Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (20)
ฮาจินวางแผนไว้ว่าจะค่อย ๆ ถอดหน้ากากของยอนอีออกและโน้มน้าวให้เขามาเป็นไกด์ในสังกัดของตัวเองให้ได้ ซึ่งมันเกือบจะสำเร็จแล้ว
แต่ดันเกิดตัวแปรบางอย่างขึ้นเสียก่อน
พอถอดหน้ากากระดับ B จอมปลอมออกได้แล้ว ปรากฏว่าอียอนอีเป็นไกด์ระดับ S ซึ่งผิดไปจากที่เคยเดาไว้ว่าระดับ A+ อยู่มากโข อียอนอีเป็นคนมีความลับยิ่งใหญ่มากกว่าที่เขาคิดไว้
ระดับ S จะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกับระดับอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะไปที่เมืองไหนหรือประเทศใดก็มักจะได้รับการต้อนรับด้วยความยินดีเสมอ ในเมื่ออียอนอีเป็นระดับ S ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาเป็นไกด์ในสังกัดของเขา
ด้วยเหตุนั้น ฮาจินจึงเริ่มคิดหนัก
เขาจะหลอกล่อให้หมอนั่นมาเป็นไกด์ในสังกัดได้ยังไง?
เพียงแค่เห็นออร่าที่แผ่ออกมารอบ ๆ ตัวและการแต่งตัวไปไหนมาไหนก็รู้ได้ทันทีว่าอียอนอีเป็นลูกคนมีอันจะกิน เงินทองคงใช้หลอกล่อเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นแทฮาจินจึงตั้งใจที่จะรับฟังทุกอย่าง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะต้องการสิ่งใดก็ตาม
ถ้าหากไม่จำเป็นต้องทำการไกด์ดิงด้วยร่างกายจากไกด์คนอื่น ๆ อีกต่อไปแล้ว ฮาจินมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถดูแลอียอนอีได้อย่างดีแน่นอน
แต่สิ่งที่อียอนอีต้องการกลับมีแค่การปกป้องเท่านั้น ทำเอาเขารู้สึกท้อแท้เลยทีเดียว
‘หมอนั่นไม่รู้ความสำคัญของตัวเองเลยหรือไง’
ไกด์ระดับ S เป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในสังกัดของใครด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น อียอนอีก็ยอมรับข้อเสนอจากฮาจินด้วยความยินดี ไม่รู้เลยว่าเขาใสซื่อหรือซื่อบื้อจนไม่ทันโลกกันแน่
ฮาจินจ้องมองลานจอดรถที่บัดนี้ว่างเปล่า ก่อนจะพริ้มตาลงและลืมตาขึ้นมาใหม่อย่างช้า ๆ มือหนาควักโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อและกดโทรหาโดเบอร์แมน
– ครับ คุณเอสเปอร์
“อียอนอีจะมาเป็นไกด์ในสังกัดของฉัน”
– ฮะ? ไหนบอกว่าเขาเป็นไกด์ระดับ S ไม่ใช่เหรอครับ? แล้วเขาจะยอมมาเป็นไกด์ในสังกัดคนอื่นทำไม? ไม่สิ เพราะอะไรครับ?”
ไม่แปลกที่คุณเลขาคนเก่งจะมีปฏิกิริยาอย่างนั้น เพราะโดเบอร์แมนก็คงไม่คาดคิดมาก่อนว่า อียอนอีจะยอมมาเป็นไกด์ในสังกัดให้จริง ๆ เสียงที่ดังโหวกเหวกจากปลายสายทำให้ฮาจินขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“เพราะฉะนั้น ไปยกเลิกสัญญากับไกด์ในสังกัดคนอื่น ๆ ให้หมดซะ ยกเว้นหมอนี่คนเดียว”
คำสั่งปานสายฟ้าฟาดของเจ้านายทำให้โดเบอร์แมนเผลอกลั้นหายใจ
– เอ่อ แต่ยิ่งมีไกด์ในสังกัดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะครับ ไกด์อียอนอีอาจจะเลิกเป็นไกด์ในสังกัดเมื่อไหร่ก็ได้ด้วย…ปล่อยไว้อย่างนี้ก่อนจะไม่ดีกว่าเหรอครับ?
“ไม่จำเป็น แค่นี้นะ”
ติ๊ด
ฮาจินวางสายทันทีที่พูดจบ เขากวาดตามองบรรดาเอกสารมากมายที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะและทิ้งตัวลงบนเก้าอี้
ยอดเยี่ยม
ถ้าต่างฝ่ายต่างก็ใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายได้ คงไม่มีอะไรเยี่ยมไปกว่านี้อีกแล้ว
ยอนอีซิ่งรถไปจนถึงโรงพยาบาลสำหรับผู้มีพลังพิเศษ โชคดีที่มาถึงก่อนหมดเวลาให้บริการพอดี
“สวัสดีค่ะ มาเข้ารับการตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังใช่ไหมคะ?”
ยอนอีจำเจ้าของเสียงนี้ได้ในทันที เธอคือเจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์ที่เคยเจอกันแล้วตอนเข้ารับการตรวจสอบเมื่อรอบก่อน วันนี้เธอก็ยังทำงานแบบขอไปทีด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเช่นเดิม
“ไม่ใช่ครับ ผมมาตรวจกับแพทย์เฉพาะทางด้านคุณสมบัติครับ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยคำพูดไม่คาดคิด
อียอนอี อายุ 25 ปี ไกด์ระดับ B…
เธอคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เพราะวันวันหนึ่งต้องต้อนรับลูกค้าที่มาใช้บริการมากมายจึงนึกไม่ออกเท่าไหร่นัก
“มาด้วยปัญหาเรื่องอะไรคะ?”
“เอ่อ พอดีผมไข้ขึ้นเวลาไกด์ดิงเสร็จน่ะครับ”
นั่นเป็นการโกหกคำโต ยอนอีมาด้วยปัญหาอื่นแต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเรื่องนั้นกับเจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์ได้จึงต้องโกหกออกไป เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าหน้าที่สาวจึงบอกให้เขาไปที่ห้องตรวจหมายเลข 5 ด้วยใบหน้าที่ดูเต็มใจให้บริการมากกว่าตอนแรกเล็กน้อย
หลังจากรอสักพักหนึ่ง เขาก็ได้เข้าไปในห้องตรวจ
「แพทย์เฉพาะทางด้านผู้มีพลังพิเศษ ชเวซารัง」
ยอนอีเก็บความแปลกใจไว้ไม่อยู่ หลังจากได้เห็นแพทย์หญิงที่ดูอ่อนเยาว์คนหนึ่งนั่งอยู่ในห้อง แม้แต่ท่าทางการนั่งของเธอยังดูสง่างามจนเขาถึงกับทำตัวไม่ถูก
ปรึกษากับ…หมอผู้หญิงได้หรือเปล่านะ
พอดีปัญหาที่ว่าของเขาออกจะน่ากระอักกระอ่วนไปสักหน่อยหากต้องรับคำปรึกษาจากเพศตรงข้ามเนี่ยสิ
“สวัสดีครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ คนไข้แจ้งมาว่ามีอาการไข้ขึ้นหลังจากไกด์ดิงใช่ไหมคะ?”
เธอตรงเข้าประเด็นทันทีโดยที่ไม่จ้องหน้าหรือพูดอะไรที่ทำให้ยอนอีรู้สึกกดดัน คนไข้หนุ่มจึงสบายใจขึ้นเล็กน้อย เจ้าของร่างสูงโปร่งทรุดนั่งลงบนเก้าอี้พลางพยักหน้าตอบ
“ได้ยินว่าเป็นอาการหายาก แต่บางครั้งร่างกายผมก็เกิดอาการแปลก ๆ ขึ้นมาสองสามเดือนครั้งน่ะครับ ผมจะรู้สึกร้อนไปทั่วทั้งตัว ความอยากอาหารลดลง นอนไม่หลับ เหงื่อแตกพลั่ก แล้วก็…”
ไม่ใช่ว่าตอนนี้ยอนอีมีอาการตามที่สาธยายมา แต่เขาจำเป็นต้องบอกหมอไปก่อนเพื่อเตรียมการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ปกติแล้วเขามักจะมียาเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ปัญหาคือยาที่ได้มาก่อนหน้านี้ได้หมดลงเสียแล้ว
เป็นเวลากว่าเดือนครึ่งแล้วที่ยอนอีย้ายมายังเมืองหลวง แต่เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการปรับตัวและก่อสงครามประสาทกับแทฮาจินจึงผลัดวันมาโดยตลอด
เขาพยายามอธิบายอาการอย่างอ้อมค้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอีกฝ่ายเป็นเพศตรงข้ามจึงเกรงว่าจะไม่สุภาพและทำให้เกิดความเข้าใจผิดหากอธิบายชัดเจนมากเกินไป
“อ๋อ พูดถึงอาการอิ่มตัวใช่ไหมคะ?”
“…”
ทั้งที่เขาพยายามอ้อมแทบตาย แต่คุณหมอสาวตรงหน้ากลับพูดคำนั้นออกมาหน้าตาเฉยเสียอย่างนั้น ยอนอีเม้มปากแน่น เป็นคำที่ไม่ว่าจะได้ยินเมื่อไหร่ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดได้ทุกที
「อาการอิ่มตัว」 เป็นคำที่ใช้เรียกช่วงเวลาที่เกิดอาการอิ่มตัวของพลังตามชื่อของมัน
ถ้าหากมวลพลังซึ่งถูกใส่อยู่ในภาชนะไม่ถูกนำไปใช้และคั่งค้างอยู่ในนั้นจนสะสมไปเรื่อย ๆ พลังที่มีมากเกินกว่าภาชนะก็จะล้นออกมาสู่ร่างกายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
เมื่อเกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นขึ้น ประสาทสัมผัสของร่างกายจะอ่อนไหวจนถึงขีดสุดและมักจะเกิดอาการเจ็บป่วยตามมามากมาย เช่น ไข้ขึ้นสูงและไวต่อ 「ความต้องการเฉพาะ」 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าความต้องการทางเพศ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้มีพลังพิเศษที่อยู่ในช่วงอิ่มตัวจะมีแต่ความต้องการทางเพศอย่างเดียว แต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจมีความอยากอาหารแบบผิดปกติ แต่คนส่วนใหญ่มักจะถูกครอบงำด้วยความต้องการทางเพศเสียมากกว่า
ถึงจะเป็นคำศัพท์ที่ถูกบัญญัติอย่างเป็นทางการแล้ว แต่มันก็น่ากระอักกระอ่วนอยู่ดี
ชเวซารังยิ้มอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นเขาพยักหน้าพร้อมกับลูบหลังคอไปมา
“มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ ช่วงอิ่มตัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นใน 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีพลังพิเศษ หมายความว่ามีคนประมาณ 35 ล้านคนจากจำนวนประชากร 7 พันล้านคนทั่วโลกเคยมีอาการนี้เช่นกันค่ะ”
…ชเวซารังพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอใช้คำพูดอ้อมค้อมแทนที่จะบอกว่านี่เป็นอาการที่พบเจอได้ยาก ยังมีคนเป็นเพื่อนคุณตั้ง 35 ล้านคนเชียวนะ ไม่แปลกหรอกค่ะ อะไรแบบนี้
“ปกติแล้ว ช่วงอิ่มตัวมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ภาชนะมีขนาดเล็กหรือน้ำที่บรรจุอยู่มีปริมาณมากกว่าภาชนะค่ะ ซึ่งในกรณีนี้คนไข้จะต้องระบายพลังออกมาจำนวนหนึ่ง เนื่องจากพลังที่เอ่อล้นจากภาชนะอาจแสดงอาการผิดปกติผ่านทางร่างกายได้นะคะ”
ใช่แล้ว
ยอนอีมีภาชนะที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร แต่น้ำที่บรรจุอยู่ก็มีจำนวนมากไม่แพ้กัน ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วสำหรับระดับ S
จริงอยู่ที่ผู้มีพลังพิเศษจะสามารถมองเห็นภาชนะของคนอื่นได้ แต่การมองภาชนะของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พวกเราจะสามารถรับรู้ได้ถึงมันแบบคร่าว ๆ ว่ามีขนาดใหญ่หรือมีพลังเยอะแค่ไหนเท่านั้น
ถ้าหากเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับภาชนะของตัวเองก็สามารถไปขอร้องให้ผู้มีพลังพิเศษรอบตัวมาดูให้แทนก็ได้ แต่ยอนอีไม่มีโอกาสที่จะทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่มีใครมีระดับสูงจนแอบดูภาชนะของยอนอีได้แล้ว เขายังไม่ต้องการจะให้ใครมาดูด้วย
เพราะภาชนะของคนที่มีคุณสมบัติซ้อนอาจจะมีรูปร่างแปลกประหลาดก็ได้
อีกอย่างคือถ้าถูกจับได้ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อน ชีวิตของเขาคงจะวุ่นวายน่าดู ดังนั้นยอนอีจึงรู้สึกโล่งอกมากที่ไม่เคยมีใครแอบดูภาชนะของเขาได้สำเร็จเลย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือเขาไม่สามารถลดปริมาณน้ำที่อยู่ในภาชนะได้
จากที่ลองค้นคว้ามาบ้าง ปกติแล้วผู้มีพลังพิเศษซึ่งประสบกับภาวะอิ่มตัวมักจะทุกข์ทรมานอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วัน แต่ยอนอีที่ต้องใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ และต้องคอยกดพลังเอาไว้มาเป็นเวลาหลายปีเคยอยู่ในช่วงอิ่มตัวอย่างนานสุดก็ราว ๆ 2 สัปดาห์ในกรณีที่ไม่สามารถจัดการกับมวลพลังที่กดเอาไว้และไม่ยอมนำออกไปใช้ได้
ตอนนั้นเขาอาการหนักถึงขั้นต้องลาพักร้อนระยะยาวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยทีเดียว
“ครับ ผมก็เลยอยากจะขอรับยาไว้ล่วงหน้าน่ะครับ”
“หมายถึงยากล่อมประสาทใช่ไหมคะ?”
“…ไม่ใช่ยากล่อมประสาทครับ มียากดประสาทไหมครับ?”
“ยากดประสาทมีผลข้างเคียงรุนแรงนะคะ ถ้ารับประทานนอกเหนือจากที่แพทย์แนะนำ อาจทำให้กระเพาะบิดจนท้องไส้ปั่นป่วนได้ค่ะ ช่วงนี้มีการผลิตยากล่อมประสาทออกมาค่อนข้างมากแล้ว ทางการจึงหลีกเลี่ยงการให้คนไข้ใช้ยากดประสาทเท่าที่จะสามารถทำได้ค่ะ”
ยอนอีนึกย้อนไปถึงโรงพยาบาลสำหรับผู้มีพลังพิเศษข้างศูนย์ไลบรัมจ์ แน่นอนว่าที่นั่นเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดเล็กจนเทียบกับโรงพยาบาลนี้ไม่ได้
ที่นั่นจ่ายยากดประสาทให้เขาแทบจะในทันทีเชียวละ…
ในที่สุดยอนอีก็ได้รู้สาเหตุที่ตัวเองปวดท้องมาตลอดแล้ว
“แต่ยากล่อมประสาทน่าจะมีฤทธิ์อ่อนไปหน่อย ผมอยากได้ยาที่สามารถทำให้อาการสงบลงได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะครับ”
คุณหมอสาวคลึงมือตัวเองอย่างใช้ความคิด ดูเธอกังวลอยู่ไม่น้อย
“อืม ถ้างั้นเอาแบบนี้ดีไหมคะ? ในวันแรกของช่วงอิ่มตัวให้ลองทานเฉพาะยากล่อมประสาทดูก่อน ถ้าประสิทธิภาพไม่เท่าที่ต้องการก็ค่อยทานยากดประสาททีหลังค่ะ เพราะว่าถ้าทานยาสองตัวพร้อมกันอาจเป็นภาระให้ร่างกายได้”
เป็นข้อเสนอที่ฟังดูใช้ได้ทีเดียว เธอสั่งจ่ายยาทั้งสองตัวและยื่นนามบัตรตัวเองให้คนไข้หนุ่มตรงหน้า
“นี่นามบัตรฉันค่ะ ถ้าผลข้างเคียงรุนแรงมากหรือเกิดปัญหาในการทานยาก็ติดต่อมาได้เลยนะคะ”
“อ่า ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ ไม่เป็น…”
“ฉันเป็นห่วงน่ะค่ะ นี่ก็เป็นครั้งแรกของฉันเหมือนกันที่จ่ายยาน้ำสองตัวนี้ให้คนไข้ในคราวเดียวกัน…”
ยอนอีลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะยื่นมือไปรับนามบัตรเพราะแววตาที่เจือไปด้วยความกังวลของคุณหมอทำให้เขาใจอ่อนอย่างช่วยไม่ได้
「แพทย์เฉพาะทางด้านผู้มีพลังพิเศษ ชเวซารัง 010.xxxx.xxxx」
เมื่ออีกคนยอมรับนามบัตรไป เธอจึงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับเอ่ยสำทับให้เขารักษาสุขภาพให้ดี ยอนอีกล่าวลาอีกฝ่ายและลุกขึ้นจากที่นั่ง
หลังจากคนไข้หนุ่มเดินลูบหลังคอออกจากห้องตรวจไปแล้ว ชเวซารังก็นอนฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดมาดทันที
“เฮ้อ…”
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชเวซารังมองว่าตัวเองไม่ใช่คนประเภทที่สนใจหน้าตาคนอื่นและให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ภายในหรือทัศนคติเสียมากกว่า แต่รูปร่างหน้าตาของอียอนอีกลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนแม้แต่ผู้ชายในสเป็กยังต้องหมอง
ในฐานะหมอ เธอจำเป็นต้องควบคุมสีหน้าให้อยู่เพื่อไม่ทำให้คนไข้รู้สึกสับสนและอึดอัด
หัวใจของเธอเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะและเผลอพูดบางอย่างที่ตัวเองก็ไม่ทันคาดคิดออกไปเพื่อหาเรื่องให้ได้พูดคุยกันต่อ อย่างน้อยแค่อีกชั่วครู่เดียวก็ยังดี
“บ้าไปแล้วแน่ ๆ…”
พอถูแก้มไปมากับโต๊ะเย็น ๆ เธอถึงได้รู้ตัวว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวขนาดไหน
ถึงจะเคยมีแฟนมาบ้างแล้วก็ไม่น้อย แต่เธอกลับตกหลุมรักคนไข้ตั้งแต่แรกเห็นเนี่ยนะ
ไปเล่าให้ใครเขาฟังคงเขินแย่