Open The Door เปิดประตูสู่มหันตภัย - Open The Door ประตูบานแรก (22)
พิธีศพถูกจัดขึ้นในทันที แขกที่มาร่วมไว้อาลัยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ในศูนย์ หลังจากเคารพศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยอนอีและอึยบินก็มานั่งรับประทานอาหารท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของแขกในงาน
ในตอนนั้นเอง ยอนอีสัมผัสได้ว่าสายตาของใครหลายคนหันไปมองบางอย่างโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อมองตามไปจึงเห็นคนที่คาดไม่ถึงกำลังเดินเข้ามาในงาน คนที่เขาคิดไว้ว่าคงไม่มีทางมาปรากฏตัวในงานศพนี้อย่างแน่นอน
แทฮาจินในชุดสูทสีดำสุภาพเรียบร้อยเดินทางมาเคารพศพพร้อมกับโดเบอร์แมน เลขาส่วนตัวของเขา
จูมีฮุนคงจะรักแทฮาจินมากจริง ๆ
เพราะแม้ว่าถ้อยคำตัดพ้อต่อว่าในจดหมายลาตายจะสื่อถึงแทฮาจิน หากแต่ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อของเอสเปอร์หนุ่มคนนั้นเลยสักครั้งเดียว
จูมีฮุนเลือกใช้คำว่า 「เขา」 แทนทั้งหมด
“ได้ยินมาว่า ฮึก คุณเคยช่วยดูแล…มีฮุนของพวกเรา ขอบคุณ…จริง ๆ ค่ะ ฮึก…”
แทฮาจินไม่ได้ตอบ
เขาทำแค่เพียงวางดอกเบญจมาศสีขาวนวลหนึ่งดอกลงอย่างเงียบเชียบ ยอนอีมองเหตุการณ์ตรงหน้าโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มผินหน้าไปกลับที่โต๊ะรับประทานอาหารและเห็นว่าอึยบินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังกัดริมฝีปากล่าง สีหน้าเธอคล้ายกับคนที่กำลังจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ซ้ำยังชำเลืองมองแทฮาจินด้วยหางตาเป็นครั้งคราวอีก
ยอนอีรู้ดีว่าอึยบินเพื่อนสนิทของเขาเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย เธอได้อ่านจดหมายลาตายเปื้อนคราบน้ำตาของจูมีฮุนมาแล้ว มีหรือจะไม่เกิดความรู้สึกอะไรเมื่อเห็นแทฮาจินมาปรากฏตัวต่อหน้าเช่นนี้
แต่อย่างไรก็ตาม……
“อึยบิน”
“…อืม”
“ฉันรู้ว่าเธอเสียใจ เพราะเขาเป็นเพื่อนเธอ เป็นคนที่ดีกับเธอ แถมยังสนิทกันอีก ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวดมากที่ต้องมาเจอภาพแบบนั้นกับตาตัวเอง”
อึยบินก้มหน้างุดเหมือนกับรู้ว่าเพื่อนสนิทกำลังจะพูดอะไร
หยดน้ำตาต้านแรงโน้มถ่วงไว้ไม่อยู่จึงค่อย ๆ ร่วงเผาะลงมาจากดวงตาของเธอ
“มันอาจจะฟังดูเลือดเย็นแต่ฟังฉันเถอะ เรื่องที่จูมีฮุนไปแอบรักเขาข้างเดียวมันน่าเศร้าก็จริง แต่การตายของเขาไม่ใช่ความผิดของคนคนนั้นเลย เธอลองคิดกลับกันดูสิ ถ้าคนที่รักฉันฆ่าตัวตายเพราะทนการเมินเฉยของฉันไม่ได้ นั่นเป็นความผิดของฉันหรือเปล่า? เธอจะโมโหและด่าว่าฉันมันแย่ไหม?”
“ฮือ ฮึก...”
“พวกเราทำได้แค่ไว้อาลัยให้เขา อย่าไปคับแค้นใจแทนคนตายเลย”
ยอนอีคิดว่าอึยบินน่าจะเข้าใจสิ่งที่ตนเองจะสื่อ แต่ทว่าวันนี้อึยบินกลับดื้อรั้นกว่าปกติ เธอซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างและเริ่มปล่อยโฮหลังจากกลั้นไว้มาโดยตลอด อึยบินส่ายหน้าไปมาขณะเริ่มฟูมฟายขึ้นเรื่อย ๆ
“ยอนอี นาย…ไม่เข้าใจ ฮึก ถะ…ถ้าคนที่ตายด้วยเหตุผลอย่างนั้นเป็นนาย ถ้านายเขียนจดหมายลาตายอย่างนั้น ฮืออ ฉันจะไม่มีวันยกโทษให้คนคนนั้นเด็ดขาด ฉันจะ…”
เขาบอกให้ลองคิดกลับกัน แต่ดูเหมือนอึยบินจะลองเอาตัวเขาไปแทนดูเสียนี่ พอได้ยินเพื่อนสนิทพูดแบบนั้น ยอนอีก็ถึงกับพูดอะไรต่อไม่ออกเหมือนกัน
เพราะเขาเองก็เพิ่งลองคิดกลับกันแบบเดียวกับที่อึยบินทำ ถ้าหากเธอฆ่าตัวตายเพราะคนที่เธอรัก ถ้าหากเธอเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้แล้วจากโลกนี้ไป ยอนอีก็น่าจะออกไปตามหามันคนนั้นให้เจอและฉีกมันเป็นชิ้น ๆ ไม่ต่างกัน
เขายื่นมือออกไปเช็ดน้ำตาให้อึยบิน แต่ดูเหมือนว่าการกระทำของเขาจะยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำตาของหญิงสาวกว่าเดิม เธอเลยร้องไห้หนักกว่าเก่าเสียอีก
“โอเค…อยากเกลียดก็ตามใจเธอเลย ฉันไม่ห้ามแล้ว”
ยอนอีย้ายฝั่งไปนั่งข้าง ๆ อึยบิน มือข้างหนึ่งเท้าโต๊ะ ในขณะที่อีกข้างก็คอยตบหลังอึยบินเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
ระหว่างเดินออกจากอาคารที่จัดงาน ยอนอียื่นกุญแจรถให้เพื่อนสนิทและบอกให้เธอไปรอที่รถก่อน จากนั้นจึงตรงดิ่งไปยังพื้นที่สูบบุหรี่ด้านหน้าสถานที่จัดงานศพ เพราะบังเอิญเห็นแทฮาจินเดินไปทางนั้นพอดี
เมื่อเข้าไปใกล้ ยอนอีก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังคุยกับโดเบอร์แมนอยู่จึงแนบตัวเข้ากับกำแพงเพื่อไม่ให้พวกเขาเห็น แต่ยังได้ยินเสียงของทั้งคู่อย่างชัดเจน
“ไม่คิดเลยนะครับว่าเขาจะฆ่าตัวตาย ทั้งที่ดูไม่ใช่คนจิตใจเปราะบางอะไรแท้ ๆ”
โดเบอร์แมนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนปกติ
“เขาโทรมาหาตลอดทั้งอาทิตย์เลยใช่ไหมครับ? แล้วส่งข้อความมาว่าอะไรบ้างครับ?”
ไม่มีเสียงทุ้มต่ำของแทฮาจินตอบกลับมา ดูเหมือนว่าผู้เป็นเจ้านายจะยื่นโทรศัพท์ให้ดูแทน โดเบอร์แมนถึงได้แสดงท่าทางตกตะลึงแบบนั้น
“พระเจ้าช่วย นี่มันอะไรกันครับเนี่ย? หลังจากยกเลิกการเป็นไกด์ในสังกัดเขาก็โทรมาเฉลี่ยวันละ 50 สายเลยสินะครับ…โอ้ ข้อความเยอะอย่างกับจะข่มขู่กันแน่ะ ขอโอกาสอีกครั้ง คิดถึงอ้อมกอด อยากได้ยินเสียง ผมรักคุณจริง ๆ ถ้าไม่มาเจอกันอีกจะตาย…ดูจากนิสัยคุณแล้ว คุณก็ทนมาได้นานพอตัวเลยนะครับเนี่ย ให้ใครดูก็ต้องบอกว่าเป็นแฟนกันแน่นอน”
“เตรียมค่าทำขวัญให้ครอบครัวจูมีฮุนด้วย”
“รับทราบครับ ว่าแต่คุณเอสเปอร์ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ? อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”
เสียงแค่นหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้น จากนั้นแทฮาจินก็พึมพำบางอย่างราวกับกำลังเย้ยหยันตัวเอง
“โทษตัวเองงั้นเหรอ...แล้วฉันต้องรู้สึกอย่างนั้นหรือไงถึงจะเรียกว่าปกติ?”
“ก็คนส่วนใหญ่เขารู้สึกอย่างนั้นกันนี่ครับ”
“ไม่เห็นจะเข้าใจ”
“แต่ก็น่าเสียดายนะครับ ไกด์จูมีฮุนเป็นคนที่ดีคนหนึ่งเลย”
ตอนแรกยอนอีคิดว่าจะมาสูบบุหรี่เป็นเพื่อนเพื่อปลอบใจอีกฝ่ายสักหน่อย แต่ดูเหมือนที่ตั้งใจไว้จะเปล่าประโยชน์
แทฮาจินไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับการตายของจูมีฮุน น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉียบคล้ายกับคนตายด้าน ไร้ความรู้สึก ช่างแล้งน้ำใจอะไรเช่นนี้
เขาต้องเสี่ยงชีวิตออกไปต่อสู้ในสถานที่เกิดเหตุซึ่งมีผู้คนเจ็บป่วยล้มตายอยู่ทุกวัน ไม่แน่คนที่เคยเห็นคนตายเยอะที่สุดในโลกอาจเป็นแทฮาจินก็ได้
ด้วยเหตุนี้ ความตายของใครสักคนจึงไม่ได้มีความหมายอะไรกับผู้ชายคนนี้ สนแค่ตัวเอง เมินเฉยกับทุกสิ่ง นี่แหละผู้ชายที่ชื่อแทฮาจิน
“จ่ายค่าจัดงานศพแทนด้วย แล้วก็ฝากจัดการเรื่องนำศพไปฝังที่สุสานแห่งชาติที”
“ครับ รับทราบครับ”
ยอนอีก้มลงมองพื้นถนนที่มืดสลัว คนไร้ความรู้สึกอย่างแทฮาจินคงจะนึกเรื่องอื่นไม่เป็นนอกจากชดเชยด้วยการใช้เงินทองฟาดหัวคนอื่น
‘ทำไมคุณถึงได้เฮงซวยขนาดนี้กันนะ’
แต่กระนั้นยอนอีก็ยังไม่สามารถตัดสินได้เลยว่าแทฮาจินเป็นคนยังไงกันแน่ เพราะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตเขาเลย
แต่แล้วจดหมายลาตายของจูมีฮุนก็แวบเข้ามาในหัว
หวังว่าคุณจะจดจำผมตลอดไป
‘…ไม่เห็นจะเข้าใจ’
ยอนอีลองคิดกับตัวเองดูว่า จะดีกว่าหรือไม่ถ้าจูมีฮุนพยายามอดทนต่อความโศกเศร้าของตัวเองเอาไว้และแสดงให้เห็นว่ายังสบายดี
ความปรารถนาของเขาเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะสมหวังหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอยู่คนหนึ่งที่เสียใจกับเรื่องของจูมีฮุนจากใจจริง…นั่นคืออึยบิน
อย่างน้อย อึยบินก็น่าจะจดจำจูมีฮุนตลอดไป
ยอนอีหันหลังกลับ ได้เวลาไปส่งอึยบินแล้ว
***
“ดิออนปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าอัศวินประจำราชวงศ์จริง ๆ เหรอ?”
“ค่ะ เห็นว่าถึงให้ฟรี ๆ ก็ไม่เอา”
“เฮอะ…โชคหล่นทับซะจริงนะ เอเลนา เธอก็เกลี้ยกล่อมเขาดี ๆ หน่อยสิ อย่างแทฮาจิน ให้ตายก็ไม่รับตำแหน่งหรอก เอาดิออนมาได้ก็ยังดี”
“ท่านพี่เป็นองค์ชายรัชทายาทไม่ใช่เหรอคะ? ถ้างั้นก็ลองโน้มน้าวเขาเองสิ น้องเป็นแค่องค์หญิง จะไปมีอำนาจอะไรกัน”
“ก็เห็นเธอสนิทสนมกับดิออนออกนี่”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เอเลนาก็แค่นหัวเราะออกมา
“สนิทเนี่ยนะ? ก็แค่น้องที่รู้จักกันเท่านั้นแหละ อีกอย่างดิออนเขาชอบผู้ชายต่างหากค่ะ”
“นี่ แล้วใครบอกให้เธอไปคบกับหมอนั่นมิทราบ? ก็แค่บอกให้ลองโน้มน้าวดูอีกหน่อยเท่านั้นเอง”
“พ่อของดิออนยังดำรงตำแหน่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไงคะ? แล้วนี่เขารู้ตัวหรือเปล่าเนี่ยว่าองค์ชายรัชทายาทอยากจะเขี่ยตัวเองลงจากตำแหน่ง”
“…สืบทอดตำแหน่งต่อจากพ่อเป็นเกียรติออกจะตายไป ได้สืบทอดงานที่พ่อของตัวเองเคยทำมาทั้งชีวิตเชียวนะ”
“เขาบอกว่าเพราะแบบนั้นแหละค่ะถึงไม่อยากทำ” เอเลนาควงแก้วไปมาแล้วยกไวน์ขึ้นจิบให้พอชุ่มคอ
สถานที่แห่งนี้คือห้องอาหารประจำตำหนักองค์ชายรัชทายาท ณ พระราชวังหลวงแห่งดิไอแลน
โต๊ะหินอ่อนที่มีความยาวกว่า 6 เมตรตามแนวขวางตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง โดยมีพี่น้องสองคนนั่งอยู่ตรงปลายสุดของทั้งสองฝั่งและพูดคุยกันอย่างรักใคร่กลมเกลียวแบบที่ไม่ได้คุยมานาน
“…อ้อ เธอบอกว่าเจอไกด์ระดับ S+ เข้าใช่ไหม?”
“ค่ะ แต่ช่วยเก็บเป็นความลับก่อนนะคะท่านพี่ พอดีเจ้าตัวเขายังไม่อยากเปิดเผยเท่าไหร่”
ชิ้นเนื้อสเต๊กถูกหั่นแบ่งด้วยท่วงท่าอันสง่างาม น้ำสีแดงจากเนื้ออันชุ่มฉ่ำไหลซึมออกมาอย่างน่ารับประทาน เมื่อเนื้อชั้นเลิศที่นุ่มละมุนราวกับหิมะละลายในปากหมดลงแล้ว องค์ชายรัชทายาทจึงเช็ดริมฝีปากก่อนจะพูดต่อ
“คนมีความสามารถขนาดนั้น ให้อยู่แค่ในสังกัดของแทฮาจินคงน่าเสียดายแย่”
เอเลนายกหลังมือป้องปากพลางหัวเราะน้อย ๆ
“มีอะไรให้เสียดายด้วยเหรอคะ? คุณฮาจินก็เป็นระดับ S+ เหมือนกัน ต้องประมาณนี้แหละค่ะถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้”
“แล้วคุณเอสเปอร์ผู้เก่งกาจคนนั้นเขาขาด้วนหรือยังไง ทำไมยิ่งนับวันยิ่งเรียกตัวยากเย็นเหลือเกิน เธอบอกเขาตามที่ฉันฝากบอกแล้วใช่หรือเปล่า?”
“บอกแล้วสิคะ บอกว่าถ้าไม่มาหา ท่านพี่ก็จะบุกไปหาเขาเองน่ะค่ะ”
“ฉันจะถือซะว่าเขายุ่งตัวเป็นเกลียวเลยมาหาไม่ได้ก็แล้วกัน แต่ไอ้เรื่องที่ติดต่อไปแล้วทำเมินเนี่ยสิ มันน่าโมโหชะมัด เธอว่าไหม?”
องค์ชายรัชทายาทกำมีดที่ถืออยู่ด้วยความฉุนเฉียว เอเลนาทำเพียงแค่จ้องมองผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายอย่างเวทนา หากองค์จักรพรรดิไม่ได้หน้ามืดตามัวไปกับค่านิยมชายเป็นใหญ่ห่วย ๆ ตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อไปคงเป็นของเธอไปแล้ว
ท่านพี่ริคาร์โดเป็นเอสเปอร์ระดับ S-
พูดให้ดูดีก็คือระดับ S แต่ในความเป็นจริงจะมองว่าเป็นระดับ A+ ก็ได้ อุตส่าห์รวบรวมสายเลือดของผู้มีพลังสูงส่งมาจากทุกสารทิศแล้วแท้ ๆ ช่างเป็นผลลัพธ์ที่น่าเสียดายจริง ๆ
ยังถือว่าฟ้าเมตตา เขาถึงได้เกิดมาพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาไม่น้อยทีเดียว
ทั้งสองเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ทั้งนัยน์ตาสีเขียวอ่อน ทั้งเส้นผมสีทองซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ของราชวงศ์ต่างก็ถอดแบบกันออกมาเป๊ะ ๆ เสียตรงที่ริคาร์โดโง่กว่าเธอนิดหน่อย และถ้าหากเขาไร้ความสามารถกว่านี้อีกเพียงนิด เอเลนาก็คงจะยึดตำแหน่งของเขาไปแล้ว
ไม่แน่ว่าสักวันองค์รัชทายาทหนุ่มคนนี้อาจจะร่วงจากตำแหน่งก็ได้ เอเลนาจึงรักษาการวางตัวให้ดีอยู่เสมอ พยายามพาตนเองเข้าไปอยู่ในคลองสายตาขององค์จักรพรรดิ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ล้ำเส้นจนเกินหน้าเกินตา
หากจะพูดถึงความแตกต่างระหว่างเธอและท่านพี่ก็คงจะเป็นเรื่องนิสัย เธอเป็นคนระแวดระวังตัวสูงจึงมักจะคิดคำนวณถึงผลประโยชน์และผลเสียของการกระทำต่าง ๆ อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เธอจึงไม่เก็บใครไว้ข้างตัวทั้งนั้น ในทางกลับกัน ท่านพี่เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์และเข้าถึงง่าย ทำให้มีผู้คนมากมายรายล้อมเขาอยู่เสมอ
“ดูท่าเขาจะกำลังสนุกกับการจับตามองสมบัติชิ้นนี้อยู่น่ะสิคะ”
“เฮอะ จะมีสมบัติชิ้นไหนล้ำค่ายิ่งไปกว่าองค์ชายรัชทายาทคนนี้อีกเหรอ?”
ริคาร์โดหัวเราะในลำคอ บุคคลที่ล้ำค่ารองลงมาจากองค์จักรพรรดิก็มีแค่เขาเท่านั้น แต่แทฮาจินกลับเมินเฉยต่อการติดต่อของเขาเพื่อไปเฝ้าดูก้อนกรวดที่ไหนกัน
ถึงกระนั้นเอเลนาผู้ฉลาดเฉลียวก็ไม่ได้พูดขัดอะไร
“บุกเข้าไปจริง ๆ เลยดีไหมเนี่ย…”
แค่นึกถึงท่าทางหัวเสียของแทฮาจิน เจ้าชายหนุ่มก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว ติดตรงที่ตอนนี้มีงานเรื่องการทูตและงานอื่น ๆ ที่ต้องทำกองเป็นภูเขาเลากานี่สิ
“เธอจะกลับไปที่ศูนย์หรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ น้องทำงานครบจำนวนของไตรมาสนี้แล้ว”
“จะอยู่ที่วังเหรอ? ถ้างั้นไปร่วมงานทูตคราวนี้ด้วยกัน…”
“ไม่เอาหรอกค่ะ น้องจะไปแทรกกลางอะไรลุง ๆ พวกนั้นได้ ท่านพี่เชี่ยวชาญกว่าตั้งเยอะ เรื่องรับแขกน่ะ”
เอเลนายิ้มแพรวพรายพร้อมพูดเน้นเสียงที่ประโยคหลัง
“ปากหวานจังเลยนะ เอเลนาของพี่” ริคาร์โดยิ้มตอบน้องสาว
“ขอตัวก่อนแล้วกันนะคะ ถ้ายังไม่อยากเห็นประเทศต้องพังพินาศก็ช่วยเก็บเรื่องไกด์คนนั้นเป็นความลับสักระยะก่อนด้วยค่ะ”
กล่าวจบเอเลนาก็เดินออกไปจากห้องอาหารพร้อมกับหญิงรับใช้ ริคาร์โดจิ้มหน่อไม้ฝรั่งเข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆ พลางโคลงหัว ถ้าเขาพูดเรื่องไกด์คนนั้น ประเทศจะถึงกับพังพินาศเชียวเหรอ?
บางทีเอเลนาก็ชอบพูดแต่เรื่องที่ตัวเองเข้าใจอยู่คนเดียว ประเด็นคือยิ่งพูดสำทับไว้ขนาดนี้ คนฟังก็ยิ่งเกิดความสงสัยน่ะสิ