Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (19)
ยอนอีจึงตัดสินใจเปิดเผยความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว
“ผมไม่ได้ควบคุม แต่สามารถชักจูงผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ส่วนวิธีการถือเป็นความลับทางการค้าจึงไม่สามารถบอกได้ครับ”
“แล้วคุณรอดพ้นจากการตรวจครั้งแรกหลังจากพลังตื่นขึ้นได้ยังไงครับ แสดงว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยู่ในระดับ S และคิดจะเก็บซ่อนมันไว้หลังจากที่รู้แล้วน่ะสิ”
อีกฝ่ายกำลังถามว่ารู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นระดับ S และรู้ว่าตัวเองสามารถควบคุมเครื่องตรวจสอบได้ในตอนไหน ยอนอียกฝ่ามือขึ้นมาลูบแก้มตัวเองอย่างช้า ๆ มันเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก อีกอย่างคือเขาไม่ได้มีหน้าที่รายงานสิ่งที่เป็นความลับให้อีกคนได้รู้ด้วย
“ผมน่าจะเผลอโกหก เพราะงั้นขอไม่พูดต่อแล้วกันครับ”
ฮาจินแสยะยิ้มพลางขยี้ปลายบุหรี่กับที่เขี่ย
“มาตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังกันอีกรอบเถอะครับ ให้ได้ผลประมาณระดับ A0 น่าจะกำลังดี”
ทำได้ไหมล่ะครับ
คำพูดของอีกฝ่ายแฝงคำถามอยู่เป็นนัย ๆ ดูเหมือนว่าแทฮาจินจะต้องการให้เขาขึ้นไปอยู่ในระดับ A0 ซึ่งพบการตื่นใหม่ของพลัง เพราะมันคงเป็นเรื่องยากถ้าจะเอาไกด์ระดับ B มาเข้าสังกัดตนเอง
ระดับ B0 เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดแล้วในการหลบหนีจากสายตาของพ่อ แต่ไป ๆ มา ๆ บางทีการเปิดเผยว่าอยู่ในระดับ A0 อาจจะปลอดภัยกว่าถูกจับได้ว่าอยู่ในระดับ S ก็ได้ อีกทั้งระดับ A ยังเป็นระดับที่ไม่น่าจะตกเป็นที่สงสัยเท่าไหร่นักในการไกด์ดิงให้แทฮาจินที่เป็นถึงระดับ S
ในบรรดาผู้มีพลังพิเศษมีน้อยคนนักที่จะเกิดการตื่นใหม่ของพลังขึ้นมาอีกครั้ง แถมซ้ำร้ายยังไม่เคยมีใครที่พลังตื่นใหม่เกินกว่าสองครั้งเลยสักคน เพราะฉะนั้นถ้าหากผลการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังรอบนี้เป็น A0 คนอื่น ๆ ก็จะเห็นเขาเป็นระดับ A0 ตลอดไป
เพราะการตื่นใหม่ของพลังซ้ำซ้อนไม่มีทางเป็นไปได้ในทางทฤษฎี
หากเป็นแบบนั้นจริง ยอนอีก็จะสามารถหลุดพ้นจากความสนใจของพ่อไปได้อย่างถาวร
“เอาเป็นว่าทำได้แล้วกันครับ…แล้วถ้าผมเป็นไกด์ในสังกัดของคุณ ผมจะได้อะไรครับ?”
ฮาจินใช้นิ้วเรียวยาวปัดการแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนนาฬิกาทิ้ง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามอง
“อยากได้อะไรก็บอกมาได้เลยครับ ผมให้ได้หมดไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน เงิน หรือรถ”
น่าเสียดายที่ยอนอีไม่ได้ต้องการวัตถุสิ่งของพวกนั้น ถ้าคิดจะสูบเลือดลูบเนื้อหมอนี่จริง ๆ สู้แอบใช้เงินของพ่อยังจะดีเสียกว่า
แต่แน่นอนว่ายอนอีก็ไม่ได้คิดจะแตะต้องเงินของพ่อเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อสามารถรับรู้ถึงข่าวคราวของเขาได้ทุกครั้งที่รูดบัตรเครดิต ดังนั้นหลังจากซื้อรถและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งเมื่อ 4 ปีก่อน ยอนอีจึงไม่แตะต้องเงินของพ่ออีกเลย
‘ไม่มีอะไรที่อยากได้เลยแฮะ’
เป็นเรื่องปกติที่จะต้องตกลงค่าตอบแทนกันก่อนเซ็นสัญญา ซึ่งยอนอีเองก็ลองถามโดยไม่ได้คาดหวังอะไร แต่แทฮาจินกลับตอบเหมือนกับจะยอมรับฟังคำขอของเขาทุกอย่างเสียอย่างนั้น
“อืม”
อะไรกันนะที่ฉันปรารถนาอยากจะได้มาจริง ๆ?
ยอนอีเท้าคางบนตักพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นเขาก็คิดบางอย่างออกและเกิดความลังเลขึ้นมานิด ๆ ยอนอีกลอกตาไปมาอย่างสองจิตสองใจ
“ผมคิดดูแล้ว มันก็พอจะมีสิ่งที่คุณทำให้ผมได้อยู่ แต่ว่า……”
“คงมีเยอะละสิท่า”
แทฮาจินพูดขณะก้มหน้าก้มตาพิมพ์อะไรบางอย่างในนาฬิกา คำตอบที่ฟังดูอวดดีทำให้ยอนอีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
ไม่แปลกใจเลย
ยอนอีรวบรวมสติและพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างจริงจัง
“ผมอยากให้คุณปกป้องผมครับ”
ใช่แล้ว
สิ่งที่เขาต้องการคือ 「การมีชีวิตรอด」
ยอนอีใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมาโดยตลอด นานมากแล้วที่เขาตัดสินใจหนีออกมาจากรังที่เรียกว่าครอบครัว เพราะกลัวว่าพ่อผู้เสียสติของตนจะทำแบบนั้นกับตัวเขาด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกแย่ที่พ่อคอยจับตาดูอยู่ตลอดไม่ว่าจะไปที่ไหนหรือทำอะไร
และคนที่สามารถปกป้องเขาจากผู้มีอำนาจเช่นนั้นได้ก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แม้จะนับรวมทั่วทั้งทวีปแล้วก็ตาม
แทฮาจินคงเข้าใจว่ายอนอีขอให้ช่วยปกป้องตนจากสัตว์ประหลาด
แต่หารู้ไม่ว่า สัตว์ประหลาดที่แท้จริงก็แค่มนุษย์เดินดินคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอสเปอร์หนุ่มก็แสดงออกทางสีหน้าว่าอึ้งกับคำตอบ เพราะมันฟังดูอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อเมื่อมาจากปากของยอนอี
“จากการข่มขู่และทุกอย่างนอกเหนือจากนั้น ได้ไหมครับ?”
คำขอของยอนอีเป็นอะไรที่ฮาจินไม่เคยคาดคิดมาก่อน
การที่ข้อมูลส่วนตัวของอียอนอีถูกแปะป้ายไว้ว่า「เป็นความลับระดับชาติ」ทำให้แทฮาจินตีความได้ว่า เงาที่อยู่เบื้องหลังอียอนอีนั้นค่อนข้างใหญ่โตอยู่ประมาณหนึ่ง คงเพราะแบบนี้อีกฝ่ายถึงได้ขับรถนอกและใส่แต่เสื้อผ้าดี ๆ ไปไหนมาไหนภายในศูนย์
เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าสิ่งที่อียอนอีต้องการไม่น่าจะใช่ค่าตอบแทนที่เป็นเงินทอง
ฮาจินนึกว่าอีกคนจะขอให้เลิกกลั่นแกล้งตัวเอง หรือไม่ก็ขอไกด์ดิงด้วยความเต็มใจของตัวเองเท่านั้นเสียอีก
ทว่าสิ่งที่ยอนอีขอ กลับเหนือความคาดหมายไปโดยสิ้นเชิง คงเป็นเพราะอียอนอีดูไม่ใช่คนที่ชอบพึ่งพาคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นคนที่เหมือนกับตัวเองยิ่งแล้วใหญ่
ฮาจินคลี่ยิ้มอย่างไร้เหตุผล คนที่ข่มขู่อียอนอีมากที่สุดภายในศูนย์นี้ ไม่ใช่ตัวเขาหรือไง?
“ฝากปลาย่างไว้กับแมวชัด ๆ”
รอยยิ้มยังไม่ทันจางหายไปจากใบหน้า จู่ ๆ อียอนอีก็คว้ามือขวาของอีกคนมา ส่งผลให้สีหน้าของแทฮาจินแข็งทื่อโดยฉับพลัน เอสเปอร์หนุ่มจ้องยอนอีด้วยสายตาราวกับกำลังตั้งคำถาม
เพียงอึดใจเดียว มวลพลังที่มากองรวมกันอยู่บริเวณมือซึ่งจับประสานกันไว้ก็เริ่มถูกระบายออกไป ยอนอีกำลังทำการไกด์ดิงนั่นเอง
“ระดับมลพิษเท่าไหร่ครับ?” อียอนอีถาม
อันที่จริง ฮาจินเพิ่งกลับมาหลังจากออกไปจัดการกับเยลโลว์ดอร์ตั้งแต่ช่วงสาย ถึงแม้ขนาดจะค่อนข้างเล็ก แต่เยลโลว์ดอร์เป็นประเภทที่รับมือได้ยากทำให้กินเวลานานจนล่วงเลยมาถึง 4 โมงกว่าจะสงบลง ฮาจินเหลือบมองดูนาฬิกาก่อนจะตอบ
“68 เปอร์เซ็นต์”
“มีผลการวิจัยว่า เมื่อไกด์ดิง บริเวณที่ถูกสัมผัสจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าบริเวณอื่นน่ะครับ”
ฮาจินเลิกคิ้วขึ้น เขาก้มมองลงบนมือขวาที่ถูกจับอยู่
สองวันก่อน ฮาจินจงใจปลุกอาการคลั่งขึ้นมาทำให้พลังในมือปะทุซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผิวหนังด้านนอกของเขาจึงไหม้เกรียมและเกิดแผลผุพอง แต่ถึงอย่างไร ร่างกายของเอสเปอร์ก็ฟื้นตัวเร็วอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แผลพวกนี้หลังจากผ่านไปประมาณสองสามวันก็คงดีขึ้น
แต่ทำไมวันนี้อียอนอีถึงเลือกที่จะจับมือแทนที่จะเป็นการแตะข้อมืออย่างที่เคยทำกันนะ?
“แล้วก็…อะแฮ่ม ผมขอโทษครับ”
อียอนอีไม่ละสายตาไปจากมือหนาใหญ่ของอีกฝ่ายแม้แต่วินาทีเดียว
คำขอโทษที่ออกมาจากปากของคนตรงหน้าทำให้ฮาจินเอียงคอน้อย ๆ ด้วยความสงสัย
ขอโทษเรื่องอะไร?
“เมื่อวานซืน ผมมัวแต่ลนลานจนมันขึ้นไปถึง 92 เปอร์เซ็นต์และมือขวาของคุณก็ยังเกิดอาการคลั่งไม่หยุด เพราะงั้นผมเลยตัดสินใจทำการ 「เซอร์โวดิง」 อย่างเร่งด่วน แต่ผมคิดว่าการยินยอมของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงอยากขอโทษในส่วนที่ทำอะไรลงไปตามใจชอบน่ะครับ ขอโทษด้วยครับ”
ฮาจินกำลังครุ่นคิด
เขาไม่เข้าใจความคิดของอีกคนเลยสักนิดเดียว
เซอร์โวดิงเป็นการไกด์ดิงที่จำเป็นต้องมีมารยาทและเป็นทางการขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? แถมเขายังให้ความสำคัญต่อการยินยอมของอีกฝ่ายด้วย เพิ่งเคยเห็นคนพูดแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย
ปกติแล้วไกด์จะให้ความสำคัญกับ 「สิทธิพิเศษ」 ของตนเองเป็นหลัก พวกเขามักคิดว่าถ้าไม่มีตัวเองเอสเปอร์ก็ต้องตาย ดังนั้นพวกเขาจึงใช้สิทธิในการทำอะไรตามอำเภอใจในบางครั้ง ซึ่งการ 「เซอร์โวดิง」 ก็เป็นตัวอย่างของหนึ่งในผลพวงที่เกิดขึ้น มันคือวิธีการกดหัวเอสเปอร์ที่ไม่ยอมเชื่อฟังให้ยอมศิโรราบและยอมเชื่องกับไกด์ผู้ใช้พลังในชั่วขณะนั้น
ฮาจินคิดมาตลอด
หากเขาไม่ใช่เอสเปอร์ระดับ S+ ไกด์หลาย ๆ คนก็คงพยายามกดหัวเขาให้อยู่ใต้อำนาจเช่นกัน
เพียงแค่คิดก็ชวนให้รู้สึกแย่แล้ว
ไกด์ที่อยู่ตรงหน้ามีแม้กระทั่ง 「ภาชนะ」 ที่สามารถกดเขาให้เป็นรองได้ ในวันที่เกิดอาการคลั่ง เขาไม่ได้ถูกเซอร์โวดิงเพราะโชคร้าย
แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายมั่นใจว่าภาชนะของตัวเองสามารถกดมวลพลังของเขาไว้ได้
ซึ่งก็หมายความว่า ศึกประลองพลังในครั้งนี้ ผู้ชนะไม่ใช่เขาแต่เป็นอียอนอีต่างหาก
‘แล้วจะขอโทษทำไม?’
คำขอโทษที่ยากจะเข้าใจทำให้ฮาจินนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง
เวลาผ่านไปสักพัก ยอนอีก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับปล่อยมือเขาให้เป็นอิสระ
“เสร็จแล้วครับ”
เร็วแฮะ ฮาจินเลิกคิ้วขึ้นและเหลือบมองดูนาฬิกาซึ่งโชว์หมายเลข 37 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเป็นการไกด์ดิงที่น่าทึ่งก็จริง แต่เขากลับยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
“ยังปวดหัวอยู่เลย”
ยอนอีกะพริบตาลงช้า ๆ อย่างงุนงง คนที่ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิดแม้ว่าค่ามลพิษจะสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์กำลังบ่นว่าปวดหัว แต่แทฮาจินก็ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบปั้นน้ำเป็นตัวหรือพูดล้อเล่นเสียด้วยสิ
สีหน้าของยอนอีจริงจังขึ้นเล็กน้อย ท่อนแขนขาวยื่นออกไปวางนาบบนหน้าผากของแทฮาจิน เมื่อพบว่าไม่มีไข้จึงหลับตาลงและใช้ฝ่ามืออ่านพลังของเขา
ผลกระทบที่ตามมาจากอาการคลั่งอาจทำให้สมองส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย หรืออย่างมากก็อาจทำให้ภาชนะเกิดความเสียหายไปด้วย พอได้ลองสัมผัสดูแล้ว ปรากฏว่ามีมวลพลังที่พันกันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มด้ายไร้ระเบียบก้อนหนึ่งอยู่บริเวณสมองส่วนหน้า ยอนอีหลับตาแน่นและเพ่งสมาธิจดจ่อไปที่จุดดังกล่าว
ในระหว่างนั้น ระยะห่างของทั้งสองค่อย ๆ ลดลงจนแทบจะแนบชิดกัน แต่กลับไม่มีใครสนใจ ฮาจินจึงฉวยโอกาสวิเคราะห์กลิ่นอันไม่คุ้นเคยของอียอนอีไปด้วย
กลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้ฤดูร้อน
“ยังปวดหัวอยู่ไหมครับ?”
สิ่งแปลกปลอมที่เต้นกระตุกชวนรำคาญในหัวเมื่อสักครู่นี้หายไปแล้ว
“ไม่เป็นไรแล้วครับ”
ยอนอีรู้สึกเสียดายขึ้นมาในใจ ถ้าบอกว่ายังปวดอยู่ก็คงได้ใช้โอกาสนี้ในการแอบดูภาชนะของเขาไปแล้ว สงสัยชะมัดว่ามันมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง แต่ถึงจะได้แอบดูจริง ๆ คนประสาทสัมผัสไวอย่างหมอนี่ก็คงรับรู้ได้ทันทีอยู่ดีนั่นแหละ
หลังจากไกด์ดิงต่ออีกสักพัก ระดับมลพิษก็ลดลงเหลือ 32 เปอร์เซ็นต์
ค่าความเข้ากัน 81 เปอร์เซ็นต์แสดงประสิทธิภาพผ่านทางการไกด์ดิงได้อย่างยอดเยี่ยม ฮาจินจ้องมองอียอนอีที่กำลังจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยสายตาเรียบนิ่ง
ดูเหมือนว่าคนที่ทำอะไรเชื่องช้ามาตลอด วันนี้จะดูยุ่งเป็นพิเศษ
“จะไปไหนเหรอครับ”
“โรงพยาบาลผู้มีพลังพิเศษครับ”
“ถ้าเป็นเพราะเรื่องการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลัง คุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรอก”
ยอนอีส่ายหน้าและพูดต่อ “ธุระส่วนตัวครับ”
ลืมสนิทเลยว่าต้องไปให้ถึงก่อน 6 โมง ใกล้จะถึงรอบของมันแล้วด้วยสิ ยอนอีคิดขณะรีบวิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่แม้แต่จะบอกลาเจ้าของห้องที่นั่งมองอยู่เลยสักนิด
ฮาจินซึ่งถูกทิ้งให้เหลืออยู่คนเดียวในห้องทำงานหยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปที่โต๊ะเพื่อจัดการงานเอกสารให้เรียบร้อย นัยน์ตาสีแดงก่ำเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง รถเก๋งสีขาวของอียอนอีเคลื่อนตัวออกไปจากลานจอดรถแล้ว
จู่ ๆ ฮาจินก็นึกถึงข้อเสนอที่อียอนอีกล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้ขึ้นมา
ผมอยากให้คุณปกป้องผมครับ
นี่นับเป็นคำขอที่เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผู้มีระดับ S จะทำให้ไกด์ในสังกัดได้ ถึงแม้อียอนอีจะไม่พูดอย่างนั้น เอสเปอร์ก็มีหน้าที่ต้องปกป้องไกด์ในสังกัดของตัวเองอยู่แล้ว เพราะมันคือจุดมุ่งหมายของการจับคู่กันระหว่างไกด์และเอสเปอร์
ความสัมพันธ์พิเศษที่ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
อียอนอีโดดเด่นสะดุดตาแทฮาจินตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ จนแม้แต่เขายังสงสัยตัวเอง ช่างน่าขำที่อีกคนสามารถไกด์ดิงได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งที่ทำเพียงแค่แตะข้อมือ แถมยังพยายามปกปิดตัวตนไว้สุดชีวิตแม้ตัวเองจะไม่ได้ดูเหมือนระดับ B ในสายตาผู้มีระดับ S อย่างเขาเลยก็ตาม
นับตั้งแต่ได้รับการไกด์ดิงที่สมบูรณ์แบบจากสุดยอดไกด์ การไกด์ดิงแบบลวก ๆ ก็ไม่เคยทำให้เขาพึงพอใจได้อีกเลย ด้วยเหตุนี้ แทฮาจินจึงยิ่งทวีความมุ่งมั่นว่าจะต้องเปิดเผยตัวตนของอียอนอีให้ได้
น่าจะอยู่ประมาณระดับ A+
ฮาจินลองคาดคะเนดูคร่าว ๆ ถ้าเป็นไกด์ระดับประมาณนั้นและสามารถไกด์ดิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทาบทามมาเป็นไกด์ในสังกัดเสียเลยก็น่าจะเป็นความคิดที่ดีไม่น้อย
อียอนอีไม่ได้มีท่าทีชอบพอเขา ดังนั้นอย่างน้อยก็น่าจะไม่เข้ามาเกาะแกะและทำตัวน่ารำคาญเหมือนไกด์คนอื่น ๆ ด้วย
ช่างเหมาะเจาะพอดีอะไรเช่นนี้