม้เสียงน้ำจากฝักบัวจะดังขึ้น แต่ยอนอีก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง จนโดเบอร์แมนที่แท้จริงแล้วถูกส่งมาคุมตัวคนป่วยรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาแทน
“ดื่มน้ำได้นะครับ ไม่มีการวางยาหรือใส่ยาพิษอะไรทั้งนั้น หรือถ้าคุณไม่ไว้ใจ ผมดื่มให้ดูก่อนก็ได้นะครับ”
“หลังจากนี้เราคงได้เจอกันบ่อยนะครับ คุณเลขา”
“…ครับ นั่นสินะครับ”
ถ้อยคำของยอนอีฟังดูหมดอาลัยตายอยากอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกผิดขึ้นมาเสียนี่ โดเบอร์แมนคิดพลางหัวเราะในลำคอก่อนเดินออกจากห้องทำงานไป
อีกชั่วอึดใจหนึ่ง แทฮาจินที่ชำระล้างร่างกายเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากห้องน้ำ
“เป็นอะไรไหมครับ”
ฮาจินเอ่ยถามพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมลวก ๆ นัยน์ตาสีแดงโผล่พ้นผ้าขนหนูออกมาแวบหนึ่ง เขาสวมชุดคลุมอาบน้ำสีเทาเข้ม สายคาดเอวถูกผูกเป็นปมไว้แค่หลวม ๆ การขยับเพียงนิดเดียวจึงทำให้มองเห็นทะลุไปถึงไหนต่อไหน ยอนอีจึงเป็นฝ่ายเสหน้ามองไปทางอื่นเสียเอง
“เอสเปอร์แทฮาจิน”
“ครับ”
“จะไม่พูดอะไรกับผมหน่อยเหรอครับ?”
ยอนอีหันกลับมาจ้องมองอีกฝ่ายตรง ๆ เอสเปอร์หนุ่มลากเกาอี้มาวางไว้ข้างเตียงและหย่อนตัวนั่ง ยกท่อนขาเรียวยาวขึ้นมาไขว่ห้างและประสานสายตากับยอนอี
“ขอโทษครับ”
เป็นการขอโทษที่แห้งแล้งไร้อารมณ์อย่างยิ่ง ดวงตาของยอนอีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่คิดมาก่อนว่าคนทิฐิสูงอย่างแทฮาจินจะพูดคำนั้นออกมาได้ง่ายดายขนาดนี้
“ผมเจตนาทำจริง ๆ และถึงจะย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็คงเลือกที่จะทำแบบเดิม”
เขาเสยผมที่เปียกชื้นของตัวเองขึ้นไปราวกับกำลังรำคาญใจ
“แต่เพราะความสะเพร่าของผม สถานการณ์ถึงได้บานปลายขนาดนั้น ต้องขอโทษด้วยครับ”
ยอนอีหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อช่างน้ำหนักดูว่าเขาพูดด้วยความจริงใจหรือเปล่า นึกว่าคนคนนี้จะทะนงตัวไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ แต่พอเห็นอย่างนี้แล้ว ปรากฏว่าเขาเองก็ยอมแพ้เป็นเหมือนกันถ้าหากถึงเวลาที่จำเป็น
แน่นอนว่าแค่นี้ไม่ได้ทำให้ยอนอีรู้พอใจสักเท่าไหร่ เพราะเขาเต็มใจขอโทษเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
‘แต่จะไปคาดหวังอะไรจากหมอนี่ได้ล่ะ’
หวังว่าแทฮาจินจะลงไปคุกเข่าขอโทษงั้นเหรอ? คงไม่มีทางซะหรอก
ยอนอีเย้ยหยันตัวเองในใจและพูดว่า
“อย่าใช้พลังเกินตัวจนถึงจุดที่เกิดอาการคลั่งอีกนะครับ เพราะนั่นมันไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตายเลย”
ยอนอีคิดว่าบางทีตัวเขาเองก็อาจจะไม่ปกติเหมือนกัน เพราะถ้าหากเป็นคนปกติก็คงจะสะกดกลั้นความโมโหไว้ไม่อยู่และตะโกนด่าออกไปประมาณว่า ฉันต้องลำบากแทบตายเพราะนายคนเดียว ทำอย่างนั้นทำไม เป็นโรคจิตชอบเห็นคนอื่นเขาทำอะไรไม่ถูกหรือไง อะไรแบบนี้
เขารู้สึกแย่ก็จริง แต่ถ้าโวยวายและขุดคุ้ยเรื่องขึ้นมาอีกทั้งที่สถานการณ์ทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ตัวของเขาเองนั่นแหละที่จะซวย
‘ได้เวลาใช้เหตุผลก่อนอารมณ์แล้วสินะ’
แทฮาจินนับว่าเป็นคนที่ยอนอีเสวนาด้วยไม่รู้เรื่องที่สุดจากในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่เคยพบเจอมา การใช้อารมณ์กับคนประเภทนั้นจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง
ไหน ๆ แทฮาจินก็รู้แต่แรกแล้วว่าเขาไม่ใช่ไกด์ระดับ B ถึงมีคนรู้เพิ่มขึ้นมาสามคน แต่ความลับของเขายังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนก็ยังพอสบายใจได้อยู่
ถ้าคนที่ขัดขวางเอาไว้คือแทฮาจินอย่างที่โดเบอร์แมนบอกจริง ๆ ละก็ ยอนอีค่อนข้างมั่นใจว่าข้อมูลของเขาจะถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างแน่นอน
เอาละ จบการใช้เหตุผลเพื่อการสงบศึกแต่เพียงเท่านี้
“ผมจะรับคำขอโทษไว้ครับ”
ยอนอียกแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา ตอนนี้เขาคิดแค่ว่าดื่ม ๆ เข้าไปจะใส่อะไรไว้ก็ช่าง คงเป็นเพราะนอนมาตั้งสองวันแล้วยังเพลียไม่หาย วันนี้จึงอยากพักสมองสักหน่อย
แทฮาจินนิ่งเงียบไปชั่วขณะเพราะคาดไม่ถึงกับปฏิกิริยาของอีกคน สายตาของเขาราวกับกำลังถามออกมาว่า แค่นี้เนี่ยนะ?
ยอนอีแสยะยิ้ม หมอนี่คงกำลังคาดหวังให้เขาโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เสียใจด้วย
“ว่าแต่ ข้อเสนอที่คุณจะพูดกับผมเมื่อวานซืนคืออะไรเหรอครับ?”
ชายหนุ่มเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงและหยิบบุหรี่กับไฟแช็กซิปโป้ออกมา มือหนาเขย่ากล่องบุหรี่ไปมาพร้อมกับจ้องไปที่อีกคนเป็นเชิงถามว่าสูบตรงนี้ได้ไหม ยอนอีจึงผลักหน้าต่างข้างเตียงให้เปิดออกเพื่อเตรียมระบายอากาศ จากนั้นฮาจินจึงจุดไฟแช็ก
เจ้าของร่างสูงใหญ่เอนตัวพิงกับเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ เขาดูดก้นกรองและพ่นควันออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ประหนึ่งกำลังดื่มด่ำรสชาติสเต๊กราคาแพง
“เรื่องที่คุณเป็นไกด์ระดับ S น่าจะปิดบังไว้ได้ยากในเมืองหลวงนะครับ เพราะที่นี่มีดอร์ถูกเปิดออกเยอะมากที่สุด แถมยังมีคนจับตาดูเยอะด้วย”
“ครับ”
“แต่นั่นเป็นกรณีของไกด์ธรรมดาทั่วไป”
เอสเปอร์หนุ่มพ่นควันออกมาพร้อมแสยะยิ้ม
ถ้าเป็นไกด์ธรรมดาทั่วไปก็คงไม่มีทางปิดบังเรื่องที่ตัวเองเป็นระดับ S และคงจะอวดให้โลกได้รับรู้ก่อนที่ใครจะเข้ามาห้ามไว้ได้ทันเสียอีก จนถึงตอนนี้แทฮาจินก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมอียอนอีถึงต้องพยายามซ่อนระดับที่อยู่ในขั้นสูงของตัวเองไว้ขนาดนี้ด้วย
ชายหนุ่มฉวยน้ำที่ยอนอีกินเหลือขึ้นมาดื่มหนึ่งอึกก่อนจะพูดต่อ
“มาเป็นไกด์ในสังกัดผมดีไหมครับ เป็นที่ที่ดีในการซ่อนระดับ S เลยนะ”
…ว่าไงนะ?
แววตาของยอนอีสั่นไหวในขณะที่แทฮาจินคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย
“เดี๋ยวผมเป็นให้เองครับ ที่ซ่อนที่คุณต้องการน่ะ”
คำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้เกินความคาดหมายก็จริง แต่พอได้ยินกับหูตัวเองก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้ ในเมื่อพวกเราต่างคนต่างก็เหม็นขี้หน้ากัน แต่กลับมานั่งจับเข่าคุยเรื่องแบบนี้ เป็นอะไรที่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ยอนอีมีคำตอบที่เคยคิดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ยอนอีจึงตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากแทฮาจินกลับเสียบ้าง
เมืองหลวงไม่ใช่สถานที่ที่เอาตัวรอดได้ง่าย ๆ เลย ที่นี่มีคนที่มีความสามารถมากกว่าที่คิด อีกทั้งยังมีดอร์ปรากฏขึ้นบ่อยครั้ง ปัญหาที่ยอนอีไม่สามารถแก้ด้วยตัวเองคนเดียวได้จึงผุดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน เพราะอย่างนั้นยอนอีจึงจำเป็นต้องมีประกันคุ้มครองและเกราะกำบัง
และเกราะกำบังที่ดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครก็นั่งอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ชีวิตเขาคงจะง่ายขึ้นเป็นกองถ้าหากเอาคนที่ตัวเองรำคาญที่สุดมาเป็นเกราะรับกระสุนแทน
“ผมอยู่ในระดับ B อย่างเป็นทางการ ถ้าผมเป็นไกด์ในสังกัดของคุณ ทางศูนย์คงจะชื่นชมยินดีอยู่หรอก แต่คนอื่น ๆ น่าจะคิดว่าผมล่อลวงคุณเพื่อให้ได้ตำแหน่งมาครอบครองน่ะสิครับ”
เขาเริ่มจากชี้แนะจุดที่น่าจะเป็นปัญหาก่อน เมื่อพูดจบแทฮาจินก็เอียงคอน้อย ๆ และยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย
“คุณอียอนอี”
“ครับ”
“คุณเป็นคนควบคุมเครื่องตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังในตอนนั้นใช่ไหมครับ”
เขากำลังพูดถึงเหตุการณ์ตอนที่ตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังล้มเหลวซึ่งในวันนั้นยอนอีได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นไกด์ระดับ B หากว่ากันตามจริง ยอนอีไม่ได้เป็นคนควบคุมเครื่องตรวจสอบ แต่เป็นเพราะพลังอันโดดเด่นของคุณสมบัติซ้อนต่างหากที่ทำให้เครื่องตรวจสอบเกิดอาการรวน
ยอนอีปิดปากเงียบสนิท
“ถ้าคิดจะโกหก เงียบไว้ก็ดีแล้วละครับ”
แทฮาจินเอ่ยเตือนโดยที่ยังไม่ทันได้ยินคำตอบ
ดูเหมือนว่าแทฮาจินจะสังเกตเห็นกล้องวงจรปิดในวันนั้นจริง ๆ และตอนนั้นยอนอีก็จงใจมองกล้องพร้อมยิ้มเยาะเย้ยเขาเสียด้วย…
‘จะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี?’
ยกเว้นเรื่องที่เขามีคุณสมบัติซ้อน ต่อให้ตายก็ไม่มีทางบอกเด็ดขาด