Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (21)
หลายวันต่อมา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ? ยอนอี นายโอเคหรือเปล่า?”
อึยบินที่วันนี้ก็ยังคงใส่เสื้อคอเต่าสีดำตัวเก่งมองตรงมาทางเจ้าของชื่อด้วยสายตาเป็นห่วง แต่เพราะกำลังกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารในศูนย์ ทุกคนจึงหันขวับมามองพวกเขาทั้งสองคน แม้แต่อึยบินที่ประสาทสัมผัสช้ายังรู้สึกถึงสายตาของทุกคน แล้วมีหรือคนที่ถูกพูดถึงจะรอดไปได้
แต่ยอนอีกลับนิ่งเฉย ชายหนุ่มเคี้ยวข้าวในปากตุ้ย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เรื่องอะไร? หมายถึงเรื่องที่ฉันไปตรวจสอบการตื่นใหม่ของพลังแล้วได้ผลเป็นระดับ A0 หรือว่าเรื่องที่ฉันได้เป็นไกด์ในสังกัดของเอสเปอร์แทฮาจินล่ะ?”
ก็ทั้งหมดนั่นแหละ……
อึยบินทำได้แค่ตอบในใจ ข่าวลือแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ยอนอีจะทันได้บอกเธอเสียอีก ซึ่งเธอเองก็ได้ยินเรื่องพวกนี้มาจากเอสเปอร์ในขณะที่กำลังทำงานไกด์ดิงอยู่เช่นกัน ปกติแล้วยอนอีมัักจะชอบโทรมาบ่นให้ฟังเรื่องเอสเปอร์แทฮาจินอยู่บ่อย ๆ เธอจึงแปลกใจมากที่จู่ ๆ เพื่อนสนิทก็จับพลัดจับผลูไปเป็นไกด์ในสังกัดของแทฮาจินเสียนี่
ยิ่งไปกว่านั้น ยอนอียังเป็นคนลั่นวาจาไว้เองว่าจะใช้ชีวิตในระดับ B ไปตลอดชีวิตด้วย เขาอาจจะไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นผู้มีคุณสมบัติซ้อนหรือเป็นไกด์ระดับ S ก็จริง แต่นี่ถึงกับยอมเปลี่ยนไปเป็นระดับ A0 แถมยังไปเป็นไกด์ในสังกัดคนอื่นอีกด้วยเนี่ยนะ?
อึยบินรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนสนิทคนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ได้ยินว่าเขาเคยมีปัญหากับเอสเปอร์แทฮาจิน ในระหว่างที่กำลังช่วยเหลือแดยองซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของเธอเอาไว้ครั้งที่แล้วเสียด้วยสิ
“ถ้าที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง ฉันก็คงไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก ลองพิจารณาลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้แล้ว บางทีการซ่อนตัวอยู่ใต้กำบังอย่างที่หมอนั่นบอกอาจจะดีที่สุดแล้วก็ได้”
“ใต้กำบัง?”
“อืม ฉันจะใช้แทฮาจินนี่แหละเป็นที่ซ่อนตัว”
ยอนอีได้ใช้ห้องทำงานเล็ก ๆ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องทำงานของแทฮาจินในฐานะไกด์ในสังกัด ซึ่งโดเบอร์แมนก็น่าจะได้ใช้ห้องเดียวกัน แต่เขายุ่งอยู่กับงานจึงมักจะไม่อยู่เป็นประจำ
ห้องทำงานนั้นจึงกลายเป็นของเขาคนเดียวไปโดยปริยาย
“แต่ระดับเอสเปอร์แทฮาจินน่าจะมีไกด์ในสังกัดนอกจากนายอยู่อีกหลายคนไม่ใช่เหรอ?”
“หืม?”
คำถามที่เหนือความคาดหมายทำให้ยอนอีกะพริบตาอย่างช้า ๆ
‘ไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นเลยแฮะ’
จะว่าไปแล้ว ยอนอีไม่เคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับไกด์ในสังกัดคนอื่น ๆ เลย ส่วนโดเบอร์แมนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นด้วย
‘แล้วมันสำคัญด้วยเหรอ?’
ภายในห้องทำงานที่ถูกจัดสรรมาให้ ทั้งห้องมีเพียงแค่โต๊ะทำงานของเขากับโดเบอร์แมนเท่านั้น ถึงจะมีไกด์ในสังกัดคนอื่น ๆ ที่ใช้ห้องทำงานอื่นอยู่ ยอนอีก็ไม่ได้อยากรู้อยู่ดีว่าพวกเขาเป็นใคร
‘องค์หญิงเอเลนา…ก็เป็นไกด์ในสังกัดของแทฮาจินด้วยหรือเปล่านะ?’
ผู้หญิงคนนั้นเป็นถึงสายเลือดของราชวงศ์จึงไม่น่าจะลดตัวลงมาเป็นคนในสังกัดของใคร การเป็นไกด์ในสังกัดอาจจะฟังดูโก้เก๋ แต่ทั้งหมดที่ต้องทำก็คือการยกแทฮาจินมาเป็นความสำคัญลำดับแรกสุดในกรณีที่เขาเรียกตัว นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยอนอีก็ยังสามารถไกด์ดิงให้คนอื่น ๆ ตามการเรียกตัวจากนาฬิกาได้เหมือนเดิม
‘ตอนนี้อยู่ระดับ A0 แล้ว แสดงว่าขอบเขตของการไกด์ดิงน่าจะกว้างขึ้นอีกเยอะ’
ปกติแล้วเขาจะสามารถไกด์ดิงได้กับแค่คนที่อยู่ภายในระดับ B เท่านั้น เพราะกฎระเบียบของศูนย์ระบุไว้ว่าการไกด์ดิงในระดับเดียวกันจะมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งยอนอีเองก็คิดว่าเป็นระบบที่เรียบง่ายดี
ถึงเวลาแล้วสินะ ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับพวกระดับ A
“ยอนอี ที่จริงแล้ว…”
อึยบินโน้มตัวลงกับโต๊ะเพื่อขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะกระซิบเบา ๆ ไม่ให้ใครได้ยิน
“ฉันได้ยินอะไรบางอย่างมา จำเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหม? จูมีฮุน ไกด์ระดับ A ที่แต่งตัวเก่ง ๆ น่ะ”
ยอนอีจำได้ว่าเคยได้ยินเธอเล่าให้ฟังอยู่ ประมาณว่าเขาเป็นคนนิสัยดีและเป็นไกด์ผู้ชายที่ดีกับเธอมาก
“เขาทำไมเหรอ?”
“ได้ยินว่าคุณมีฮุนก็เป็นไกด์ในสังกัดของเอสเปอร์ระดับ S เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยถามเลยว่าสังกัดใคร ไม่รู้สิ เขาไม่ออกจากห้องมาเกินหนึ่งอาทิตย์แล้ว พอรับโทรศัพท์ก็เอาแต่ร้องไห้ใหญ่เลย”
อึยบินยกน้ำขึ้นกระดกคล้ายกำลังรู้สึกอึดอัดใจ
“เหมือนว่าเขาจะไม่ยอมกินข้าว ฉันเป็นห่วงเลยเรียกเขาออกมา พอปลอบใจได้สักพักเขาก็พูดขึ้นมาว่าตัวเองถูกทิ้ง พอถามว่าถูกใครทิ้ง เขาก็พูดชื่อเอสเปอร์แทฮาจินออกมาด้วยละ”
“แล้วยังไงต่อ?”
“ยังไงอะไรเล่า! ก็หมายความว่ารูมเมตฉันเคยเป็นไกด์ในสังกัดของแทฮาจินน่ะสิ…แต่ตอนนี้ถูกหมอนั่นเขี่ยทิ้งก็เลยเอาแต่เก็บตัวร้องไห้ไม่หยุด ถ้าอีกหน่อยนายโดนแบบนั้นเหมือนกันจะทำยังไง? นายเองก็เป็นไกด์ประจำตัวของเขาไม่ใช่เหรอ!”
ที่แอบจ้องหน้าเขาบ่อย ๆ และหน้าดำคร่ำเครียดตั้งแต่เมื่อกี้ก็เพราะเรื่องนี้เองสินะ
ยอนอีคลี่ยิ้มพร้อมกับยื่นมือออกไปลูบหัวเพื่อนสนิท
“อึยบิน”
“ว่าไง”
“เราลองมาคิดตามหลักเหตุและผลกันดีไหม?”
“คิดอะไร…?”
“เธอคิดว่า คำว่า 「ถูกทิ้ง」 มันเหมาะสมกับความสัมพันธ์ของเอสเปอร์กับไกด์ในสังกัดหรือเปล่าล่ะ? ไกด์กับเอสเปอร์เป็นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการที่สามารถยุติเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว ส่วน 「การเข้าสังกัด」 ก็เป็นแค่การร่วมมือกันแบบชั่วคราวเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่เพื่อนเธอร้องห่มร้องไห้เพราะถูกทิ้ง น่าจะเป็นเพราะมีความรู้สึกส่วนตัวหรือไม่ก็คาดหวังอะไรบางอย่างกับแทฮาหรือเปล่า?”
“อ้อ งั้นเหรอ...?”
“ร้องไห้เป็นอาทิตย์ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ไม่ได้ถูกปลดออกจากงานตลอดไปสักหน่อย ก็แค่หน้าที่ที่ต้องทำถูกลดลงไปหนึ่งอย่างแค่นั้นเอง ดูแล้วเหมือนอาการคนอกหักมากกว่าละมั้ง”
ถึงแทฮาจินจะนิสัยแย่เหลือรับประทานก็จริง แต่ถ้าดูแค่หน้าตาหรือร่างกายก็คงน่าแปลกถ้าไม่มีใครเคยเสียน้ำตาให้ ยอนอีจึงพูดเช่นนั้นเพื่อให้อึยบินได้คลายความกังวลเรื่องตัวเอง
โชคดีที่ยอนอีไม่ได้คาดหวังอะไรกับแทฮาจินอยู่แล้ว เพื่อนสนิทตัวน้อยของเขาแค่คิดมากไปเองเท่านั้น
“อีกอย่างนะ ถ้าทำฉันหลุดมือไป แทฮาจินนั่นแหละที่จะต้องเป็นฝ่ายเสียดาย”
“เรื่องนั้นฉันรู้ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีนี่นา โลกนี้มันโหดร้ายจะตายไป”
รอยยิ้มของอึยบินช่างจืดเจื่อน ยอนอีจึงยกเรื่องใหม่ขึ้นมาพูดเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ช่วงนี้เธอกับแฟนเป็นยังไงบ้าง? ไอ้แดยองนั่นดีกับเธอหรือเปล่า?”
“หือ? อะ อื้อ…ดีสิ”
“อะไรกัน ทำไมตอบอ้อมแอ้มล่ะ หรือไอ้หมอนั่นมันนอกใจเธออีกแล้ว?”
สีหน้าของอึยบินดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอกลับส่ายหน้ารัว ๆ และบอกว่าเขาไม่ได้นอกใจ ไม่ว่าจะถามซักไซ้เท่าไหร่ อึยบินก็ตอบแค่ว่าทุกอย่างยังไปได้สวย แถมยังยิงคำถามกลับมาที่ยอนอีอีก
“ทำไมช่วงนี้นายไม่ไปออกเดตกับคนธรรมดาเลยล่ะ?”
อึยบินรื้อฟื้นสิ่งที่ลืมเลือนไปจากสมองของยอนอีไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง มือขาวโพลนหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดที่มุมปาก ตอนยังอยู่ที่ไลบรัมจ์ เขาเคยไปออกเดตกับสาวธรรมดาในเมืองหลวงบ้างบางครั้งเวลาที่มาหาอึยบิน
แทนที่จะเรียกว่าเหงา ต้องเรียกว่าอยากรับรู้ถึงความรู้สึกของการมีชีวิตอยู่มากกว่า
เขามั่นใจว่าตัวเองทำเต็มที่เสมอเวลาคบกับใครสักคน แต่คำว่า 「รัก」 ที่ใคร ๆ ก็ชอบพูดกัน ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับยอนอีอยู่ดี หากอีกฝ่ายเป็นคนที่ดูใช้ได้และต้องการลองคบกันดู ยอนอีก็ไม่เคยปฏิเสธ
ทว่าหลังจากได้รับคำสั่งย้ายมาที่เมืองหลวงก็มีแต่เรื่องยุ่ง ๆ ถาโถมเข้ามา แถมเขายังได้เข้าไปพัวพันกับแทฮาจินอีก...
แล้วจะให้เอาเวลาที่ไหนไปนัดสาวออกเดตกันเล่า
“อืม ก็เมืองหลวงมันยุ่งวุ่นวายกว่าที่ฉันคิดนี่”
“โหย ยุ่งอะไรกัน ใคร ๆ เขาก็มีเวลาเหลือเฟือสำหรับหาแฟนทั้งนั้นแหละ”
“…คบกันน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเลิกกันมันลำบากใจเนี่ยสิ จะบอกแค่ขอโทษนะเราเลิกกันเถอะก็ไม่ได้ หรือจะรอไปเรื่อย ๆ จนกว่าโดนทิ้งก็ดูเป็นผู้ชายสันดานแย่อีก อย่างฉันน่ะอยู่คนเดียวซะยังจะดีกว่าละมั้ง”
“แล้วจำเป็นต้องเลิกด้วยหรือไง? ถ้ามันดีก็แค่คบต่อไปก็ได้นี่”
“ไอ้ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันยังไม่เคยชอบใครถึงขนาดยอมได้ทุกอย่างเลย”
ยอนอีแค่พูดพร่ำไปตามที่คิดโดยไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่อึยบินกลับยกมือขึ้นมาเท้าคางและครุ่นคิดบางอย่างด้วยท่าทางจริงจัง เธอส่งเสียงเบา ๆ ในลำคอก่อนจะแย้มยิ้มกว้าง ดูท่าคงคิดอะไรดี ๆ ออกแล้ว
“งั้นคราวนี้ลองเปลี่ยนไหม ลองคบกับคนที่มีพลังพิเศษดู”
“…ฮะ?”
“ที่ผ่านมานายคบแต่กับคนธรรมดาตลอดเลย ลองคบกับพวกเดียวกันอาจจะดีกว่าก็ได้นะ”
ยอนอีขมวดคิ้วพลางส่ายหัวหวืด ๆ จะให้คบกับคนในที่ทำงานเนี่ยนะ ไม่เอาหรอก ต่อให้เป็นคนจากศูนย์อื่นก็ขอบายเหมือนกัน
คนธรรมดาส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้เรื่อง 「คุณสมบัติ」 และ 「ภาชนะ」 สักเท่าไหร่ พวกเขารู้เพียงแค่ว่าถ้าอยู่ในระดับสูงก็แสดงว่าเป็นคนเก่ง หรือถ้าเป็นเอสเปอร์ก็แสดงว่าเป็นผู้มีพลังพิเศษ
เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของยอนอี พอไม่ถูกถามก็ไม่ต้องโกหก นี่นับเป็นข้อดีที่สุดในการคบหากับคนธรรมดาก็ว่าได้ ยอนอีเป็นคนมีความลับเยอะอยู่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ต้องหลอกคนอื่นไปเรื่อย ๆ แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
นอกจากนั้นแล้ว หากคบกับผู้มีพลังพิเศษด้วยกัน อาจส่งผลกระทบต่องานหรือเกิดเรื่องวุ่นวายจากการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยไม่จำเป็น
เช่น คบกับเอสเปอร์แล้วถูกจับได้ว่า ปฏิบัติงานด้วยความลำเอียง ตั้งใจไกด์ดิงให้มากกว่าคนอื่นด้วยเหตุผลที่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนรักของตัวเอง
เพื่อตัดปัญหาน่ารำคาญพวกนั้นแต่ต้นลม ยอนอีจึงเลือกคบแต่คนธรรมดาเท่านั้น
“ขอปฏิเสธแล้วกัน อีกอย่าง ฉันยังไม่ได้อยากรีบคบใครด้วย”
“อืม อย่างนายน่ะจัดการเรื่องพวกนี้ได้สบายอยู่แล้ว”
อึยบินยกมุมปากขึ้นขณะพยักหน้าให้เขา ถึงตอนนั้นทุกอย่างยังดูปกติดีอยู่เลยแท้ ๆ…
…จนกระทั่งคืนนั้น
จูมีฮุน เพื่อนของอึยบินแขวนคอตายในหอพักตึก 5
ยอนอีรีบตรงดิ่งไปหาอึยบินทันทีที่เธอโทรมาหา และไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจด้วยกันกับอึยบินในฐานะพยานที่อยู่ จดหมายลาตายฉบับหนึ่งถูกพบในห้องของจูมีฮุน
แม้ลายมือจะหวัดจนอ่านได้ยาก แต่ผลการตรวจลายมือก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นลายมือของจูมีฮุนจริง
จดหมายลาตายของเขามีรอยเปียกน้ำเป็นวง ๆ เนื้อหาในนั้นสั้นกระชับทีเดียวสำหรับคนที่คิดจะจบชีวิตของตัวเองลงในอีกไม่ช้า
เนื้อหาที่บันทึกไว้ด้านในราวกับเป็นจดหมายที่ต้องการส่งผ่านไปถึงใครบางคน
「เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด ผมรู้ว่าไม่ควรไปยุ่งกับเขา แต่ผมก็รักเขาไปแล้ว ผมขอแค่อยู่ข้าง ๆ ก็พอ แต่สุดท้ายผมก็โดนทิ้ง ผมไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว ผมคิดถึงเขาทุกวินาทีจนแทบจะหายใจไม่ออก หวังว่าการตายของผมจะทำให้เขาจดจำผมได้ตลอดไป」
ยอนอีเห็นพ่อแม่ของจูมีฮุนรีบรุดมาที่สถานีตำรวจ พวกเขาทรุดลงที่พื้นและร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ ด้วยความที่เป็นคนจิตใจอ่อนไหวง่าย อึยบินจึงโผเข้ากอดพ่อแม่ของเขาและร้องไห้ไปด้วยกัน
ไดอารีของจูมีฮุนถูกค้นพบในเวลาต่อมา แม้ตำรวจจะสันนิษฐานว่าไม่ใช่การฆาตกรรม แต่ก็แนะนำให้ครอบครัวของเขาลองตรวจสอบดูก่อน ทว่าพ่อแม่ของเขากลับปฏิเสธที่จะอ่านเนื้อหาภายในไดอารีนั้น เพราะเท่านี้หัวใจของพวกเขาก็แหลกสลายมากพออยู่แล้ว
ด้วยเหตุนั้น อึยบินกับยอนอีจึงได้อ่านหลักฐานชิ้นสำคัญตามคำขอร้องของพวกเขาแทน
ในไดอารีมีการเขียนบรรยายความรู้สึกลึก ๆ ภายในใจว่า เขารักแทฮาจินมากขนาดไหนและมีความสุขแค่ไหนเวลาที่ได้เจอคนคนนั้น
ส่วนครึ่งหลังของไดอารีเต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับความสิ้นหวังในชีวิต มีประโยคหนึ่งเขียนไว้ว่า เขารู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ลืมตาตื่นในตอนเช้าและหลับตานอนในตอนกลางคืน
อีกทั้งยังมีข้อความที่ระบุว่า เขาส่งข้อความหลายสิบข้อความไปหาแทฮาจินในขณะที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังแหลกสลายลง
พออ่านจบอึยบินก็ร้องไห้จนพูดไม่เป็นภาษา ยอนอีจึงให้ปากคำแทน
“จากที่อ่านดู พวกเราก็ขอลงความเห็นว่าไม่น่าจะใช่การฆาตกรรมเช่นกันครับ”
“มีฮุน มีฮุน…”
บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยเสียงคร่ำครวญและเสียงร้องไห้ดังระงม